แชร์

บทที่ 6

ผู้เขียน: มู่เฉิงซินสวี่
“เจ้าช่างมีน้ำใจ มานั่งกับข้าตรงนี้มา”

นางหานยิ้มพร้อมกวักมือเรียกเจียงโย่วหนิง ส่งสัญญาณให้นางมานั่งลงข้างตัวเอง

ตอนนี้อยู่ข้างนอก ต้องดีกับเจียงโย่วหนิงหน่อย จะได้สร้างชื่อเสียงดีงามให้ตัวเองด้วย

เจียงโย่วหนิงเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย แล้วยื่นล่วมยาให้หมอจาง

หมอจางสบตากับนางแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้าอย่างยากจะจับสังเกต

เขารู้สภาวะของเจียงโย่วหนิงดี ย่อมไม่เปิดโปงนาง มือของเขาวางไว้บนเส้นชีพจรของนางหาน เริ่มตรวจอาการให้นาง

เจียงโย่วหนิงนั่งลงข้างนางหานอย่างกระวนกระวาย มุมนี้มองเห็นสถานการณ์หลังฉากกั้นพอดี

จ้าวหยวนเช่อนั่งอยู่ข้างโต๊ะ วางมือหนึ่งไว้บนโต๊ะ ท่าทางผ่อนคลาย ทว่าก็ยังดูสูงส่งสุขุม สง่างามไร้ราคีย์ เขามองดูเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเย็นชา ไม่รู้ว่ามองนอกหน้าต่าง หรือมองแม่นางตรงหน้า

เจียงโย่วหนิงเห็นเขาไม่ชำเลืองมอง เหมือนไม่สนใจที่นางเข้ามา มือที่กำแน่นถึงได้คลายออก

อีกด้านของโต๊ะ คุณหนูสามสกุลหวังกำลังพูดคุยกับจ้าวหยวนเช่อ

“วันที่ซื่อจื่อชนะศึกกลับมา ข้าเห็นจากบนตึกแล้ว ท่านช่างน่าเกรงขามจริง ๆ ทุกคนล้วนวิจารณ์ ต่างบอกว่าท่านคือวีรบุรุษแห่งยุคผู้ยิ่งใหญ่”

น้ำเสียงนางใสกังวาน เป็นคนร่าเริง ดวงตาเรียวแก้มแดงระเรื่อ ผิวขาวดุจหิมะ สมกับเป็นคนงาม บนใบหน้ามีความขวยเขินอย่างหญิงสาวบางส่วน ดวงตาที่มองจ้าวหยวนเช่อเป็นประกาย คือความยินดีที่ปิดไม่มิด

จ้าวหยวนเช่อพยักหน้าเบา ๆ “คุณหนูหวังชมเกินไปแล้ว”

เจียงโย่วหนิงเม้มปาก คิดว่าวันที่จ้าวหยวนเช่อชนะศึกกลับมา คุณหนูสามสกุลหวังก็ถูกใจเขาแล้ว

ฐานะคู่ควร เป็นผลดีต่อการงาน คิดว่าจ้าวหยวนเช่อน่าจะตอบตกลงเช่นกัน

การหมั้นหมายนี้น่าจะสำเร็จแล้ว

“เยี่ยนหลิงบ้านข้าชอบวีรบุรุษในนิยายมาตั้งแต่เด็ก วันนี้ถือว่าได้เห็นตัวจริงสักที”

นางเฉียวฮูหยินราชครูนั่งอยู่ข้างลูกสาว ยิ้มแล้วมองลูกสาวแวบหนึ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเอ็นดู

นางเอ่ยชื่อลูกสาวออกมา

เล็บเจียงโย่วหนิงจิกชายเสื้อเอาไว้ จนปลายนิ้วรู้สึกเจ็บ ด้วยเหตุนี้จะเห็นได้ว่านางเฉียวก็ถูกใจการหมั้นในครั้งนี้เหมือนกัน มิเช่นนั้นชื่อของหญิงสาวย่อมไม่บอกคนนอกง่าย ๆ

