共有

บทที่ 2

作者: มู่เฉิงซินสวี่
“ลองเปิดประตูดูสิ”

เสียงของนางหานดังขึ้นอีกครั้ง

ได้ยินแบบนั้นในหัวของเจียงโย่วหนิงก็ดังหึ่ง หัวใจหยุดเต้นในพริบตา หนังหัวชาวาบ ชั่วขณะนั้นแทบจะเป็นลมหมดสติ

นางแทบจะคิดอะไรไม่ได้ ในสมองมีเพียงความคิดเดียว... ถ้าประตูเปิดก็คือหายนะ ทั่วทั้งร่างเหมือนถูกยึดตรึงเอาไว้ขยับไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือยื่นมือไปผลักหัวไหล่จ้าวหยวนเช่อตามสัญชาตญาณ

สำหรับนาง นี่คือการใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีแล้ว

แต่เมื่อไปอยู่บนตัวจ้าวหยวนเช่อ มันเป็นเพียงสัมผัสอ่อนนุ่มเท่านั้น

ดวงตาดอกท้อสุกใสของนางน้ำตาคลอ ขนตางอนงามเปียกชื้นน้ำตา ตาละห้อยอย่างน่าสงสาร ริมฝีปากก็คว่ำลง ร่างกายสั่นเทาทั้งร่าง

นางตกใจจนใกล้จะร้องไห้แล้ว

“ข้ากำลังแต่งตัวอยู่”

จ้าวหยวนเช่อไม่เงยหน้า พูดกระชับได้ใจความ น้ำเสียงยังคงเยือกเย็นเหมือนเดิม

ฟังไม่ออกสักนิดว่าในมือของเขากำลังทำสิ่งใดอยู่

นางหานตอบรับไปคำหนึ่ง เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ไกลออกไป

เจียงโย่วหนิงโล่งอก แผ่นหลังชื้นไปด้วยเหงื่อ ขณะนี้ถึงรับรู้ว่าความเย็นของยาช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของตรงนั้น

“พอแล้ว ข้าไม่เจ็บแล้ว...”

นางอยากผลักจ้าวหยวนเช่อออก แต่มือถูกเขาปัดออกอีกครั้ง

ระหว่างรออย่างยากลำบาก ในที่สุดจ้าวหยวนเช่อก็เก็บมือกลับไป

นางรีบตัวลง แล้วรวบชายกระโปรงอย่างลนลานทำอะไรไม่ถูก ขณะมือไม้พัลวันขาพลันหมดแรงล้มไปทางด้านข้างโดยตรง

แขนกำยำของจ้าวหยวนเช่อยื่นออกไป แล้วโอบนางไว้ในอ้อมกอด

ใบหน้าของเจียงโย่วหนิงแนบกับแผงอกกำยำของเขา กลิ่นหอมเย็นของโกฏชฎามังสีโอบล้อมนาง

มือหนึ่งของนางดันอยู่ตรงอกเขา อยากดิ้นให้หลุดจากอ้อมกอด แต่จนใจที่อ่อนปวกเปียกไปทั่วร่าง มีแรงเพียงน้อยนิด ราวแมลงชีปะขาวเขย่าต้นไม้

จ้าวหยวนเช่อโน้มตัวลงมาช่วยนางผูกผ้าคาดเอวให้เรียบร้อย แล้วจัดชายกระโปรงให้อย่างละเอียด

ขณะนี้แรงของเจียงโย่วหนิงกลับมาบ้างแล้ว จึงผลักเขาออกและก้าวออกข้างก้าวหนึ่ง เอาสองมือไว้ด้านหลัง ก้มหน้าเหมือนนกกระทา

จ้าวหยวนเช่อมองนางสักครู่ ก่อนจะดึงมือนางมาแล้วยัดกล่องยาหยกขาวให้นาง พร้อมกำชับเสียงเรียบ

“ตอนค่ำอย่าลืมให้สาวใช้ไปคั่วเกลืออุ่นมาประคบที่ท้อง”

เจียงโย่วหนิงกัดริมฝีปาก หน้าแดงหูแดงไปหมด เขายังจำได้ว่านางบอกว่าปวดเมื่อยตรงท้องอย่างรุนแรงหรือนี่

เห็นเขาหันหลังเตรียมจากไป นางตามไปหนึ่งก้าวพร้อมเรียกเขา “ท่านพี่...”

