Masukหลายวันหลังจากการแต่งงาน นลินีเริ่มปรับตัวให้เข้ากับบ้านหลังใหม่ แม้จะรู้สึกเหงาและว้าเหว่ แต่เธอก็ยังคงทำหน้าที่ของเธออย่างดีที่สุด เช้าวันหนึ่ง ขณะที่นลินีกำลังเก็บกวาดห้องรับแขก เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้นที่ประตูห้องครัว
“หนูลินจ๊ะ แม่ขอเข้าไปหน่อยได้ไหมลูก” เสียงนุ่มนวลของคุณหญิงวิไลแม่สามีดังขึ้น
นลินียิ้มบาง ๆ ก่อนจะรีบวางมือจากงานที่ทำและเดินไปเปิดประตูให้ “สวัสดีค่ะคุณแม่ เชิญค่ะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามเก็บซ่อนความเหงาในใจ
คุณหญิงวิไลเดินเข้ามาในห้องครัว มองดูบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเงียบสงัด เธอสังเกตเห็นสีหน้าที่เหนื่อยล้าของนลินี ซึ่งทำให้เธอรู้สึกสะเทือนใจ
“หนูลินจ๊ะ ลูกไม่เหงาใช่ไหม ”คุณหญิงวิไลถามด้วยความห่วงใย
นลินียิ้มฝืน ๆ “หนู...ไม่เป็นไรค่ะ คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วง”
คุณหญิงวิไลสังเกตเห็นว่าคำตอบนั้นไม่ได้ออกมาจากใจจริง ๆ เธอจึงตัดสินใจที่จะไม่ถามซ้ำ แต่หาวิธีที่จะทำให้นลินีรู้สึกดีขึ้นแทน
“วันนี้หนูว่างไหม”
“ว่างค่ะ คุณแม่มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“งั้นวันนี้เรามาทำขนมกันดีไหมลูก คุณหญิงนวลแม่ของหนูลินบอกว่าหนูชอบทำขนมใช่ไหม” เธอชวนด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
นลินีเงยหน้าขึ้นมองคุณหญิงวิไลด้วยความประหลาดใจและรู้สึกดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น “ค่ะ คุณแม่ ลินชอบทำขนมค่ะ”
“งั้นวันนี้เรามาทำด้วยกันเถอะจ๊ะ แม่เองก็ไม่ได้ทำขนมมานานแล้วเหมือนกัน จะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน แม่จะได้สอนสูตรขนมเก่า ๆ ที่แม่เคยทำให้ตาวัฒน์กินตอนเด็ก ๆ ด้วย เผื่อว่าหนูลินจะได้ทำให้พี่เขาทานบ้าง”
นลินียิ้มออกมาครั้งแรกในรอบหลายวัน “ดีค่ะคุณแม่ ลินยินดีมากเลยค่ะ”
ทั้งสองคนจึงเริ่มต้นด้วยการจัดเตรียมวัตถุดิบต่าง ๆ บนโต๊ะในครัว คุณหญิงวิไลหยิบสูตรขนมที่เก็บไว้ในสมุดเก่า ๆ ของเธอออกมา นลินีได้เห็นสูตรและวิธีการทำขนมไทยโบราณที่เธอไม่เคยลองทำมาก่อน ทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นเล็ก ๆ
“วันนี้เราจะทำขนมชั้นกันดีกว่านะจ๊ะ” คุณหญิงวิไลบอกขณะที่เริ่มสอนนลินีทีละขั้นตอน
“ขนมนี้ตอนตาวัฒน์ยังเด็ก ๆ เขาชอบมาก แม่คิดว่าเขาน่าจะยังชอบอยู่”
นลินีตั้งใจฟังและเรียนรู้ทุกขั้นตอนด้วยความตั้งใจ การทำขนมช่วยให้เธอได้ผ่อนคลายและลืมความเหงาไปได้ชั่วขณะ ความรู้สึกที่ได้รับความรักและการดูแลจากคุณหญิงวิไลทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นในใจ แม้ว่าเธอจะยังไม่สามารถทำให้นันทวัฒน์สนใจเธอได้ แต่เธอก็รู้สึกขอบคุณที่อย่างน้อยก็ยังมีครอบครัวของเขาที่คอยห่วงใยเธอ
ขณะที่นลินีกำลังตักส่วนผสมใส่ในถาด คุณหญิงวิไลมองดูลูกสะใภ้ที่ขยันขันแข็งและเต็มไปด้วยความอดทน เธอรู้สึกเห็นใจนลินีที่ต้องเผชิญกับความท้าทายที่หนักหนาในการทำให้นันทวัฒน์ยอมรับและรักเธอ
“หนูลินจ๊ะ หนูเป็นคนดีและมีน้ำใจ แม่เชื่อว่าสักวันหนึ่ง ตาวัฒน์จะต้องเห็นคุณค่าและรักหนูอย่างที่หนูสมควรได้รับ” คุณหญิงวิไลกล่าวขึ้นขณะกำลังวางชั้นขนมลงในซึ้งเพื่อนึ่ง