“ฮูหยินมีอาการใจสั่นเล็กน้อย ไม่อันตราย ยามปกติอย่าหักโหมเกินไป ยาเม็ดนี้ หากรู้สึกไม่สบายหน้าอกให้กินหนึ่งเม็ด จะช่วยบรรเทาได้”

หมอจางหยิบขวดยาเม็ดออกมาแล้วยื่นให้

เจียงโย่วหนิงได้สติ รีบรับมา “ข้าจะรับใช้ท่านแม่กินยาเจ้าค่ะ”

ระหว่างที่นางพูด เปิดฝาขวดแล้วเทยาสีน้ำตาลออกมาหนึ่งเม็ด วางไว้ในฝ่ามือนางหาน แล้วหันไปรินน้ำ

เฝิงมามาบ่าวคนสนิทของนางหานรินน้ำชาไว้หนึ่งถ้วยแล้ว ยื่นให้ด้วยสองมือ

เจียงโย่วหนิงไม่ลังเล ยื่นมือไปรับมา วินาทีที่นิ้วมือสัมผัสถ้วยชา เกิดความร้อนวูบวาบ

นางถึงได้สังเกตว่าสิ่งที่เฝิงมามารินคือน้ำเดือด

ปลายนิ้วปวดหนึบ นางอยากโยนถ้วยชาทิ้งตามสัญชาตญาณ แต่เพียงชั่ววินาทีก็หยุด... หากโยนออกไป ต้องไปรบกวนสองคนที่กำลังดูตัวอยู่หลังฉากกั้นแน่

นางเก็บมือกลับมา รีบเดินไปข้างโต๊ะแล้ววางถ้วยน้ำชาลง น้ำเดือดกระเซ็นไปโดนหลังมือนางเล็กน้อย ท้องนิ้วถูกลวกจนเจ็บ

“ซี้ด...”

นางสูดลมหายใจเข้า แต่ก็อดกลั้นไว้ไม่ยอมส่งเสียง เจ็บจนน้ำตาคลอเบ้า

ยังดีที่นางว่องไวมากพอ จึงโดนลวกไม่รุนแรงนัก

“คุณหนูเจียงไม่เป็นไรนะเจ้าคะ? โทษบ่าวที่ไม่ระวังเอง ทำไมถึงเทน้ำเดือดนะ?”

เฝิงมามาเข้าไปสอบถามเสียงค่อย ดูเหมือนตำหนิตัวเอง แต่ข้างในกลับสะใจมาก

ท่านซื่อจื่อเพิ่งกลับมา เจียงโย่วหนิงก็ตามไปฟ้อง จะเอาทั้งเสื้อผ้าเครื่องประดับ จะเอาเรือนฝูหรงอีก นางคู่ควรหรือ?

นางหานกวาดมองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่ง “ไม่เป็นไรกระมัง? เฝิงมามาไม่ได้ตั้งใจ”

เจียงโย่วหนิงหลุบตาลงพร้อมส่ายหน้า

เฝิงมามาเป็นคนสนิทของนางหาน สิ่งที่ทำล้วนเป็นสิ่งที่นางหานไม่สะดวกทำ อย่างเฝิงมามาจะให้นางหานกินยาด้วยน้ำเดือดหรือ? ยังบอกว่าไม่จงใจอีก

เพียงแต่รู้ว่านางคงไม่ว่าอะไร จึงจงใจเล่นงานนาง

นางหานกินยาเม็ดเข้าไป

เจียงโย่วหนิงกำลังจะเอ่ยลา กลิ่นหอมหนึ่งพลันโชยมา สองมือควงแขนนางเอาไว้

“เจ้าก็คือน้องหญิงสามสกุลจ้าวกระมัง?”

