Compartir

พันธกาลเร้นรัก
พันธกาลเร้นรัก
Autor: มู่เฉิงซินสวี่

บทที่ 1

Autor: มู่เฉิงซินสวี่
เช้าตรู่ต้นฤดูร้อน ศาลบรรพบุรุษแห่งจวนเจิ้นกั๋วกงในเมืองหลวง ถูกปกคลุมด้วยหมอกชั้นบาง

ภายในศาลบรรพบุรุษมีเสียงสวดมนต์ของนักบวชดังขึ้นราง ๆ ภายในเรือน เตาหลอมสัมฤทธิ์ที่มีความสูงครึ่งคนมีควันพวยพุ่ง สาวใช้และบ่าวชายกำลังวิ่งวุ่น

เจียงโย่วหนิงถือชายกระโปรงเดินมาจากด้านหลังทางเดิน ความปวดร้าวทั่วร่างทำให้ฝีเท้าของนางดูไม่ปกติอย่างเห็นได้ชัด

ทันใดนั้นประตูไม้สลักลวดลายด้านซ้ายก็เปิดออก มือข้างหนึ่งที่ขาวซีดแต่แรงเยอะยื่นออกมาโอบรัดเอวคอดกิ่วของนางอย่างแม่นยำ แล้วดึงนางเข้าไปหลังศาลบรรพบุรุษโดยไม่รีรอ

เจียงโย่วหนิงหน้าซีด พลันจะร้องตกใจ

มือใหญ่ของคนผู้นั้นปิดปากนาง จากนั้นน้ำเสียงใสเย็นก็ดังขึ้นข้างใบหูของนาง

“ข้าเอง”

กลิ่นหอมของโกฐชฎามังสีอันคุ้นเคยโชยมา เมื่อเจียงโย่วหนิงมองเห็นชายหนุ่มที่กอดนางชัดเจน นัยน์ตาสีดำพลันหดเล็ก ขณะที่ลนลานสองมือก็ยกขึ้นดันแผงอกกำยำของเขา ริมฝีปากชมพูเผยอออก กลับไม่สามารถเปล่งเสียง

ชายหนุ่มตรงหน้าจมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางหยักแดงระเรื่อ เครื่องหน้าหล่อเหลา ผมมวยขึ้นกลางกระหม่อมอย่างคล่องตัว เยือกเย็นสูงส่ง แฝงความน่าเกรงขาม

เขาคือจ้าวหยวนเช่อ พี่ชายคนโตของนาง ซึ่งทำศึกอยู่ที่ชายแดนมาห้าปีเศษ และเพิ่งกลับมาเมื่อครึ่งเดือนก่อน

ที่วันนี้ในจวนเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ก็เพื่อแถลงผลงานของเขาแด่บรรพบุรุษ

จ้าวหยวนเช่อปล่อยตัวนาง กลับไม่ถอยหลัง ตาหงส์เรียวยาวดำขลับคู่นั้นหลุบต่ำแล้วจ้องมองนาง

เขาออกศึกในสนามรบมานานหลายปีทั้งยังเชี่ยวชาญการบัญชาทัพ จึงมีรัศมีกดดันแผ่ไปทั่วร่าง เพียงมองมาเงียบ ๆ ก็ยังแฝงความน่าเกรงขามที่มีมาแต่กำเนิด ทำให้นางไม่กล้ามองตรง ๆ

นางมักสวมใส่อาภรณ์เรียบง่าย บนมวยผมสีดำเงามีเพียงปิ่นเงินก้านหนึ่งยึดไว้ อาจเพราะใช้อยู่บ่อยครั้ง ดอกชาตรงหัวปิ่นโดนถูจนเลือนรางแล้ว บนติ่งหูอวบอิ่มอ่อนนุ่มสวมต่างหูแป้นเงินเม็ดเล็กมากจนแทบมองไม่เห็น

ใบหน้าดวงน้อยที่ขาวดุจหิมะมีผมสีดำขับให้โดดเด่นงดงามยิ่งขึ้น ดวงตาดอกท้อเป็นประกายหางตาสีชมพูระเรื่อ กรามเรียวเล็กแหลมสีหน้าหวาดกลัว ราวกับสัตว์ตัวน้อยที่ตื่นตระหนก

“ท่านพี่...”

