Share

บทที่ 6

Author: มู่เฉิงซินสวี่
“เจ้าช่างมีน้ำใจ มานั่งกับข้าตรงนี้มา”

นางหานยิ้มพร้อมกวักมือเรียกเจียงโย่วหนิง ส่งสัญญาณให้นางมานั่งลงข้างตัวเอง

ตอนนี้อยู่ข้างนอก ต้องดีกับเจียงโย่วหนิงหน่อย จะได้สร้างชื่อเสียงดีงามให้ตัวเองด้วย

เจียงโย่วหนิงเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย แล้วยื่นล่วมยาให้หมอจาง

หมอจางสบตากับนางแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้าอย่างยากจะจับสังเกต

เขารู้สภาวะของเจียงโย่วหนิงดี ย่อมไม่เปิดโปงนาง มือของเขาวางไว้บนเส้นชีพจรของนางหาน เริ่มตรวจอาการให้นาง

เจียงโย่วหนิงนั่งลงข้างนางหานอย่างกระวนกระวาย มุมนี้มองเห็นสถานการณ์หลังฉากกั้นพอดี

จ้าวหยวนเช่อนั่งอยู่ข้างโต๊ะ วางมือหนึ่งไว้บนโต๊ะ ท่าทางผ่อนคลาย ทว่าก็ยังดูสูงส่งสุขุม สง่างามไร้ราคีย์ เขามองดูเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเย็นชา ไม่รู้ว่ามองนอกหน้าต่าง หรือมองแม่นางตรงหน้า

เจียงโย่วหนิงเห็นเขาไม่ชำเลืองมอง เหมือนไม่สนใจที่นางเข้ามา มือที่กำแน่นถึงได้คลายออก

อีกด้านของโต๊ะ คุณหนูสามสกุลหวังกำลังพูดคุยกับจ้าวหยวนเช่อ

“วันที่ซื่อจื่อชนะศึกกลับมา ข้าเห็นจากบนตึกแล้ว ท่านช่างน่าเกรงขามจริง ๆ ทุกคนล้วนวิจารณ์ ต่างบอกว่าท่านคือวีรบุรุษแห่งยุคผู้ยิ่งใหญ่”

น้ำเสียงนางใสกังวาน เป็นคนร่าเริง ดวงตาเรียวแก้มแดงระเรื่อ ผิวขาวดุจหิมะ สมกับเป็นคนงาม บนใบหน้ามีความขวยเขินอย่างหญิงสาวบางส่วน ดวงตาที่มองจ้าวหยวนเช่อเป็นประกาย คือความยินดีที่ปิดไม่มิด

จ้าวหยวนเช่อพยักหน้าเบา ๆ “คุณหนูหวังชมเกินไปแล้ว”

เจียงโย่วหนิงเม้มปาก คิดว่าวันที่จ้าวหยวนเช่อชนะศึกกลับมา คุณหนูสามสกุลหวังก็ถูกใจเขาแล้ว

ฐานะคู่ควร เป็นผลดีต่อการงาน คิดว่าจ้าวหยวนเช่อน่าจะตอบตกลงเช่นกัน

การหมั้นหมายนี้น่าจะสำเร็จแล้ว

“เยี่ยนหลิงบ้านข้าชอบวีรบุรุษในนิยายมาตั้งแต่เด็ก วันนี้ถือว่าได้เห็นตัวจริงสักที”

นางเฉียวฮูหยินราชครูนั่งอยู่ข้างลูกสาว ยิ้มแล้วมองลูกสาวแวบหนึ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเอ็นดู

นางเอ่ยชื่อลูกสาวออกมา

เล็บเจียงโย่วหนิงจิกชายเสื้อเอาไว้ จนปลายนิ้วรู้สึกเจ็บ ด้วยเหตุนี้จะเห็นได้ว่านางเฉียวก็ถูกใจการหมั้นในครั้งนี้เหมือนกัน มิเช่นนั้นชื่อของหญิงสาวย่อมไม่บอกคนนอกง่าย ๆ