หวังเยี่ยนหลิงมองนางอย่างยิ้มแย้ม

เจียงโย่วหนิงดึงแขนกลับมา กำลังจะอธิบาย พลันได้ยินนางหานด้านข้างกล่าว “เยี่ยนหลิง นี่คือเจียงโย่วหนิงลูกเลี้ยงของบ้านเรา ไม่ใช่จ้าวเชียนหัวลูกสาวคนที่สามของข้า”

หวังเยี่ยนหลิงรีบคลายมือทันที พร้อมกับแอบบ่นพึมพำว่า ‘อัปมงคล’ แล้วถอยห่างไปด้านข้างหลายก้าวอย่างรังเกียจ

เจียงโย่วหนิงมองท่าทางเอาแต่ใจของนาง กลับดูคล้ายจ้าวเชียนหัวอยู่บ้าง ล้วนถูกที่บ้านตามใจจนเสียคน

หากทั้งสองคนเป็นพี่สะใภ้กับน้องสามี ไม่รู้ว่าจะเป็นภาพอย่างใด?

จ้าวหยวนเช่อเดินออกมาจากหลังฉากกั้น กวาดมองหลังมือเจียงโย่วหนิงที่ถูกลวกจนแดง สายตายิ่งเยือกเย็น

“ควรปักปิ่นได้แล้วกระมัง?”

นางหานรีบลุกขึ้นยืน ยิ้มแล้วกล่าว

หากการดูตัวเป็นที่พอใจ ฝ่ายชายจะปักปิ่นให้ฝ่ายหญิง การหมั้นหมายถือว่าเสร็จสิ้น

ช่วงเวลาอย่างนี้ หากเอ่ยปากขอตัวจากไป ย่อมไม่เหมาะสม เจียงโย่วหนิงก้มหน้าแล้วถอยไปหลบที่มุม พยามยามลดความมีตัวตนของตัวเอง

ความเจ็บปวดที่หลังมือเทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดในใจ แต่ก็แอบดีใจ เมื่อจ้าวหยวนเช่อกำหนดการหมั้นหมาย ก็ไม่เกี่ยวข้องกับนางอย่างสิ้นเชิง ต่อไปนางไม่ต้องอกสั่นขวัญแขวนอีกแล้ว

ดีมากที่เป็นเช่นนี้

หวังเยี่ยนหลิงได้ยินคำพูดของนางหาน ก็แอบมองจ้าวหยวนเช่ออย่างเหนียมอาย

สายตาของทุกคนมองไปที่จ้าวหยวนเช่อ

จ้าวหยวนเช่อขมวดคิ้วเล็กน้อย ท่าทีเพิกเฉย

ราวกับไม่ได้ยินคำพูดของนางหาน

บรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาบ้าง

นางเฉียวเห็นดังนั้นจึงยิ้มแล้วกล่าว “ไม่ต้องรีบร้อนปักปิ่นหรอก ตอนนี้ในเมืองหลวงนิยมให้เด็กสองคนทำความรู้จักกันก่อน หากรู้สึกเหมาะสมกันค่อยปักปิ่นดีหรือไม่?”

นางกลัวจ้าวหยวนเช่อจะปฏิเสธ จึงถอยก่อนหนึ่งก้าว วันนี้ตอนออกมา นายท่านกำชับไว้แล้ว จ้าวหยวนเช่อมีอนาคตยาวไกล การหมั้นหมายครั้งนี้ต้องสำเร็จ

“ก็ดี” นางหานไหลไปตามน้ำ ก่อนจะเรียนเชิญอย่างกระตือรือร้น “นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว อย่างไรไปทานอาหารด้วยกันที่ภัตตาคารดีกว่า”

นางเฉียวตอบรับอย่างดีใจ

เจียงโย่วหนิงหาโอกาส บอกนางหานสักคำ แล้วเดินย้อนกลับไป

ขณะที่กำลังจะก้าวจากเรือสำราญขึ้นฝั่ง ทันใดนั้นได้ยินเสียงร้องตกใจด้านหลัง

“ตายแล้ว!”