เจียงโย่วหนิงกดข่มหัวใจที่เต้นระรัว พยายามพูดออกไป ใบหน้าขาวซีดก้มต่ำแล้วเรียกเขาเสียงค่อย

นางถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ แต่กลับชนเข้ากับผนังแข็งเย็น มือทั้งสองข้างสัมผัสผนังเย็นด้านหลัง ทั่วทั้งร่างถูกร่างสูงใหญ่ของเขากักขังไว้ในอ้อมแขน เหมือนกระต่ายน้อยที่ถูกเหยี่ยวต้อนให้จนมุม ทำอะไรไม่ได้ ไร้หนทางถอย

จ้าวหยวนเช่อตีประชิดไปหนึ่งก้าว

กลิ่นอายเฉพาะของเขาซึ่งเต็มไปด้วยการคุกคามกดทับลงมา ใบหน้าหล่อเหลาอยู่ใกล้เพียงคืบ นางกระทั่งมองเห็นเงาใต้แพขนตายาวของเขา ซึ่งทำให้หัวใจนางว้าวุ่น

เจียงโย่วหนิงกัดริมฝีปาก แผ่นหลังแนบไปกับผนัง สองมืออยากจับบางอย่างตามสัญชาตญาณ หัวใจเต้นเร็วเหมือนรัวกลองอย่างห้ามไม่ได้ ในสมองว่างเปล่า เลือดทั่วสรรพางค์กายราวกับไหลย้อนกลับ หัวใจบีบเกร็งจนเหมือนจะหลุดออกมาจากลำคอ

เขาอยู่เหนือนาง เมื่อมองลงมาจากมุมนี้ก็ทำให้นางอดนึกถึงเรื่องในคืนนั้นไม่ได้...

จ้าวหยวนเช่อเม้มปากไม่พูด แต่ยกมือขึ้นกะทันหัน

หัวใจเจียงโย่วหนิงกระตุกวาบ แทบจะเด้งออกมา

กลับเห็นจ้าวหยวนเช่อนำยาทาสีเขียวบางส่วนออกมาจากกล่องยาหยกสีขาวอย่างเชื่องช้า

กลิ่นสมุนไพรหอมเลี่ยนเข้มข้นกระจายระหว่างทั้งสองอย่างรวดเร็ว ทำให้กลิ่นเฉพาะตัวของทั้งสองเจือปนกันจนยากจะแยกออกจากกันได้

มือของเขาคลำไปหาสายคาดเอวนาง

“ท่านพี่จะทำสิ่งใดหรือ?”

เจียงโย่วหนิงกุมเอวเอาไว้อย่างตระหนก แล้วลอบกลืนน้ำลาย ร่างกายหดถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ

“ทายา”

จ้าวหยวนเช่อน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

“ไม่ ไม่ต้องหรอก...”

ใบหน้าเจียงโย่วหนิงแดงเถือก แทบอยากจะเลิกชายกระโปรงขึ้นมาปิดหน้าเสีย สองมือโบกพัลวัน ทั้งจับข้อมือเขาเพื่อต้านทาน

ไอร้อนจากร่างกายเขาแผ่ซ่านออกมาผ่านเสื้อผ้าชั้นบางที่ขวางกั้น ร้อนจนทำให้หน้าผากของนางมีเม็ดเหงื่อซึม

นางกับจ้าวหยวนเช่อไม่ได้เป็นพี่น้องแท้ ๆ

ตอนอายุแปดขวบ จวนกั๋วกงตามหาจ้าวเชียนหัวผู้เป็นบุตรสาวแท้ ๆ พบ กลับไม่สืบชาติกำเนิดของเจียงโย่วหนิงให้ละเอียด บอกเพียงว่าเดิมทีนางควรแซ่เจียง

เจียงโย่วหนิงจึงเปลี่ยนแซ่ให้ตัวเอง

โชคดีที่ฮูหยินเจิ้นกั๋วกงเป็นคนมีเมตตาธรรม หลังตามหาลูกสาวแท้ ๆ กลับมาก็ไม่ได้ขับไล่เจียงโย่วหนิงออกไป แต่ยังคงเลี้ยงดูให้อยู่ในจวน

