LOGINนางต้องหาวิธีพบเซี่ยหวยอวี่เพื่อไถ่ถาม หากเซี่ยหวยอวี่สะดวก นางก็จะขอเงินคืน แล้วพาอู๋มามาออกไปให้ไกลจากเมืองหลวงใต้โต๊ะ ขาของนางถูกคนสะกิดคราหนึ่งเจียงโย่วหนิงได้สติกลับมางานเลี้ยงเลิกราแล้วผู้ที่สะกิดนางคือจ้าวหยวนเช่อ เขาหยัดกายลุกขึ้นแล้ว ทำท่าประคองซูอวิ๋นชิงเดินออกไปด้านนอกเมื่อครู่ที่สะกิดนางนั้น ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจกันแน่จ้าวหยวนเช่อหันกลับมามองนางแวบหนึ่ง พร้อมกับเชิดคางไปทางนอกประตูเจียงโย่วหนิงอดมิได้ที่จะมองตามไป จึงเห็นองค์หญิงจิ้งเหอยืนยิ้มพินิจมองเขาอยู่ใต้ระเบียงจ้าวหยวนเช่อกับซูอวิ๋นชิงหยุดฝีเท้า ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ สนทนากับองค์หญิงจิ้งเหอนางมองดูแผ่นหลังของพวกเขา สองคนนั้น คนหนึ่งบริสุทธิ์ผุดผ่องดั่งไร้ธุลี อีกคนหนึ่งเริงร่ามีชีวิตชีวา คนหนึ่งเย็นคนหนึ่งร้อน ช่างเหมาะสมกันถึงเพียงนี้ทั้งสามสนทนากันครู่หนึ่ง จึงก้าวเดินต่อไปด้วยกันจ้าวหยวนเช่อหันกลับมามองนางอีกคราเจียงโย่วหนิงเข้าใจดี จ้าวหยวนเช่อกำลังเตือนนางว่า เขากำลังจะใช้แผนยุแยงองค์หญิงจิ้งเหอกับซูอวิ๋นชิง ให้นางเตรียมตัวส่งข่าวแก่ซูอวิ๋นชิงจู่ ๆ นางก็รู้สึกไร้ความหมายยิ่งนัก
นางมิได้กังวลว่านางหานจะไม่ยินยอมด้วยว่าอนุหลี่นั้นช่างประจบเอาใจเก่ง เจิ้นกั๋วกงจึงมักไปค้างคืนที่เรือนของนางถึงเจ็ดแปดวันในทุกเดือนนางหานนั้นปรารถนาจะไล่อนุหลี่ไปให้พ้นหูพ้นตาอยู่แล้ว“วิธีจัดการของโย่วหนิงนั้นเหมาะสมยิ่งนัก เอาตามที่นางว่าเถิด” นางหานโบกมือพลางเอ่ย “ซือรุ่ยไม่รู้ความเกินไป ไปรับโทษโบยสามสิบทีที่ศาลบรรพชนก่อน แล้วค่อยไปอยู่บ้านไร่ฝั่งตะวันออกกับอนุของเจ้าก็แล้วกัน”ใบหน้าของจ้าวซือรุ่ยพลันซีดเผือด นางกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำในใจของนางเกลียดชังเจียงโย่วหนิงเข้ากระดูกดำ!เดิมที หากนางต้องทนลำบากไปอยู่บ้านไร่เพียงลำพังก็ไม่เป็นไร อย่างไรเสียอนุของนางก็ยังอยู่ในจวน คอยพูดจาออดอ้อนขอความเมตตาจากท่านพ่อ เชื่อว่าอีกไม่นานนางก็จะได้กลับมาอย่างปลอดภัยทว่านังเจียงโย่วหนิงตัวดีกลับเสนอให้อนุไปอยู่บ้านไร่กับนางด้วย เช่นนี้แล้วในจวนก็ไม่มีผู้ใดคอยพูดแก้ต่างให้ โอกาสที่นางและอนุจะได้กลับมามิใช่มืดมนหรอกหรือ?โดยเฉพาะยามนี้ที่นางถึงวัยออกเรือนแล้ว นางกับมารดาของตู้จิ่งเฉินยังพอมีการไปมาหาสู่ มารดาตู้เอ็นดูนางมากนัก เดิมทีนางยังหวังว่าจะสามารถกอบกู้เรื่องการแต่งงานกลับมาได้