เจียงโย่วหนิงได้ยินจึงหันหลังมอง

ไม่รู้ว่าเฝิงมามาตกลงไปในน้ำได้อย่างไร ตอนนี้กำลังลอยคอร้อง “ช่วยด้วย”

พวกคนเรือได้ยินจึงรีบมา ใช้ไม้พายคอยช่วยอยู่ด้านข้าง

เฝิงมามาถูกช่วยขึ้นมาแล้ว ในปากบอกว่า “มีคนผลักข้า” แต่ถามนางว่าใครนางก็พูดไม่ออก

เจียงโย่วหนิงมองดูแล้วยิ้ม เฝิงมามาถือว่าทำชั่วได้ชั่ว นางหมุนตัวเตรียมจะเดินไปข้างหน้าต่อ

หลังมือยังปวดอยู่ ต้องรีบกลับไปทายาที่โรงหมอ

“คุณหนูเจียง”

ขณะนี้ชิงหลิวตามมา

เขาเป็นลูกน้องอีกคนของจ้าวหยวนเช่อ ต่างจากนิสัยสุขุมของชิงเจี้ยน เขานิสัยโลดโผนกว่า

เจียงโย่วหนิงเงยหน้ามองเขา “มีธุระหรือ?”

“นายท่านให้ข้าไปเอามาให้ท่าน”

ชิงหลิวยัดของในมือใส่นางโดยตรง

เจียงโย่วหนิงเตรียมจะปฏิเสธ แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก เขาก็หายไปแล้ว

นางก้มหน้ามองสิ่งที่อยู่ในมือ

เป็นน้ำมันพังพอน ใช้รักษาแผลโดนลวก

นางอึ้งไปชั่วขณะ

จ้าวหยวนเช่อพูดคุยกับหวังเยี่ยนหลิงหลังฉากกั้น แล้วสังเกตเห็นว่ามือนางโดนลวกตั้งแต่เมื่อใด?

พอกลับไปถึงโรงหมอ นางยุ่งจนถึงยามโพล้เพล้ค่อยกลับจวนเจิ้นกั๋วกง

เพิ่งย้ายมาเรือนฝูหรง สิ่งของมากมายยังกองไว้ในห้องไม่ได้จัดเก็บให้เข้าที่

เจียงโย่วหนิงไม่พักผ่อน ช่วยฟางเฟยจัดเก็บพร้อมกัน

มีแต่ตอนงานยุ่งเท่านั้น นางถึงจะไม่มีเวลาไปคิดฟุ้งซ่านในสิ่งที่ไม่สมควรคิด

“วันนี้คุณหนูห้ามาเจ้าค่ะ บอกว่าคุณหนูสามไม่พอใจที่ท่านย้ายมาอยู่เรือนฝูหรง จะคิดบัญชีกับท่าน บอกให้ท่านระวังตัวหน่อย”

ฟางเฟยพูดขณะที่มือก็พับผ้า

มือเจียงโย่วหนิงหยุดไปชั่วครู่ แต่ไม่ว่าอะไร

ทั่วทั้งจวนเจิ้นกั๋วกง คนเพียงหนึ่งเดียวที่ดีกับนาง คงมีแค่คุณหนูห้าจ้าวเยว่ไป๋เท่านั้นกระมัง

ฟางเฟยมองออกไปข้างนอกทางหน้าต่าง “ยัยเด็กบ้าฟู่อวี้นั่น ไม่รู้หายไปไหนอีกแล้ว ไม่รู้จักมาช่วยเก็บเลย”

“ไม่ต้องสนใจนาง พวกเราเก็บกันเอง” เจียงโย่วหนิงไม่ถือสา

ยังดีที่ฟู่อวี้กลับมาหลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม

นายบ่าวสามคนช่วยกันเก็บอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็จัดเก็บสิ่งของทุกอย่างจนเข้าที่

ฟ้ามืดแล้ว

หลังจากเจียงโย่วหนิงป้อนข้าวอู๋มามาแล้ว พอเปิดประตูห้องด้านในร่างกายนิ่งไปฉับพลัน ก่อนจะถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว

กลางห้องด้านใน จ้าวหยวนเช่อยืนหันหลัง มือไพล่หลังให้นาง

สงบนิ่งมั่นคง สูงส่งเป็นสง่า

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 426

    “ข้าบอกแล้วว่าเขาไม่เป็นอะไร เหตุใดเจ้าจึงไม่เชื่อข้าบ้างเล่า?”เซี่ยหวยอวี่หันกายกลับมา น้ำเสียงเจือความจนใจอยู่บ้าง“ท่านให้คนตั้งมากมายไปรุมล้อมโจมตีเขาเช่นนั้น ยังจะกล้าพูดอีกหรือว่าเขาจะไม่เป็นอะไร?”เจียงโย่วหนิงไม่มีทางเชื่อคำพูดของเขาเลยแม้แต่น้อย“โธ่ แม่ทูนหัวของข้า คนของข้ารวมตัวข้าด้วยมีเพียงสี่คนเท่านั้น พอข้าจากมาพวกเขาก็ถอยร่นกันหมดแล้ว ส่วนคนที่เหลือที่ล้อมเขาเอาไว้ล้วนเป็นคนขององค์รัชทายาทต่างหาก ข้าถูกปรักปรำนะ”เซี่ยหวยอวี่เอ่ยอธิบายกับนางด้วยความระอาใจเล็กน้อย“ข้าไม่สน ข้าจะกลับไป”ไม่ว่าเขาจะพูดสิ่งใด เจียงโย่วหนิงก็มีเพียงประโยคนี้ตอกกลับไปเท่านั้น“บนร่างข้ามีบาดแผลใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว ไปทำแผลในถ้ำกันก่อนเถิด จากนั้นข้าค่อยไปส่งเจ้ากลับ ดีหรือไม่?”เซี่ยหวยอวี่เอ่ยเกลี้ยกล่อมนาง พลางฉวยโอกาสคว้าข้อมือของนางเอาไว้“ท่านเลิกหลอกลวงผู้คนได้แล้ว!”เจียงโย่วหนิงสะบัดมือกลับอย่างแรง ทว่ากลับไม่อาจสลัดหลุดจากเขาได้อย่างที่คิด“ข้าจะหลอกเจ้าไปทำไมกัน เจ้าลองคลำบาดแผลของข้าดูสิ”เซี่ยหวยอวี่ดึงมือของนางเข้าไปหา ก่อนจะกดลงบนเอวของตนเองสัมผัสที่ปลายนิ้วชื้นแฉะ

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 425

    ท่ามกลางความมืดมิด เจียงโย่วหนิงถูกคนอุ้มเดินลัดเลาะไปตามป่ารกชัฏ เสียงการต่อสู้ถูกผืนป่าทึบสกัดกั้นเอาไว้จนหมดสิ้นยามที่คนผู้นั้นอุ้มนางเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ เสียงปะทะห้ำหั่นก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากโสตประสาทลูกธนูในมือถูกคนผู้นี้แย่งชิงไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าถูกโยนทิ้งไปที่ใด“ปล่อยข้านะ...”นางกัดฟันดิ้นรนสุดชีวิต สองมือข่วนเปะปะ หมายจะตะปบเข้าที่ใบหน้าของเขาเวลานี้ความหวาดกลัวเกาะกุมจิตใจนางจนแทบสิ้นหวัง ไม่มีแก่ใจแม้แต่จะร้องไห้ ในหัวคิดเพียงหาวิธีดิ้นหลุดจากคนผู้นี้ เพื่อกลับไปดูว่าจ้าวหยวนเช่อเป็นอย่างไรบ้างนางรู้ดีว่าดวงตาคือจุดที่เปราะบางที่สุดของมนุษย์ ขอเพียงข่วนตาคนผู้นี้จนบอด เขาย่อมต้องปล่อยนางอย่างแน่นอน“ซี๊ด…”จังหวะก้าวเดินที่ราบรื่นแต่เดิมของเซี่ยหวยอวี่ พลันปั่นป่วนเพราะการดิ้นรนขัดขืนอย่างไม่ยอมลดละของนาง จนเกือบจะสะดุดรากไม้ที่คดเคี้ยวล้มคว่ำเขาซวนเซไปหลายก้าว เหยียบย่ำลงบนกิ่งไม้แห้งและใบไม้ผุพังบนพื้นจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ ฝีเท้าที่เคยก้าวฉับไวก็พลันช้าลง“อาหนิง ข้าเอง! อย่าลงมือหนักนักสิ”เขาแหงนหน้าหลบกรงเล็บของเจียงโย่วหนิงที่ตวัดมาอีกระลอก ก่อนจะเอ

