Masuk“ข้าบอกแล้วว่าเขาไม่เป็นอะไร เหตุใดเจ้าจึงไม่เชื่อข้าบ้างเล่า?”เซี่ยหวยอวี่หันกายกลับมา น้ำเสียงเจือความจนใจอยู่บ้าง“ท่านให้คนตั้งมากมายไปรุมล้อมโจมตีเขาเช่นนั้น ยังจะกล้าพูดอีกหรือว่าเขาจะไม่เป็นอะไร?”เจียงโย่วหนิงไม่มีทางเชื่อคำพูดของเขาเลยแม้แต่น้อย“โธ่ แม่ทูนหัวของข้า คนของข้ารวมตัวข้าด้วยมีเพียงสี่คนเท่านั้น พอข้าจากมาพวกเขาก็ถอยร่นกันหมดแล้ว ส่วนคนที่เหลือที่ล้อมเขาเอาไว้ล้วนเป็นคนขององค์รัชทายาทต่างหาก ข้าถูกปรักปรำนะ”เซี่ยหวยอวี่เอ่ยอธิบายกับนางด้วยความระอาใจเล็กน้อย“ข้าไม่สน ข้าจะกลับไป”ไม่ว่าเขาจะพูดสิ่งใด เจียงโย่วหนิงก็มีเพียงประโยคนี้ตอกกลับไปเท่านั้น“บนร่างข้ามีบาดแผลใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว ไปทำแผลในถ้ำกันก่อนเถิด จากนั้นข้าค่อยไปส่งเจ้ากลับ ดีหรือไม่?”เซี่ยหวยอวี่เอ่ยเกลี้ยกล่อมนาง พลางฉวยโอกาสคว้าข้อมือของนางเอาไว้“ท่านเลิกหลอกลวงผู้คนได้แล้ว!”เจียงโย่วหนิงสะบัดมือกลับอย่างแรง ทว่ากลับไม่อาจสลัดหลุดจากเขาได้อย่างที่คิด“ข้าจะหลอกเจ้าไปทำไมกัน เจ้าลองคลำบาดแผลของข้าดูสิ”เซี่ยหวยอวี่ดึงมือของนางเข้าไปหา ก่อนจะกดลงบนเอวของตนเองสัมผัสที่ปลายนิ้วชื้นแฉะ
ท่ามกลางความมืดมิด เจียงโย่วหนิงถูกคนอุ้มเดินลัดเลาะไปตามป่ารกชัฏ เสียงการต่อสู้ถูกผืนป่าทึบสกัดกั้นเอาไว้จนหมดสิ้นยามที่คนผู้นั้นอุ้มนางเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ เสียงปะทะห้ำหั่นก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากโสตประสาทลูกธนูในมือถูกคนผู้นี้แย่งชิงไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าถูกโยนทิ้งไปที่ใด“ปล่อยข้านะ...”นางกัดฟันดิ้นรนสุดชีวิต สองมือข่วนเปะปะ หมายจะตะปบเข้าที่ใบหน้าของเขาเวลานี้ความหวาดกลัวเกาะกุมจิตใจนางจนแทบสิ้นหวัง ไม่มีแก่ใจแม้แต่จะร้องไห้ ในหัวคิดเพียงหาวิธีดิ้นหลุดจากคนผู้นี้ เพื่อกลับไปดูว่าจ้าวหยวนเช่อเป็นอย่างไรบ้างนางรู้ดีว่าดวงตาคือจุดที่เปราะบางที่สุดของมนุษย์ ขอเพียงข่วนตาคนผู้นี้จนบอด เขาย่อมต้องปล่อยนางอย่างแน่นอน“ซี๊ด…”จังหวะก้าวเดินที่ราบรื่นแต่เดิมของเซี่ยหวยอวี่ พลันปั่นป่วนเพราะการดิ้นรนขัดขืนอย่างไม่ยอมลดละของนาง จนเกือบจะสะดุดรากไม้ที่คดเคี้ยวล้มคว่ำเขาซวนเซไปหลายก้าว เหยียบย่ำลงบนกิ่งไม้แห้งและใบไม้ผุพังบนพื้นจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ ฝีเท้าที่เคยก้าวฉับไวก็พลันช้าลง“อาหนิง ข้าเอง! อย่าลงมือหนักนักสิ”เขาแหงนหน้าหลบกรงเล็บของเจียงโย่วหนิงที่ตวัดมาอีกระลอก ก่อนจะเอ
