Share

บทที่ 2

Author: มู่เฉิงซินสวี่
“ลองเปิดประตูดูสิ”

เสียงของนางหานดังขึ้นอีกครั้ง

ได้ยินแบบนั้นในหัวของเจียงโย่วหนิงก็ดังหึ่ง หัวใจหยุดเต้นในพริบตา หนังหัวชาวาบ ชั่วขณะนั้นแทบจะเป็นลมหมดสติ

นางแทบจะคิดอะไรไม่ได้ ในสมองมีเพียงความคิดเดียว... ถ้าประตูเปิดก็คือหายนะ ทั่วทั้งร่างเหมือนถูกยึดตรึงเอาไว้ขยับไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือยื่นมือไปผลักหัวไหล่จ้าวหยวนเช่อตามสัญชาตญาณ

สำหรับนาง นี่คือการใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีแล้ว

แต่เมื่อไปอยู่บนตัวจ้าวหยวนเช่อ มันเป็นเพียงสัมผัสอ่อนนุ่มเท่านั้น

ดวงตาดอกท้อสุกใสของนางน้ำตาคลอ ขนตางอนงามเปียกชื้นน้ำตา ตาละห้อยอย่างน่าสงสาร ริมฝีปากก็คว่ำลง ร่างกายสั่นเทาทั้งร่าง

นางตกใจจนใกล้จะร้องไห้แล้ว

“ข้ากำลังแต่งตัวอยู่”

จ้าวหยวนเช่อไม่เงยหน้า พูดกระชับได้ใจความ น้ำเสียงยังคงเยือกเย็นเหมือนเดิม

ฟังไม่ออกสักนิดว่าในมือของเขากำลังทำสิ่งใดอยู่

นางหานตอบรับไปคำหนึ่ง เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ไกลออกไป

เจียงโย่วหนิงโล่งอก แผ่นหลังชื้นไปด้วยเหงื่อ ขณะนี้ถึงรับรู้ว่าความเย็นของยาช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของตรงนั้น

“พอแล้ว ข้าไม่เจ็บแล้ว...”

นางอยากผลักจ้าวหยวนเช่อออก แต่มือถูกเขาปัดออกอีกครั้ง

ระหว่างรออย่างยากลำบาก ในที่สุดจ้าวหยวนเช่อก็เก็บมือกลับไป

นางรีบตัวลง แล้วรวบชายกระโปรงอย่างลนลานทำอะไรไม่ถูก ขณะมือไม้พัลวันขาพลันหมดแรงล้มไปทางด้านข้างโดยตรง

แขนกำยำของจ้าวหยวนเช่อยื่นออกไป แล้วโอบนางไว้ในอ้อมกอด

ใบหน้าของเจียงโย่วหนิงแนบกับแผงอกกำยำของเขา กลิ่นหอมเย็นของโกฏชฎามังสีโอบล้อมนาง

มือหนึ่งของนางดันอยู่ตรงอกเขา อยากดิ้นให้หลุดจากอ้อมกอด แต่จนใจที่อ่อนปวกเปียกไปทั่วร่าง มีแรงเพียงน้อยนิด ราวแมลงชีปะขาวเขย่าต้นไม้

จ้าวหยวนเช่อโน้มตัวลงมาช่วยนางผูกผ้าคาดเอวให้เรียบร้อย แล้วจัดชายกระโปรงให้อย่างละเอียด

ขณะนี้แรงของเจียงโย่วหนิงกลับมาบ้างแล้ว จึงผลักเขาออกและก้าวออกข้างก้าวหนึ่ง เอาสองมือไว้ด้านหลัง ก้มหน้าเหมือนนกกระทา

จ้าวหยวนเช่อมองนางสักครู่ ก่อนจะดึงมือนางมาแล้วยัดกล่องยาหยกขาวให้นาง พร้อมกำชับเสียงเรียบ

“ตอนค่ำอย่าลืมให้สาวใช้ไปคั่วเกลืออุ่นมาประคบที่ท้อง”

เจียงโย่วหนิงกัดริมฝีปาก หน้าแดงหูแดงไปหมด เขายังจำได้ว่านางบอกว่าปวดเมื่อยตรงท้องอย่างรุนแรงหรือนี่

เห็นเขาหันหลังเตรียมจากไป นางตามไปหนึ่งก้าวพร้อมเรียกเขา “ท่านพี่...”