“ฮูหยินมีอาการใจสั่นเล็กน้อย ไม่อันตราย ยามปกติอย่าหักโหมเกินไป ยาเม็ดนี้ หากรู้สึกไม่สบายหน้าอกให้กินหนึ่งเม็ด จะช่วยบรรเทาได้”

หมอจางหยิบขวดยาเม็ดออกมาแล้วยื่นให้

เจียงโย่วหนิงได้สติ รีบรับมา “ข้าจะรับใช้ท่านแม่กินยาเจ้าค่ะ”

ระหว่างที่นางพูด เปิดฝาขวดแล้วเทยาสีน้ำตาลออกมาหนึ่งเม็ด วางไว้ในฝ่ามือนางหาน แล้วหันไปรินน้ำ

เฝิงมามาบ่าวคนสนิทของนางหานรินน้ำชาไว้หนึ่งถ้วยแล้ว ยื่นให้ด้วยสองมือ

เจียงโย่วหนิงไม่ลังเล ยื่นมือไปรับมา วินาทีที่นิ้วมือสัมผัสถ้วยชา เกิดความร้อนวูบวาบ

นางถึงได้สังเกตว่าสิ่งที่เฝิงมามารินคือน้ำเดือด

ปลายนิ้วปวดหนึบ นางอยากโยนถ้วยชาทิ้งตามสัญชาตญาณ แต่เพียงชั่ววินาทีก็หยุด... หากโยนออกไป ต้องไปรบกวนสองคนที่กำลังดูตัวอยู่หลังฉากกั้นแน่

นางเก็บมือกลับมา รีบเดินไปข้างโต๊ะแล้ววางถ้วยน้ำชาลง น้ำเดือดกระเซ็นไปโดนหลังมือนางเล็กน้อย ท้องนิ้วถูกลวกจนเจ็บ

“ซี้ด...”

นางสูดลมหายใจเข้า แต่ก็อดกลั้นไว้ไม่ยอมส่งเสียง เจ็บจนน้ำตาคลอเบ้า

ยังดีที่นางว่องไวมากพอ จึงโดนลวกไม่รุนแรงนัก

“คุณหนูเจียงไม่เป็นไรนะเจ้าคะ? โทษบ่าวที่ไม่ระวังเอง ทำไมถึงเทน้ำเดือดนะ?”

เฝิงมามาเข้าไปสอบถามเสียงค่อย ดูเหมือนตำหนิตัวเอง แต่ข้างในกลับสะใจมาก

ท่านซื่อจื่อเพิ่งกลับมา เจียงโย่วหนิงก็ตามไปฟ้อง จะเอาทั้งเสื้อผ้าเครื่องประดับ จะเอาเรือนฝูหรงอีก นางคู่ควรหรือ?

นางหานกวาดมองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่ง “ไม่เป็นไรกระมัง? เฝิงมามาไม่ได้ตั้งใจ”

เจียงโย่วหนิงหลุบตาลงพร้อมส่ายหน้า

เฝิงมามาเป็นคนสนิทของนางหาน สิ่งที่ทำล้วนเป็นสิ่งที่นางหานไม่สะดวกทำ อย่างเฝิงมามาจะให้นางหานกินยาด้วยน้ำเดือดหรือ? ยังบอกว่าไม่จงใจอีก

เพียงแต่รู้ว่านางคงไม่ว่าอะไร จึงจงใจเล่นงานนาง

นางหานกินยาเม็ดเข้าไป

เจียงโย่วหนิงกำลังจะเอ่ยลา กลิ่นหอมหนึ่งพลันโชยมา สองมือควงแขนนางเอาไว้

“เจ้าก็คือน้องหญิงสามสกุลจ้าวกระมัง?”

