เข้าสู่ระบบความวุ่นวายหน้าอพาร์ทเมนท์เดอะเกรย์ยังคงดำเนินไปท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของไทยมุง หมวดแดนดินส่งมอบพื้นที่ให้ตำรวจท้องที่อย่างรวดเร็ว สั่งลูกน้องปิดกั้นบริเวณขุดค้น ก่อนหันมาพยักหน้าให้ริตา
"เราไปกันครับ"
ริตาพยักหน้าเงียบ ๆ ก่อนเดินตามเขาไป
แดนดินรู้ดีว่าริตาเพิ่งผ่านคดีฆาตกรรมที่เกือบคร่าชีวิตเธอมา การต้องเห็นโครงกระดูกถูกขุดพบตรงข้ามที่พักตัวเองตั้งแต่วันย้ายบ้าน ย่อมไม่ใช่เรื่องดีต่อสภาพจิตใจของนักเขียนสาว
ล้อรถกระบะบดไปบนพื้นถนนลาดยาง มุ่งหน้าออกจากความแออัดของกรุงเทพมหานคร สู่เส้นทางสายใต้ที่ทอดยาวไปยังจังหวัดสมุทรสงคราม
บรรยากาศภายในห้องโดยสารเงียบสนิท มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ครางต่ำแผ่วเบา ริตานั่งกอดกระเป๋าเป้ใบเก่งไว้บนตัก ดวงตาทั้งสองข้างเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาทึมก่อนที่ละอองฝนจะเริ่มโปรยปรายลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เม็ดฝนเม็ดเล็ก ๆ เกาะกลุ่มบนกระจกหน้ารถบดบังทัศนวิสัยจนแดนดินต้องเปิดที่ปัดน้ำฝนให้ทำงานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ฟึ่ด... ฟึ่ด...
ความเงียบที่ครอบงำทำให้เสียงหยดฝนกระทบหลังคาเหล็กฟังดูคล้ายเสียงเคาะนิ้วอย่างกระสับกระส่าย ริตาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสลัดภาพหัวกะโหลกสีขาวหม่นในหลุมดินออกจากหัว ทว่ายิ่งพยายาม ลมหายใจกลับยิ่งติดขัด สัญชาตญาณของนักเขียนที่ชอบสังเกตและวิเคราะห์รายละเอียดรอบตัวเริ่มทำงานโดยไม่ตั้งใจ
และนั่นคือตอนที่เธอสังเกตเห็นมันผ่านกระจกมองข้าง
รถกระบะโหลดเตี้ยติดฟิล์มดำสนิทจนมองไม่เห็นคนขับ ขับตามหลังพวกเขามาในระยะพอดิบพอดี
ตอนแรก ริตาคิดว่าเป็นเพียงเพื่อนร่วมทางทั่วไปบนถนนพระราม 2 ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง รถคันนั้นยังคงรักษาระยะห่างเท่าเดิมอย่างน่าประหลาด มันไม่พยายามแซง แต่ก็ไม่ปล่อยให้ระยะห่างขาดตอน แม้ในช่วงที่แดนดินชะลอความเร็วเพื่อผ่านด่านตรวจหรือทางเบี่ยง รถสีดำคันนั้นก็ขยับระยะตามมาอย่างนิ่มนวล
ริตาขยับตัวเล็กน้อย สายตาจ้องไปที่กระจกมองข้างไม่วางตา
“มีอะไรหรือเปล่าริตา” แดนดินเอ่ยถามโดยสายตายังคงมองตรงไปยังเส้นทางข้างหน้า ทว่าสัญชาตญาณนักสืบทำให้เขารับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของคนที่นั่งข้าง ๆ ได้ทันที ทั้งท่าทางที่เกร็งขึ้นและลมหายใจถี่กระชั้น
“หมวดคะ...” ริตากระซิบ น้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อยพลางพยักพเยิดไปทางกระจก “รถกระบะสีดำข้างหลัง... ริตาสังเกตเห็นมันตั้งแต่เราขับผ่านช่วงมหาชัยแล้วค่ะ เหมือนว่าจะตามเรามาตลอดเลย”
ดวงตาคมกริบของแดนดินตวัดมองกระจกมองหลังทันที แววตาอบอุ่นสลายไปกลายเป็นความระแวดระวัง เขาลดความเร็วลงเล็กน้อยเพื่อประเมินสถานการณ์ ในฐานะตำรวจสืบสวน แดนดินผ่านการฝึกฝนเรื่องการถูกสะกดรอยตามมาเป็นอย่างดี เขาไม่ตื่นตระหนก แต่เลือกใช้วิธีทดสอบพฤติกรรมของรถคันหลังตามหลักยุทธวิธี
“เดี๋ยวเรามาเช็กให้ชัวร์กันครับ” แดนดินบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาด เพื่อไม่ให้หญิงสาวเสียขวัญ
แดนดินเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวซ้ายขยับรถเข้าสู่เลนทางขนานช้า ๆ รถคันนั้นขยับพวงมาลัยเลี้ยวตามมาทันทีอย่างไม่ลังเล แดนดินเร่งเครื่องยนต์ขยับขึ้นแซงรถบรรทุกคันหน้าแล้วตวัดกลับเข้าเลนขวาสุดอย่างเร็ว เป็นมุมหักหลบที่หากเป็นรถทั่วไปคงจะขับเลยไป แต่รถสีดำคันนั้นกลับเร่งเครื่องยนต์เสียงดังสนั่น บรึ๋น! แซงปาดหน้ารถบรรทุกคันเดิมแล้วตามมาบดบี้อยู่ที่ท้ายรถของแดนดินในระยะห่างไม่ถึงสองช่วงตัว
คราวนี้แม้แต่ริตาก็ไม่อาจบอกตัวเองได้อีกว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ พฤติกรรมแบบนี้คือการสะกดรอยตามอย่างจงใจและต้องการกดดันทางจิตวิทยา
“มันตามเราจริง ๆ ด้วย...” ริตากำสายกระเป๋าแน่น ความเย็นเยียบแล่นขึ้นมาตามสันหลัง ฆาตกรจากคดีเดอะเกรย์เพิ่งถูกจัดการไป แล้วใครกันที่กำลังตามล่าเธออยู่? หรือนี่จะเป็นผลพวงจากสิ่งลึกลับที่ขุดพบใต้กอกล้วยเมื่อเช้า?
แดนดินขบกรามแน่น มือที่กุมพวงมาลัยเพิ่มแรงบีบจนเห็นเส้นเลือด สิ่งที่เขาห่วงที่สุดไม่ใช่ตัวเอง แต่คือความปลอดภัยของริตาที่อยู่ข้าง ๆ นี่คือถนนทางหลวงเปิดโล่งและทัศนวิสัยย่ำแย่จากสายฝน การปะทะบนรถไม่ใช่เรื่องฉลาด
ทันใดนั้น เสียงเครื่องยนต์ของรถคันหลังก็แผดกร้าวขึ้น รถกระบะสีดำคันนั้นเหยียบคันเร่งมิด พุ่งทะยานแซงขึ้นมาทางด้านขวา ริตาเบิกตากว้าง รีบคู้หดตัวเข้าแนบเบาะรถตามสัญชาตญาณ รถคันนั้นเร่งความเร็วขนาบข้างอยู่ชั่ววินาทีหนึ่ง ฟิล์มกระจกที่ดำสนิททำให้มองไม่เห็นแม้แต่เงาของคนขับ ก่อนมันจะหักพวงมาลัยปาดหน้าแซงรถของแดนดินไปอย่างกระชั้นชิดในระยะเผาขน จนแดนดินต้องเหยียบเบรกประคองรถอย่างรวดเร็ว
เอี๊ยด! เข็มขัดนิรภัยกระชากร่างริตาจนไหล่ชา ล้อรถครูดกับพื้นถนนเปียกเป็นทางยาว
รถกระบะสีดำปริศนาพุ่งทะยานออกไปข้างหน้า ก่อนจะเลี้ยวหายลับไปกับม่านสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทิ้งไว้เพียงเสียงฟ้าร้องครืนครั่น และความเงียบระแวงอันหนักอึ้งที่ก่อตัวขึ้นภายในใจของคนทั้งคู่
แดนดินผ่อนลมหายใจยาว ดวงตาเหลือบมองป้ายทะเบียนของรถคันนั้นตามสัญชาตญาณ ตำรวจสืบสวนอย่างเขาไม่ปล่อยให้รายละเอียดแม้เพียงตัวเลขเดียวหลุดรอดจากความทรงจำ เขาจำทะเบียนไว้ในใจ ก่อนตวัดสายตาห่วงใยมาทางหญิงสาวทันที “ริตา เป็นอะไรไหมครับ”
ริตาสั่นศีรษะช้า ๆ ใบหน้าซีดเซียว แต่พยายามควบคุมสติ “ไม่ค่ะ... ไม่เป็นไร แต่รถคันนั้น...”