ฝีเท้าของจ้าวหยวนเช่อหยุดชะงักลง

“เมื่อคืน...ท่านพี่ไม่ต้องรู้สึกผิด และไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ให้ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นเถอะเจ้าค่ะ”

เจียงโย่วหนิงรีบนำกล่องยาหยกขาวกลับไปใส่ในมือเขา ก้มหน้าก้มตา ขนตางามงอนหลุบต่ำ เสียงเหมือนยุงริ้น

จ้าวหยวนเช่อมีพรสวรรค์โดดเด่น บัดนี้จวนเจิ้นกั๋วกงเองก็รุ่งเรืองมากขึ้นทุกวันเพราะเขา ย่อมต้องมีสตรีดีเลิศที่เพียบพร้อมคู่ควรฐานะกับเขา

นางกับเขาต่างกันราวฟ้ากับเหว

เรื่องเมื่อคืนเป็นเพียงอุบัติเหตุ แม้ขณะนี้ความคิดของนางจะยุ่งเหยิงมาก แต่ก็พอเข้าใจว่าตัวเองควรทำสิ่งใด

คุณค่าของคนคือการรู้จักประมาณตน นางไม่เคยคิดฝันในสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเองเลย

จ้าวหยวนเช่อกำกล่องยาในมือแน่น นิ่งไปครู่หนึ่งจึงตอบรับว่า “อืม” ฟังไม่ออกว่าอยู่ในอารมณ์ใด

เจียงโย่วหนิงพิงกำแพง มองเขาเปิดประตูเดินออกไป นางจ้องบานประตูที่ปิดลง ในใจยากจะสงบ

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ใครเข้าใจผิด นางจึงรออยู่นาน เว้นเวลาให้นานพอแล้วจึงจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกไปจากหลังศาลบรรพบุรุษ

ภายในศาลบรรพบุรุษ คนในตระกูลต่างยืนประจำที่แล้ว

เจียงโย่วหนิงฉวยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต เดินไปยืนอยู่ตรงมุมในแถวสุดท้าย พร้อมช้อนตาดำมองเบื้องหน้า

จ้าวหยวนเช่อยืนอยู่หน้าสุด รูปร่างสูงตรง นิ่งเฉยงามสง่า เข็มขัดหยกหรูอี้เกี่ยวรัดให้เห็นเส้นกล้ามเนื้อตรงเอวท้อง ชายชุดตัวยาวสีฟ้าน้ำทะเลทิ้งตัวลงมาสบาย ๆ เผยให้เห็นกางเกงผ้าต่วนสีขาวด้านใน พู่ห้อยของหยกและถุงหอมเกี่ยวพันกัน สูงส่งไร้ตัณหา เปี่ยมด้วยพลังในวัยหนุ่ม

ท่าทางเยือกเย็นที่ไม่อาจล่วงเกินกับเมื่อคืนที่ลุ่มหลงมัวเมาช่างแตกต่างกันยิ่งนัก

เจียงโย่วหนิงก้มหน้าลงเงียบ ๆ ต่อมาเมื่อทุกคนทำพิธีเซ่นไหว้เสร็จ จึงเตรียมแยกย้ายพร้อมพวกเขา

“เจียงโย่วหนิง มานี่”

น้ำเสียงเยือกเย็นของจ้าวหยวนเช่อดังขึ้น

เจียงโย่วหนิงร่างกายแข็งทื่อ ไม่รู้ว่าเขาต้องการทำสิ่งใด ทำได้เพียงเดินสวนผู้คนขึ้นไปตามคำสั่ง

เมื่อคนแยกย้ายกันหมดแล้ว

ตรงหน้ามีเพียงจ้าวหยวนเช่อกับนางหาน ฮูหยินเจิ้นกั๋วกง

นางหานอายุเลยสี่สิบแล้ว ทว่าดูแลตัวเองอย่างดี จึงยังคงงดงาม

นางไม่สนใจเจียงโย่วหนิง สายตามองไปที่ใบหน้าของจ้าวหยวนเช่อ แล้วขมวดคิ้ว “อวี้เหิง ที่คอเป็นอะไร?”