หวังเยี่ยนหลิงมองนางอย่างยิ้มแย้ม

เจียงโย่วหนิงดึงแขนกลับมา กำลังจะอธิบาย พลันได้ยินนางหานด้านข้างกล่าว “เยี่ยนหลิง นี่คือเจียงโย่วหนิงลูกเลี้ยงของบ้านเรา ไม่ใช่จ้าวเชียนหัวลูกสาวคนที่สามของข้า”

หวังเยี่ยนหลิงรีบคลายมือทันที พร้อมกับแอบบ่นพึมพำว่า ‘อัปมงคล’ แล้วถอยห่างไปด้านข้างหลายก้าวอย่างรังเกียจ

เจียงโย่วหนิงมองท่าทางเอาแต่ใจของนาง กลับดูคล้ายจ้าวเชียนหัวอยู่บ้าง ล้วนถูกที่บ้านตามใจจนเสียคน

หากทั้งสองคนเป็นพี่สะใภ้กับน้องสามี ไม่รู้ว่าจะเป็นภาพอย่างใด?

จ้าวหยวนเช่อเดินออกมาจากหลังฉากกั้น กวาดมองหลังมือเจียงโย่วหนิงที่ถูกลวกจนแดง สายตายิ่งเยือกเย็น

“ควรปักปิ่นได้แล้วกระมัง?”

นางหานรีบลุกขึ้นยืน ยิ้มแล้วกล่าว

หากการดูตัวเป็นที่พอใจ ฝ่ายชายจะปักปิ่นให้ฝ่ายหญิง การหมั้นหมายถือว่าเสร็จสิ้น

ช่วงเวลาอย่างนี้ หากเอ่ยปากขอตัวจากไป ย่อมไม่เหมาะสม เจียงโย่วหนิงก้มหน้าแล้วถอยไปหลบที่มุม พยามยามลดความมีตัวตนของตัวเอง

ความเจ็บปวดที่หลังมือเทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดในใจ แต่ก็แอบดีใจ เมื่อจ้าวหยวนเช่อกำหนดการหมั้นหมาย ก็ไม่เกี่ยวข้องกับนางอย่างสิ้นเชิง ต่อไปนางไม่ต้องอกสั่นขวัญแขวนอีกแล้ว

ดีมากที่เป็นเช่นนี้

หวังเยี่ยนหลิงได้ยินคำพูดของนางหาน ก็แอบมองจ้าวหยวนเช่ออย่างเหนียมอาย

สายตาของทุกคนมองไปที่จ้าวหยวนเช่อ

จ้าวหยวนเช่อขมวดคิ้วเล็กน้อย ท่าทีเพิกเฉย

ราวกับไม่ได้ยินคำพูดของนางหาน

บรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาบ้าง

นางเฉียวเห็นดังนั้นจึงยิ้มแล้วกล่าว “ไม่ต้องรีบร้อนปักปิ่นหรอก ตอนนี้ในเมืองหลวงนิยมให้เด็กสองคนทำความรู้จักกันก่อน หากรู้สึกเหมาะสมกันค่อยปักปิ่นดีหรือไม่?”

นางกลัวจ้าวหยวนเช่อจะปฏิเสธ จึงถอยก่อนหนึ่งก้าว วันนี้ตอนออกมา นายท่านกำชับไว้แล้ว จ้าวหยวนเช่อมีอนาคตยาวไกล การหมั้นหมายครั้งนี้ต้องสำเร็จ

“ก็ดี” นางหานไหลไปตามน้ำ ก่อนจะเรียนเชิญอย่างกระตือรือร้น “นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว อย่างไรไปทานอาหารด้วยกันที่ภัตตาคารดีกว่า”

นางเฉียวตอบรับอย่างดีใจ

เจียงโย่วหนิงหาโอกาส บอกนางหานสักคำ แล้วเดินย้อนกลับไป

ขณะที่กำลังจะก้าวจากเรือสำราญขึ้นฝั่ง ทันใดนั้นได้ยินเสียงร้องตกใจด้านหลัง

“ตายแล้ว!”

