Se connecterหลังจากที่คุณหญิงวิไลนำขนมชั้นไปให้นันทวัฒน์ นลินีก็รู้สึกตื่นเต้นและกังวลในใจปนเปกันไปหมด เธอหวังอย่างยิ่งว่าขนมที่เธอตั้งใจทำร่วมกับแม่สามีจะช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับนันทวัฒน์ดีขึ้น แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อยก็ตาม หวังว่าเขาจะชอบขนมที่เธอเพิ่งหัดทำเพื่อเขาก็พอ
เวลาผ่านไปจนถึงช่วงเย็น นลินีอดใจไม่ไหวที่จะอยากรู้ว่านันทวัฒน์ได้ชิมขนมแล้วหรือยัง เธอจึงเดินไปที่ห้องทำงานของเขาอย่างเงียบ ๆ ประตูแง้มอยู่เล็กน้อย เธอแอบมองเข้าไปภายในห้อง
ภายในห้องทำงานนั้น นันทวัฒน์ยังคงนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ จดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเลย นลินีเหลือบไปเห็นถาดขนมชั้นที่ถูกวางไว้ข้าง ๆ เขา มันยังคงอยู่ในสภาพเดิม ไม่ได้ถูกแตะต้องเลยแม้แต่น้อย หัวใจของนลินีเจ็บแปลบ เธอพยายามกลั้นน้ำตาที่เริ่มคลอเบ้า ความหวังเล็ก ๆ ที่เธอมีว่าเขาจะสนใจสิ่งที่เธอทำกลับพังทลายลงอีกครั้ง
หญิงสาวเดินถอยหลังออกมาอย่างเงียบ ๆ และรีบหันกลับไปที่ห้องครัว น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไม่สามารถซ่อนอีกต่อไป มันไหลรินลงมาอย่างช้า ๆ ขณะที่เธอนั่งลงที่โต๊ะในครัวที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่นเมื่อช่วงบ่าย แต่ตอนนี้กลับมีเพียงความเงียบงัน
“ทำไม ทำไมพี่วัฒน์เขาไม่เห็นความพยายามของเราบ้างเลย” นลินีพึมพำกับตัวเอง เบาๆ น้ำเสียงสั่นไหวด้วยความเศร้า เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงเงาที่ไร้ตัวตนในสายตาของเขา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่สามารถเข้าถึงหัวใจของเขาได้
แม้จะรู้ดีว่านันทวัฒน์ยังไม่สามารถลืมเอมอรได้ แต่ในใจลึก ๆ นลินีก็หวังว่าเขาจะยอมรับเธอสักวันหนึ่ง และความสัมพันธ์ของพวกเขาจะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ทุกครั้งที่เธอพยายาม ความพยายามนั้นกลับดูไร้ผล นันทวัฒน์ยังคงเย็นชาและเฉยเมยต่อความรักที่เธอมีให้
ขณะที่เธอนั่งอยู่คนเดียวในครัว เสียงประตูห้องครัวเปิดออกอย่างเบา ๆ คุณหญิงวิไลเดินเข้ามาและเห็นสภาพของนลินี เธอไม่ต้องถามก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น น้ำตาของนลินีบอกทุกอย่างแล้ว
“หนูลิน... ลูก ”คุณหญิงวิไลเรียกเบา ๆ ขณะที่เธอเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ และโอบกอดนลินีอย่างอ่อนโยน “เป็นอะไรไปลูก ไม่ต้องร้องไห้นะคะ นิ่งซะ โอ๋ โอ๋ ไม่เป็นไรนะคะ ทุกอย่างต้องใช้เวลา แม่รู้ว่าลูกพยายามมากแล้ว”
นลินีซบหน้าลงกับไหล่ของคุณหญิงวิไล น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นจากอ้อมกอดของแม่สามี แต่มันก็ไม่สามารถลบความเจ็บปวดในใจได้
“ลิน... ลินไม่รู้ว่าต้องทำยังไงแล้วค่ะคุณแม่ ไม่ว่าลินจะพยายามแค่ไหน เขาก็ไม่เคยสนใจลินเลย” นลินีพูดออกมาทั้งน้ำตา น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
คุณหญิงวิไลลูบหลังนลินีเบา ๆ พลางปลอบโยน “แม่เข้าใจจ้ะลูก แม่รู้ว่ามันยากมาก แต่หนูลินต้องเชื่อว่า วันหนึ่งเขาจะต้องเห็นความพยายามและความรักที่ลูกมีให้ แม่จะอยู่ข้างลูกเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