ฝีเท้าของจ้าวหยวนเช่อหยุดชะงักลง

“เมื่อคืน...ท่านพี่ไม่ต้องรู้สึกผิด และไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ให้ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นเถอะเจ้าค่ะ”

เจียงโย่วหนิงรีบนำกล่องยาหยกขาวกลับไปใส่ในมือเขา ก้มหน้าก้มตา ขนตางามงอนหลุบต่ำ เสียงเหมือนยุงริ้น

จ้าวหยวนเช่อมีพรสวรรค์โดดเด่น บัดนี้จวนเจิ้นกั๋วกงเองก็รุ่งเรืองมากขึ้นทุกวันเพราะเขา ย่อมต้องมีสตรีดีเลิศที่เพียบพร้อมคู่ควรฐานะกับเขา

นางกับเขาต่างกันราวฟ้ากับเหว

เรื่องเมื่อคืนเป็นเพียงอุบัติเหตุ แม้ขณะนี้ความคิดของนางจะยุ่งเหยิงมาก แต่ก็พอเข้าใจว่าตัวเองควรทำสิ่งใด

คุณค่าของคนคือการรู้จักประมาณตน นางไม่เคยคิดฝันในสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเองเลย

จ้าวหยวนเช่อกำกล่องยาในมือแน่น นิ่งไปครู่หนึ่งจึงตอบรับว่า “อืม” ฟังไม่ออกว่าอยู่ในอารมณ์ใด

เจียงโย่วหนิงพิงกำแพง มองเขาเปิดประตูเดินออกไป นางจ้องบานประตูที่ปิดลง ในใจยากจะสงบ

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ใครเข้าใจผิด นางจึงรออยู่นาน เว้นเวลาให้นานพอแล้วจึงจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกไปจากหลังศาลบรรพบุรุษ

ภายในศาลบรรพบุรุษ คนในตระกูลต่างยืนประจำที่แล้ว

เจียงโย่วหนิงฉวยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต เดินไปยืนอยู่ตรงมุมในแถวสุดท้าย พร้อมช้อนตาดำมองเบื้องหน้า

จ้าวหยวนเช่อยืนอยู่หน้าสุด รูปร่างสูงตรง นิ่งเฉยงามสง่า เข็มขัดหยกหรูอี้เกี่ยวรัดให้เห็นเส้นกล้ามเนื้อตรงเอวท้อง ชายชุดตัวยาวสีฟ้าน้ำทะเลทิ้งตัวลงมาสบาย ๆ เผยให้เห็นกางเกงผ้าต่วนสีขาวด้านใน พู่ห้อยของหยกและถุงหอมเกี่ยวพันกัน สูงส่งไร้ตัณหา เปี่ยมด้วยพลังในวัยหนุ่ม

ท่าทางเยือกเย็นที่ไม่อาจล่วงเกินกับเมื่อคืนที่ลุ่มหลงมัวเมาช่างแตกต่างกันยิ่งนัก

เจียงโย่วหนิงก้มหน้าลงเงียบ ๆ ต่อมาเมื่อทุกคนทำพิธีเซ่นไหว้เสร็จ จึงเตรียมแยกย้ายพร้อมพวกเขา

“เจียงโย่วหนิง มานี่”

น้ำเสียงเยือกเย็นของจ้าวหยวนเช่อดังขึ้น

เจียงโย่วหนิงร่างกายแข็งทื่อ ไม่รู้ว่าเขาต้องการทำสิ่งใด ทำได้เพียงเดินสวนผู้คนขึ้นไปตามคำสั่ง

เมื่อคนแยกย้ายกันหมดแล้ว

ตรงหน้ามีเพียงจ้าวหยวนเช่อกับนางหาน ฮูหยินเจิ้นกั๋วกง

นางหานอายุเลยสี่สิบแล้ว ทว่าดูแลตัวเองอย่างดี จึงยังคงงดงาม

นางไม่สนใจเจียงโย่วหนิง สายตามองไปที่ใบหน้าของจ้าวหยวนเช่อ แล้วขมวดคิ้ว “อวี้เหิง ที่คอเป็นอะไร?”