เจียงโย่วหนิงได้ยินจึงหันหลังมอง

ไม่รู้ว่าเฝิงมามาตกลงไปในน้ำได้อย่างไร ตอนนี้กำลังลอยคอร้อง “ช่วยด้วย”

พวกคนเรือได้ยินจึงรีบมา ใช้ไม้พายคอยช่วยอยู่ด้านข้าง

เฝิงมามาถูกช่วยขึ้นมาแล้ว ในปากบอกว่า “มีคนผลักข้า” แต่ถามนางว่าใครนางก็พูดไม่ออก

เจียงโย่วหนิงมองดูแล้วยิ้ม เฝิงมามาถือว่าทำชั่วได้ชั่ว นางหมุนตัวเตรียมจะเดินไปข้างหน้าต่อ

หลังมือยังปวดอยู่ ต้องรีบกลับไปทายาที่โรงหมอ

“คุณหนูเจียง”

ขณะนี้ชิงหลิวตามมา

เขาเป็นลูกน้องอีกคนของจ้าวหยวนเช่อ ต่างจากนิสัยสุขุมของชิงเจี้ยน เขานิสัยโลดโผนกว่า

เจียงโย่วหนิงเงยหน้ามองเขา “มีธุระหรือ?”

“นายท่านให้ข้าไปเอามาให้ท่าน”

ชิงหลิวยัดของในมือใส่นางโดยตรง

เจียงโย่วหนิงเตรียมจะปฏิเสธ แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก เขาก็หายไปแล้ว

นางก้มหน้ามองสิ่งที่อยู่ในมือ

เป็นน้ำมันพังพอน ใช้รักษาแผลโดนลวก

นางอึ้งไปชั่วขณะ

จ้าวหยวนเช่อพูดคุยกับหวังเยี่ยนหลิงหลังฉากกั้น แล้วสังเกตเห็นว่ามือนางโดนลวกตั้งแต่เมื่อใด?

พอกลับไปถึงโรงหมอ นางยุ่งจนถึงยามโพล้เพล้ค่อยกลับจวนเจิ้นกั๋วกง

เพิ่งย้ายมาเรือนฝูหรง สิ่งของมากมายยังกองไว้ในห้องไม่ได้จัดเก็บให้เข้าที่

เจียงโย่วหนิงไม่พักผ่อน ช่วยฟางเฟยจัดเก็บพร้อมกัน

มีแต่ตอนงานยุ่งเท่านั้น นางถึงจะไม่มีเวลาไปคิดฟุ้งซ่านในสิ่งที่ไม่สมควรคิด

“วันนี้คุณหนูห้ามาเจ้าค่ะ บอกว่าคุณหนูสามไม่พอใจที่ท่านย้ายมาอยู่เรือนฝูหรง จะคิดบัญชีกับท่าน บอกให้ท่านระวังตัวหน่อย”

ฟางเฟยพูดขณะที่มือก็พับผ้า

มือเจียงโย่วหนิงหยุดไปชั่วครู่ แต่ไม่ว่าอะไร

ทั่วทั้งจวนเจิ้นกั๋วกง คนเพียงหนึ่งเดียวที่ดีกับนาง คงมีแค่คุณหนูห้าจ้าวเยว่ไป๋เท่านั้นกระมัง

ฟางเฟยมองออกไปข้างนอกทางหน้าต่าง “ยัยเด็กบ้าฟู่อวี้นั่น ไม่รู้หายไปไหนอีกแล้ว ไม่รู้จักมาช่วยเก็บเลย”

“ไม่ต้องสนใจนาง พวกเราเก็บกันเอง” เจียงโย่วหนิงไม่ถือสา

ยังดีที่ฟู่อวี้กลับมาหลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม

นายบ่าวสามคนช่วยกันเก็บอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็จัดเก็บสิ่งของทุกอย่างจนเข้าที่

ฟ้ามืดแล้ว

หลังจากเจียงโย่วหนิงป้อนข้าวอู๋มามาแล้ว พอเปิดประตูห้องด้านในร่างกายนิ่งไปฉับพลัน ก่อนจะถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว

กลางห้องด้านใน จ้าวหยวนเช่อยืนหันหลัง มือไพล่หลังให้นาง

สงบนิ่งมั่นคง สูงส่งเป็นสง่า

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 260

    “ถูกต้อง”แม่นางเซี่ยพยักหน้า“ข้าอยากรู้ว่า โรงรับจำนำเป่าซิงควรจะเป็นของข้าใช่หรือไม่?”เจียงโย่วหนิงลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามออกไปตามตรงแม่นางเซี่ยย่อมต้องรู้ตื้นลึกหนาบางทั้งหมด“ควรจะกล่าวเช่นนั้น” แม่นางเซี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ย “คำไหว้วานที่ข้าได้รับมาก็คือ ยามที่แม่นางแต่งงาน ฮูหยินกั๋วกงจะต้องมอบโรงรับจำนำให้เป็นสินเดิมติดตัวท่านไป”“เป็นท่านพ่อท่านแม่ของข้าที่ไหว้วานท่านหรือ? พวกเขาอยู่ที่ใด? เหตุใดจึงไม่ต้องการข้า?”เจียงโย่วหนิงตื่นเต้นอยู่บ้าง จึงถามข้อสงสัยในใจออกไปรวดเดียวมือทั้งสองข้างใต้โต๊ะของนางกำแน่นขึ้นไปอีกชาติกำเนิดของนางอยู่ตรงหน้านี้แล้ว อีกไม่ช้าก็จะได้รู้ถึงฐานะของท่านพ่อท่านแม่ และรู้ว่าเหตุใดตนเองจึงถูกทิ้งไว้ที่จวนเจิ้นกั๋วกง“แม่นางเจียง ข้าเข้าใจดีว่าท่านอยากรู้ชาติกำเนิดของตนเองเพียงไร” แม่นางเซี่ยทอดมองนางด้วยความเห็นใจ “ทว่าเรื่องนี้ข้าไม่รู้จริง ๆ สมาคมการค้าของพวกเรารับเพียงคำไหว้วาน มีหน้าที่ดูแลเรื่องที่ผู้ว่าจ้างสั่งความมา ข้าบังเอิญรับผิดชอบโรงรับจำนำเป่าซิง ไม่เคยพบหน้าผู้ว่าจ้าง จึงไม่รู้เรื่องราวที่ท่านถามมาเหล่านี้”“ท่า

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 259

    ยามนี้นางเพียงต้องการช่วยบุตรชายออกมา จึงยอมบอกเล่าทุกสิ่งที่ตนรู้จนหมดสิ้นเจียงโย่วหนิงได้ฟังเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่นต้องรู้ก่อนว่า นางหานมิได้มีเพียงโรงรับจำนำแห่งนี้ร้านเดียว ยังมีร้านค้าอื่นอีกเจ็ดแปดแห่ง เมื่อรวมกันแล้วกำไรในหนึ่งปีก็นับว่ามากมายมหาศาลทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสินทรัพย์ส่วนตัวของนางหาน มิได้นับรวมในบัญชีของจวนเจิ้นกั๋วกงอีกทั้งหลายปีมานี้จวนเจิ้นกั๋วกงก็มิได้จัดงานอันใดที่จำต้องใช้เงินทองเป็นพิเศษแต่ละปีมีรายรับมากมายถึงเพียงนั้น เงินของนางหานกลับยังไม่พอใช้อีกหรือ? เงินมากมายปานนั้น ถูกนำไปใช้จ่ายที่ใดหมดกัน?หากนางคิดจะทวงเงินของตนคืน นางหานจะมิใช่ไม่มีให้หรอกหรือ?“ในนามของนางหานยังมีร้านค้าอื่นที่อยู่ภายใต้การดูแลของสมาคมการค้าจิ่นซิ่วอีกหรือไม่?”ชิงหลานชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถามขึ้นมาอีกประโยคเจียงโย่วหนิงได้ยินคำถามนั้นก็ราวกับตื่นรู้ในทันทีไฉนนางถึงคิดไม่ถึงกัน? ในเมื่อโรงรับจำนำเป็นของนาง เช่นนั้นร้านค้าอื่น ๆ ในนามของนางหานจะเป็นของนางด้วยหรือไม่?ช่างน่าละอายใจนักจ้าวหยวนเช่อสั่งสอนนางมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ แต่นางกลับยังสู้ผู้ใต้บังคับบัญชาธร