ใบหน้าเจียงโย่วหนิงร้อนผ่าว

นั่นคือรอยฟันกัด เป็นร่องรอยที่ใหม่มาก

เมื่อคืนนางอดไม่ไหวเลยกัดเขา

ปกเสื้อของจ้าวหยวนเช่อบังไปแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งโผล่ออกมาข้างนอก รอยกัดครึ่งวงกลมสีแดงก่ำซึ่งอยู่บนผิวสีขาว ยากจะละเลยได้

“ถูกแมลงกัดขอรับ”

จ้าวหยวนเช่อสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง

เห็นชัดว่านางหานไม่เชื่อ แต่ก็ไม่อยากซักไซ้ กล่าวเพียง “เจ้าอายุยี่สิบหกแล้ว จะมีสตรีข้างกายก็มิใช่เรื่องผิดแผก หากไม่ต้องไปนำทัพทำศึกที่ชายแดน ควรแต่งงานมีภรรยามีลูกไปนานแล้ว การหมั้นหมายของพวกน้อง ๆ ก็ต้องล่าช้าเพราะเจ้า หลายวันนี้ที่บ้านกำลังไปทาบทามให้เจ้า สำรวมเสียบ้างเถอะ พักสตรีข้างนอกเอาไว้ก่อน”

เจียงโย่วหนิงได้ยินดังนั้น ในใจขมขื่นเล็กน้อย แต่ก็กดข่มเอาไว้

นางหานกล่าวไม่ผิด ชายหนุ่มในเมืองหลวงอย่างเร็วสิบหกสิบเจ็ด อย่างช้าอายุยี่สิบก็แต่งงานกันแล้ว ชายหนุ่มที่อายุเท่าจ้าวหยวนเช่อ มีลูกไปหลายคนแล้ว

เดิมทีควรเป็นเช่นนี้

จ้าวหยวนเช่อไม่รับคำของนางหาน เพียงมองเจียงโย่วหนิง น้ำเสียงเยือกเย็น “ท่านแม่ดูเสื้อผ้าของเจียงโย่วหนิง มีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือไม่?”

เสื้อตัวนอกสีน้ำเงินแขนสั้นและกระโปรงสีขาวนวลที่เจียงโย่วหนิงสวมเป็นผ้าที่พบเห็นทั่วไป ใช่ว่าไม่ดี แต่ก็ไม่ได้ดีสักเท่าไร

แบบเสื้อและกระโปรงเป็นของสองปีที่แล้ว บนมวยผมนอกจากปิ่นสีเงินก็ไม่เห็นเครื่องประดับอื่น เอวเล็กคอดกิ่ว แต่ก็เหมือนดอกชาที่ชุ่มด้วยน้ำค้างยามเช้า ถูกโอบล้อมท่ามกลางหมอกยามรุ่งอรุณ ทั้งเชื่อฟังและน่าสงสาร

นางหานจูงมือเจียงโย่วหนิงอย่างสนิทสนม หันไปยิ้มให้จ้าวหยวนเช่อ “เจ้าเด็กคนนี้ เอาแต่สงสัยว่าข้าทำไม่ดีกับโย่วหนิง แม้นางไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของข้า แต่อย่างไรข้าก็เลี้ยงจนเติบใหญ่ ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร? แท้จริงแล้วนางชอบแบบนี้ต่างหาก โย่วหนิง เจ้าบอกพี่ชายเจ้าสิ ว่าเป็นเช่นนี้หรือไม่?”

นางมองเจียงโย่วหนิงแบบเหมือนยิ้มแต่ไม่ได้ยิ้ม นางมั่นใจเรื่องควบคุมเจียงโย่วหนิงมาก ควรจะพูดอย่างไรในใจเจียงโย่วหนิงน่าจะรู้ดี

เจียงโย่วหนิงไม่ค่อยชอบให้ใครมาสัมผัส จึงดึงมือกลับแล้วพยักหน้าอย่างเชื่อง ๆ “เจ้าค่ะ”

นางหานเป็นนายหญิงตระกูลใหญ่ ไม่ใจร้ายกับนางอย่างโจ่งแจ้ง

เพียงแต่ยามที่นางแต่งกายเรียบง่ายจะชมว่านางสมถะไม่ฟุ้งเฟ้อ ถือเป็นแบบอย่างให้พี่น้องในจวน