แต่หญิงกำพร้าคนหนึ่ง ชาติกำเนิดก็ไม่ชัดเจน ต้องอยู่ในเรือนหลังอันโหดร้าย สภาพความเป็นอยู่แค่คิดก็รู้แล้ว

ยังดีที่แต่ไหนแต่ไรมาจ้าวหยวนเช่อผู้เป็นพี่ชายคนโตนิสัยเถรตรง ตัดสินอย่างยุติธรรม ทนเห็นความอยุติธรรมไม่ได้

เจียงโย่วหนิงได้อานิสงส์จากเขา เลี่ยงความลำบากไปไม่น้อย จึงรู้สึกกับจ้าวหยวนเช่อแตกต่างจากคนอื่นไปบ้าง แต่นางไม่กล้าคิดเกินเลย มีเพียงยิ่งเคารพเขาเท่านั้น

จ้าวหยวนเช่อเป็นดั่งเทพเทวดาในใจนาง ไม่กล้าลบหลู่แม้แต่น้อย

เมื่อคืนจ้าวหยวนเช่อดื่มเหล้าหนักเกินไป นางไม่วางใจ จึงต้มน้ำแกงสร่างเมาส่งไปให้เขาด้วยตัวเอง

แต่ไม่คาดคิด จ้าวหยวนเช่อที่หลังเมามายไม่รู้ว่าเห็นนางเป็นใคร ถึงได้พร่ำเรียกนางว่า ‘ชิงชิง’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เรือโดดเดี่ยวถูกคลื่นโถมซัด บดขยี้หมู่ดาวที่สะท้อนอยู่บนผืนน้ำ

เจียงโย่วหนิงไม่เคยเห็นเขาเมามาก่อน และไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งนางจะต้องดูแลเขาหนึ่งคืนเต็ม

ไม่ได้นอนเลยทั้งคืน

คืนนี้เขาร้อนแรงดั่งไฟลุกโชน แตกต่างกับเขาในยามปกติที่เยือกเย็นไร้ความปรารถนา

คนที่เมามายช่างรับมือยากเสียจริง นางตรากตรำจนถึงยามฟ้าสาง ร่างกายราวกับจะแตกสลาย

เจียงโย่วหนิงอาศัยจังหวะที่ฟ้าเพิ่งสว่าง พาร่างกายที่ปวดเมื่อยทั้งร่างกลับเรือนตัวเอง แต่แค่ได้เปลี่ยนชุดกระโปรงใหม่เท่านั้น ก็ต้องมาที่ศาลบรรพบุรุษแล้ว

ไม่รู้ว่า‘ชิงชิง’ที่จ้าวหยวนเช่อคะนึงหาเป็นใครกันแน่?

ขณะที่นางเหม่อลอย เอวพลันถูกมือใหญ่มือหนึ่งโอบรัด

มือของจ้าวหยวนเช่อคล่องแคล่วว่องไวนัก เพียงเกี่ยวแล้วดึงเบา ๆ

นางยังไม่ทันดิ้นรน พลันรู้สึกโล่งที่เอว กระโปรงจีบรอบก็ร่วงลงบนพื้น

บนผิวที่ขาวดั่งหิมะเปล่งประกายแสงวิบวับ จุดชาดแดงกระจายเป็นแห่ง ค่อย ๆ ซึมเป็นรอยแดงรอยม่วง

ลมหายใจของจ้าวหยวนเช่อติดขัดเล็กน้อย สายตาเรียบเฉยพลันเกิดระลอกคลื่น

เขาค่อย ๆ ย่อตัวลง

“ท่าน...”