ใบหน้าเจียงโย่วหนิงร้อนผ่าว

นั่นคือรอยฟันกัด เป็นร่องรอยที่ใหม่มาก

เมื่อคืนนางอดไม่ไหวเลยกัดเขา

ปกเสื้อของจ้าวหยวนเช่อบังไปแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งโผล่ออกมาข้างนอก รอยกัดครึ่งวงกลมสีแดงก่ำซึ่งอยู่บนผิวสีขาว ยากจะละเลยได้

“ถูกแมลงกัดขอรับ”

จ้าวหยวนเช่อสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง

เห็นชัดว่านางหานไม่เชื่อ แต่ก็ไม่อยากซักไซ้ กล่าวเพียง “เจ้าอายุยี่สิบหกแล้ว จะมีสตรีข้างกายก็มิใช่เรื่องผิดแผก หากไม่ต้องไปนำทัพทำศึกที่ชายแดน ควรแต่งงานมีภรรยามีลูกไปนานแล้ว การหมั้นหมายของพวกน้อง ๆ ก็ต้องล่าช้าเพราะเจ้า หลายวันนี้ที่บ้านกำลังไปทาบทามให้เจ้า สำรวมเสียบ้างเถอะ พักสตรีข้างนอกเอาไว้ก่อน”

เจียงโย่วหนิงได้ยินดังนั้น ในใจขมขื่นเล็กน้อย แต่ก็กดข่มเอาไว้

นางหานกล่าวไม่ผิด ชายหนุ่มในเมืองหลวงอย่างเร็วสิบหกสิบเจ็ด อย่างช้าอายุยี่สิบก็แต่งงานกันแล้ว ชายหนุ่มที่อายุเท่าจ้าวหยวนเช่อ มีลูกไปหลายคนแล้ว

เดิมทีควรเป็นเช่นนี้

จ้าวหยวนเช่อไม่รับคำของนางหาน เพียงมองเจียงโย่วหนิง น้ำเสียงเยือกเย็น “ท่านแม่ดูเสื้อผ้าของเจียงโย่วหนิง มีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือไม่?”

เสื้อตัวนอกสีน้ำเงินแขนสั้นและกระโปรงสีขาวนวลที่เจียงโย่วหนิงสวมเป็นผ้าที่พบเห็นทั่วไป ใช่ว่าไม่ดี แต่ก็ไม่ได้ดีสักเท่าไร

แบบเสื้อและกระโปรงเป็นของสองปีที่แล้ว บนมวยผมนอกจากปิ่นสีเงินก็ไม่เห็นเครื่องประดับอื่น เอวเล็กคอดกิ่ว แต่ก็เหมือนดอกชาที่ชุ่มด้วยน้ำค้างยามเช้า ถูกโอบล้อมท่ามกลางหมอกยามรุ่งอรุณ ทั้งเชื่อฟังและน่าสงสาร

นางหานจูงมือเจียงโย่วหนิงอย่างสนิทสนม หันไปยิ้มให้จ้าวหยวนเช่อ “เจ้าเด็กคนนี้ เอาแต่สงสัยว่าข้าทำไม่ดีกับโย่วหนิง แม้นางไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของข้า แต่อย่างไรข้าก็เลี้ยงจนเติบใหญ่ ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร? แท้จริงแล้วนางชอบแบบนี้ต่างหาก โย่วหนิง เจ้าบอกพี่ชายเจ้าสิ ว่าเป็นเช่นนี้หรือไม่?”

นางมองเจียงโย่วหนิงแบบเหมือนยิ้มแต่ไม่ได้ยิ้ม นางมั่นใจเรื่องควบคุมเจียงโย่วหนิงมาก ควรจะพูดอย่างไรในใจเจียงโย่วหนิงน่าจะรู้ดี

เจียงโย่วหนิงไม่ค่อยชอบให้ใครมาสัมผัส จึงดึงมือกลับแล้วพยักหน้าอย่างเชื่อง ๆ “เจ้าค่ะ”

นางหานเป็นนายหญิงตระกูลใหญ่ ไม่ใจร้ายกับนางอย่างโจ่งแจ้ง

เพียงแต่ยามที่นางแต่งกายเรียบง่ายจะชมว่านางสมถะไม่ฟุ้งเฟ้อ ถือเป็นแบบอย่างให้พี่น้องในจวน