นางกับนางหานต่างรู้ดี

อาศัยอยู่ใต้ชายคาคนอื่น นางจะไม่ทำตามนางหานได้อย่างไร? อีกทั้งนางไม่ใช่คนที่ให้ความสำคัญกับเสื้อผ้าเครื่องประดับ ใส่เยอะแต่งเยอะกลับทำให้ไม่คล่องตัว

แต่นางคิดไม่ออกว่าเพราะเหตุใดกัน ทั้งที่เพิ่งรู้ชาติกำเนิดนางตอนแปดขวบ แต่นางหานกลับห่างเหินกับนางตั้งแต่เด็ก มีเพียงเสแสร้งยิ้มแย้มกับนางต่อหน้าคนอื่น แต่พอลับหลังกลับไม่แม้แต่จะชายตาแลนางสักครั้ง

นางโตมาจนป่านนี้ ผู้ที่ใกล้ชิดกับนางที่สุดกลับเป็นแม่นมของนาง

จ้าวหยวนเช่อไม่ไว้หน้านางหานสักนิด กล่าวเสียงเรียบ “ผู้คนรู้ชาติกำเนิดของนางกันไปทั่ว ท่านแม่ดูแลบริหารจวน ควรจะรู้ความเหมาะสมถึงจะถูก”

สีหน้าเขาเรียบเฉย แต่คำพูดกลับรุนแรง

ทำให้สีหน้านางหานก็เปลี่ยนไป

เจียงโย่วหนิงเข้าใจความหมายของจ้าวหยวนเช่อ

นางเป็นลูกเลี้ยงในจวนเจิ้นกั๋วกง แต่งกายเรียบง่ายเช่นนี้ ถ้าคนนอกมาเห็นเข้า จะหาว่าจวนเจิ้นกั๋วกงดูแลนางไม่ดี ทำให้จวนกั๋วกงเสียหน้า

“เจ้าพูดถูก” สีหน้านางหานกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว อมยิ้มแล้วกล่าว “ข้าไม่รอบคอบเอง โย่วหนิง ตอนสายข้าจะให้คนนำเครื่องประดับศีรษะและเครื่องประดับไปให้เจ้า แล้วให้คนที่ร้านขายเสื้อผ้ามาตัดชุดให้เจ้าอีกสองสามชุด”

นางรู้นิสัยลูกชายดี เป็นคนเถรตรงไม่ยอมงอ ตอนนี้ย่อมต้องโอนอ่อนตามเขาไปก่อน

จ้าวหยวนเช่อมองเจียงโย่วหนิง “ย้ายไปพักที่เรือนฝูหรงด้านหน้า”

เจียงโย่วหนิงเงยหน้าอย่างแปลกใจ

สายตาทั้งสองประสานกัน สายตาของจ้าวหยวนเช่อเรียบเฉยเกินไป ราวกับเรื่องชิดใกล้เมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น

ใจนางบีบรัด รีบหลุบแพขนตาดำลงแล้วพูดเสียงค่อย “ขอบคุณท่านพี่ แต่ข้าพักที่เรือนเสี่ยวอิ่นก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องยุ่งยากหรอกเจ้าค่ะ”

ที่พักของนางอยู่มุมสุดทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจวน เป็นสถานที่ห่างไกล

นางไม่เคยคาดหวังให้จ้าวหยวนเช่อปฏิบัติกับนางอย่างแตกต่าง และเข้าใจว่าเขากำลังใช้วิธีนี้ชดเชยให้นาง

ความจริงไม่จำเป็นเลย นั่นเป็นเพียงอุบัติเหตุ นางไม่เคยคิดว่าจะเกิดเรื่องทำนองนั้นกับเขา ยิ่งไม่เคยอยากได้สิ่งใดจากเขา

“เรือนฝูหรงใกล้กับเรือนของหัวเอ๋อร์ เกรงว่านางจะอาละวาดเอาได้...”

นางหานไม่เห็นด้วย นางเองก็มีความคิดของนาง

เพราะเจียงโย่วหนิงเป็นต้นเหตุ ลูกสาวนางจ้าวเชียนหัวถึงต้องลำบากอยู่ข้างนอกตั้งแต่เด็กถึงแปดปี นางจึงไม่ชอบเจียงโย่วหนิงมาโดยตลอด

อีกอย่าง เจียงโย่วหนิงเป็นเพียงลูกเลี้ยง จวนเจิ้นกั๋วกงมีที่พักให้นางได้พักอาศัยก็ถือว่ามีเมตตาธรรมมากแล้ว ยังจะเลือกอะไรอีก?