“ปิ่นปักผมของข้า!”ซูอวิ๋นชิงมองเพียงปราดเดียวก็เห็นหัวปิ่นที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นสาวใช้ของนางรีบเก็บขึ้นมา ประคองไว้ในมือแล้วส่งให้ตรงหน้า“จ้าวซือรุ่ย เจ้ายังมีอันใดจะกล่าวอีกหรือไม่?”สีหน้าของนางหานดูไม่ได้เลย เอ่ยปากคาดคั้นด้วยน้ำเสียงเปี่ยมอำนาจเกิดเรื่องเช่นนี้ต่อหน้าแขกเหรื่อมากมาย ภายนอกย่อมเอาไปนินทาว่านางปกครองเรือนหย่อนยาน ช่างขายหน้าจนสิ้นแล้วจริง ๆใบหน้าอวบอิ่มของจ้าวซือรุ่ยซีดเผือดลงในทันตา ในหัวขาวโพลนไปหมด แทบไม่รู้ว่าตนเองกำลังพูดอันใด เพียงอาศัยสัญชาตญาณปฏิเสธเสียงแข็ง “ท่านแม่ เป็นเจียง...จริง ๆ นะเจ้าคะ”จบสิ้นแล้ว!หลักฐานมัดตัวแน่นหนา นางมิอาจดิ้นหลุดได้เลยแม้นางจะพอมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง แต่ในยามกะทันหันเช่นนี้ก็คิดไม่ออกว่าหัวปิ่นนั้นร่วงหล่นมาจากตัวนางได้อย่างไรนางจงใจใส่ไว้ในถุงเตาพกของเจียงโย่วหนิงอย่างชัดเจน ไฉนจึงกลับมาอยู่บนตัวนางได้? วันนี้เจอผีหลอกกลางวันแสก ๆ หรืออย่างไรกัน?“หุบปาก!”นางหานตวาดลั่น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างเหลือแสนเดิมทีนางย่อมไม่ชอบบุตรีอนุในเรือนอยู่แล้ว ทว่าก็ยังรู้สึกมาตลอดว่าจ้าวซือรุ่ยทำการใดพอมีสมองอยู่
ผู้คนได้ยินดังนั้น พลันส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาทันทีมีคนไม่น้อยที่ดวงตาทอประกายวิบวับละครฉากการต่อสู้แย่งชิงในเรือนหลังเช่นนี้ น่าสนใจกว่าการกินข้าวยิ่งนักองค์หญิงจิ้งเหอยกสองแขนขึ้นกอดอก มองดูฉากนี้ด้วยความสนใจ สายตาของนางจับจ้องไปที่จ้าวหยวนเช่อมากกว่าผู้ใดรูปร่างที่ไหล่กว้างเอวสอบ ใบหน้าที่หล่อเหลาหมดจดไร้ผู้ใดเทียบเทียม อีกทั้งยังมีลักษณะโดดเด่นเหนือผู้อื่นนั้น…ช่างน่าเสียดายยิ่งนักที่นางมิได้ลิ้มลอง“เจ้าเห็นด้วยตาของตนเองอย่างนั้นหรือ?”