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 424

    ไม่ใช่ว่าชอบจูบอาหนิงของเขาหรืออย่างไร?ไฉนจึงไม่จูบต่อเล่า?คนในมือของพี่สะใภ้องค์รัชทายาทผู้นี้มีไม่น้อย จู่โจมเข้ามาพร้อมกันมากมายเพียงนี้ มากพอที่จะทำให้จ้าวหยวนเช่อต้องรับมือไปพักใหญ่เลยทีเดียวจ้าวหยวนเช่อมีวรยุทธ์ล้ำเลิศแม้จะต้องคอยปกป้องเจียงโย่วหนิงที่อยู่เบื้องหลัง ทว่าคนทั้งเจ็ดแปดคนนั้นก็ยังมิใช่คู่ต่อสู้ของเขาอยู่ดีผ่านไปเพียงชั่วจิบชา ก็มีคนล้มลงไปแล้วสองสามคน“ร้ายกาจไม่เบา ข้าจะไปลองเชิงเขาสักหน่อย”เซี่ยหวยอวี่ดึงผ้าคาดสีดำที่ห้อยอยู่ตรงอกขึ้นมาปิดบังใบหน้า“องค์ชาย ข้าน้อยพากำลังคนไปเองก็พอแล้วขอรับ ท่านอย่าไปเลย อันตรายเกินไป!”หนานเฟิงรีบดึงเขาเอาไว้ กระบี่ไร้ตา เขาไม่กล้าปล่อยให้องค์ชายของตนไปเสี่ยงอันตรายเป็นแน่เขาสวมผ้าปิดหน้าสีดำเช่นเดียวกัน การแต่งกายล้วนดูไม่ต่างจากกลุ่มคนที่กำลังลงมือกับจ้าวหยวนเช่อเลยแม้แต่น้อยระหว่างที่จ้าวหยวนเช่อกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับคนกลุ่มนั้น หางตาก็เหลือบไปเห็นอีกสี่คนถืออาวุธแหลมคมพุ่งเข้ามาร่วมวงต่อสู้เจียงโย่วหนิงหลบอยู่ด้านหลังจ้าวหยวนเช่อ นางเห็นเพียงคมมีดปลิวว่อนอยู่เบื้องหน้า กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเตะจมูกน

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 423

    “ข้าทำเอง…”ร่างของเจียงโย่วหนิงเกร็งเขม็ง นางยกมือขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ หมายจะผลักเขาออกไปจ้าวหยวนเช่อพลันก้มศีรษะลงมา ประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากของนางแผ่วเบา“ข้าจะให้ชิงหลิวพาคนจำนวนหนึ่งมาคอยคุ้มกันเจ้าอยู่ที่ตีนเขา เจ้าอย่าได้เดินเพ่นพ่านไปทั่ว”เขากำชับนาง“ไม่เป็นไร ข้าอยู่คนเดียวได้”เจียงโย่วหนิงเบือนใบหน้าที่แดงก่ำหนี เอ่ยปฏิเสธเสียงเบาเรื่องของเหมืองแร่มิใช่เรื่องเล็กน้อยคนขององค์รัชทายาทย่อมต้องทุ่มสุดกำลัง และต่อสู้อย่างถวายหัวเป็นแน่เดิมทีกำลังคนข้างกายจ้าวหยวนเช่อก็มีไม่มากพออยู่แล้ว หากนางยังแบ่งตัวชิงหลิวมาอีก เขาจะต้องตกอยู่ในอันตรายหลายวันมานี้ พวกเขาใช้เวลาอยู่ด้วยกันทุกวันทว่าเขากลับไม่เคยแสดงท่าทีใกล้ชิดกับนางถึงเพียงนี้มาก่อนบัดนี้เมื่อถึงคราวต้องแยกจากกัน เขากลับจุมพิตนางกะทันหัน นี่... นี่แปลว่าเขาก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์เหมือนนางอย่างนั้นหรือ?เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ นางก็ส่ายหน้าเบา ๆ เพื่อไม่ให้ตนเองคิดฟุ้งซ่านไปไกลจะเป็นไปได้อย่างไร?ในเมื่อทุกถ้อยคำของเขาล้วนมีแต่ซูอวิ๋นชิงเซี่ยหวยอวี่คาบก้านหญ้าเส้นเล็กไว้ในปาก เร้นกายอยู่หลังพุ่มไม้ เขา