แต่ว่าจะบอกคำพูดพวกนี้กับลูกชายไม่ได้

“หากจ้าวเชียนหัวเห็นค้าน ก็ให้นางมาหาข้า” จ้าวหยวนเช่อเดินมือไพล่หลังไปข้างนอก น้ำเสียงไม่ให้โต้แย้ง ชำเลืองมองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่ง “เจ้าตามข้ามา”

หน้าผากเจียงโย่วหนิงมีเม็ดเหงื่อผุดพราย

นางไม่อยากอยู่กับเขาตามลำพัง

แต่หากปฏิเสธตอนนี้ก็กลัวนางหานจะพบพิรุธ จึงได้แต่ตามไป

この本を無料で読み続ける
コードをスキャンしてアプリをダウンロード

最新チャプター

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 414

    “หากยามค่ำคืนรู้สึกหนาวเย็น ก็สามารถขยับกองไฟไปไว้ด้านข้างได้ นำหญ้าแห้งมาปูทับบริเวณที่พื้นถูกรนจนอุ่น แล้วค่อยลงไปนอนบนนั้น”จ้าวหยวนเช่อเก็บกวาดถ้วยชามและตะเกียบพลางเอ่ยสอนนาง“วันนี้คงไม่จำเป็นแล้วกระมัง?”เจียงโย่วหนิงเอียงศีรษะมองเขา“อืม” จ้าวหยวนเช่อปูหญ้าแห้งออก “เจ้านอนก่อนเถิด”“แล้วท่านเล่า?” เจียงโย่วหนิงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม“ข้าจะเฝ้ายามเอง” จ้าวหยวนเช่อขยับไปนั่งลงตรงปากถ้ำ ทอดสายตามองนางที่เอนกายตะแคงลงบนกองหญ้า ก่อนจะกล่าวต่อ “ยามอยู่กลางป่าเขาต้องคอยระแวดระวังภัยอยู่เสมอ มีคนผลัดเปลี่ยนกันเฝ้ายามย่อมดีที่สุด หากไม่มีผู้ใดเฝ้ายาม ทางที่ดีควรหาวิธีปิดปากถ้ำเอาไว้”“ข้าจำไว้แล้ว” เจียงโย่วหนิงกล่าว “เช่นนั้นหากถึงกลางดึกท่านค่อยปลุกข้า ผลัดให้ข้ามาเฝ้ายาม แล้วท่านค่อยไปนอน”นางจะปล่อยให้เขาต้องอดหลับอดนอนทั้งคืนได้อย่างไร“เจ้าเข้านอนก่อนเถิด”จ้าวหยวนเช่อไม่ได้เอ่ยรับคำ ทว่าก็มิได้ปฏิเสธเช่นกันเจียงโย่วหนิงหลับตาลง พลางนึกย้อนทบทวนถึงสิ่งที่เขาสอนในวันนี้ แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าการรอนแรมในป่าเขานั้นช่างอันตรายและยากลำบากยิ่งนักภายภาคหน้า ต่อให้นางจะหลบหนีออกจ