นางกับนางหานต่างรู้ดี

อาศัยอยู่ใต้ชายคาคนอื่น นางจะไม่ทำตามนางหานได้อย่างไร? อีกทั้งนางไม่ใช่คนที่ให้ความสำคัญกับเสื้อผ้าเครื่องประดับ ใส่เยอะแต่งเยอะกลับทำให้ไม่คล่องตัว

แต่นางคิดไม่ออกว่าเพราะเหตุใดกัน ทั้งที่เพิ่งรู้ชาติกำเนิดนางตอนแปดขวบ แต่นางหานกลับห่างเหินกับนางตั้งแต่เด็ก มีเพียงเสแสร้งยิ้มแย้มกับนางต่อหน้าคนอื่น แต่พอลับหลังกลับไม่แม้แต่จะชายตาแลนางสักครั้ง

นางโตมาจนป่านนี้ ผู้ที่ใกล้ชิดกับนางที่สุดกลับเป็นแม่นมของนาง

จ้าวหยวนเช่อไม่ไว้หน้านางหานสักนิด กล่าวเสียงเรียบ “ผู้คนรู้ชาติกำเนิดของนางกันไปทั่ว ท่านแม่ดูแลบริหารจวน ควรจะรู้ความเหมาะสมถึงจะถูก”

สีหน้าเขาเรียบเฉย แต่คำพูดกลับรุนแรง

ทำให้สีหน้านางหานก็เปลี่ยนไป

เจียงโย่วหนิงเข้าใจความหมายของจ้าวหยวนเช่อ

นางเป็นลูกเลี้ยงในจวนเจิ้นกั๋วกง แต่งกายเรียบง่ายเช่นนี้ ถ้าคนนอกมาเห็นเข้า จะหาว่าจวนเจิ้นกั๋วกงดูแลนางไม่ดี ทำให้จวนกั๋วกงเสียหน้า

“เจ้าพูดถูก” สีหน้านางหานกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว อมยิ้มแล้วกล่าว “ข้าไม่รอบคอบเอง โย่วหนิง ตอนสายข้าจะให้คนนำเครื่องประดับศีรษะและเครื่องประดับไปให้เจ้า แล้วให้คนที่ร้านขายเสื้อผ้ามาตัดชุดให้เจ้าอีกสองสามชุด”

นางรู้นิสัยลูกชายดี เป็นคนเถรตรงไม่ยอมงอ ตอนนี้ย่อมต้องโอนอ่อนตามเขาไปก่อน

จ้าวหยวนเช่อมองเจียงโย่วหนิง “ย้ายไปพักที่เรือนฝูหรงด้านหน้า”

เจียงโย่วหนิงเงยหน้าอย่างแปลกใจ

สายตาทั้งสองประสานกัน สายตาของจ้าวหยวนเช่อเรียบเฉยเกินไป ราวกับเรื่องชิดใกล้เมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น

ใจนางบีบรัด รีบหลุบแพขนตาดำลงแล้วพูดเสียงค่อย “ขอบคุณท่านพี่ แต่ข้าพักที่เรือนเสี่ยวอิ่นก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องยุ่งยากหรอกเจ้าค่ะ”

ที่พักของนางอยู่มุมสุดทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจวน เป็นสถานที่ห่างไกล

นางไม่เคยคาดหวังให้จ้าวหยวนเช่อปฏิบัติกับนางอย่างแตกต่าง และเข้าใจว่าเขากำลังใช้วิธีนี้ชดเชยให้นาง

ความจริงไม่จำเป็นเลย นั่นเป็นเพียงอุบัติเหตุ นางไม่เคยคิดว่าจะเกิดเรื่องทำนองนั้นกับเขา ยิ่งไม่เคยอยากได้สิ่งใดจากเขา

“เรือนฝูหรงใกล้กับเรือนของหัวเอ๋อร์ เกรงว่านางจะอาละวาดเอาได้...”

