LOGINจอมทัพไม่ได้เร่งถาม เขารอจนเธอเงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ “อย่างน้อยเราก็รู้ว่าท่านยังติดต่อเราได้” แพรมุกพยักหน้า แต่ความกังวลไม่ได้ลดลงเลย “คุณพ่อรู้เรื่องเอกสารจริงๆ ค่ะ แล้วท่านก็รู้ด้วยว่าคุณนำทัพทิ้งร่องรอยไว้” “ใช่” “แต่ท่านยังไม่ยอมบอกว่าเกิดอะไรขึ้น” จอมทัพเหลือบมองไปยังโต๊ะทำงาน ก่อนจะมองแฟ้มเอกสารที่กระจัดกระจายอยู่ในลิ้นชักอีกครั้ง “เพราะบางทีท่านอาจยังไม่รู้ว่าใครกำลังจับตาดูเรื่องนี้อยู่ หรืออาจมีเหตุผลที่ทำให้ท่านไม่สามารถพูดได้อย่างอิสระ” แพรมุกก้มลงมองโทรศัพท์ในมือ เธออยากเชื่อว่าบิดาเพียงกำลังจัดการปัญหาบางอย่าง และอีกไม่นานทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ แต่ภาพบ้านที่เงียบผิดปกติ ลิ้นชักที่ถูกเปิดค้างไว้ และแฟ้มสีน้ำเงินที่หายไป กลับทำให้เธอไม่อาจสบายใจได้ “จอมทัพคะ เราควรตรวจดูบ้านให้ทั่วก่อนค่ะ บางทีคุณพ่ออาจทิ้งอะไรไว้ให้เราอีก” ชายหนุ่มพยักหน้า ทั้งคู่เริ่มตรวจสอบห้องทำงานอย่างระมัดระวัง โดยไม่รื้อค้นสิ่งของที่ไม่จำเป็น จอมทัพตรวจดูเอกสารบนโต๊ะ ส่วนแพรมุกเดินไปยังตู้เก็บแฟ้มที่ตั้งอยู่ชิดผ
“แล้วคุณพ่ออยู่ที่ไหนคะ? หนูจะไปรับ” “ไม่ต้องมา พ่อจะกลับไปหาเองเมื่อถึงเวลา” “แต่คุณพ่อ...” “แพร!” น้ำเสียงของพีระกิตเข้มขึ้นอย่างที่เธอไม่ค่อยได้ยิน “ตอนนี้แพรต้องเชื่อฟังพ่อก่อน อย่าเพิ่งตามหาใคร อย่าเพิ่งติดต่อคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และที่สำคัญ...อย่าเพิ่งไปหาอาคม” จอมทัพขยับเข้ามาใกล้ทันทีเมื่อได้ยินชื่อนั้น แพรมุกกำโทรศัพท์แน่น “ทำไมคะ? คุณพ่อรู้จักคุณอาคมใช่ไหมคะ?” ไม่มีคำตอบในทันที “คุณพ่อคะ หนูรู้แล้วว่าคุณอาคมเคยเกี่ยวข้องกับการส่งมอบเอกสารของ The River Crown หนูแค่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น แล้วเอกสารฉบับที่หนึ่งอยู่ที่ไหน” คราวนี้ความเงียบจากปลายสายยาวนานกว่าทุกครั้ง เมื่อพีระกิตพูดขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนไปจนแพรมุกต้องกลั้นหายใจ “ใครบอกลูกเรื่องเอกสารฉบับที่หนึ่ง?” แพรมุกชะงัก “หนูพบข้อมูลในเอกสารเก่าของคุณนำทัพค่ะ แล้วก็พบชื่อคุณอาคมอยู่ในบันทึกการส่งมอบเอกสาร” “คุณนำทัพ...” พีระกิตพึมพำชื่อผู้ล่วงลับ ก่อนเงียบไปอีกครั้ง จอมทัพยื่นมือมา แพรมุกจึงส่งโทรศัพท์ให้เขาโดยไม่ต้องพูดอะ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง ก่อนจะเงียบหายไปในบ้านหลังใหญ่ ไม่มีเสียงตอบรับจากด้านในแม้แต่น้อย จอมทัพขมวดคิ้ว เขายกมือขึ้นเคาะอีกครั้ง คราวนี้เพิ่มแรงขึ้นกว่าเดิม “คุณพีระกิตครับ ผมจอมทัพนะครับ แพรก็มาด้วย เราขอเข้าไปพบหน่อยครับ” ยังคงเงียบสนิท ชายหนุ่มลองจับลูกบิดประตู ก่อนพบว่ามันไม่ได้ล็อก เขาผลักบานประตูออกช้าๆ สายตาคมกริบกวาดมองเข้าไปในโถงรับแขกที่เปิดไฟทิ้งไว้เพียงดวงเดียว แสงสีอุ่นจากโคมไฟตกกระทบบนเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง ทว่าบรรยากาศกลับวังเวงผิดปกติ “คุณพีระกิตครับ?” ไม่มีใครตอบ จอมทัพไม่ได้ก้าวเข้าไปลึกกว่านั้นในทันที เขาหันกลับไปมองทางประตูรั้วเพื่อให้แน่ใจว่าแพรมุกยังอยู่ในระยะสายตา ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเธอ “เข้ามาได้ แต่ระวังตัวด้วย” แพรมุกรีบลงจากรถแล้วเดินตรงเข้ามาหาเขา ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบ้าน เธอก็เรียกบิดาด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจซ่อนความร้อนใจได้อีก “คุณพ่อคะ! แพรมาแล้วค่ะ” เสียงของเธอดังก้องไปตามโถงทางเดิน แต่กลับไม่มีเสียงฝีเท้าของใครเดินออกมาต้อนรับเหมือนทุกครั้ง แพรมุกเดินผ่านห้องรับแขกไปยังห้องทำงานของบิดาอย่างคุ้นเ
แพรมุกออกไปยังลานจอดรถ ทว่าในระหว่างที่เขากำลังปลดล็อกรถ หญิงสาวกลับยังคงก้มมองโทรศัพท์ในมือ นิ้วเรียวเลื่อนขึ้นไปยังประวัติการโทรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับหวังว่าหากลองโทรอีกครั้ง ปลายสายจะยอมรับสายขึ้นมาในที่สุด แต่หน้าจอกลับแสดงเพียงข้อความเดิมไม่มีผู้รับสาย “คุณพ่อไม่เคยเป็นแบบนี้เลยค่ะ” แพรมุกพึมพำ สีหน้าฉายแววกังวล “ถึงท่านจะติดธุระ อย่างน้อยก็มักจะส่งข้อความกลับมา แต่ครั้งนี้...ไม่มีอะไรเลย” จอมทัพเปิดประตูรถให้เธอ ก่อนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ครั้งสุดท้ายที่เธอคุยกับท่านคือเมื่อไร?” “เมื่อวานค่ะ ท่านถามว่าฉันอยู่กับคุณหรือเปล่า แล้วก็กำชับให้ระวังตัวนิดหน่อย ตอนนั้นฉันคิดว่าท่านเป็นห่วงเรื่องงาน เลยไม่ได้ถามอะไรต่อ” มือที่กำลังจับสายกระเป๋าของจอมทัพชะงักไปเล็กน้อย “ท่านถามว่าเธออยู่กับฉันหรือเปล่า?” “ใช่ค่ะ” “แล้วท่านพูดอะไรอีกไหม?” แพรมุกพยายามทบทวนความทรงจำ ก่อนส่ายหน้า “ไม่มีค่ะ หลังจากนั้นท่านก็บอกให้ฉันดูแลตัวเอง แล้ววางสายไป” จอมทัพไม่ได้ซักถามต่อ เขารอจนเธอขึ้นไปนั่งใน