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 422

    เสียงนั้นคล้ายกับเสียงร้องของนกชนิดใดชนิดหนึ่ง แหลมเล็กจนสามารถดังกังวานออกไปได้ไกลลิบเจียงโย่วหนิงกินเนื้อกระต่ายตากแห้งหมดไปสองชิ้น ชิงเจี้ยนก็มาถึงพอดี“นายท่าน คุณหนู”ชิงเจี้ยนประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม“ยามค่ำคืนหากแนบหูฟังที่โขดหิน จะได้ยินเสียงเคาะสะท้อนมา เหมืองแร่ไม่น่าจะอยู่ไกลจากที่นี่นัก” จ้าวหยวนเช่อเอ่ยสั่งการเขาโดยตรง “เจ้าจงนำคนตามรอยเสียงนั้นไปสืบดูเถิด ว่าเหมืองแร่นั้นอยู่ที่ใดกันแน่ ภายในมีสถานการณ์เป็นเช่นไร หากได้เบาะแสให้รีบมารายงานทันที นอกจากนี้จงส่งสาส์นกลับไปกราบทูลฝ่าบาทถึงเรื่องราวทางนี้ เพื่อให้พระองค์ทรงส่งกำลังคนมาเพิ่ม”มังกรที่ว่าเก่งกาจ ก็ยังไม่อาจข่มงูเจ้าถิ่นได้กำลังคนที่เขาพามาด้วยนั้นมีไม่เพียงพอ“ขอรับ”ชิงเจี้ยนก้มหน้ารับคำ ก่อนที่ร่างจะเร้นกายหายลับเข้าไปในพงไพรในชั่วพริบตาช่วงหลายวันหลังจากนั้น จ้าวหยวนเช่อพาเจียงโย่วหนิงเดินลัดเลาะไปตามหุบเขา คอยสอนนางยิงธนูและล่าสัตว์อยู่เสมอเจียงโย่วหนิงเองก็โยนความกลัดกลุ้มทิ้งไปชั่วคราว และเพลิดเพลินไปกับช่วงเวลาเหล่านั้นกระทั่งถึงยามโพล้เพล้ของวันหนึ่ง“มือยังเจ็บอยู่หรือไม่?”จ้าวหยวนเ

