เข้าสู่ระบบล้อรถกระบะบดเบรกเบา ๆ ลงบนพื้นกรวดละเอียดที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน ยานพาหนะคันใหญ่จอดสนิทลงหน้าเรือนไทยประยุกต์สองชั้นกึ่งปูนกึ่งไม้ริมคลองอันเงียบสงบในจังหวัดสมุทรสงคราม ม่านฝนยามบ่ายแก่ยังคงตกลงมาปรอย ๆ บดบังทัศนวิสัยโดยรอบจนเห็นทิวต้นกล้วยและสวนมะพร้าวริมฝั่งน้ำเป็นเพียงเงาสีเขียวทะมึน บรรยากาศรอบตัวช่างทุลักทุเลและเต็มไปด้วยความอับชื้น ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่เขตบ้าน ความตึงเครียดอันหนักอึ้งระแวดระวังจากถนนใหญ่ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความเงียบเชียบ
“คุณรอก่อนนะริตา อย่าเพิ่งลงมา”
แดนดินหันมากำชับเสียงนุ่ม เขาเปิดประตูรถก้าวพรวดออกไปเผชิญสายฝนโดยไม่สนว่าเสื้อเชิ้ตของตัวเองจะเปียกชุ่ม ร่างสูงใหญ่เดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารพลางใช้ตัวของเขาเองบังละอองฝนให้ริตา สัมผัสจากฝ่ามือหนาที่แตะเบา ๆ ตรงแผ่นหลังช่วยส่งผ่านความมั่นคงให้หญิงสาวก้าวข้ามผ่านสะพานไม้เตี้ย ๆ เข้าสู่ตัวบ้านได้อย่างปลอดภัย
หลังขนย้ายกล่องพัสดุและกระเป๋าเดินทางส่วนใหญ่เข้ามารวมกันที่โถงชั้นล่าง แดนดินก็แทบไม่ได้หยุดพัก ร่างสูงโปร่งก้มลงยกกล่องหนังสือที่หนักที่สุดขึ้นพาดบ่า แขนเสื้อเชิ้ตที่พับขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นลอนกล้ามเนื้อและเส้นเลือดที่นูนชัด หยาดเหงื่อผสมหยดฝนเกาะพราวอยู่ตามกรอบหน้าคมสันและไรผมสีเข้ม
“กล่องหนังสือพวกนี้ เอาขึ้นไปไว้ที่ห้องใต้หลังคาใช่ไหมครับ” เขาหันมาถามพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ที่พยายามทำให้ทุกอย่างดูเป็นปกติ แต่แววตาคู่นั้นกลับปิดความครุ่นคิดไว้ไม่มิด
“ค่ะ... แต่จริง ๆ วางไว้ข้างล่างก่อนก็ได้นะหมวด เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” ริตาบอกด้วยความเกรงใจ ดวงตากลมโตมองตามแผ่นหลังกว้างของตำรวจหนุ่มที่เริ่มเดินนำขึ้นบันไดไม้เสียงดัง เอี๊ยด... แง้ด... ไปยังห้องใต้หลังคาที่เป็นมุมทำงานใหม่ของเธอ
ริตาเดินตามขึ้นไป คอยรับหนังสือจากมือของแดนดินทีละปึก ก่อนเรียงมันลงบนชั้นไม้ตามหมวดหมู่ที่คุ้นเคย ห้องใต้หลังคาไม่ได้กว้างนัก แต่แสงสีทองที่ลอดผ่านหน้าต่างบานเล็กทำให้ฝุ่นละอองในอากาศดูเหมือนกำลังลอยระยิบอยู่เหนือชั้นหนังสือ จากหน้าต่างกระจกบานเล็กที่มองออกไปเห็นวิวยอดต้นกล้วยลู่ลมฝน ทั้งคู่ทำงานร่วมกันในความเงียบอยู่ครู่ใหญ่ จนกระทั่งหนังสือเล่มสุดท้ายถูกจัดเข้าที่ แดนดินขอตัวลงไปข้างล่างชั่วครู่ ก่อนจะเดินกลับขึ้นบันไดมาพร้อมกับแก้วเซรามิกสีเข้มสองใบที่มีควันกรุ่นลอยเอื่อย