นางหานหันไปมองจ้าวซือรุ่ยในใจของนางรู้สึกรำคาญยิ่งนักสายเลือดอนุภรรยา ช่างเป็นพวกไร้รสนิยมเสียจริง ต่อให้เกลียดชังเจียงโย่วหนิงเพียงไร จ้าวซือรุ่ยก็ไม่ควรหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวต่อหน้าผู้คนมากมายถึงเพียงนี้เรื่องราวภายในครอบครัว ล้วนสามารถปิดประตูพูดจากันเป็นการภายในได้จ้าวซือรุ่ยไม่เห็นแก่ภาพรวมเช่นนี้ รอให้งานเลี้ยงสิ้นสุดลงเสียก่อน นางจะต้องสั่งสอนนังหนูผู้นี้ให้หลาบจำ“ข้าเองก็เห็นไม่ค่อยชัดเจนนัก” จ้าวซือรุ่ยชะงักไปเล็กน้อยก่อนเอ่ย “แต่ว่า ข้าเห็นเจียงโย่วหนิงซุกซ่อนบางสิ่งลงในถุงหุ้มเตาพกเจ้าค่ะ”นางมองออกว่านางหานไม่พอใจ
เจียงโย่วหนิงมิได้เอ่ยสิ่งใด นางดึงม้านั่งไปด้านข้างเล็กน้อยแล้วทรุดกายลงนั่ง เมื่อได้นั่งเคียงข้างเขา ผนวกกับบรรยากาศครึกครื้นเบื้องหน้า ทำให้นางอดนึกถึงยามกินอาหารค่ำวันส่งท้ายปีเก่ามิได้ ในครานั้นเขาแอบจับมือนางไว้ใต้โต๊ะทว่าวันนี้ เขาคงต้องไปจับมือของซูอวิ๋นชิงแทนแล้วนางไม่จำเป็นต้องกังวลใจอีกนางหานประกาศเริ่มงานเลี้ยง“อุ๊ย!”ซูอวิ๋นชิงยกมือขึ้นจับเรือนผมจอนหูของตน พลันร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจสายตาของทุกผู้คนล้วนจับจ้องไปที่นางอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นมีเพียงจ้าวซือรุ่ยที่แววตาพาดผ่านรอยยิ้มสายหนึ่ง นางปรายตามองเจียงโย่วหนิงด้วยความเคียดแค้น“เป็นอันใดไป?”จ้าวหยวนเช่อเอ่ยปากถามขึ้นประโยคหนึ่ง“ปิ่นดอกเหมยหยกแดงของข้าหายไปแล้ว” ซูอวิ๋นชิงลุกขึ้นยืนพลางลูบคลำบนมวยผมอีกครา ใบหน้าฉายแววร้อนรน “นั่นเป็นของที่ท่านพ่อลงมือทำมอบให้ข้าในยามปักปิ่นเชียวนะ ปกติแล้วข้าล้วนตัดใจสวมใส่ไม่ลง”ปิ่นเล่มนั้นมีค่าควรเมือง เป็นของรักของหวงของนางอย่างแท้จริงและเพราะวันนี้ต้องมาพบจ้าวหยวนเช่อ อีกทั้งฤดูกาลนี้ปิ่นดอกเหมยก็เข้ากันพอดี นางจึงตัดใจหยิบมาสวมคิดไม
“ท่านหญิง เดินไปเดินมาข้าก็ชักจะร้อนขึ้นมาแล้ว มิสู้พวกเราไปนั่งพักตรงนั้นสักประเดี๋ยวดีหรือไม่?”จ้าวซือรุ่ยปรายตามองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่ง ก่อนชี้ไปยังศาลาที่ถูกปิดล้อมไว้เบื้องหน้า พลางเอ่ยเสนอเสียงเบาหากเดินอยู่ตลอด ย่อมเป็นธรรมดาที่เจียงโย่วหนิงจะไม่รู้สึกหนาวเย็นเท่าใดนัก ต้องให้เจียงโย่วหนิงยืนนิ่งอยู่กับที่นั่น ถึงจะยิ่งหนาวเหน็บอีกทั้ง นางยังมีเรื่องสำคัญยิ่งกว่าที่ต้องกระทำ“ได้” ซูอวิ๋นชิงหันไปส่งยิ้มให้เจียงโย่วหนิง “พวกเจ้าสองคน รออยู่ด้านนอกนี้เถิด”นางย่อมเข้าใจความหมายของจ้าวซือรุ่ยดี จึงตามน้ำปล่อยให้เจียงโย่วหนิงยืนตากลมหนาวอยู่นอกศาลายังมีจ้าวเยว่ไป๋ผู้นั้นอีก มิใช่คอยเข้าข้างเจียงโย่วหนิงอยู่เสมอหรอกหรือ? ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พี่น้องรักใคร่กลมเกลียว ก็จงอยู่ทนหนาวด้านนอกด้วยกันเสียเถิด“ขออภัยด้วยน้องหญิงห้า ข้าทำให้เจ้าต้องพลอยลำบากไปด้วย”เจียงโย่วหนิงเอ่ยกับจ้าวเยว่ไป๋ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“พี่หญิงเจียงกล่าวอันใดกัน ข้ามิได้หนาวเสียหน่อย” จ้าวเยว่ไป๋ยัดเตาพกใส่มือของนาง “ท่านรีบผิงไฟสักประเดี๋ยวเถิด”รอบศาลาถูกปิดล้อมไว้ เหลือเพียงทิศที่รับแสงตะวัน ด้านใน
“โย่วหนิง? ไปไหนแล้วล่ะ?”นางหานเดินมาหลังฉากกั้น“ท่านแม่ ท่านอย่าเข้ามาเจ้าค่ะ ข้าไม่ระวังทำน้ำนมเลอะตัว กำลังเช็ดอยู่เจ้าค่ะ”ภายใต้ความคับขัน เจียงโย่วหนิงรีบหาข้ออ้าง ฝ่ามือชื้นไปด้วยเหงื่อนางหานได้ยินดังนั้นจึงหยุดฝีเท้า ถามนาง “พี่ชายเจ้าล่ะ?”เจียงโย่วหนิงหันมองจ้าวหยวนเช่อ ในดวงตาคือค
นางหานชำเลืองมองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่งหางตาเจียงโย่วหนิงเห็นจ้าวหยวนเช่อเงยหน้า เหมือนจะมองมาทางนี้เช่นกันนางแสร้งทำใจเย็น คีบขนมพุทราขึ้นมาใหม่แล้ววางหน้าตัวเอง แล้วกัดคำเล็กไปหนึ่งคำจืดชืดราวกับเคี้ยวขี้ผึ้งเหตุใดนางหานจึงถามเช่นนี้กะทันหัน? ไม่ได้ตั้งใจหรือ? หรือดูบางอย่างออก จึงจงใจเหยียด
เมื่อเดินตามร่างสูงใหญ่ของจ้าวหยวนเช่อที่อยู่ข้างหน้าออกจากศาลบรรพบุรุษ นางถึงพบว่าด้านนอกฝนตกแล้วฝนพรำโปรยปราย ความเปียกชื้นที่เจือความเย็นพัดมา ทำให้นางอดตัวสั่นไม่ได้“นายท่าน”ด้านข้าง ชิงเจี้ยนที่ติดตามจ้าวหยวนเช่อมาหลายปียื่นร่มกระดาษไขให้คันหนึ่งจ้าวหยวนเช่อกางร่มออก ปรายตาส่งสัญญาณให้เ
เช้าตรู่ต้นฤดูร้อน ศาลบรรพบุรุษแห่งจวนเจิ้นกั๋วกงในเมืองหลวง ถูกปกคลุมด้วยหมอกชั้นบางภายในศาลบรรพบุรุษมีเสียงสวดมนต์ของนักบวชดังขึ้นราง ๆ ภายในเรือน เตาหลอมสัมฤทธิ์ที่มีความสูงครึ่งคนมีควันพวยพุ่ง สาวใช้และบ่าวชายกำลังวิ่งวุ่นเจียงโย่วหนิงถือชายกระโปรงเดินมาจากด้านหลังทางเดิน ความปวดร้าวทั่วร่าง