นางหานไม่เห็นด้วย นางเองก็มีความคิดของนาง

เพราะเจียงโย่วหนิงเป็นต้นเหตุ ลูกสาวนางจ้าวเชียนหัวถึงต้องลำบากอยู่ข้างนอกตั้งแต่เด็กถึงแปดปี นางจึงไม่ชอบเจียงโย่วหนิงมาโดยตลอด

อีกอย่าง เจียงโย่วหนิงเป็นเพียงลูกเลี้ยง จวนเจิ้นกั๋วกงมีที่พักให้นางได้พักอาศัยก็ถือว่ามีเมตตาธรรมมากแล้ว ยังจะเลือกอะไรอีก?

แต่ว่าจะบอกคำพูดพวกนี้กับลูกชายไม่ได้

“หากจ้าวเชียนหัวเห็นค้าน ก็ให้นางมาหาข้า” จ้าวหยวนเช่อเดินมือไพล่หลังไปข้างนอก น้ำเสียงไม่ให้โต้แย้ง ชำเลืองมองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่ง “เจ้าตามข้ามา”

หน้าผากเจียงโย่วหนิงมีเม็ดเหงื่อผุดพราย

นางไม่อยากอยู่กับเขาตามลำพัง

แต่หากปฏิเสธตอนนี้ก็กลัวนางหานจะพบพิรุธ จึงได้แต่ตามไป

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 216

    นางต้องหาวิธีพบเซี่ยหวยอวี่เพื่อไถ่ถาม หากเซี่ยหวยอวี่สะดวก นางก็จะขอเงินคืน แล้วพาอู๋มามาออกไปให้ไกลจากเมืองหลวงใต้โต๊ะ ขาของนางถูกคนสะกิดคราหนึ่งเจียงโย่วหนิงได้สติกลับมางานเลี้ยงเลิกราแล้วผู้ที่สะกิดนางคือจ้าวหยวนเช่อ เขาหยัดกายลุกขึ้นแล้ว ทำท่าประคองซูอวิ๋นชิงเดินออกไปด้านนอกเมื่อครู่ที่สะกิดนางนั้น ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจกันแน่จ้าวหยวนเช่อหันกลับมามองนางแวบหนึ่ง พร้อมกับเชิดคางไปทางนอกประตูเจียงโย่วหนิงอดมิได้ที่จะมองตามไป จึงเห็นองค์หญิงจิ้งเหอยืนยิ้มพินิจมองเขาอยู่ใต้ระเบียงจ้าวหยวนเช่อกับซูอวิ๋นชิงหยุดฝีเท้า ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ สนทนากับองค์หญิงจิ้งเหอนางมองดูแผ่นหลังของพวกเขา สองคนนั้น คนหนึ่งบริสุทธิ์ผุดผ่องดั่งไร้ธุลี อีกคนหนึ่งเริงร่ามีชีวิตชีวา คนหนึ่งเย็นคนหนึ่งร้อน ช่างเหมาะสมกันถึงเพียงนี้ทั้งสามสนทนากันครู่หนึ่ง จึงก้าวเดินต่อไปด้วยกันจ้าวหยวนเช่อหันกลับมามองนางอีกคราเจียงโย่วหนิงเข้าใจดี จ้าวหยวนเช่อกำลังเตือนนางว่า เขากำลังจะใช้แผนยุแยงองค์หญิงจิ้งเหอกับซูอวิ๋นชิง ให้นางเตรียมตัวส่งข่าวแก่ซูอวิ๋นชิงจู่ ๆ นางก็รู้สึกไร้ความหมายยิ่งนัก