“มันจงใจเตือน...หรือไม่ก็ขู่” แดนดินพึมพำ แววตาเต็มไปด้วยการวิเคราะห์ “การขับตามแล้วปาดหน้าหายไป โดยไม่ได้มุ่งหมายจะชน เป็นการแสดงอำนาจให้รู้ว่า ‘ใครบางคนกำลังจับตาดูเรา’” แดนดินเอื้อมมือไปแตะหลังมือของริตาแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลม “ไม่ต้องกลัวนะริตา ตราบใดที่คุณอยู่กับผม ผมไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องคุณเด็ดขาด”
คำมั่นสัญญาของเขาหนักแน่นท่ามกลางเสียงฝน ทว่าในใจของริตากลับเย็นเยือก คำเตือนสติในฐานะนักเขียนนิยายสยองขวัญกำลังกรีดร้องอยู่ในหัว... ความตายไม่ได้ถูกทิ้งไว้ที่อพาร์ทเมนท์เดอะเกรย์ แต่มันกำลังนั่งรถตามเธอมาด้วยต่างหาก
---------------------------
บทที่ 29 อวสาน อันแสนสุขแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าของกรุงเทพมหานครลอดผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาในห้องนอนใหม่ กลิ่นอายของความสะอาดและกลิ่นสีทาบ้านที่จางลงไปมากแล้วชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย ริตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ต่างจากหลายเดือนก่อนอย่างสิ้นเชิง ไม่มีเสียงกระซิบจากความมืด ไม่มีเงาของเครื่องพิมพ์ดีดที่สั่นไหวเองตามอำเภอใจ และที่สำคัญที่สุด... หัวใจของเธอไม่ต้องเต้นระทึกด้วยความหวาดกลัวอีกต่อไปเธอยันกายขึ้นจากเตียงนอนนุ่ม ๆ ขยับตัวบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะเดินไปที่หน้าต่าง บานหน้าต่างไม้เนื้อดีเปิดออกรับลมยามเช้าที่พัดพาเอาความวุ่นวายของเมืองหลวงมาให้สัมผัส แต่มันเป็นความวุ่นวายที่ดูมีชีวิตชีวาและปลอดภัย ไม่ใช่ความวังเวงอับชื้นเหมือนที่เรือนไทยริมคลองในสมุทรสงครามหลังนั้น บ้านพักจัดสรรหลังนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เธอเลือกเอง ทุกตารางนิ้วถูกจัดวางด้วยความเอาใจใส่ แสงแดดส่องสว่างทั่วถึงทุกมุมห้อง ไม่มีซอกมืดที่ไหนให้ความทรงจำอันโหดร้ายซ่อนตัวอยู่ได้เวลาผ่านไปหลายเดือนแล้ว... แต่ภาพเหตุการณ์ในคืนพายุคลั่งที่สมุทรสงครามยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
บทที่ 28 บทอวสานที่เขียนด้วยชีวิตภายในห้องใต้หลังคาที่มืดมิดและอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นหมึกพิมพ์โบราณที่ฉุนกึกจนน่าสะอิดสะเอียน ความตายได้ก้าวเข้ามาประชิดตัวริตาจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้หายใจ เชือกเส้นหนาหยาบกระด้างถูกคล้องเข้าที่ลำคอระหง แรงดึงจากมือของฆาตกรที่อยู่ด้านหลังทำให้ร่างของเธอแอ่นโค้งไปตามแรงกระชาก ลมหายใจของริตาติดขัด ความเจ็บปวดจากการถูกรัดแล่นริ้วไปทั่วลำคอ ดวงตาที่พร่ามัวจากการขาดอากาศพยายามเบิกกว้าง ภาพเบื้องหน้าเริ่มมืดดับลงประหนึ่งหลอดไฟที่กำลังจะขาดทว่า ในวินาทีที่ความสิ้นหวังเกาะกุมหัวใจจนแทบจะถอดจิต เครื่องพิมพ์ดีดเหล็กกล้าสีดำสนิทที่ตั้งอยู่บนโต๊ะไม้ตัวเดิมก็เริ่มมีปฏิกิริยาประหลาด มันไม่ใช่แค่การสั่นไหวธรรมดา แต่มันเริ่ม 'คำราม' ออกมาในความมืด!