นลินีหยุดชั่วครู่และมองหน้าคุณหญิงวิไล ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณค่ะคุณแม่ ลินจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด”
“แม่รู้จ๊ะ และแม่ก็จะอยู่ข้างหนูลินเสมอ ไม่ว่าหนูลินจะต้องเผชิญกับอะไรก็ตาม” คุณหญิงวิไลยิ้มให้กำลังใจ
หลังจากที่ขนมชั้นถูกนึ่งจนสุกและส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้องครัว ทั้งสองคนก็นั่งลงเพื่อพักผ่อนพร้อมกับขนมที่ทำเสร็จแล้ว คุณหญิงวิไลหยิบชิ้นขนมขึ้นมาชิมก่อนจะยิ้มอย่างพอใจ
“อร่อยมากจ้ะ หนูลิน หนูทำได้ดีมาก” เธอชมพร้อมกับหยิบขนมอีกชิ้นยื่นให้นลินี
นลินีรับขนมมาและชิมดู เธอรู้สึกถึงความหวานละมุนในปาก และความสุขที่ได้ทำสิ่งที่เธอรักกับคนที่ห่วงใยเธอ ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขมากขึ้น แม้ว่าในใจลึก ๆ เธอยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับชีวิตคู่ของเธอ แต่วันนี้เธอก็ได้รู้สึกถึงความอบอุ่นที่ค่อยๆ ช่วยเยียวยาหัวใจของเธอ
“ขอบคุณนะคะคุณแม่ สอนสูตรลับให้ลิน” นลินีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นขึ้น “และอยู่เคียงข้างลิน วันนี้ลินรู้สึกดีมากเลยค่ะ”
“ดีแล้วจ้ะลูก ถ้าหนูลินเหงาหรือมีอะไรที่อยากทำ บอกแม่ได้เสมอ แม่ยินดีอยู่เป็นเพื่อนลูกเสมอ” คุณหญิงวิไลกล่าวพร้อมกับกอดนลินีอย่างอ่อนโยน
บรรยากาศในห้องครัวที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความรักจากครอบครัวช่วยให้นลินีรู้สึกมีพลังที่จะเผชิญหน้ากับชีวิตคู่ของเธอต่อไป แม้ว่ามันจะเต็มไปด้วยความท้าทายและความเหงา แต่เธอก็รู้ว่าเธอไม่ต้องเผชิญมันเพียงลำพัง
หลังจากที่ทำขนมชั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณหญิงวิไลจึงตัดสินใจเอาขนมไปให้นันทวัฒน์ชิม เธอคิดว่าอาจเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนลินีได้บ้าง แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ แต่เธอก็หวังว่ามันจะทำให้นันทวัฒน์เห็นถึงความตั้งใจและความอ่อนโยนของภรรยาที่เขาอาจยังไม่เข้าใจ
คุณหญิงวิไลเดินถือถาดขนมชั้นไปที่ห้องทำงานของนันทวัฒน์ ซึ่งเขากำลังนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่เธอจะเปิดประตูเข้าไป
“วัฒน์จ้ะ แม่เอาขนมมาให้ลองชิมหน่อย” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“วันนี้แม่กับหนูลินช่วยกันทำขนมชั้นที่ลูกเคยชอบกินตอนเด็ก ๆ น่ะ”
นันทวัฒน์เงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์เมื่อได้ยินเสียงแม่ของเขา เขามองไปที่ถาดขนมที่แม่ของเขายื่นมาให้ แต่สายตาของเขายังคงแสดงออกถึงความเฉยเมย
“ขอบคุณครับแม่ แต่ผมยังไม่หิวเลย” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แล้วหันกลับไปสนใจงานตรงหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คุณหญิงวิไลยืนมองลูกชายของเธอด้วยความรู้สึกที่ทั้งห่วงใยและผิดหวัง เธอรู้ว่านันทวัฒน์มีเรื่องที่หนักใจ แต่เธอก็หวังว่าเขาจะเปิดใจให้กับภรรยาของเขาบ้าง
“ลูกไม่อยากลองชิมดูหน่อยเหรอ หนูลินตั้งใจทำมากเลยนะจ๊ะ” เธอพยายามโน้มน้าวอีกครั้ง โดยหวังว่าบางทีคำพูดนี้อาจทำให้นันทวัฒน์รู้สึกตัว
นันทวัฒน์หยุดมือจากงานในมือและหันกลับมามองแม่ของเขาอีกครั้ง เขาเห็นแววตาของแม่ที่เต็มไปด้วยความห่วงใย แต่เขาก็ยังคงไม่รู้สึกอะไรนอกจากความอึดอัดในใจ