คำพูดของคุณหญิงวิไลทำให้นลินีรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย แม้ความเจ็บปวดจะยังคงอยู่ แต่การได้รับการปลอบโยนและความรักจากคุณหญิงวิไลก็ช่วยให้เธอรู้สึกไม่โดดเดี่ยว
“ขอบคุณค่ะคุณแม่ ลิน...ลินจะพยายามต่อไปค่ะ” นลินีกล่าวทั้งน้ำตา ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย แม้มันจะเป็นยิ้มที่เศร้า แต่ก็เต็มไปด้วยความตั้งใจที่จะไม่ยอมแพ้
ในคืนนั้น นลินีกลับไปที่ห้องนอนด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง แต่ก็ยังมีความหวังเล็ก ๆ อยู่ในใจ แม้เธอจะยังคงเผชิญกับความเหงาและความเย็นชาจากสามี แต่เธอก็รู้ว่าตัวเองไม่ต้องเผชิญกับมันเพียงลำพัง อย่างน้อยเธอก็ยังมีคุณหญิงวิไลที่คอยสนับสนุนและให้กำลังใจเธอเสมอ
เช้าวันต่อมา คุณหญิงวิไลตัดสินใจชวนนลินีออกไปซื้อของและแวะทานข้าวกลางวันในร้านอาหารดังในร้านหรูใจกลางเมือง เธอหวังว่าการได้ออกไปข้างนอกบ้างจะช่วยให้จิตใจของนลินีดีขึ้นจากความกังวลและความเศร้าที่เธอกำลังเผชิญ
นลินีรับคำเชิญของคุณหญิงวิไลอย่างเต็มใจ แม้ว่าความเจ็บปวดจากการที่นันทวัฒน์ไม่สนใจขนมที่เธอทำยังคงอยู่ในใจ แต่เธอก็พยายามที่จะไม่ให้มันมารบกวนจิตใจของเธอในวันนี้
ทั้งคู่เดินทางไปยังห้างสรรพสินค้าหรูหราที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มาเดินช้อปปิ้งและใช้เวลาว่างในวันหยุด นลินีเดินเคียงข้างคุณหญิงวิไลไปตามร้านค้า หัวใจเริ่มรู้สึกเบาขึ้นเล็กน้อยจากการได้เปลี่ยนบรรยากาศ
หลังจากที่ทั้งคู่ซื้อของกันเสร็จ คุณหญิงวิไลจึงชวนไปนั่งทานข้าวกลางวันในร้านอาหารหรูแห่งหนึ่งในห้างฯ ร้านนี้ตกแต่งด้วยสไตล์คลาสสิกและบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะสำหรับการพักผ่อนและทานอาหารในบรรยากาศที่สบาย ๆ
ขณะที่พนักงานพาทั้งคู่ไปยังโต๊ะที่จองไว้ สายตาของนลินีก็สะดุดกับภาพบางอย่างที่ไม่คาดคิด เธอเห็นนันทวัฒน์นั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของร้านอาหาร เขากำลังทานข้าวอยู่กับผู้หญิงสาวสวยคนหนึ่ง เอมอร หญิงสาวที่เธอรู้ดีว่าเป็นคนรักของเขา หัวใจของนลินีหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อเห็นภาพนั้น เอมอรยิ้มอย่างมีความสุข ขณะที่นันทวัฒน์เองก็ดูผ่อนคลายและเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่นลินีไม่เคยได้รับจากเขา
นลินีรู้สึกเหมือนถูกแทงด้วยความจริงที่เธอพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นเขาอยู่กับเอมอรด้วยตาตัวเอง แม้ว่าเธอจะรู้ถึงความสัมพันธ์นี้ แต่การได้เห็นภาพนั้นในชีวิตจริงทำให้เธอเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม คุณหญิงวิไลที่เดินตามหลังนลินีมา สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในท่าทางของลูกสะใภ้ เธอจึงมองตามสายตาของนลินี และเมื่อเห็นภาพนั้น เธอก็เข้าใจทันทีว่าอะไรที่ทำให้นลินีรู้สึกเช่นนี้
“หนูลิน..” คุณหญิงวิไลเรียกเธอเบา ๆ ด้วยความห่วงใย “หนูลิน...ไม่เป็นไรนะลูก อย่าเก็บมันมาใส่ใจเลย”
นลินีหันกลับมามองหน้าคุณหญิงวิไล น้ำตาคลอเบ้า แต่เธอพยายามฝืนยิ้ม “ลิน..ไม่เป็นไรค่ะคุณแม่ เรามาทานข้าวกันเถอะค่ะ” คุณหญิงวิไลรู้สึกเจ็บปวดไปกับนลินี แต่ก็ไม่อยากทำให้เธอรู้สึกอึดอัดมากขึ้น เธอจึงพยายามเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการชวนคุยเรื่องอื่น เมื่อทั้งคู่ได้นั่งที่โต๊ะที่พนักงานจัดไว้ นลินีก็พยายามหันหลังให้กับโต๊ะของนันทวัฒน์ เธอพยายามไม่มองไปที่เขาและเอมอร แต่ภาพที่เห็นเมื่อครู่ยังคงติดอยู่ในใจของเธอ เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเอมอรและบทสนทนาที่อบอุ่นระหว่างนันทวัฒน์กับเอมอร ทำให้นลินีรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ในมุมมืดอย่างโดดเดี่ยว