เจียงโย่วหนิงอยากหนีแต่ก็หนีไม่พ้น ความอายดั่งคลื่นน้ำที่ท่วมท้นนางอย่างรวดเร็ว สีแดงบนใบหน้าลุกลามไปถึงไหปลาร้าอย่างเร็วรี่

ต้องดูแลเขาที่เมามายมาทั้งคืน นางได้รับความลำบากมาไม่น้อย นางพิงร่างกับผนังแล้วจิกเกร็งนิ้วเท้าอย่างเขินอาย กัดริมฝีปากเบือนหน้าหนี ติ่งหูขาวชมพูแดงจนแทบเหมือนจะมีเลือดหยดออกมา

จ้าวหยวนเช่อเป็นคนฝึกยุทธ์ นิ้วมือมีหนังหนาจากการจับกระบี่มานานปีจึงหยาบกระด้างไปบ้าง

กลิ่นหอมของยาฉุนขึ้นเรื่อย ๆ วนเวียนอยู่ในลมหายใจของเจียงโย่วหนิงไม่จางหาย

ร่างกายนางเกร็งแน่นอย่างลืมตัว ออกแรงจิกฝ่ามือ พยายามพิงผนังสุดกำลัง เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียหลักจนล้มลงไปนั่ง

ในสมองนึกถึงภาพเมื่อคืนอย่างควบคุมไม่อยู่

“อวี้เหิงล่ะ? ทำไมยังไม่มา?”

ด้านนอก จู่ ๆ ก็มีเสียงสอบถามของฮูหยินกั๋วกงดังขึ้น อวี้เหิงคือชื่อเล่นของจ้าวหยวนเช่อ

เจียงโย่วหนิงได้ยินเสียงนี้ ใบหน้าก็ขาวซีดในทันใด ตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น มือเท้าเย็นเยียบ พร้อมกับลมหายใจที่หยุดชะงักทันที

ชื่อของนางกับจ้าวหยวนเช่อยังอยู่ในบันทึกลำดับญาติเล่มเดียวกัน ผู้คนข้างนอกรู้กันไปทั่วว่าพวกเขาเป็นพี่น้องกัน

วินาทีนี้ หากนางหานเปิดประตูเข้ามาแล้วเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ พวกเขาไม่ต้องพังพินาศกันหมดหรือ?

“น่าแปลก ทั้งที่ท่านซื่อจื่อมาแล้วนะขอรับ บ่าวเห็นด้วยตาตัวเอง หรือว่าจะอยู่ที่หลังศาลบรรพบุรุษ?”

บ่าวชายตอบนางหาน

วินาทีต่อมา บ่าวชายก็เคาะประตูหลังศาลบรรพบุรุษ

“ท่านซื่อจื่อ ท่านอยู่ด้านในหรือไม่ขอรับ?”

คำพูดแต่ละคำของบ่าวชายเหมือนเหล็กแหลมที่ทิ่มลงไปในใจเจียงโย่วหนิง นางรู้สึกเหมือนตัวเองถูกย่างบนกองเพลิง ชั่วขณะนั้นใจร้อนดั่งไฟ จึงมองไปทางจ้าวหยวนเช่ออย่างไม่รู้ตัว

แต่จ้าวหยวนเช่อทำเหมือนไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวด้านนอก เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง แพขนตายาวหลุบมอง สีหน้าเรียบเฉยใจเย็น จ้องมองการกระทำในมืออย่างตั้งใจ ทาอย่างละเอียดและทั่วถึงด้วยน้ำหนักมือสม่ำเสมอ

ราวกับนางหานด้านนอกไม่มีตัวตน ใต้หล้ามีเพียงเรื่องตรงหน้าที่สำคัญที่สุด
Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 30