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 215

    นางมิได้กังวลว่านางหานจะไม่ยินยอมด้วยว่าอนุหลี่นั้นช่างประจบเอาใจเก่ง เจิ้นกั๋วกงจึงมักไปค้างคืนที่เรือนของนางถึงเจ็ดแปดวันในทุกเดือนนางหานนั้นปรารถนาจะไล่อนุหลี่ไปให้พ้นหูพ้นตาอยู่แล้ว“วิธีจัดการของโย่วหนิงนั้นเหมาะสมยิ่งนัก เอาตามที่นางว่าเถิด” นางหานโบกมือพลางเอ่ย “ซือรุ่ยไม่รู้ความเกินไป ไปรับโทษโบยสามสิบทีที่ศาลบรรพชนก่อน แล้วค่อยไปอยู่บ้านไร่ฝั่งตะวันออกกับอนุของเจ้าก็แล้วกัน”ใบหน้าของจ้าวซือรุ่ยพลันซีดเผือด นางกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำในใจของนางเกลียดชังเจียงโย่วหนิงเข้ากระดูกดำ!เดิมที หากนางต้องทนลำบากไปอยู่บ้านไร่เพียงลำพังก็ไม่เป็นไร อย่างไรเสียอนุของนางก็ยังอยู่ในจวน คอยพูดจาออดอ้อนขอความเมตตาจากท่านพ่อ เชื่อว่าอีกไม่นานนางก็จะได้กลับมาอย่างปลอดภัยทว่านังเจียงโย่วหนิงตัวดีกลับเสนอให้อนุไปอยู่บ้านไร่กับนางด้วย เช่นนี้แล้วในจวนก็ไม่มีผู้ใดคอยพูดแก้ต่างให้ โอกาสที่นางและอนุจะได้กลับมามิใช่มืดมนหรอกหรือ?โดยเฉพาะยามนี้ที่นางถึงวัยออกเรือนแล้ว นางกับมารดาของตู้จิ่งเฉินยังพอมีการไปมาหาสู่ มารดาตู้เอ็นดูนางมากนัก เดิมทีนางยังหวังว่าจะสามารถกอบกู้เรื่องการแต่งงานกลับมาได้

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 214

    “ปิ่นปักผมของข้า!”ซูอวิ๋นชิงมองเพียงปราดเดียวก็เห็นหัวปิ่นที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นสาวใช้ของนางรีบเก็บขึ้นมา ประคองไว้ในมือแล้วส่งให้ตรงหน้า“จ้าวซือรุ่ย เจ้ายังมีอันใดจะกล่าวอีกหรือไม่?”สีหน้าของนางหานดูไม่ได้เลย เอ่ยปากคาดคั้นด้วยน้ำเสียงเปี่ยมอำนาจเกิดเรื่องเช่นนี้ต่อหน้าแขกเหรื่อมากมาย ภายนอกย่อมเอาไปนินทาว่านางปกครองเรือนหย่อนยาน ช่างขายหน้าจนสิ้นแล้วจริง ๆใบหน้าอวบอิ่มของจ้าวซือรุ่ยซีดเผือดลงในทันตา ในหัวขาวโพลนไปหมด แทบไม่รู้ว่าตนเองกำลังพูดอันใด เพียงอาศัยสัญชาตญาณปฏิเสธเสียงแข็ง “ท่านแม่ เป็นเจียง...จริง ๆ นะเจ้าคะ”จบสิ้นแล้ว!หลักฐานมัดตัวแน่นหนา นางมิอาจดิ้นหลุดได้เลยแม้นางจะพอมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง แต่ในยามกะทันหันเช่นนี้ก็คิดไม่ออกว่าหัวปิ่นนั้นร่วงหล่นมาจากตัวนางได้อย่างไรนางจงใจใส่ไว้ในถุงเตาพกของเจียงโย่วหนิงอย่างชัดเจน ไฉนจึงกลับมาอยู่บนตัวนางได้? วันนี้เจอผีหลอกกลางวันแสก ๆ หรืออย่างไรกัน?“หุบปาก!”นางหานตวาดลั่น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างเหลือแสนเดิมทีนางย่อมไม่ชอบบุตรีอนุในเรือนอยู่แล้ว ทว่าก็ยังรู้สึกมาตลอดว่าจ้าวซือรุ่ยทำการใดพอมีสมองอยู่