แม้ว่าเธอจะพยายามสนใจการสนทนากับคุณหญิงวิไล แต่ในใจลึก ๆ ของเธอกลับเต็มไปด้วยคำถามว่า ทำไมเธอถึงไม่สามารถทำให้นันทวัฒน์มีความสุขเหมือนที่เอมอรทำได้ ความรู้สึกนั้นทำให้หัวใจของเธอหนักอึ้ง และยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่า ความรักที่เธอมีให้นันทวัฒน์อาจไม่มีทางที่จะได้รับการตอบสนอง
ขณะที่นลินีพยายามก้มหน้าก้มตาทานอาหารด้วยความรู้สึกเจ็บปวด นันทวัฒน์เองก็ยังไม่ทันสังเกตเห็นว่าภรรยาของเขาอยู่ในร้านเดียวกันกับเขา สายตาของเขาจดจ่ออยู่ที่เอมอร ไม่ใช่เพราะเขาไม่สนใจคนอื่น แต่เพราะเขาไม่เคยคิดว่านลินีจะมาอยู่ในที่แบบนี้
ในขณะที่คุณหญิงวิไลมองดูนลินีที่พยายามฝืนความรู้สึกเพื่อไม่ให้มันแสดงออกมา เธอก็ได้แต่ภาวนาให้ลูกสะใภ้ของเธอมีความเข้มแข็งและผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ แม้ว่าเธอจะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับนลินี และในช่วงเวลาที่ทุกอย่างดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง นลินีก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า อย่างน้อยเธอก็ยังมีคุณหญิงวิไลที่คอยอยู่เคียงข้างและสนับสนุนเธอเสมอ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรในชีวิตนี้
หลังจากที่นันทวัฒน์และนลินีได้พูดคุยและเข้าใจกันถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเอมอร ทั้งสองก็ตัดสินใจที่จะไม่ปล่อยให้อดีตมาทำลายความสุขในปัจจุบันและอนาคตของครอบครัว พวกเขามุ่งมั่นที่จะสร้างชีวิตใหม่ที่เต็มไปด้วยความรักและความมั่นคงสำหรับตัวเองและลูกน้อยวันต่อมานันทวัฒน์ตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกที่สดใสและมั่นใจมากขึ้น เขารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำในวันนี้ไม่เพียงเพื่อเขาเอง แต่เพื่อครอบครัวที่เขารัก เขาตั้งใจที่จะทุ่มเทให้กับงานและครอบครัวไปพร้อมกัน เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงหลังจากที่เขาใช้เวลาทำงานในบริษัทเสร็จสิ้นในช่วงเช้า วันนี้เป็นวันสุดสัปดาห์เขาเลยตัดสินใจที่จะพานลินีและลูกไปพักผ่อนที่ทะเลใกล้ๆ กรุงเทพ เพื่อให้พวกเขาได้พักผ่อนและใช้เวลาในช่วงวันหยุดร่วมกัน“ลิน วันนี้เราพาลูกไปทะเลกันดีไหม พี่ดูที่พักไว้แล้ว” นันทวัฒน์ถามขณะที่เขาช่วยนลินีเตรียมของใช้สำหรับลูกน้อยนลินียิ้มอย่างอ่อนโยนและพยักหน้า “ก็ดีนะคะพี่วัฒน์ เรายังไม่เคยพาน้องเวย์ไปทะเลเลย ลินก็อยากให้ลูกได้ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์บ้าง เราไปกันตอนนี้เลยเหรอคะ”“ใช่ครับ กว่าจะไปถึงน่าจะเย็นๆ พักผ่อนกลางคืน เช้ามาจะได้สูดอากาศสดชื่