    จ้าวหยวนเช่อดึงลิ้นชักออกมา แล้วหยิบตำราเล่มหนึ่งส่งมาให้ตรงหน้านาง “กลับไปคัดบท 'วิญญูชน' มาสามจบ พรุ่งนี้เอามาส่งให้ข้า”เจียงโย่วหนิงเหลือบมองปกตำราอยู่ชั่วครู่ ด้านบนมีตัวอักษรที่งดงามทว่าซับซ้อนอยู่นางไม่รู้จักเลยสักตัว“ท่านพี่ ท่านลืมแล้วหรือว่าข้ารู้จักตัวอักษรแค่ไม่กี่ตัว...”นางหลุบขนตาสีดำขลับ ไม่ได้ไปรับเอาไว้จ้าวหยวนเช่อเริ่มศึกษาร่ำเรียนตั้งแต่อายุสามขวบ แต่เพราะตามความตั้งใจของนางหาน นางเพิ่งจะศึกษาร่ำเรียนตอนอายุหกขวบปีนั้นตอนอายุได้แปดขวบเชียนหัวกลับมา นางหานก็ไม่ได้ให้นางร่ำเรียนอีก บอกว่าสตรีไร้ความสามารถจึงจะนับว่าดีเวลาสั้น ๆ แค่สองปี นางยังเด็กขนาดนั้น จะรู้จักตัวอักษรสักกี่ตัวกัน?โชคดีที่หลังจากไปที่โรงหมอ ติดตามหมอจางจนพอจะรู้จักตัวหนังสือที่เกี่ยวกับสมุนไพรมาบ้าง ทว่าตัวอักษรพวกนั้นส่วนใหญ่เป็นตัวอักษรย่อ แตกต่างจากตัวอักษรที่อยู่บนตำราของจ้าวหยวนเช่อเล่มนี้นางเองก็ไม่อยากคัดลอกตำราตอนบ่ายยังต้องไปทำงานที่โรงหมออีก จะมีเวลาคัดตำราได้เช่นไร?เดิมทีนางคิดว่าเหตุผลนี้น่าจะหนักแน่นพอ จ้าวหยวนเช่อคงไม่ยืนกรานต่อไปคิดไม่ถึงว่าจ้าวหยวนเช่อกลับพูดว่

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 29

    จ้าวหยวนเช่อไม่ได้สนใจนาง ยกมือขึ้นยิงศรสัญญาณขึ้นไปในอากาศศรสัญญาณส่งเสียง “ฟิ้ว” แล้วทะยานไปบนท้องฟ้า แผดเสียงแหลมสูงออกมานี่ใช้สำหรับเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาเจียงโย่วหนิงซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขา ค่อย ๆ เบาใจขึ้นขอเพียงชิงเจี้ยนมาถึง องค์หญิงจิ้งเหอย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้แน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นจ้าวหยวนเช่อก็จะสามารถพานางออกไปจากจวนองค์หญิงได้อย่างราบรื่น“จ้าวหยวนเช่อ ข้าถามเจ้าอยู่นะ!”องค์หญิงจิ้งเหอสีหน้าย่ำแย่บนโลกนี้ คนที่กล้าไม่เห็นนางอยู่ในสายตาเช่นนี้สามารถนับได้ด้วยมือเพียงข้างเดียวน่าเสียดายที่จ้าวหยวนเช่อก็คือหนึ่งในนั้นพอผู้ใต้บังคับบัญชาของเขามาถึง นางขวางเขาเอาไว้ไม่อยู่แน่นอนจ้าวหยวนเช่อมองลงมา มองนางอย่างเย็นชา ไม่แยแสแม้แต่น้อยอยู่ ๆ องค์หญิงจิ้งเหอก็เปลี่ยนสีหน้า ยิ้มอย่างเอาใจพลางกล่าวว่า “วันนี้ข้าแค่ล้อเจ้าเล่นเท่านั้น เจ้าคงไม่คิดจริงจังหรอกกระมัง? ตอนนี้ข้าจะพาพวกเขาถอยไปเดี๋ยวนี้ เจ้าก็อย่าไปฟ้องเสด็จพ่อเลยนะ”ฝ่าบาทให้ความสำคัญกับจ้าวหยวนเช่อมาตลอดจ้าวหยวนเช่ออุปนิสัยซื่อตรง เกรงก็แต่ว่าเขาจะไปทูลฟ้องต่อหน้าเสด็จพ่อเดิมทีนางคิดว่าคนที่ยอดเย