แกร่ก... กึก! ปัง!เสียงกลไกเหล็กภายในตัวเครื่องดีดรัวกระแทกตัวอักษรลงบนแคร่กระดาษด้วยความรุนแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นราวกับเสียงระเบิดในห้องที่เงียบงัด แรงสั่นสะเทือนนั้นไม่ได้ส่งผลแค่บนโต๊ะ แต่มันส่งผลถึงตัวแคร่ที่เลื่อนสะบัดอย่างบ้าคลั่งด้วยความเร็วสูงจนชิ้นส่วนโลหะบางช
บทที่ 27 พล็อตของริตา“ปล่อยนะ! ปล่อย!” ริตากรีดร้องพลางกวัดแกว่งไฟฉายในมือหวังจะทุบเข้าที่ท่อนแขนของเขา แต่ทว่าฝ่ามืออีกข้างของอาจารย์สมชายกลับพุ่งเข้ามากำข้อมือของเธอเอาไว้แน่น แรงบีบราวกับคีมเหล็กทำให้กระดูกข้อมือของเธอแทบแหลกสลาย นิ้วมือของเธออ่อนแรงจนต้องปล่อยกระบอกไฟฉายเหล็กร่วงหล่นลงกระทบพื้นไม้เคร้ง... ครืด...กระบอกไฟฉายกลิ้งหลุน ๆ ไปตามพื้นไม้ใต้หลังคา ลำแสงสีขาวนวลของมันสาดส่องไปกระทบผนังไม้ในมุมอับ สะท้อนเงาร่างของคนสองคนที่กำลังฉุดกระชากกันในความมืดดูคล้ายเงานิยายผีที่บิดเบี้ยว ริตาพยายามใช้ส้นเท้ากระทุ้งหน้าแข้งของเขา พยายามสะบัดตัวจนสุดแรง ดิ้นรนขัดขืนราวกับสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ในบ่วงนายพราน ทว่ายิ่งเธอดิ้น แรงบีบที่รัดร่ายกายของเธอก็ยิ่งทวีความเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ“นิ่ง ๆ สิครับ... เป็นนักเขียนก็น่าจะรู้ว่าบทมันถูกกำหนดไว้แล้ว” เสียงของอาจารย์สมชายกระซิบชิดใบหูของเธออย่างเลือดเย็น ลมหายใจอุ่นอับของเขารดรินต้นคอของเธอชวนให้อาเจียนจังหวะนั้นเอง ริตาสังเกตเห็นเงาสะท้อนจากลำแสงไฟฉายแวบหนึ่ง.
บทที่ 26 หน้ากากปีศาจริตายืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงใต้หลังคา ลมหายใจของเธอหอบสั่นเป็นไอจาง ๆ ในความมืด มือขวาที่สั่นเทากำกระบอกไฟฉายเหล็กขนาดกะทัดรัดเอาไว้แน่น ซิปกระเป๋าเสื้อคลุมตัวใหญ่ของหมวดแดนดินที่เธอสวมอยู่ยังคงส่งไออุ่นจาง ๆ ออกมาครืด... ครืด... ตุบ...เสียงเลื่อนวัตถุหนัก ๆ ดังแว่วมาจากมุมมืดที่ลึกที่สุดของห้อง หลังกองลังหนังสือนิยายเก่าที่ชำรุดเสียหาย ริตากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอที่แห้งผาก ร่างกายของเธอแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้กับแผ่นไม้กระดาน สัญชาตญาณในฐานะนักเขียนนิยายสยองขวัญตะโกนก้องในหัวสมองว่ามี ‘บางสิ่ง’ กำลังคืบคลานอยู่ในความสลัวรางนั้นเธอค่อย ๆ ยกข้อมือขึ้น ตวัดแสงไฟฉายสีขาวนวลพุ่งตรงไปยังซอกมืดอันเป็นต้นตอของเสียง ลำแสงทรงกลมสั่นระริกแหวกความมืดไปจับภาพกองหนังสือที่ถล่มลงมาเล็กน้อย และในวินาทีนั้น หัวใจของริตาร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มภายใต้ลำแสงสว่างวาบ ปรากฏร่างสูงใหญ่ของมนุษย์คนหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ ชายคนนั้นสวมชุดโม่งสีดำสนิทปิดบังใบหน้ามิดชิด กางเกงและรองเท้าผ้าใบสีเข้มไร้ลวดลาย สภาพของเขาละม้ายคล้ายคลึ