หลังจากเลิกงาน นันทวัฒน์ตัดสินใจที่จะพานลินีและลูกน้อยออกไปเปลี่ยนบรรยากาศที่ห้างสรรพสินค้า เขารู้สึกว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมกันนอกบ้านและพาครอบครัวไปสัมผัสกับบรรยากาศใหม่ ๆ บ้างเพราะกลัวว่านลินีจะเบื่อที่ต้องอยู่แต่ที่บ้านและที่ทำงานของเขา “ลินครับ” นันทวัฒน์พูดขณะที่เขาอุ้มลูกน้อยอยู่ในอ้อมแขน “วันนี้เราไปเดินห้างกันไหม พี่อยากให้ลินได้ผ่อนคลายบ้าง แล้วเราจะได้ไปหาซื้อของเล่นหรือเสื้อผ้าใหม่ ๆ ให้ลูกด้วย” นลินียิ้มอย่างอ่อนโยน ขณะที่เธอจัดเตรียมข้าวของสำหรับลูก “ดีเหมือนกันค่ะพี่วัฒน์ ลินเองก็อยากจะออกไปเดินเล่นบ้าง อีกอย่างพี่วัฒน์ก็ดูตื่นเต้นที่จะพาลูกไปเปิดหูเปิดตาด้วยใช่ไหมคะ” นันทวัฒน์หัวเราะเบา ๆ “แน่นอนครับ พี่อยากให้น้องเวย์ได้เห็นโลกกว้าง และพี่ก็อยากให้ลินได้ไปเปิดหูเปิดตาด้วย” เมื่อทั้งสามคนเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ออกเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้าใหญ่ชื่อดัง เมื่อมาถึงห้างสรรพสินค้า นันทวัฒน์พานลินีและลูกน้อยเดินสำรวจร้านค้าและแผนกต่าง ๆ ด้วยความสนุกสนาน เขาดูแลนลินีและลูกอย่างใกล้ชิด พาลูกน้อยเดินชมของเล่นที่มีสีสันสดใสและเสียงดนตรีเบา ๆ ซึ่ง
หลังจากที่นลินีและนันทวัฒน์ได้พูดคุยและทำความเข้าใจกันจนตกลงใจที่จะกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เมืองไทย ในที่สุดวันเดินทางก็มาถึง ทั้งคู่รู้สึกตื่นเต้นที่จะกลับไปบ้านเกิดพร้อมกับลูกน้อย พวกเขาได้เตรียมตัวอย่างเต็มที่และพร้อมที่จะเผชิญกับอนาคตที่สดใส ตอนนี้พ่อกับแม่ของนลินีกลับเมืองไทยก่อนหน้านี้แล้ว ขณะที่เครื่องบินแลนดิ้งที่สนามบินสุวรรณภูมิ นลินีมองออกไปยังท้องฟ้าและรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในใจ แม้ว่าจะเป็นการกลับมาหลังจากช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่การที่เธอได้กลับมาพร้อมกับสามีที่เธอรักและลูกน้อยที่เป็นโซ่ทองคล้องใจทำให้ทุกอย่างดูสดใสไปหมดสำหรับเธอ เมื่อพวกเขาเดินออกจากสนามบิน คุณหญิงวิไลและกับคุณนิรันดร์ก็มารอรับด้วยรอยยิ้มและความยินดี ทั้งสองคนรีบเข้ามากอดลูกชายและลูกสะใภ้ พร้อมกับรับหลานน้อยไปอุ้มด้วยความรักและความเอ็นดู “ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะลูก” คุณหญิงวิไลพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ขณะที่เธอกอดนลินีแน่น “แม่ดีใจที่เห็นหนูกลับมา เราจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเป็นครอบครัวอีกครั้ง” คุณนิรันดร์ยิ้มและพยักหน้า “พ่อเองก็ดีใจมากที่เห็นพวกเธอกลับมา วัฒน์กับหนูลิน ทั้งสองคนเข้ม
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วหลังจากนันทวัฒน์ฟื้นฟูร่างกายและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ครอบครัวของเขาและนลินีได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เตรียมพร้อมสำหรับการมาถึงของสมาชิกใหม่ที่จะเติมเต็มครอบครัวนี้อย่างสมบูรณ์ วันนี้ขณะที่นลินีและนันทวัฒน์กำลังนั่งทานอาหารเช้าด้วยกัน นลินีรู้สึกถึงความผิดปกติในร่างกาย เธอรู้สึกเจ็บที่ท้องเป็นระยะ ๆ ซึ่งต่างจากอาการเจ็บปวดธรรมดาที่เธอเคยเจอมาก่อน ครั้งนี้มันรู้สึกแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน เธอพยายามที่จะสงบสติและไม่ทำให้นันทวัฒน์เป็นกังวล แต่ความเจ็บปวดกลับรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ “พี่วัฒน์ ลินคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว” นลินีพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ขณะที่มือของเธอกุมท้องแน่น นันทวัฒน์รีบลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้นและกังวลในเวลาเดียวกัน “ลิน ลินเจ็บท้องแล้วใช่ไหม เราต้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้” เขารีบไปหยิบกระเป๋าที่เตรียมไว้ล่วงหน้าซึ่งบรรจุสิ่งของจำเป็นสำหรับการไปคลอด นลินีพยายามลุกขึ้นยืน แต่ความเจ็บปวดทำให้เธอรู้สึกไม่มีแรงก้าวเดิน นันทวัฒน์จึงเข้ามาพยุงเธออย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องห่วงนะลิน พี่อยู่ตรงนี้ เราจะไปโรงพยาบาลทันที” นันทวัฒน์พูดพร้อมกับพยายามให้กำลังใ