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 421

    ยามที่นางกำลังง่วนอยู่กับงาน เขาก็นำกิ่งไม้สดมาปิดบังปากถ้ำเอาไว้เรียบร้อยแล้ว“นอนเถิด พรุ่งนี้เช้าก็ดีขึ้นแล้ว”จ้าวหยวนเช่อนั่งพิงผนังถ้ำ ด้านล่างปูรองด้วยใบไม้อ่อนนุ่ม ก่อนจะส่งสายตาเรียกให้นางเข้าไปหาเจียงโย่วหนิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าสุดท้ายก็ยอมเดินเข้าไปนั่งพิงแนบชิดข้างกายเขาภายในใจนางนึกค่อนขอดตนเองพอเขาเรียกนางก็รีบมา ช่างไม่เอาไหนเลยจริง ๆทว่าเมื่ออยู่กลางป่าเขาเยี่ยงนี้ หากไม่ได้อิงแอบเขา นางก็มิกล้าข่มตาหลับลงเลยแม้แต่น้อยจ้าวหยวนเช่อวาดวงแขนโอบกอดนางเอาไว้อย่างเป็นธรรมชาติ แล้วพานางล้มตัวลงนอนนางหนุนท่อนแขนของเขา สัมผัสได้ว่าเขานำเสื้อคลุมตัวนอกมาห่มคลุมร่างกายนางไว้เจียงโย่วหนิงหลับตาลงอย่างช้า ๆข้างหูแว่วเพียงเสียงกองไฟแตกปะทุแผ่วเบาผสานกับเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอของเขา บรรยากาศช่างเงียบสงบและอบอุ่นภาพบรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางแม้แต่ในความฝันก็ยังมิกล้าคิดฝัน ทว่าบัดนี้กลับเกิดขึ้นจริงเสียแล้วนางถึงขั้นเกิดความคิดเพ้อฝันขึ้นมาวูบหนึ่งหากกาลเวลาสามารถหยุดนิ่งอยู่เพียงชั่วขณะนี้ ให้พวกเขาสองคนได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในป่าเขานี้ตลอดไป มิต

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 8

    “ไม่กลัวถูกขังในศาลบรรพบุรุษ แล้วกลัวไม้ตีมือหรือไม่?”จ้าวหยวนเช่อมือไพล่หลังเดินออกมาจากหลังฉากกั้น ดวงตาใสกระจ่างจ้องจ้าวเชียนหัว แววตาแผ่ซ่านความเยือกเย็น“ท่านซื่อจื่อ!”สาวใช้บ่าวหญิงเฒ่าคุกเข่าเต็มพื้นเจียงโย่วหนิงหน้าซีดจ้องมองจ้าวหยวนเช่อ ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แม้เขาจะไม่อยู่ในต

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 3

    เมื่อเดินตามร่างสูงใหญ่ของจ้าวหยวนเช่อที่อยู่ข้างหน้าออกจากศาลบรรพบุรุษ นางถึงพบว่าด้านนอกฝนตกแล้วฝนพรำโปรยปราย ความเปียกชื้นที่เจือความเย็นพัดมา ทำให้นางอดตัวสั่นไม่ได้“นายท่าน”ด้านข้าง ชิงเจี้ยนที่ติดตามจ้าวหยวนเช่อมาหลายปียื่นร่มกระดาษไขให้คันหนึ่งจ้าวหยวนเช่อกางร่มออก ปรายตาส่งสัญญาณให้เ

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 2

    “ลองเปิดประตูดูสิ”เสียงของนางหานดังขึ้นอีกครั้งได้ยินแบบนั้นในหัวของเจียงโย่วหนิงก็ดังหึ่ง หัวใจหยุดเต้นในพริบตา หนังหัวชาวาบ ชั่วขณะนั้นแทบจะเป็นลมหมดสตินางแทบจะคิดอะไรไม่ได้ ในสมองมีเพียงความคิดเดียว... ถ้าประตูเปิดก็คือหายนะ ทั่วทั้งร่างเหมือนถูกยึดตรึงเอาไว้ขยับไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือย

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 1

    เช้าตรู่ต้นฤดูร้อน ศาลบรรพบุรุษแห่งจวนเจิ้นกั๋วกงในเมืองหลวง ถูกปกคลุมด้วยหมอกชั้นบางภายในศาลบรรพบุรุษมีเสียงสวดมนต์ของนักบวชดังขึ้นราง ๆ ภายในเรือน เตาหลอมสัมฤทธิ์ที่มีความสูงครึ่งคนมีควันพวยพุ่ง สาวใช้และบ่าวชายกำลังวิ่งวุ่นเจียงโย่วหนิงถือชายกระโปรงเดินมาจากด้านหลังทางเดิน ความปวดร้าวทั่วร่าง

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status