เขายื่นแก้วให้เธอ ริตารับมาถือไว้ ความร้อนจากตัวแก้วช่วยละลายความเย็นเฉียบที่ปลายนิ้วอันเกิดจากความหวาดกลัวและสายฝนระลอกก่อนหน้า ทว่าเมื่อเธอก้มลงมองของเหลวข้นหนืดสีเข้มจัดภายในแก้วและลองจิบดู รสชาติขมปร่าอันเป็นเอกลักษณ์ก็แผ่ซ่านไปทั่วลิ้น
มันคือกาแฟดำสนิท... ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่ครีมเทียม หรือนมสดแม้แต่หยดเดียว
ริตาทำหน้างง ละสายตาจากน้ำสีเข้มในแก้วขึ้นมาสบตากับดวงตาคมกริบคู่คู่นั้น “หมวดรู้ได้ยังไงคะว่าริตาดื่มกาแฟแบบนี้... ริตายังไม่เคยบอกเลยนะ”
แดนดินไม่ตอบในทันที เขาขยับก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกหนึ่งก้าว ระยะห่างที่ลดลงทำให้ริตาได้กลิ่นอายสะอาดอ่อน ๆ ของน้ำฝนและกลิ่นโคโลญจน์จาง ๆ จากสาบเสื้อของเขา ตำรวจหนุ่มยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มมุมปากอันเป็นเอกลักษณ์ แววตาที่เคยก้าวร้าวและดุดันยามเผชิญหน้ากับฆาตกร แปรรูปเป็นความนุ่มนวลและลึกซึ้งจนคนมองหน้าร้อนผ่าว
“เรื่องของคุณ... ไม่มีรายละเอียดไหนที่ผมไม่อยากจำหรอกครับริตา” น้ำเสียงทุ้มต่ำพึมพำชิด นัยน์ตาพราวระยับแฝงความจริงจังปิดความอาทรไว้ไม่มิด “ผมสังเกตตั้งแต่ตอนที่เรานั่งคุยกันที่ร้านกาแฟหน้าโรงพัก แล้วก็ตอนที่คุณสั่งมาดื่มเวลาปั่นงานดึก ๆ... ผมจำได้หมดนั่นแหละ”
คำพูดตรงไปตรงมาเหล่านั้นทำเอาริตาหัวใจเต้นโครมครามจนแทบกลัวเขาจะได้ยิน เธอรีบก้มหน้าลงชิดขอบแก้วกาแฟ แสร้งทำเป็นจิบมันอีกครั้งเพื่อซ่อนริ้วแดงที่ลามไปจนถึงใบหู แดนดินหัวเราะในลำคอเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ท่าทางขัดเขินของนักเขียนสาวคือสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจอันหยาบกระด้างของเขาจากคดีฆาตกรรมอันโหดร้ายได้เสมอ
แดนดินยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา สายฝนด้านนอกเริ่มตกลงมาหนาเม็ดขึ้นเรื่อย ๆ และเขาจำเป็นต้องกลับไปจัดการคดีโครงกระดูกที่กรุงเทพฯ รวมถึงประสานงานสืบสวนต่อ ก่อนร่างสูงจะก้าวลงบันได แดนดินหยุดฝีเท้าลง หันกลับมาหาเธอ นัยน์ตาคู่คมเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม มือหนาเอื้อมออกมากุมมือบางของริตาไว้แน่น ความอบอุ่นและแรงบีบที่มั่นคงนั้นส่งผ่านความรู้สึกปลอดภัยเข้ามาถึงก้นบึ้งหัวใจของเธอ
“เรื่องรถกระบะสีดำคันนั้นกับชิ้นส่วนกระดูกใต้กอกล้วย... ผมจะกลับไปสืบด้วยตัวเองจนรู้เรื่องให้ได้” แดนดินบอกน้ำเสียงเฉียบขาด ลมหายใจอุ่น ๆ ของเขาเป่ารดอยู่เหนือศีรษะเธอ “อยู่ที่นี่ปลอดภัยแน่นอนครับ บ้านหลังนี้ห่างไกลจากความวุ่นวาย แต่ถ้าคุณรู้สึกกลัว หรือสังเกตเห็นอะไรผิดปกติแม้แต่นิดเดียว...”