“แม่ครับ ผมขอโทษ แต่ตอนนี้ผมยังมีงานต้องทำ ถ้าผมว่างแล้วผมจะลองชิมนะครับ” เขาตอบอย่างสุภาพ แต่ก็ยังคงไม่ยอมรับถาดขนมจากแม่ของเขา
คุณหญิงวิไลถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะยิ้มให้ลูกชาย “ได้จ้ะ งั้นแม่จะวางไว้ตรงนี้นะ เผื่อลูกเปลี่ยนใจ อย่าลืมว่าลูกชอบขนมนี้มากแค่ไหนนะ” เธอวางถาดขนมชั้นลงบนโต๊ะข้าง ๆ เขา และเดินออกจากห้องทำงานอย่างเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม ในใจของเธอเต็มไปด้วยความกังวลและความเศร้า เธอรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างลูกชายและนลินีต้องการเวลาและความพยายามอีกมาก แต่เธอก็ยังคงหวังว่า สักวันหนึ่ง นันทวัฒน์จะยอมเปิดใจและเห็นคุณค่าของภรรยาที่รักและห่วงใยเขามากขนาดนี้
หลังจากที่คุณหญิงวิไลออกไปแล้ว นันทวัฒน์หันกลับมาที่งานของเขา เขามองถาดขนมชั้นที่วางอยู่ข้าง ๆ ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะหันกลับไปสนใจงานอีกครั้ง โดยไม่ได้แตะต้องมันเลย
ขนมชั้นที่วางอยู่บนโต๊ะ กลายเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเย็นชาที่เขามีต่อภรรยาและครอบครัวของเขาเอง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความพยายามของนลินีที่ยังคงรอคอยความรักและการยอมรับจากเขาอย่างเงียบ ๆ
หลังจากที่นันทวัฒน์และนลินีได้พูดคุยและเข้าใจกันถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเอมอร ทั้งสองก็ตัดสินใจที่จะไม่ปล่อยให้อดีตมาทำลายความสุขในปัจจุบันและอนาคตของครอบครัว พวกเขามุ่งมั่นที่จะสร้างชีวิตใหม่ที่เต็มไปด้วยความรักและความมั่นคงสำหรับตัวเองและลูกน้อยวันต่อมานันทวัฒน์ตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกที่สดใสและมั่นใจมากขึ้น เขารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำในวันนี้ไม่เพียงเพื่อเขาเอง แต่เพื่อครอบครัวที่เขารัก เขาตั้งใจที่จะทุ่มเทให้กับงานและครอบครัวไปพร้อมกัน เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงหลังจากที่เขาใช้เวลาทำงานในบริษัทเสร็จสิ้นในช่วงเช้า วันนี้เป็นวันสุดสัปดาห์เขาเลยตัดสินใจที่จะพานลินีและลูกไปพักผ่อนที่ทะเลใกล้ๆ กรุงเทพ เพื่อให้พวกเขาได้พักผ่อนและใช้เวลาในช่วงวันหยุดร่วมกัน“ลิน วันนี้เราพาลูกไปทะเลกันดีไหม พี่ดูที่พักไว้แล้ว” นันทวัฒน์ถามขณะที่เขาช่วยนลินีเตรียมของใช้สำหรับลูกน้อยนลินียิ้มอย่างอ่อนโยนและพยักหน้า “ก็ดีนะคะพี่วัฒน์ เรายังไม่เคยพาน้องเวย์ไปทะเลเลย ลินก็อยากให้ลูกได้ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์บ้าง เราไปกันตอนนี้เลยเหรอคะ”“ใช่ครับ กว่าจะไปถึงน่าจะเย็นๆ พักผ่อนกลางคืน เช้ามาจะได้สูดอากาศสดชื่
หลังจากเลิกงาน นันทวัฒน์ตัดสินใจที่จะพานลินีและลูกน้อยออกไปเปลี่ยนบรรยากาศที่ห้างสรรพสินค้า เขารู้สึกว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมกันนอกบ้านและพาครอบครัวไปสัมผัสกับบรรยากาศใหม่ ๆ บ้างเพราะกลัวว่านลินีจะเบื่อที่ต้องอยู่แต่ที่บ้านและที่ทำงานของเขา “ลินครับ” นันทวัฒน์พูดขณะที่เขาอุ้มลูกน้อยอยู่ในอ้อมแขน “วันนี้เราไปเดินห้างกันไหม พี่อยากให้ลินได้ผ่อนคลายบ้าง แล้วเราจะได้ไปหาซื้อของเล่นหรือเสื้อผ้าใหม่ ๆ ให้ลูกด้วย” นลินียิ้มอย่างอ่อนโยน