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 413

    จ้าวหยวนเช่อถอยไปด้านข้างก้าวหนึ่ง เพื่อให้แสงสลัวจากด้านนอกสาดส่องเข้ามาได้เจียงโย่วหนิงกวาดรวมกิ่งไม้ใบไม้บนพื้นมากองไว้ตรงหน้า ก่อนจะเริ่มใช้หินเหล็กไฟจุดไฟนางรู้ดีว่าเขากำลังสอนวิธีเอาตัวรอดในป่าเขาลำเนาไพรให้นางเรื่องนี้นางจำเป็นต้องเรียนรู้เอาไว้วันข้างหน้าเมื่อต้องจากจวนเจิ้นกั๋วกงไป จากเขาไปสู่ดินแดนห่างไกล ออกไปเผชิญโลกภายนอกย่อมไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าจะต้องพบเจอกับสิ่งใดบ้างทักษะการเอาชีวิตรอดในป่าเหล่านี้ เรียนรู้ไว้ก็ถือเป็นวิชาติดตัวที่ไม่เสียหายก่อนหน้านี้ในห้องกรรมฐานที่วัด เขาเคยสอนวิธีใช้หินเหล็กไฟให้นางแล้ว ของพรรค์นี้แท้จริงแล้วไม่ได้มีเคล็ดลับอันใดมากนัก เพียงแค่ต้องออกแรงและเสียเวลาสักหน่อย ต่อมานางก็แอบลองจุดเองอยู่หลายครั้ง จึงนับว่าพอจะใช้งานเป็นอยู่บ้าง“ใบไม้รอบ ๆ ต้องเก็บกวาดให้หมด” จ้าวหยวนเช่อยืนอยู่ด้านข้าง หลุบตาลงมองนาง “มิเช่นนั้นหลังจากเจ้าจุดกองฟืนแล้ว ถ้ำทั้งถ้ำก็อาจจะถูกไฟไหม้เอาได้”เจียงโย่วหนิงได้ยินดังนั้น ก็วางหินเหล็กไฟลง แล้วรีบกวาดรวมกิ่งไม้ใบไม้รอบบริเวณนั้นเข้ามาอีกครั้งจากนั้นจึงหยิบหินเหล็กไฟขึ้นมาเริ่มจุดไฟใหม่เมื่อครู่จ้า

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 412

    “เช่นนี้ จะหาเจอได้อย่างไร?”เจียงโย่วหนิงยืนอยู่บนยอดเขา ทอดสายตามองทิวเขาเบื้องหน้าที่ทอดยาวสลับซับซ้อน ลูกแล้วลูกเล่าราวกับไร้จุดสิ้นสุดล่วงเข้าสู่วันที่สอง นางและจ้าวหยวนเช่อเดินทางผ่านหมู่บ้านมาอีกสองแห่ง จนกระทั่งปีนขึ้นมาถึงยอดเขาสูงชันลูกนี้เบื้องหน้านี้ คือ “เขตหวงห้าม” ตามที่สวี่ลิ่วเจี่ยเคยกล่าวไว้ทว่าภูเขามากมายถึงเพียงนี้ ผู้ใดจะล่วงรู้ว่าเหมืองแร่ซ่อนอยู่ที่ใด? อาจจะอยู่ใจกลางเขาลูกใดลูกหนึ่ง หรืออาจจะอยู่ระหว่างหุบเขาสองลูกก็เป็นได้ แล้วเช่นนี้ต้องทำอย่างไรถึงจะหาพบกัน?จ้าวหยวนเช่อจ้องมองยอดเขาที่ทอดตัวยาวต่อเนื่องกันอยู่เบื้องหน้า ชั่วขณะหนึ่งก็มิได้เอ่ยสิ่งใดออกมา“ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว พวกเราย้อนกลับไปที่หมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด เพื่อหาเรือนชาวบ้านขอพักแรมสักคืนดีหรือไม่?”เจียงโย่วหนิงหันไปเอ่ยถามเขาก่อนหน้านี้ พวกเขาก็ทำเช่นนี้มาตลอดจนกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้วบัดนี้ไม่ต้องรอให้เขาชี้แนะ นางก็รู้ดีว่าควรต้องทำเช่นไร“ไม่ไป”จ้าวหยวนเช่อคว้ามือนางมาจูงไว้ แล้วพาเดินลัดเลาะเข้าไปในป่าทึบด้านข้าง“ยังจะไปที่ใดอีก? ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว”เจียงโย่วหนิงรู้สึกหวา