เวลาผ่านไปหลายวัน ในขณะที่ครอบครัวของนันทวัฒน์เฝ้าดูแลและรอคอยอย่างอดทน ในที่สุดก็มีสัญญาณของการฟื้นตัวที่ทุกคนรอคอย นันทวัฒน์เริ่มแสดงการตอบสนองเล็กน้อย เช่น การขยับนิ้วมือหรือกะพริบตาเบา ๆ ทุกครั้งที่เห็นการตอบสนองนี้ ความหวังในใจของนลินีและครอบครัวก็ท่วมท้นขึ้นอีกครั้ง ในวันหนึ่ง ขณะที่นลินีนั่งอยู่ข้างเตียงของนันทวัฒน์เหมือนที่เธอทำทุกวัน เธอสังเกตเห็นว่ามือของเขาขยับเล็กน้อย เธอรีบกุมมือเขาไว้แน่นและพูดด้วยความตื่นเต้นและความหวัง “พี่วัฒน์ พี่ได้ยินลินไหม ถ้าพี่ได้ยิน ลองขยับนิ้วอีกครั้งนะคะ” นลินีพูดเบา ๆ แต่น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความหวังและความตื่นเต้น ทันใดนั้นเองนลินีรู้สึกเหมือนหัวใจของเธอเต้นรัว เมื่อนันทวัฒน์ก็ค่อย ๆ ขยับนิ้วมือของเขาเล็กน้อย เธอรีบลุกขึ้นและเรียกพยาบาลเข้ามาดูอาการของเขา พยาบาลที่เข้ามาตรวจดูอาการของนันทวัฒน์ยิ้มเล็ก ๆ และพยักหน้าให้กับนลินี “ดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มฟื้นตัวแล้วนะคะ นี่เป็นสัญญาณที่ดีมากๆ เลยค่ะ” นลินีรู้สึกโล่งใจและตื้นตันใจจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอมองดูนันทวัฒน์ที่เริ่มมีการตอบสนองมากขึ้นและรู้สึกถึงความหวังที่เริ่มกลับมา เธอรู
หลังจากที่ตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาเนื้องอกในสมอง นันทวัฒน์เตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการรักษาที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล เขารู้ว่าการผ่าตัดครั้งนี้มีความเสี่ยงสูง แต่เพื่ออนาคตของครอบครัวและความหวังที่จะได้อยู่เคียงข้างนลินีและลูก เขาจึงเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมัน วันผ่าตัดมาถึง นลินี คุณหญิงวิไล และคุณนิรันดร์ รวมทั้งพ่อกับแม่ของนลินีมารวมตัวกันที่โรงพยาบาลเพื่อรออยู่ที่ห้องพักญาติ ความเงียบงันที่ปกคลุมรอบตัวทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความตึงเครียดและความกังวล นลินีจับมือของคุณหญิงวิไลไว้แน่นเพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ขณะที่นิรันดร์นั่งนิ่งอยู่ใกล้ ๆ ใบหน้าของเขาแสดงถึงความหนักใจและกังวลใจ เมื่อถึงเวลาที่นันทวัฒน์ถูกนำตัวเข้าห้องผ่าตัด นลินีมองดูเขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ประตูจะปิดลง น้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้เริ่มไหลออกมาอย่างช้า ๆ ความกลัวที่อยู่ลึก ๆ ในใจทำให้เธอรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบคั้น แต่เธอก็พยายามคุมสติและหวังว่าเขาจะผ่านการผ่าตัดครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย การผ่าตัดกินเวลาหลายชั่วโมง นลินีและครอบครัวรอคอยอย่างจดจ่อ ทุกนาทีที่ผ่านไปทำให้ความกังวลทวีคูณมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้