ขณะที่เธอจัดเตรียมข้าวของสำหรับลูก “ดีเหมือนกันค่ะพี่วัฒน์ ลินเองก็อยากจะออกไปเดินเล่นบ้าง อีกอย่างพี่วัฒน์ก็ดูตื่นเต้นที่จะพาลูกไปเปิดหูเปิดตาด้วยใช่ไหมคะ” นันทวัฒน์หัวเราะเบา ๆ “แน่นอนครับ พี่อยากให้น้องเวย์ได้เห็นโลกกว้าง และพี่ก็อยากให้ลินได้ไปเปิดหูเปิดตาด้วย” เมื่อทั้งสามคนเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ออกเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้าใหญ่ชื่อดัง เมื่อมาถึงห้างสรรพสินค้า นันทวัฒน์พานลินีและลูกน้อยเดินสำรวจร้านค้าและแผนกต่าง ๆ ด้วยความสนุกสนาน เขาดูแลนลินีและลูกอย่างใกล้ชิด พาลูกน้อยเดินชมของเล่นที่มีสีสันสดใสและเสียงดนตรีเบา ๆ ซึ่ง
หลังจากที่นลินีและนันทวัฒน์ได้พูดคุยและทำความเข้าใจกันจนตกลงใจที่จะกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เมืองไทย ในที่สุดวันเดินทางก็มาถึง ทั้งคู่รู้สึกตื่นเต้นที่จะกลับไปบ้านเกิดพร้อมกับลูกน้อย พวกเขาได้เตรียมตัวอย่างเต็มที่และพร้อมที่จะเผชิญกับอนาคตที่สดใส ตอนนี้พ่อกับแม่ของนลินีกลับเมืองไทยก่อนหน้านี้แล้ว ขณะที่เครื่องบินแลนดิ้งที่สนามบินสุวรรณภูมิ นลินีมองออกไปยังท้องฟ้าและรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในใจ แม้ว่าจะเป็นการกลับมาหลังจากช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่การที่เธอได้กลับมาพร้อมกับสามีที่เธอรักและลูกน้อยที่เป็นโซ่ทองคล้องใจทำให้ทุกอย่างดูสดใสไปหมดสำหรับเธอ เมื่อพวกเขาเดินออกจากสนามบิน คุณหญิงวิไลและกับคุณนิรันดร์ก็มารอรับด้วยรอยยิ้มและความยินดี ทั้งสองคนรีบเข้ามากอดลูกชายและลูกสะใภ้ พร้อมกับรับหลานน้อยไปอุ้มด้วยความรักและความเอ็นดู “ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะลูก” คุณหญิงวิไลพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ขณะที่เธอกอดนลินีแน่น “แม่ดีใจที่เห็นหนูกลับมา เราจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเป็นครอบครัวอีกครั้ง” คุณนิรันดร์ยิ้มและพยักหน้า “พ่อเองก็ดีใจมากที่เห็นพวกเธอกลับมา วัฒน์กับหนูลิน ทั้งสองคนเข้ม
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วหลังจากนันทวัฒน์ฟื้นฟูร่างกายและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ครอบครัวของเขาและนลินีได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เตรียมพร้อมสำหรับการมาถึงของสมาชิกใหม่ที่จะเติมเต็มครอบครัวนี้อย่างสมบูรณ์ วันนี้ขณะที่นลินีและนันทวัฒน์กำลังนั่งทานอาหารเช้าด้วยกัน นลินีรู้สึกถึงความผิดปกติในร่างกาย เธอรู้สึกเจ็บที่ท้องเป็นระยะ ๆ ซึ่งต่างจากอาการเจ็บปวดธรรมดาที่เธอเคยเจอมาก่อน ครั้งนี้มันรู้สึกแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน เธอพยายามที่จะสงบสติและไม่ทำให้นันทวัฒน์เป็นกังวล แต่ความเจ็บปวดกลับรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ “พี่วัฒน์ ลินคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว” นลินีพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ขณะที่มือของเธอกุมท้องแน่น นันทวัฒน์รีบลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้นและกังวลในเวลาเดียวกัน “ลิน ลินเจ็บท้องแล้วใช่ไหม เราต้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้” เขารีบไปหยิบกระเป๋าที่เตรียมไว้ล่วงหน้าซึ่งบรรจุสิ่งของจำเป็นสำหรับการไปคลอด นลินีพยายามลุกขึ้นยืน แต่ความเจ็บปวดทำให้เธอรู้สึกไม่มีแรงก้าวเดิน นันทวัฒน์จึงเข้ามาพยุงเธออย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องห่วงนะลิน พี่อยู่ตรงนี้ เราจะไปโรงพยาบาลทันที” นันทวัฒน์พูดพร้อมกับพยายามให้กำลังใ
