LOGINแพรมุกออกไปยังลานจอดรถ ทว่าในระหว่างที่เขากำลังปลดล็อกรถ หญิงสาวกลับยังคงก้มมองโทรศัพท์ในมือ นิ้วเรียวเลื่อนขึ้นไปยังประวัติการโทรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับหวังว่าหากลองโทรอีกครั้ง ปลายสายจะยอมรับสายขึ้นมาในที่สุด แต่หน้าจอกลับแสดงเพียงข้อความเดิมไม่มีผู้รับสาย “คุณพ่อไม่เคยเป็นแบบนี้เลยค่ะ” แพรมุกพึมพำ สีหน้าฉายแววกังวล “ถึงท่านจะติดธุระ อย่างน้อยก็มักจะส่งข้อความกลับมา แต่ครั้งนี้...ไม่มีอะไรเลย” จอมทัพเปิดประตูรถให้เธอ ก่อนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ครั้งสุดท้ายที่เธอคุยกับท่านคือเมื่อไร?” “เมื่อวานค่ะ ท่านถามว่าฉันอยู่กับคุณหรือเปล่า แล้วก็กำชับให้ระวังตัวนิดหน่อย ตอนนั้นฉันคิดว่าท่านเป็นห่วงเรื่องงาน เลยไม่ได้ถามอะไรต่อ” มือที่กำลังจับสายกระเป๋าของจอมทัพชะงักไปเล็กน้อย “ท่านถามว่าเธออยู่กับฉันหรือเปล่า?” “ใช่ค่ะ” “แล้วท่านพูดอะไรอีกไหม?” แพรมุกพยายามทบทวนความทรงจำ ก่อนส่ายหน้า “ไม่มีค่ะ หลังจากนั้นท่านก็บอกให้ฉันดูแลตัวเอง แล้ววางสายไป” จอมทัพไม่ได้ซักถามต่อ เขารอจนเธอขึ้นไปนั่งใน
เขามองรอยกดบนกระดาษนิ่งๆ ก่อนจะพับแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อยอย่างคนกำลังใช้ความคิด “เป็นไปได้ แต่มีอีกคำถามที่สำคัญกว่านั้น” “อะไรคะ?” “ถ้ามีคนเตือนเรื่องนี้ไว้ แล้วทำไมคำเตือนถึงไม่ถูกเก็บรวมกับเอกสารหลัก?” คำถามนั้นทำให้แพรมุกนิ่งไป รอยกดดังกล่าวอาจเป็นเพียงข้อความที่ใครสักคนเขียนไว้ระหว่างทำงาน แต่ก็อาจเป็นข้อความที่ถูกจงใจแยกออกจากแฟ้ม เพื่ อไม่ให้คนที่เปิดเอกสารพบเห็นได้ง่ายๆ เช่นกัน ไม่ว่าอย่างไหน พวกเขาก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียนและไม่รู้ด้วยว่ากระดาษแผ่นนั้นหายไปตั้งแต่เมื่อไร “เราอาจต้องกลับไปตรวจเอกสารชุดอื่นที่เกี่ยวข้องกับการส่งมอบค่ะ” แพรมุกกล่าว “ถ้าข้อความนี้เคยเขียนอยู่บนกระดาษอีกแผ่นหนึ่ง ก็อาจมีสำเนาหรือร่องรอยอยู่ในแฟ้มอื่น” “ฉันจะให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบ แต่ก่อนอื่น เราต้องรู้ว่าเอกสารฉบับที่หนึ่งอยู่ที่ไหน” จอมทัพปิดแฟ้มลง ก่อนหยิบซองสีน้ำตาลขึ้นมาเก็บไว้ในกระเป๋าเอกสารของตนเอง เขาไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัว แต่แพรมุกสังเกตเห็นว่าตั้งแต่พบข้อความนั้น แววตาของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันไม่ใช่แค่ความสงสัยเกี่ยวกั