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 28

    เจียงโย่วหนิงได้ยินคำพูดที่หยาบโลนขององค์หญิงจิ้งเหอก็ใบหน้าแดงก่ำ ขนตายาวดุจปีกผีเสื้อหลุบลงในทันที ทว่าสายตากลับไปสบเข้ากับบริเวณหน้าท้องส่วนล่างของจ้าวหยวนเช่อพอดีจิตใจของนางว้าวุ่นจนทำอันใดไม่ถูก รู้สึกโดยสัญชาตญาณว่ามันไม่เหมาะสม ไม่มองและรีบเบือนหน้าไปทางอื่น แต่ไม่รู้ว่าจะมองไปทางใด ปลายนิ้วบิดชายเสื้อโดยไม่รู้ตัว คำพูดขององค์หญิงจิ้งเหอสะท้อนอยู่ภายในสมองโดยไม่รู้ตัวนางไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับบุรุษอื่น ยังคิดว่าบุรุษทุกคนต่างก็เหมือนกันกับจ้าวหยวนเช่อเสียอีกที่แท้ก็มีเล็กมีใหญ่อย่างนั้นหรือ?เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้วจ้าวหยวนเช่อ...มิน่าเล่าถึงได้เจ็บถึงเพียงนี้สายตาขององค์หญิงจิ้งเหอ เป็นสายวัดจริง ๆแต่นางบอกว่าไม่นานจ้าวหยวนเช่อก็จะเป็นของซูอวิ๋นชิงแล้วงั้นหรือ? จิ้งเหอเป็นองค์หญิง ถึงแม้เสเพลไม่ยึดประเพณี แต่กลับไม่เคยลดตัวลงไปโกหกคิดดูแล้ว ที่ฝ่าบาทประสงค์จะพระราชทานสมรสให้จ้าวหยวนเช่อกับซูอวิ๋นชิงเป็นเรื่องจริงสินะ“ลุกขึ้น”จ้าวหยวนเช่อประคองเอวบางไม่ถึงหนึ่งกำมือของนางไว้ชั่วครู่น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย จะเหลือก็เพียงแหบพร่าเล็กน้อยเพิ่งจะผ่านไปชั่วครู่

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 27

    มีสาวใช้เข้ามาทูลรายงาน“แถว ๆ นี้? อยู่ที่ใดเล่า? ไร้ประโยชน์กันทั้งหมดจริง ๆ คนที่ถูกวางยายังจับตาเอาไว้ไม่ได้!”องค์หญิงจิ้งเหอตำหนิ แต่กลับไม่ได้โกรธมากมายนัก ฟังดูแล้วในน้ำเสียงแฝงไปด้วยความเสียดายมากกว่า“องค์หญิงไม่ต้องกังวล หม่อมฉันจะส่งคนไปค้นหาเพคะ”สาวใช้ผู้นี้แย้มยิ้มพลางเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมนาง“เฝ้าทางเข้าไว้ให้ดี ค้นหาให้ละเอียด ยาของข้ามีฤทธิ์แรงนัก แม้ว่าเขาจะมีวรยุทธ์ลึกล้ำ ถ้าไม่ระบายออกมาก็แก้พิษไม่ได้หรอก เขาหนีไม่พ้นกำมือของข้าแน่”องค์หญิงจิ้งเหอยกมือขึ้นสั่งการ มีแผนการในใจอยู่แล้วเจียงโย่วหนิงได้ยินก็ยิ่งลนลาน หดกายถอยหนีแล้วซุกศีรษะเข้าไปในอ้อมแขนของจ้าวหยวนเช่อราวกับนกกระทาที่กำลังหวาดกลัวทำเช่นนี้ อย่างน้อยยามที่องค์หญิงจิ้งเหอเงยหน้าขึ้นมามองก็จะเห็นแผ่นหลังของจ้าวหยวนเช่อ ไม่ใช่ใบหน้าของนางจ้าวหยวนเช่อบีบลำคอระหงของนาง พลางโน้มกายลงจุมพิต ไล่ต้อนริมฝีปากของนางริมฝีปากร้อนผ่าวแนบชิดลงมาเขาไม่ได้ช่ำชองมากนัก จุมพิตทั้งรีบร้อนและหนักหน่วง งุ่มง่ามบุ่มบ่าม ไม่มีแบบแผนแม้แต่น้อยเจียงโย่วหนิงยิ่งอ่อนประสบการณ์ ถูกเขาจูบจนริมฝีปากชา ลมหายใจร้อนระอุ