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 213

    ผู้คนได้ยินดังนั้น พลันส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาทันทีมีคนไม่น้อยที่ดวงตาทอประกายวิบวับละครฉากการต่อสู้แย่งชิงในเรือนหลังเช่นนี้ น่าสนใจกว่าการกินข้าวยิ่งนักองค์หญิงจิ้งเหอยกสองแขนขึ้นกอดอก มองดูฉากนี้ด้วยความสนใจ สายตาของนางจับจ้องไปที่จ้าวหยวนเช่อมากกว่าผู้ใดรูปร่างที่ไหล่กว้างเอวสอบ ใบหน้าที่หล่อเหลาหมดจดไร้ผู้ใดเทียบเทียม อีกทั้งยังมีลักษณะโดดเด่นเหนือผู้อื่นนั้น…ช่างน่าเสียดายยิ่งนักที่นางมิได้ลิ้มลอง“เจ้าเห็นด้วยตาของตนเองอย่างนั้นหรือ?”นางหานหันไปมองจ้าวซือรุ่ยในใจของนางรู้สึกรำคาญยิ่งนักสายเลือดอนุภรรยา ช่างเป็นพวกไร้รสนิยมเสียจริง ต่อให้เกลียดชังเจียงโย่วหนิงเพียงไร จ้าวซือรุ่ยก็ไม่ควรหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวต่อหน้าผู้คนมากมายถึงเพียงนี้เรื่องราวภายในครอบครัว ล้วนสามารถปิดประตูพูดจากันเป็นการภายในได้จ้าวซือรุ่ยไม่เห็นแก่ภาพรวมเช่นนี้ รอให้งานเลี้ยงสิ้นสุดลงเสียก่อน นางจะต้องสั่งสอนนังหนูผู้นี้ให้หลาบจำ“ข้าเองก็เห็นไม่ค่อยชัดเจนนัก” จ้าวซือรุ่ยชะงักไปเล็กน้อยก่อนเอ่ย “แต่ว่า ข้าเห็นเจียงโย่วหนิงซุกซ่อนบางสิ่งลงในถุงหุ้มเตาพกเจ้าค่ะ”นางมองออกว่านางหานไม่พอใจ

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 212

    เจียงโย่วหนิงมิได้เอ่ยสิ่งใด นางดึงม้านั่งไปด้านข้างเล็กน้อยแล้วทรุดกายลงนั่ง เมื่อได้นั่งเคียงข้างเขา ผนวกกับบรรยากาศครึกครื้นเบื้องหน้า ทำให้นางอดนึกถึงยามกินอาหารค่ำวันส่งท้ายปีเก่ามิได้ ในครานั้นเขาแอบจับมือนางไว้ใต้โต๊ะทว่าวันนี้ เขาคงต้องไปจับมือของซูอวิ๋นชิงแทนแล้วนางไม่จำเป็นต้องกังวลใจอีกนางหานประกาศเริ่มงานเลี้ยง“อุ๊ย!”ซูอวิ๋นชิงยกมือขึ้นจับเรือนผมจอนหูของตน พลันร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจสายตาของทุกผู้คนล้วนจับจ้องไปที่นางอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นมีเพียงจ้าวซือรุ่ยที่แววตาพาดผ่านรอยยิ้มสายหนึ่ง นางปรายตามองเจียงโย่วหนิงด้วยความเคียดแค้น“เป็นอันใดไป?”จ้าวหยวนเช่อเอ่ยปากถามขึ้นประโยคหนึ่ง“ปิ่นดอกเหมยหยกแดงของข้าหายไปแล้ว” ซูอวิ๋นชิงลุกขึ้นยืนพลางลูบคลำบนมวยผมอีกครา ใบหน้าฉายแววร้อนรน “นั่นเป็นของที่ท่านพ่อลงมือทำมอบให้ข้าในยามปักปิ่นเชียวนะ ปกติแล้วข้าล้วนตัดใจสวมใส่ไม่ลง”ปิ่นเล่มนั้นมีค่าควรเมือง เป็นของรักของหวงของนางอย่างแท้จริงและเพราะวันนี้ต้องมาพบจ้าวหยวนเช่อ อีกทั้งฤดูกาลนี้ปิ่นดอกเหมยก็เข้ากันพอดี นางจึงตัดใจหยิบมาสวมคิดไม