เวลาผ่านไปหลายวัน ในขณะที่ครอบครัวของนันทวัฒน์เฝ้าดูแลและรอคอยอย่างอดทน ในที่สุดก็มีสัญญาณของการฟื้นตัวที่ทุกคนรอคอย นันทวัฒน์เริ่มแสดงการตอบสนองเล็กน้อย เช่น การขยับนิ้วมือหรือกะพริบตาเบา ๆ ทุกครั้งที่เห็นการตอบสนองนี้ ความหวังในใจของนลินีและครอบครัวก็ท่วมท้นขึ้นอีกครั้ง ในวันหนึ่ง ขณะที่นลินีนั่งอยู่ข้างเตียงของนันทวัฒน์เหมือนที่เธอทำทุกวัน เธอสังเกตเห็นว่ามือของเขาขยับเล็กน้อย เธอรีบกุมมือเขาไว้แน่นและพูดด้วยความตื่นเต้นและความหวัง “พี่วัฒน์ พี่ได้ยินลินไหม ถ้าพี่ได้ยิน ลองขยับนิ้วอีกครั้งนะคะ” นลินีพูดเบา ๆ แต่น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความหวังและความตื่นเต้น ทันใดนั้นเองนลินีรู้สึกเหมือนหัวใจของเธอเต้นรัว เมื่อนันทวัฒน์ก็ค่อย ๆ ขยับนิ้วมือของเขาเล็กน้อย เธอรีบลุกขึ้นและเรียกพยาบาลเข้ามาดูอาการของเขา พยาบาลที่เข้ามาตรวจดูอาการของนันทวัฒน์ยิ้มเล็ก ๆ และพยักหน้าให้กับนลินี “ดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มฟื้นตัวแล้วนะคะ นี่เป็นสัญญาณที่ดีมากๆ เลยค่ะ” นลินีรู้สึกโล่งใจและตื้นตันใจจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอมองดูนันทวัฒน์ที่เริ่มมีการตอบสนองมากขึ้นและรู้สึกถึงความหวังที่เริ่มกลับมา เธอรู
หลังจากที่ตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาเนื้องอกในสมอง นันทวัฒน์เตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการรักษาที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล เขารู้ว่าการผ่าตัดครั้งนี้มีความเสี่ยงสูง แต่เพื่ออนาคตของครอบครัวและความหวังที่จะได้อยู่เคียงข้างนลินีและลูก เขาจึงเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมัน วันผ่าตัดมาถึง นลินี คุณหญิงวิไล และคุณนิรันดร์ รวมทั้งพ่อกับแม่ของนลินีมารวมตัวกันที่โรงพยาบาลเพื่อรออยู่ที่ห้องพักญาติ ความเงียบงันที่ปกคลุมรอบตัวทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความตึงเครียดและความกังวล นลินีจับมือของคุณหญิงวิไลไว้แน่นเพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ขณะที่นิรันดร์นั่งนิ่งอยู่ใกล้ ๆ ใบหน้าของเขาแสดงถึงความหนักใจและกังวลใจ เมื่อถึงเวลาที่นันทวัฒน์ถูกนำตัวเข้าห้องผ่าตัด นลินีมองดูเขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ประตูจะปิดลง น้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้เริ่มไหลออกมาอย่างช้า ๆ ความกลัวที่อยู่ลึก ๆ ในใจทำให้เธอรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบคั้น แต่เธอก็พยายามคุมสติและหวังว่าเขาจะผ่านการผ่าตัดครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย การผ่าตัดกินเวลาหลายชั่วโมง นลินีและครอบครัวรอคอยอย่างจดจ่อ ทุกนาทีที่ผ่านไปทำให้ความกังวลทวีคูณมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้