แดนดินกระชับมือที่กุมอยู่ให้แน่นเข้าอีกเพื่อย้ำคำมั่น สายตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ
“ถ้ามีอะไรผิดปกติ...โทรหาผมได้ตลอดเลยนะครับริตา ผมจะเปิดเสียงโทรศัพท์ไว้”
บทที่ 29 อวสาน อันแสนสุขแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าของกรุงเทพมหานครลอดผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาในห้องนอนใหม่ กลิ่นอายของความสะอาดและกลิ่นสีทาบ้านที่จางลงไปมากแล้วชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย ริตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ต่างจากหลายเดือนก่อนอย่างสิ้นเชิง ไม่มีเสียงกระซิบจากความมืด ไม่มีเงาของเครื่องพิมพ์ดีดที่สั่นไหวเองตามอำเภอใจ และที่สำคัญที่สุด... หัวใจของเธอไม่ต้องเต้นระทึกด้วยความหวาดกลัวอีกต่อไปเธอยันกายขึ้นจากเตียงนอนนุ่ม ๆ ขยับตัวบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะเดินไปที่หน้าต่าง บานหน้าต่างไม้เนื้อดีเปิดออกรับลมยามเช้าที่พัดพาเอาความวุ่นวายของเมืองหลวงมาให้สัมผัส แต่มันเป็นความวุ่นวายที่ดูมีชีวิตชีวาและปลอดภัย ไม่ใช่ความวังเวงอับชื้นเหมือนที่เรือนไทยริมคลองในสมุทรสงครามหลังนั้น บ้านพักจัดสรรหลังนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เธอเลือกเอง ทุกตารางนิ้วถูกจัดวางด้วยความเอาใจใส่ แสงแดดส่องสว่างทั่วถึงทุกมุมห้อง ไม่มีซอกมืดที่ไหนให้ความทรงจำอันโหดร้ายซ่อนตัวอยู่ได้เวลาผ่านไปหลายเดือนแล้ว... แต่ภาพเหตุการณ์ในคืนพายุคลั่งที่สมุทรสงครามยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
บทที่ 28 บทอวสานที่เขียนด้วยชีวิตภายในห้องใต้หลังคาที่มืดมิดและอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นหมึกพิมพ์โบราณที่ฉุนกึกจนน่าสะอิดสะเอียน ความตายได้ก้าวเข้ามาประชิดตัวริตาจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้หายใจ เชือกเส้นหนาหยาบกระด้างถูกคล้องเข้าที่ลำคอระหง แรงดึงจากมือของฆาตกรที่อยู่ด้านหลังทำให้ร่างของเธอแอ่นโค้งไปตามแรงกระชาก ลมหายใจของริตาติดขัด ความเจ็บปวดจากการถูกรัดแล่นริ้วไปทั่วลำคอ ดวงตาที่พร่ามัวจากการขาดอากาศพยายามเบิกกว้าง ภาพเบื้องหน้าเริ่มมืดดับลงประหนึ่งหลอดไฟที่กำลังจะขาดทว่า ในวินาทีที่ความสิ้นหวังเกาะกุมหัวใจจนแทบจะถอดจิต เครื่องพิมพ์ดีดเหล็กกล้าสีดำสนิทที่ตั้งอยู่บนโต๊ะไม้ตัวเดิมก็เริ่มมีปฏิกิริยาประหลาด มันไม่ใช่แค่การสั่นไหวธรรมดา แต่มันเริ่ม 'คำราม' ออกมาในความมืด!แกร่ก... กึก! ปัง!เสียงกลไกเหล็กภายในตัวเครื่องดีดรัวกระแทกตัวอักษรลงบนแคร่กระดาษด้วยความรุนแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นราวกับเสียงระเบิดในห้องที่เงียบงัด แรงสั่นสะเทือนนั้นไม่ได้ส่งผลแค่บนโต๊ะ แต่มันส่งผลถึงตัวแคร่ที่เลื่อนสะบัดอย่างบ้าคลั่งด้วยความเร็วสูงจนชิ้นส่วนโลหะบางช