จอมทัพอ่านประโยคสุดท้ายนั้นซ้ำอีกครั้ง ปลายนิ้วกดลงบนกระดาษจนเกิดรอยยับเล็กน้อย ความเงียบในห้องทำงานเก่าหนักอึ้งขึ้นกว่าเดิม ราวกับถ้อยคำเพียงไม่กี่คำได้เปลี่ยนความหมายของเอกสารทั้งหมดที่พวกเขาค้นพบมาตลอดทั้งเช้า หากการส่งคืนเอกสารไม่ใช่การยุติข้อตกลง...แล้วข้อตกลงนั้นยังดำเนินต่อไปในรูปแบบใด? “มีความเป็นไปได้อยู่สองอย่าง” จอมทัพเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเขาสงบลง แต่แววตากลับเย็นเยียบ “หนึ่ง เอกสารต้นฉบับถูกส่งคืนเพื่อให้ผู้มีสิทธิ์เดิมเก็บรักษาไว้ตามเงื่อนไขบางอย่าง สอง คนที่รับเอกสารไปไม่ได้ต้องการให้เรื่องนี้จบลงตั้งแต่แรก” แพรมุกขมวดคิ้ว พลางก้มมองข้อความบนกระดาษอีกครั้ง “แต่ถ้าเป็นอย่างแรก ทำไมต้องเขียนกำกับว่าไม่ถือเป็นการสิ้นสุดข้อตกลงด้วยคะ? ถ้าเป็นแค่การส่งเอกสารคืนตามขั้นตอนปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องมีข้อความแบบนี้เลย” “นั่นแหละที่ฉันสงสัย” จอมทัพวางเอกสารลงบนโต๊ะ ก่อนหยิบสมุดบันทึกของบิดาขึ้นมาเปิดตรงหน้าที่มีชื่อมัตสึโตะ มาเรวาชิ เขาใช้นิ้วไล่ไปตามข้อความที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตา ก่อนหยุดลงตรงคำว่า และนำของกลับ
“เพราะเลข 01 เหรอคะ?” “ใช่” เขามองเธอด้วยแววตาจริงจัง “ถ้ามีการระบุชัดเจนว่าฉบับที่หนึ่งไม่ได้อยู่ในบริษัท เราต้องหาว่าใครเป็นคนเขียนข้อความนี้ และมันถูกเขียนขึ้นตั้งแต่เมื่อไร” แพรมุกพยักหน้า แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะเก็บของ เสียงโทรศัพท์ของจอมทัพก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่มารดาของเขา เป็นสายจากฝ่ายกฎหมายของบริษัท จอมทัพกดรับสาย “ว่าไง?” เสียงจากปลายสายดังลอดออกมาอย่างเร่งรีบ “คุณจอมทัพครับ เราตรวจสอบเอกสารที่ฝ่ายกฎหมายเก็บไว้เพิ่มเติมแล้ว พบข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการโอนสิทธิ์ในที่ดินของ The River Crown” จอมทัพหันมองแพรมุก “ข้อมูลอะไร?” “มีบันทึกการรับเอกสารต้นฉบับคืนจากผู้แทนผู้มีสิทธิ์เดิมครับ แต่ในระบบไม่มีชื่อผู้รับ มีเพียงลายเซ็นของผู้ส่งมอบกับวันที่เท่านั้น” จอมทัพกำโทรศัพท์แน่นขึ้น “วันที่เท่าไร?” ปลายสายบอกวันที่ออกมา ชายหนุ่มก้มลงมองสมุดบันทึกบนโต๊ะทันที มันเป็นวันเดียวกับวันที่คุณนำทัพเขียนไว้ว่า “มัตสึโตะ มาเรวาชิ พบกันแล้ว” แพรมุกเห็นสีหน้าของเขาเปลี่ยนไป จึงรีบขยับเข้ามาใกล้ “มี