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 411

    นางลืมตาขึ้นมาก็หันไปมองข้างกายโดยสัญชาตญาณจ้าวหยวนเช่อไม่อยู่แล้ว บนเตียงเย็นเฉียบ เห็นได้ชัดว่าเขาลุกไปได้พักใหญ่แล้ว“เสี่ยวเถียน?”สวี่ลิ่วเจี่ยร้องเรียกนางอยู่ด้านนอก“มาแล้วเจ้าค่ะ”เจียงโย่วหนิงลุกขึ้นมองออกไปด้านนอกมิน่าเล่าแสงแดดถึงสว่างจ้าเพียงนี้ ที่แท้นางก็เผลอหลับจนถึงยามเที่ยงวันโดยไม่รู้ตัว“มีอันใดหรือเจ้าคะลิ่วเจี่ย?”นางขยี้ตาพลางเปิดประตูออกไป“สายป่านนี้แล้วเจ้ายังไม่ลุกมากินมื้อเช้าอีก ประเดี๋ยวก็จะถึงมื้อเที่ยงอยู่แล้ว” สวี่ลิ่วเจี่ยคว้ามือนางไปกุมไว้ พลางกล่าวกลั้วหัวเราะ “ข้าเองก็อยากคุยกับเจ้า จึงมาปลุก เจ้าคงไม่โกรธข้าใช่หรือไม่?”“จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไรเจ้าคะ?”เจียงโย่วหนิงแย้มยิ้มนางอยากจะถามสวี่ลิ่วเจี่ยว่ารู้หรือไม่ว่าจ้าวหยวนเช่อไปที่ใด และออกไปตั้งแต่เมื่อใด ทว่าเมื่อคิดได้ว่าหากถามออกไปก็ต้องอธิบายว่าจ้าวหยวนเช่อเป็นสามีของนาง คำพูดที่มาจ่ออยู่ริมฝีปากจึงถูกกลืนลงคอไปคาดว่าเขาคงไปปรึกษาหารือเรื่องราวกับพวกชิงเจี้ยนกระมัง“ข้าขอถามเจ้าหน่อยเถิด เจ้ามีเคล็ดลับมัดใจสามีอย่างไรกัน ถึงได้ทำให้เขารักใคร่เจ้าปานนั้น กระทั่งเรื่องพรรค์นี้

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 410

    “น้ำตาลต้มหรือ?”เจียงโย่วหนิงได้กลิ่นหอมหวานของน้ำตาลทรายแดง จึงอดไม่ได้ที่จะยืดตัวขึ้นนั่งตัวตรงแล้วมองดูเขาเขารู้ได้อย่างไรว่านางอยากทานของหวาน?“น้ำตาลทรายแดงต้มกัญชาเทศ ใส่ขิงสดลงไปสองสามแว่น”จ้าวหยวนเช่อตักขึ้นมาหนึ่งช้อน เป่าเบา ๆ แล้วป้อนจ่อที่ริมฝีปากของนาง“ข้าดื่มเอง”เจียงโย่วหนิงยื่นมือออกไปรับชามนั้น“มันร้อน”จ้าวหยวนเช่อเบี่ยงมือหลบไปด้านหลังเล็กน้อยหลังมือของเจียงโย่วหนิงเฉียดขอบชามไป ร้อนดั่งที่เขาว่าจริง ๆ“อ้าปาก”จ้าวหยวนเช่อยืนกรานที่จะป้อนนางให้ได้เจียงโย่วหนิงจึงยอมดื่มน้ำตาลทรายแดงต้มในช้อนอย่างว่าง่าย เขาใส่น้ำตาลทรายแดงลงไปมาก จึงกลบรสเผ็ดร้อนของขิงเสียมิด น้ำตาลต้มรสชาติหวานล้ำอุ่นร้อนไหลลื่นลงคอ กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งไหลตรงไปถึงท้องน้อย อาการปวดเมื่อยคล้ายจะทุเลาลงบ้างแล้วเมื่อได้ดื่มของหวาน นางก็อดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลงอย่างสบายใจนางโปรดปรานของหวานมาตั้งแต่เด็กในยามนี้ นางไม่อาจปฏิเสธน้ำตาลทรายแดงต้มชามนี้ได้ลงคอจริง ๆจ้าวหยวนเช่อป้อนนางอีกหลายคำนางเพิ่งนึกขึ้นได้จึงเอ่ยถามว่า “ท่านได้น้ำตาลทรายแดงกับกัญชาเทศมาจากที่ใดหรือ?”“น้ำตา