บทที่ 27 พล็อตของริตา“ปล่อยนะ! ปล่อย!” ริตากรีดร้องพลางกวัดแกว่งไฟฉายในมือหวังจะทุบเข้าที่ท่อนแขนของเขา แต่ทว่าฝ่ามืออีกข้างของอาจารย์สมชายกลับพุ่งเข้ามากำข้อมือของเธอเอาไว้แน่น แรงบีบราวกับคีมเหล็กทำให้กระดูกข้อมือของเธอแทบแหลกสลาย นิ้วมือของเธออ่อนแรงจนต้องปล่อยกระบอกไฟฉายเหล็กร่วงหล่นลงกระทบพื้นไม้เคร้ง... ครืด...กระบอกไฟฉายกลิ้งหลุน ๆ ไปตามพื้นไม้ใต้หลังคา ลำแสงสีขาวนวลของมันสาดส่องไปกระทบผนังไม้ในมุมอับ สะท้อนเงาร่างของคนสองคนที่กำลังฉุดกระชากกันในความมืดดูคล้ายเงานิยายผีที่บิดเบี้ยว ริตาพยายามใช้ส้นเท้ากระทุ้งหน้าแข้งของเขา พยายามสะบัดตัวจนสุดแรง ดิ้นรนขัดขืนราวกับสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ในบ่วงนายพราน ทว่ายิ่งเธอดิ้น แรงบีบที่รัดร่ายกายของเธอก็ยิ่งทวีความเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ“นิ่ง ๆ สิครับ... เป็นนักเขียนก็น่าจะรู้ว่าบทมันถูกกำหนดไว้แล้ว” เสียงของอาจารย์สมชายกระซิบชิดใบหูของเธออย่างเลือดเย็น ลมหายใจอุ่นอับของเขารดรินต้นคอของเธอชวนให้อาเจียนจังหวะนั้นเอง ริตาสังเกตเห็นเงาสะท้อนจากลำแสงไฟฉายแวบหนึ่ง.
บทที่ 26 หน้ากากปีศาจริตายืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงใต้หลังคา ลมหายใจของเธอหอบสั่นเป็นไอจาง ๆ ในความมืด มือขวาที่สั่นเทากำกระบอกไฟฉายเหล็กขนาดกะทัดรัดเอาไว้แน่น ซิปกระเป๋าเสื้อคลุมตัวใหญ่ของหมวดแดนดินที่เธอสวมอยู่ยังคงส่งไออุ่นจาง ๆ ออกมาครืด... ครืด... ตุบ...เสียงเลื่อนวัตถุหนัก ๆ ดังแว่วมาจากมุมมืดที่ลึกที่สุดของห้อง หลังกองลังหนังสือนิยายเก่าที่ชำรุดเสียหาย ริตากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอที่แห้งผาก ร่างกายของเธอแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้กับแผ่นไม้กระดาน สัญชาตญาณในฐานะนักเขียนนิยายสยองขวัญตะโกนก้องในหัวสมองว่ามี ‘บางสิ่ง’ กำลังคืบคลานอยู่ในความสลัวรางนั้นเธอค่อย ๆ ยกข้อมือขึ้น ตวัดแสงไฟฉายสีขาวนวลพุ่งตรงไปยังซอกมืดอันเป็นต้นตอของเสียง ลำแสงทรงกลมสั่นระริกแหวกความมืดไปจับภาพกองหนังสือที่ถล่มลงมาเล็กน้อย และในวินาทีนั้น หัวใจของริตาร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มภายใต้ลำแสงสว่างวาบ ปรากฏร่างสูงใหญ่ของมนุษย์คนหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ ชายคนนั้นสวมชุดโม่งสีดำสนิทปิดบังใบหน้ามิดชิด กางเกงและรองเท้าผ้าใบสีเข้มไร้ลวดลาย สภาพของเขาละม้ายคล้ายคลึ