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 211

    “ท่านหญิง เดินไปเดินมาข้าก็ชักจะร้อนขึ้นมาแล้ว มิสู้พวกเราไปนั่งพักตรงนั้นสักประเดี๋ยวดีหรือไม่?”จ้าวซือรุ่ยปรายตามองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่ง ก่อนชี้ไปยังศาลาที่ถูกปิดล้อมไว้เบื้องหน้า พลางเอ่ยเสนอเสียงเบาหากเดินอยู่ตลอด ย่อมเป็นธรรมดาที่เจียงโย่วหนิงจะไม่รู้สึกหนาวเย็นเท่าใดนัก ต้องให้เจียงโย่วหนิงยืนนิ่งอยู่กับที่นั่น ถึงจะยิ่งหนาวเหน็บอีกทั้ง นางยังมีเรื่องสำคัญยิ่งกว่าที่ต้องกระทำ“ได้” ซูอวิ๋นชิงหันไปส่งยิ้มให้เจียงโย่วหนิง “พวกเจ้าสองคน รออยู่ด้านนอกนี้เถิด”นางย่อมเข้าใจความหมายของจ้าวซือรุ่ยดี จึงตามน้ำปล่อยให้เจียงโย่วหนิงยืนตากลมหนาวอยู่นอกศาลายังมีจ้าวเยว่ไป๋ผู้นั้นอีก มิใช่คอยเข้าข้างเจียงโย่วหนิงอยู่เสมอหรอกหรือ? ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พี่น้องรักใคร่กลมเกลียว ก็จงอยู่ทนหนาวด้านนอกด้วยกันเสียเถิด“ขออภัยด้วยน้องหญิงห้า ข้าทำให้เจ้าต้องพลอยลำบากไปด้วย”เจียงโย่วหนิงเอ่ยกับจ้าวเยว่ไป๋ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“พี่หญิงเจียงกล่าวอันใดกัน ข้ามิได้หนาวเสียหน่อย” จ้าวเยว่ไป๋ยัดเตาพกใส่มือของนาง “ท่านรีบผิงไฟสักประเดี๋ยวเถิด”รอบศาลาถูกปิดล้อมไว้ เหลือเพียงทิศที่รับแสงตะวัน ด้านใน

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 5

    “โย่วหนิง? ไปไหนแล้วล่ะ?”นางหานเดินมาหลังฉากกั้น“ท่านแม่ ท่านอย่าเข้ามาเจ้าค่ะ ข้าไม่ระวังทำน้ำนมเลอะตัว กำลังเช็ดอยู่เจ้าค่ะ”ภายใต้ความคับขัน เจียงโย่วหนิงรีบหาข้ออ้าง ฝ่ามือชื้นไปด้วยเหงื่อนางหานได้ยินดังนั้นจึงหยุดฝีเท้า ถามนาง “พี่ชายเจ้าล่ะ?”เจียงโย่วหนิงหันมองจ้าวหยวนเช่อ ในดวงตาคือค

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 4

    นางหานชำเลืองมองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่งหางตาเจียงโย่วหนิงเห็นจ้าวหยวนเช่อเงยหน้า เหมือนจะมองมาทางนี้เช่นกันนางแสร้งทำใจเย็น คีบขนมพุทราขึ้นมาใหม่แล้ววางหน้าตัวเอง แล้วกัดคำเล็กไปหนึ่งคำจืดชืดราวกับเคี้ยวขี้ผึ้งเหตุใดนางหานจึงถามเช่นนี้กะทันหัน? ไม่ได้ตั้งใจหรือ? หรือดูบางอย่างออก จึงจงใจเหยียด

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 3

    เมื่อเดินตามร่างสูงใหญ่ของจ้าวหยวนเช่อที่อยู่ข้างหน้าออกจากศาลบรรพบุรุษ นางถึงพบว่าด้านนอกฝนตกแล้วฝนพรำโปรยปราย ความเปียกชื้นที่เจือความเย็นพัดมา ทำให้นางอดตัวสั่นไม่ได้“นายท่าน”ด้านข้าง ชิงเจี้ยนที่ติดตามจ้าวหยวนเช่อมาหลายปียื่นร่มกระดาษไขให้คันหนึ่งจ้าวหยวนเช่อกางร่มออก ปรายตาส่งสัญญาณให้เ

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 1

    เช้าตรู่ต้นฤดูร้อน ศาลบรรพบุรุษแห่งจวนเจิ้นกั๋วกงในเมืองหลวง ถูกปกคลุมด้วยหมอกชั้นบางภายในศาลบรรพบุรุษมีเสียงสวดมนต์ของนักบวชดังขึ้นราง ๆ ภายในเรือน เตาหลอมสัมฤทธิ์ที่มีความสูงครึ่งคนมีควันพวยพุ่ง สาวใช้และบ่าวชายกำลังวิ่งวุ่นเจียงโย่วหนิงถือชายกระโปรงเดินมาจากด้านหลังทางเดิน ความปวดร้าวทั่วร่าง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status