เขามองรอยกดบนกระดาษนิ่งๆ ก่อนจะพับแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อยอย่างคนกำลังใช้ความคิด “เป็นไปได้ แต่มีอีกคำถามที่สำคัญกว่านั้น” “อะไรคะ?” “ถ้ามีคนเตือนเรื่องนี้ไว้ แล้วทำไมคำเตือนถึงไม่ถูกเก็บรวมกับเอกสารหลัก?” คำถามนั้นทำให้แพรมุกนิ่งไป รอยกดดังกล่าวอาจเป็นเพียงข้อความที่ใครสักคนเขียนไว้ระหว่างทำงาน แต่ก็อาจเป็นข้อความที่ถูกจงใจแยกออกจากแฟ้ม เพื่ อไม่ให้คนที่เปิดเอกสารพบเห็นได้ง่ายๆ เช่นกัน ไม่ว่าอย่างไหน พวกเขาก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียนและไม่รู้ด้วยว่ากระดาษแผ่นนั้นหายไปตั้งแต่เมื่อไร “เราอาจต้องกลับไปตรวจเอกสารชุดอื่นที่เกี่ยวข้องกับการส่งมอบค่ะ” แพรมุกกล่าว “ถ้าข้อความนี้เคยเขียนอยู่บนกระดาษอีกแผ่นหนึ่ง ก็อาจมีสำเนาหรือร่องรอยอยู่ในแฟ้มอื่น” “ฉันจะให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบ แต่ก่อนอื่น เราต้องรู้ว่าเอกสารฉบับที่หนึ่งอยู่ที่ไหน” จอมทัพปิดแฟ้มลง ก่อนหยิบซองสีน้ำตาลขึ้นมาเก็บไว้ในกระเป๋าเอกสารของตนเอง เขาไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัว แต่แพรมุกสังเกตเห็นว่าตั้งแต่พบข้อความนั้น แววตาของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันไม่ใช่แค่ความสงสัยเกี่ยวกั
จอมทัพอ่านประโยคสุดท้ายนั้นซ้ำอีกครั้ง ปลายนิ้วกดลงบนกระดาษจนเกิดรอยยับเล็กน้อย ความเงียบในห้องทำงานเก่าหนักอึ้งขึ้นกว่าเดิม ราวกับถ้อยคำเพียงไม่กี่คำได้เปลี่ยนความหมายของเอกสารทั้งหมดที่พวกเขาค้นพบมาตลอดทั้งเช้า หากการส่งคืนเอกสารไม่ใช่การยุติข้อตกลง...แล้วข้อตกลงนั้นยังดำเนินต่อไปในรูปแบบใด? “มีความเป็นไปได้อยู่สองอย่าง” จอมทัพเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเขาสงบลง แต่แววตากลับเย็นเยียบ “หนึ่ง เอกสารต้นฉบับถูกส่งคืนเพื่อให้ผู้มีสิทธิ์เดิมเก็บรักษาไว้ตามเงื่อนไขบางอย่าง สอง คนที่รับเอกสารไปไม่ได้ต้องการให้เรื่องนี้จบลงตั้งแต่แรก” แพรมุกขมวดคิ้ว พลางก้มมองข้อความบนกระดาษอีกครั้ง “แต่ถ้าเป็นอย่างแรก ทำไมต้องเขียนกำกับว่าไม่ถือเป็นการสิ้นสุดข้อตกลงด้วยคะ? ถ้าเป็นแค่การส่งเอกสารคืนตามขั้นตอนปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องมีข้อความแบบนี้เลย” “นั่นแหละที่ฉันสงสัย” จอมทัพวางเอกสารลงบนโต๊ะ ก่อนหยิบสมุดบันทึกของบิดาขึ้นมาเปิดตรงหน้าที่มีชื่อมัตสึโตะ มาเรวาชิ เขาใช้นิ้วไล่ไปตามข้อความที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตา ก่อนหยุดลงตรงคำว่า และนำของกลับ