บทที่ 25 ความลับในห้องใต้หลังคา“ไม่... อย่าพึ่งพิมพ์... พอที...” ริตายกมือสั่นระริกขึ้นอุดหูทั้งสองข้าง หล่อนพยายามจะบดบังเสียงมรณะนั้น แต่ทว่าเสียงกลไกเหล็กตอกย้ำ แป๊ก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ กลับยิ่งดังชัดเจนทะลุเข้าไปในสมองตัวอักษรทุกตัวที่ถูกพิมพ์ทิ้งไว้ในอดีตลอยวนอยู่รอบตัว หล่อนตระหนักดีว่าทุกครั้งที่เครื่องพิมพ์ดีดส่งเสียง คดีฆาตกรรมและความตายจะตามมาเสมอ และคราวนี้เสียงที่บ้าคลั่งเช่นนี้ ย่อมหมายถึงฉากสุดท้ายของนิยายชีวิตที่คนร้ายกำลังจะลงมือเขียนด้วยหยาดเลือดของหล่อนเองแสงฟ้าแลบแปลบปลาบระลอกใหม่จัดจ้าส่องสว่างวาบสะท้อนเข้าไปในดวงตาของนักเขียนสาว เผยให้เห็นรอยประทับดำมืดของเงาขั้นบันไดที่ทอดยาวราวกับปากของอสูรกายที่เปิดอ้ารอคอยให้หล่อนเดินกลับขึ้นไปหา เสียงพิมพ์ดีดรัวกระแทกครั้งสุดท้ายดัง ปัง! หนัก ๆ ที่แคร่เหล็ก ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบกริบลงทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันแสนยะเยือกที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม ริตารู้ดีว่ากลไกเตือนภัยหยุดลงแล้ว และบัดนี้สิ่งที่หล่อนต้องเผชิญหน้าไม่ใช่เพียงแค่ตัวอักษรบนแผ่นกระดาษปรู๊ฟขู่ฆ่าอีกต่อไป แต่เป็นมรณะที่กำลังก่อตัวเป็นรูปร่
บทที่ 24 เดียวดายลำพังในจังหวะนั้นเอง แสงฟ้าแลบแปลบปลาบวาบขึ้นมาบนท้องฟ้าสีหม่น ส่องสว่างวาบไปทั่วชานเรือนเพียงเสี้ยววินาที สิ่งที่ปรากฏในคลองสายตาของส้มไม่ใช่ร่างของจ่าหนานที่ยืนหลบฝน ทว่ากลับเป็นเงาร่างทึบของใครบางคนที่ยืนตระหง่านอยู่ข้างบานประตูในระยะประชิดจนแทบจะใช้ลมหายใจร่วมกัน!“อื้อ!...”เสียงกรีดร้องของส้มถูกกลืนหายไปในลำคอทันทีเมื่อฝ่ามือหนาอันหยาบกร้านและเย็นเยือกพุ่งพรวดมาจากเงามืด ตะปบเข้าที่ริมฝีปากของหล่อนอย่างรุนแรงและแม่นยำ แรงบีบมหาศาลทำให้กระดูกกรามของหล่อนเจ็บแปลบ ส้มพยายามจะดิ้นรนและใช้เท้าถีบยันพื้นไม้ แต่ทว่าท่อนแขนแกร่งปานคีมเหล็กของมันกลับรัดเข้าที่เอวบาง ดึงกระชากร่างของหล่อนให้ลอยพ้นพื้นเรือนลากหายวับเข้าไปในความมืดมิดของชานระเบียงด้านนอกอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบปานภาพฝันร้าย บานประตูไม้ที่แง้มเปิดทิ้งไว้สะบัดพัดตามแรงลมดัง ปัง! พร้อมกับทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่หน้าประตูภายในห้องโถง ริตาที่ยืนรออยู่สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงประตูประทับปิด “ส้ม? เจอจ่าหนานไหมแก... ส้ม! แกอยู่ไหน!”ไม่มีเสียงตอบรับจากเพื่อนสนิท มีเพียงเสียงสายลมที่หวีดหวิวลอดผ่านร่องไม้