“แต่เรายังไม่รู้ว่าเอกสารนี้เขียนขึ้นเมื่อไร และเขาตั้งใจให้ใครอ่าน” จอมทัพพลิกกระดาษกลับไปดูด้านหลัง ทว่าไม่มีข้อความเพิ่มเติม เขาจึงหยิบเอกสารแผ่นที่สองขึ้นมาแทน ทันทีที่เห็นตราประทับตรงมุมกระดาษ แพรมุกก็ขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม มันเป็นตราของ Takachiho ตัวอักษร T.C. ปรากฏอยู่เหนือข้อความภาษาอังกฤษที่ซีดจางไปบางส่วน ใต้ตราประทับมีตารางบันทึกการเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ในพื้นที่ แต่ข้อมูลหลายช่องถูกปิดทับด้วยหมึกสีดำ ส่วนชื่อผู้เกี่ยวข้องถูกตัดออกจากสำเนาไปบางส่วน จอมทัพไล่อ่านทีละบรรทัด ก่อนจะหยุดตรงช่องที่ระบุถึงผู้รับรองรายการ มีลายเซ็นหนึ่งปรากฏอยู่ ลายเซ็นของคุณนำทัพแต่สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ชะงักไม่ใช่ลายเซ็นนั้น หากเป็นข้อความที่เขียนกำกับไว้ข้างใต้ด้วยลายมืออีกแบบหนึ่ง “การรับรองนี้ไม่ถือเป็นการยืนยันการโอนสิทธิ์โดยสมบูรณ์” แพรมุกเบิกตาขึ้นเล็กน้อย “เดี๋ยวนะคะ ถ้าอย่างนั้นลายเซ็นของคุณนำทัพก็ไม่ได้หมายความว่าเขายืนยันการโอนสิทธิ์แล้วสิ” “ใช่” จอมทัพเพ่งมองเอกสาร “อย่างน้อยข้อความนี้ก็ระบุไว้แบบนั้น” เขาใช้นิ้วแ
คำพูดของคุณหญิงจอมขวัญทำให้จอมทัพนิ่งงัน มือที่ถือซองเอกสารค้างอยู่กลางอากาศ ขณะที่สายตาจับจ้องลายมือบนหน้าซองอย่างไม่วางตา ความรู้สึกประหลาดแล่นผ่านอก เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าหลังจากมัตสึโตะมาเยือนบ้านในวันนั้น บิดาของตนจะมีเรื่องที่แม้แต่คนใกล้ชิดที่สุดก็ไม่กล้าเอ่ยถึง “แม่ครับ คนคนนั้นเป็นใคร?” “แม่ไม่รู้ว่าชื่อที่ลูกกำลังจะเห็นเป็นชื่อเดียวกับที่พ่อเคยให้แม่ดูหรือเปล่า” “แล้วแม่จำชื่อไม่ได้หรือครับ?” ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ ก่อนเสียงถอนหายใจแผ่วเบาจะดังขึ้น “แม่จำได้ แต่แม่ไม่อยากให้ลูกด่วนสรุปอะไรจากความทรงจำของแม่เพียงอย่างเดียว” จอมทัพขมวดคิ้ว “แม่กำลังปิดบังอะไรผมอยู่หรือเปล่า?” “จอมทัพ...” น้ำเสียงของมารดาอ่อนลง ทว่าแฝงความหนักใจอย่างเห็นได้ชัด “แม่ไม่ได้ตั้งใจปิดบังลูก แต่เรื่องบางเรื่อง พ่อของลูกเป็นคนตัดสินใจว่าจะไม่พูดถึงอีก แม่ไม่รู้เหตุผลทั้งหมด และไม่เคยคิดว่าลูกจะต้องกลับมาค้นหาคำตอบด้วยตัวเองในวันนี้” จอมทัพเม้มริมฝีปากแน่น เขาอยากถามต่ออีกหลายคำถาม แต่เมื่อเหลือบเห็นแพรมุกกำลังมองซอง