บทที่ 25 ความลับในห้องใต้หลังคา“ไม่... อย่าพึ่งพิมพ์... พอที...” ริตายกมือสั่นระริกขึ้นอุดหูทั้งสองข้าง หล่อนพยายามจะบดบังเสียงมรณะนั้น แต่ทว่าเสียงกลไกเหล็กตอกย้ำ แป๊ก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ กลับยิ่งดังชัดเจนทะลุเข้าไปในสมองตัวอักษรทุกตัวที่ถูกพิมพ์ทิ้งไว้ในอดีตลอยวนอยู่รอบตัว หล่อนตระหนักดีว่าทุกครั้งที่เครื่องพิมพ์ดีดส่งเสียง คดีฆาตกรรมและความตายจะตามมาเสมอ และคราวนี้เสียงที่บ้าคลั่งเช่นนี้ ย่อมหมายถึงฉากสุดท้ายของนิยายชีวิตที่คนร้ายกำลังจะลงมือเขียนด้วยหยาดเลือดของหล่อนเองแสงฟ้าแลบแปลบปลาบระลอกใหม่จัดจ้าส่องสว่างวาบสะท้อนเข้าไปในดวงตาของนักเขียนสาว เผยให้เห็นรอยประทับดำมืดของเงาขั้นบันไดที่ทอดยาวราวกับปากของอสูรกายที่เปิดอ้ารอคอยให้หล่อนเดินกลับขึ้นไปหา เสียงพิมพ์ดีดรัวกระแทกครั้งสุดท้ายดัง ปัง! หนัก ๆ ที่แคร่เหล็ก ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบกริบลงทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันแสนยะเยือกที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม ริตารู้ดีว่ากลไกเตือนภัยหยุดลงแล้ว และบัดนี้สิ่งที่หล่อนต้องเผชิญหน้าไม่ใช่เพียงแค่ตัวอักษรบนแผ่นกระดาษปรู๊ฟขู่ฆ่าอีกต่อไป แต่เป็นมรณะที่กำลังก่อตัวเป็นรูปร่
บทที่ 24 เดียวดายลำพังในจังหวะนั้นเอง แสงฟ้าแลบแปลบปลาบวาบขึ้นมาบนท้องฟ้าสีหม่น ส่องสว่างวาบไปทั่วชานเรือนเพียงเสี้ยววินาที สิ่งที่ปรากฏในคลองสายตาของส้มไม่ใช่ร่างของจ่าหนานที่ยืนหลบฝน ทว่ากลับเป็นเงาร่างทึบของใครบางคนที่ยืนตระหง่านอยู่ข้างบานประตูในระยะประชิดจนแทบจะใช้ลมหายใจร่วมกัน!“อื้อ!...”เสียงกรีดร้องของส้มถูกกลืนหายไปในลำคอทันทีเมื่อฝ่ามือหนาอันหยาบกร้านและเย็นเยือกพุ่งพรวดมาจากเงามืด ตะปบเข้าที่ริมฝีปากของหล่อนอย่างรุนแรงและแม่นยำ แรงบีบมหาศาลทำให้กระดูกกรามของหล่อนเจ็บแปลบ ส้มพยายามจะดิ้นรนและใช้เท้าถีบยันพื้นไม้ แต่ทว่าท่อนแขนแกร่งปานคีมเหล็กของมันกลับรัดเข้าที่เอวบาง ดึงกระชากร่างของหล่อนให้ลอยพ้นพื้นเรือนลากหายวับเข้าไปในความมืดมิดของชานระเบียงด้านนอกอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบปานภาพฝันร้าย บานประตูไม้ที่แง้มเปิดทิ้งไว้สะบัดพัดตามแรงลมดัง ปัง! พร้อมกับทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่หน้าประตูภายในห้องโถง ริตาที่ยืนรออยู่สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงประตูประทับปิด “ส้ม? เจอจ่าหนานไหมแก... ส้ม! แกอยู่ไหน!”ไม่มีเสียงตอบรับจากเพื่อนสนิท มีเพียงเสียงสายลมที่หวีดหวิวลอดผ่านร่องไม้