ไม่ใช่ว่าชอบจูบอาหนิงของเขาหรืออย่างไร?ไฉนจึงไม่จูบต่อเล่า?คนในมือของพี่สะใภ้องค์รัชทายาทผู้นี้มีไม่น้อย จู่โจมเข้ามาพร้อมกันมากมายเพียงนี้ มากพอที่จะทำให้จ้าวหยวนเช่อต้องรับมือไปพักใหญ่เลยทีเดียวจ้าวหยวนเช่อมีวรยุทธ์ล้ำเลิศแม้จะต้องคอยปกป้องเจียงโย่วหนิงที่อยู่เบื้องหลัง ทว่าคนทั้งเจ็ดแปดคนนั้นก็ยังมิใช่คู่ต่อสู้ของเขาอยู่ดีผ่านไปเพียงชั่วจิบชา ก็มีคนล้มลงไปแล้วสองสามคน“ร้ายกาจไม่เบา ข้าจะไปลองเชิงเขาสักหน่อย”เซี่ยหวยอวี่ดึงผ้าคาดสีดำที่ห้อยอยู่ตรงอกขึ้นมาปิดบังใบหน้า“องค์ชาย ข้าน้อยพากำลังคนไปเองก็พอแล้วขอรับ ท่านอย่าไปเลย อันตรายเกินไป!”หนานเฟิงรีบดึงเขาเอาไว้ กระบี่ไร้ตา เขาไม่กล้าปล่อยให้องค์ชายของตนไปเสี่ยงอันตรายเป็นแน่เขาสวมผ้าปิดหน้าสีดำเช่นเดียวกัน การแต่งกายล้วนดูไม่ต่างจากกลุ่มคนที่กำลังลงมือกับจ้าวหยวนเช่อเลยแม้แต่น้อยระหว่างที่จ้าวหยวนเช่อกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับคนกลุ่มนั้น หางตาก็เหลือบไปเห็นอีกสี่คนถืออาวุธแหลมคมพุ่งเข้ามาร่วมวงต่อสู้เจียงโย่วหนิงหลบอยู่ด้านหลังจ้าวหยวนเช่อ นางเห็นเพียงคมมีดปลิวว่อนอยู่เบื้องหน้า กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเตะจมูกน
“ข้าทำเอง…”ร่างของเจียงโย่วหนิงเกร็งเขม็ง นางยกมือขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ หมายจะผลักเขาออกไปจ้าวหยวนเช่อพลันก้มศีรษะลงมา ประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากของนางแผ่วเบา“ข้าจะให้ชิงหลิวพาคนจำนวนหนึ่งมาคอยคุ้มกันเจ้าอยู่ที่ตีนเขา เจ้าอย่าได้เดินเพ่นพ่านไปทั่ว”เขากำชับนาง“ไม่เป็นไร ข้าอยู่คนเดียวได้”เจียงโย่วหนิงเบือนใบหน้าที่แดงก่ำหนี เอ่ยปฏิเสธเสียงเบาเรื่องของเหมืองแร่มิใช่เรื่องเล็กน้อยคนขององค์รัชทายาทย่อมต้องทุ่มสุดกำลัง และต่อสู้อย่างถวายหัวเป็นแน่เดิมทีกำลังคนข้างกายจ้าวหยวนเช่อก็มีไม่มากพออยู่แล้ว หากนางยังแบ่งตัวชิงหลิวมาอีก เขาจะต้องตกอยู่ในอันตรายหลายวันมานี้ พวกเขาใช้เวลาอยู่ด้วยกันทุกวันทว่าเขากลับไม่เคยแสดงท่าทีใกล้ชิดกับนางถึงเพียงนี้มาก่อนบัดนี้เมื่อถึงคราวต้องแยกจากกัน เขากลับจุมพิตนางกะทันหัน นี่... นี่แปลว่าเขาก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์เหมือนนางอย่างนั้นหรือ?เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ นางก็ส่ายหน้าเบา ๆ เพื่อไม่ให้ตนเองคิดฟุ้งซ่านไปไกลจะเป็นไปได้อย่างไร?ในเมื่อทุกถ้อยคำของเขาล้วนมีแต่ซูอวิ๋นชิงเซี่ยหวยอวี่คาบก้านหญ้าเส้นเล็กไว้ในปาก เร้นกายอยู่หลังพุ่มไม้ เขา
เสียงนั้นคล้ายกับเสียงร้องของนกชนิดใดชนิดหนึ่ง แหลมเล็กจนสามารถดังกังวานออกไปได้ไกลลิบเจียงโย่วหนิงกินเนื้อกระต่ายตากแห้งหมดไปสองชิ้น ชิงเจี้ยนก็มาถึงพอดี“นายท่าน คุณหนู”ชิงเจี้ยนประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม“ยามค่ำคืนหากแนบหูฟังที่โขดหิน จะได้ยินเสียงเคาะสะท้อนมา เหมืองแร่ไม่น่าจะอยู่ไกลจากที่นี่นัก” จ้าวหยวนเช่อเอ่ยสั่งการเขาโดยตรง “เจ้าจงนำคนตามรอยเสียงนั้นไปสืบดูเถิด ว่าเหมืองแร่นั้นอยู่ที่ใดกันแน่ ภายในมีสถานการณ์เป็นเช่นไร หากได้เบาะแสให้รีบมารายงานทันที นอกจากนี้จงส่งสาส์นกลับไปกราบทูลฝ่าบาทถึงเรื่องราวทางนี้ เพื่อให้พระองค์ทรงส่งกำลังคนมาเพิ่ม”มังกรที่ว่าเก่งกาจ ก็ยังไม่อาจข่มงูเจ้าถิ่นได้กำลังคนที่เขาพามาด้วยนั้นมีไม่เพียงพอ“ขอรับ”ชิงเจี้ยนก้มหน้ารับคำ ก่อนที่ร่างจะเร้นกายหายลับเข้าไปในพงไพรในชั่วพริบตาช่วงหลายวันหลังจากนั้น จ้าวหยวนเช่อพาเจียงโย่วหนิงเดินลัดเลาะไปตามหุบเขา คอยสอนนางยิงธนูและล่าสัตว์อยู่เสมอเจียงโย่วหนิงเองก็โยนความกลัดกลุ้มทิ้งไปชั่วคราว และเพลิดเพลินไปกับช่วงเวลาเหล่านั้นกระทั่งถึงยามโพล้เพล้ของวันหนึ่ง“มือยังเจ็บอยู่หรือไม่?”จ้าวหยวนเ
ยามที่นางกำลังง่วนอยู่กับงาน เขาก็นำกิ่งไม้สดมาปิดบังปากถ้ำเอาไว้เรียบร้อยแล้ว“นอนเถิด พรุ่งนี้เช้าก็ดีขึ้นแล้ว”จ้าวหยวนเช่อนั่งพิงผนังถ้ำ ด้านล่างปูรองด้วยใบไม้อ่อนนุ่ม ก่อนจะส่งสายตาเรียกให้นางเข้าไปหาเจียงโย่วหนิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าสุดท้ายก็ยอมเดินเข้าไปนั่งพิงแนบชิดข้างกายเขาภายในใจนางนึกค่อนขอดตนเองพอเขาเรียกนางก็รีบมา ช่างไม่เอาไหนเลยจริง ๆทว่าเมื่ออยู่กลางป่าเขาเยี่ยงนี้ หากไม่ได้อิงแอบเขา นางก็มิกล้าข่มตาหลับลงเลยแม้แต่น้อยจ้าวหยวนเช่อวาดวงแขนโอบกอดนางเอาไว้อย่างเป็นธรรมชาติ แล้วพานางล้มตัวลงนอนนางหนุนท่อนแขนของเขา สัมผัสได้ว่าเขานำเสื้อคลุมตัวนอกมาห่มคลุมร่างกายนางไว้เจียงโย่วหนิงหลับตาลงอย่างช้า ๆข้างหูแว่วเพียงเสียงกองไฟแตกปะทุแผ่วเบาผสานกับเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอของเขา บรรยากาศช่างเงียบสงบและอบอุ่นภาพบรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางแม้แต่ในความฝันก็ยังมิกล้าคิดฝัน ทว่าบัดนี้กลับเกิดขึ้นจริงเสียแล้วนางถึงขั้นเกิดความคิดเพ้อฝันขึ้นมาวูบหนึ่งหากกาลเวลาสามารถหยุดนิ่งอยู่เพียงชั่วขณะนี้ ให้พวกเขาสองคนได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในป่าเขานี้ตลอดไป มิต
“ไม่กลัวถูกขังในศาลบรรพบุรุษ แล้วกลัวไม้ตีมือหรือไม่?”จ้าวหยวนเช่อมือไพล่หลังเดินออกมาจากหลังฉากกั้น ดวงตาใสกระจ่างจ้องจ้าวเชียนหัว แววตาแผ่ซ่านความเยือกเย็น“ท่านซื่อจื่อ!”สาวใช้บ่าวหญิงเฒ่าคุกเข่าเต็มพื้นเจียงโย่วหนิงหน้าซีดจ้องมองจ้าวหยวนเช่อ ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แม้เขาจะไม่อยู่ในต
เจียงโย่วหนิงไม่มีเวลาคิดว่าเขาเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด ยื่นมือคิดจะปิดประตูแล้ววิ่งหนี แต่ช่วยไม่ได้ขาสองข้างไม่เอาไหน ไม่ฟังคำสั่งนางสักนิด ก้าวไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว“เข้ามา”จ้าวหยวนเช่อไม่หันหลัง แต่เหมือนมองเห็นการกระทำของนางเจียงโย่วหนิงกลัวถูกคนจับได้ เลยก้มหน้าเดินเข้าห้องด้านใน แล้วถามเสียง
“เจ้าช่างมีน้ำใจ มานั่งกับข้าตรงนี้มา”นางหานยิ้มพร้อมกวักมือเรียกเจียงโย่วหนิง ส่งสัญญาณให้นางมานั่งลงข้างตัวเองตอนนี้อยู่ข้างนอก ต้องดีกับเจียงโย่วหนิงหน่อย จะได้สร้างชื่อเสียงดีงามให้ตัวเองด้วยเจียงโย่วหนิงเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย แล้วยื่นล่วมยาให้หมอจางหมอจางสบตากับนางแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้
นางหานชำเลืองมองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่งหางตาเจียงโย่วหนิงเห็นจ้าวหยวนเช่อเงยหน้า เหมือนจะมองมาทางนี้เช่นกันนางแสร้งทำใจเย็น คีบขนมพุทราขึ้นมาใหม่แล้ววางหน้าตัวเอง แล้วกัดคำเล็กไปหนึ่งคำจืดชืดราวกับเคี้ยวขี้ผึ้งเหตุใดนางหานจึงถามเช่นนี้กะทันหัน? ไม่ได้ตั้งใจหรือ? หรือดูบางอย่างออก จึงจงใจเหยียด