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 26

    จ้าวหยวนเช่อหายใจหนัก หางตาแดงก่ำ นัยน์ตาดำขลับไม่เย็นชาและเฉียบคมอีกต่อไปแล้ว แต่กลับปกคลุมไปด้วยความพร่าเลือนลุ่มหลงอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็น“อย่าขยับ ข้าถูกวางยา”ความเจ็บปวดที่ส่งผ่านมาจากปลายนิ้วชี้ช่วยดึงสติของเขากลับมาได้หลายส่วน เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบ ๆ เหงื่อเย็นไหลลงมาตามข้างแก้ม กำหมัดทั้งสองข้างแน่นพยายามควบคุมตัวเองอย่างสุดกำลังเจียงโย่วหนิงคลายปากออก นัยน์ตาที่เปียกชื้นเบิกกว้างมองไปทางเขาอย่างตกตะลึงนางไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนี้มาก่อน เปราะบาง ดูคล้ายคนป่วย ไม่มีความเฉียบคมและเย็นชาเหมือนยามปกติอีกต่อไป ริมฝีปากแดงราวกับโลหิต อ่อนแอและงดงาม ดึงดูดให้ผู้คนคิดไปไกลตัวของเขาร้อนผ่าว ราวกับภายในกายเก็บซ่อนเปลวไฟที่ลุกโชนเอาไว้ แผดเผาจากภายในสู่ภายนอก จนเกือบจะทำให้นางหลอมละลายเขาแนบชิดนางตลอดเวลานางเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าหากไม่ฟังคำพูดเขาอีกจะเกิดผลลัพธ์เช่นไร ขนตาเพรียวยาวสั่วไหวอยู่ชั่วครู่ ร่างกายแข็งค้างไม่กล้าขยับมั่วซั่วอีกเมื่อครู่อยู่ที่งานเลี้ยงยังดี ๆ อยู่เลย อยู่ ๆ ทำไมเขาถึงเป็นเช่นนี้ได้? หรือว่า มีคนเล่นตุกติกกับสุราของเขากระนั้นหรือ?แผ่นอกของจ้าวหยวนเ

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 25

    เจียงโย่วหนิงกล่าวกับตู้จิ่งเฉินด้วยเสียงแผ่วเบา แล้วลุกขึ้นออกจากโถงหลักไปนางไม่อยากเห็นทุกฉากทุกตอนที่จ้าวหยวนเช่อกับซูอวิ๋นชิงอยู่ด้วยกัน นางไม่ได้ริษยา แล้วก็ไม่ได้หวังสูงเกินตัวด้วยแต่ว่านางเจ็บปวดใจ และอึดอัดในอกตาไม่เห็นก็ใจสงบนางเดินไปตามทางเดินเล็ก ๆ ในสวน พลางครุ่นคิดถึงเส้นทางที่จะออกจากจวนองค์หญิง มิสู้กลับไปที่โรงหมอเสียเลยจะดีกว่าอยู่ ๆ ด้านหลังก็มีเสียงฝีเท้าแว่วมาเจียงโย่วหนิงหันหน้ากลับไป ก็พบกับจ้าวหยวนเช่อสาวเท้ามา ด้วยฝีเท้าเร่งรีบ คิ้วขมวดมุ่นเจียงโย่วหนิงไม่เคยเห็นสีหน้าเขาย่ำแย่ขนาดนี้มาก่อน จึงรู้สึกแปลกใจ“เจียงโย่วหนิง”จ้าวหยวนเช่อเรียกนางเจียงโย่วหนิงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ไม่เพียงแต่ไม่หยุดฝีเท้า แต่กลับวิ่งเร็วขึ้นด้วยไม่ว่าเขาจะมีธุระอันใด นางก็ไม่อยากข้องแวะกับเขาแล้วหากมีเรื่องอันใดจริง ๆ ก็ไม่ถึงคราวที่นางจะต้องกังวล มีซูอวิ๋นชิงช่วยเขาอยู่แล้วจ้าวหยวนเช่อไม่ได้ส่งเสียงอีก ทว่าเขาถึงขนาดไล่ตามมาทันแล้วทางเดินมาถึงจุดสิ้นสุด ด้านหน้าคือถ้ำแห่งหนึ่งเจียงโย่วหนิงไม่มีที่ให้หนีแล้ว จึงได้มุดเข้าไปจ้าวหยวนเช่อไล่ตามนาง เป็นเรื่อง

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status