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 409

    “เสี่ยวเถียน เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าสามีของเจ้าไม่เหมือนผู้ช่วยหมอ และไม่เหมือนหมอเอาเสียเลย”สวี่ลิ่วเจี่ยมองแผ่นหลังของจ้าวหยวนเช่อแล้วเอ่ยกลั้วรอยยิ้ม“ไม่เหมือนที่ใดหรือ?”เจียงโย่วหนิงได้ยินเช่นนั้น ในใจก็อดตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้ นางลอบสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายเงียบ ๆหรือว่า สวี่ลิ่วเจี่ยจะมองอันใดออกแล้ว?“ข้าเองก็บอกไม่ถูก แต่เขากลับดูคล้ายพวกผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอำนาจเสียมากกว่า” สวี่ลิ่วเจี่ยตากเสื้อผ้าไปพลาง หันมาส่งยิ้มให้นางไปพลาง “ภายภาคหน้าเขาจะต้องได้ดิบได้ดีอย่างแน่นอน บางทีอาจจะกลายเป็นหมอเทวดาชื่อดังยุคหนึ่งเลยก็ได้? เจ้าก็รอเสวยสุขได้เลย”เจียงโย่วหนิงได้ยินแล้วก็คลี่ยิ้ม โชคดีที่สวี่ลิ่วเจี่ยมิได้เกิดความสงสัยจ้าวหยวนเช่อนั้นช่างมีอนาคตก้าวไกลจริง ๆทว่าคนที่ได้เสวยสุข ย่อมไม่มีทางเป็นนางจ้าวหยวนเช่อออกไปราวหนึ่งชั่วยามยามที่เขากลับมา เจียงโย่วหนิงกำลังช่วยสวี่ลิ่วเจี่ยเตรียมอาหารกลางวันอยู่ในห้องครัว“ข้ากลับมาแล้ว”จ้าวหยวนเช่อเดินมาถึงหน้าประตูห้องครัวและปรายตามองนางแวบหนึ่งเจียงโย่วหนิงสุมไฟอยู่หน้าเตา เมื่อได้ยินเสียงจึงหันขวับไปรับคำเขาออก

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 6

    “เจ้าช่างมีน้ำใจ มานั่งกับข้าตรงนี้มา”นางหานยิ้มพร้อมกวักมือเรียกเจียงโย่วหนิง ส่งสัญญาณให้นางมานั่งลงข้างตัวเองตอนนี้อยู่ข้างนอก ต้องดีกับเจียงโย่วหนิงหน่อย จะได้สร้างชื่อเสียงดีงามให้ตัวเองด้วยเจียงโย่วหนิงเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย แล้วยื่นล่วมยาให้หมอจางหมอจางสบตากับนางแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 5

    “โย่วหนิง? ไปไหนแล้วล่ะ?”นางหานเดินมาหลังฉากกั้น“ท่านแม่ ท่านอย่าเข้ามาเจ้าค่ะ ข้าไม่ระวังทำน้ำนมเลอะตัว กำลังเช็ดอยู่เจ้าค่ะ”ภายใต้ความคับขัน เจียงโย่วหนิงรีบหาข้ออ้าง ฝ่ามือชื้นไปด้วยเหงื่อนางหานได้ยินดังนั้นจึงหยุดฝีเท้า ถามนาง “พี่ชายเจ้าล่ะ?”เจียงโย่วหนิงหันมองจ้าวหยวนเช่อ ในดวงตาคือค

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 4

    นางหานชำเลืองมองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่งหางตาเจียงโย่วหนิงเห็นจ้าวหยวนเช่อเงยหน้า เหมือนจะมองมาทางนี้เช่นกันนางแสร้งทำใจเย็น คีบขนมพุทราขึ้นมาใหม่แล้ววางหน้าตัวเอง แล้วกัดคำเล็กไปหนึ่งคำจืดชืดราวกับเคี้ยวขี้ผึ้งเหตุใดนางหานจึงถามเช่นนี้กะทันหัน? ไม่ได้ตั้งใจหรือ? หรือดูบางอย่างออก จึงจงใจเหยียด

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 3

    เมื่อเดินตามร่างสูงใหญ่ของจ้าวหยวนเช่อที่อยู่ข้างหน้าออกจากศาลบรรพบุรุษ นางถึงพบว่าด้านนอกฝนตกแล้วฝนพรำโปรยปราย ความเปียกชื้นที่เจือความเย็นพัดมา ทำให้นางอดตัวสั่นไม่ได้“นายท่าน”ด้านข้าง ชิงเจี้ยนที่ติดตามจ้าวหยวนเช่อมาหลายปียื่นร่มกระดาษไขให้คันหนึ่งจ้าวหยวนเช่อกางร่มออก ปรายตาส่งสัญญาณให้เ

続きを読む
無料で面白い小説を探して読んでみましょう
GoodNovel アプリで人気小説に無料で!お好きな本をダウンロードして、いつでもどこでも読みましょう!
アプリで無料で本を読む
コードをスキャンしてアプリで読む
DMCA.com Protection Status