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 258

    คนส่งจดหมายบอกกับนางแล้วว่า หากไปแจ้งทางการก็จะสังหารตัวประกันทิ้งเสียนางมิกล้าเอาชีวิตของบุตรชายตนเองไปเดิมพันเจียงโย่วหนิงลอบมองอยู่หลังฉากกั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนนางไม่เคยพานพบเรื่องราวเช่นนี้มาก่อน การได้มองดูให้มากเข้าไว้ย่อมเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์“ข้าขอถามเจ้า เถ้าแก่โรงรับจำนำเป่าซิงคือผู้ใด?”ชิงหลานเอ่ยถามเจียงโย่วหนิงอดมิได้ที่จะเงี่ยหูฟังแม่นางหลิ่วได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง “นั่นมิใช่... เป็นสินเดิมของฮูหยินเจิ้นกั๋วกงหรอกหรือ ข้าเป็นเพียงพนักงานบัญชีคนหนึ่งในนั้นเท่านั้น...”นางคิดไม่ถึงเลยว่าพวกโจรลักพาตัวจะเอ่ยถามเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหันนางเกิดความระแวงสงสัยขึ้นมาในทันทีหรือว่าโจรลักพาตัวผู้นี้จะล่วงรู้ตื้นลึกหนาบางอันใด? มิเช่นนั้น คนทั่วไปที่ใดจะถามเช่นนี้เล่า?“หากไม่ยอมพูดความจริง คือไม่อยากได้ชีวิตบุตรชายของเจ้าแล้วใช่หรือไม่?”น้ำเสียงของชิงหลานเย็นเยียบลงกว่าเดิมเจียงโย่วหนิงจ้องมองใบหน้าของแม่นางหลิ่วเขม็งโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตาแม่นางหลิ่วผู้นี้ช่างซื่อสัตย์ต่อนางหานเสียจริง บุตรชายถูกลักพาตัวไปแล้ว ยังคงไม่ยอมเอ่ยความจริงออกมาอี

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 257

    “คุณหนู บุตรชายของแม่นางหลิ่วตกอยู่ในมือของข้าน้อยแล้ว ท่านต้องการไปไต่สวนแม่นางหลิ่วด้วยตนเองหรือไม่ขอรับ?”ดวงตะวันเพิ่งคล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก เจียงโย่วหนิงเอนกายหลับตาพักผ่อนอยู่บนตั่งนุ่ม พลางขบคิดว่าต่อไปจะหลบหนีออกไปอย่างราบรื่นได้อย่างไรพลันได้ยินเสียงชิงหลานรายงานอยู่ด้านนอกนางตกใจ ลืมตาขึ้นมาทันทีเดิมทีคิดว่าการลักพาตัวเด็กคนนั้นคงต้องใช้เวลาจัดการอยู่บ้าง ต่อให้รวดเร็วเพียงไรก็คงต้องเป็นวันพรุ่งนี้คิดไม่ถึงว่าชิงหลานจะจัดการจนเสร็จสิ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามนางลุกขึ้นเปิดประตู ชะโงกหน้ามองออกไปด้านนอก“คุณหนู”ชิงหลานก้มศีรษะทำความเคารพ“ข้าไม่ไปแล้ว พวกเจ้าไต่สวนเสร็จค่อยนำผลลัพธ์มาบอกข้า”เจียงโย่วหนิงเอ่ยสั่งการประโยคหนึ่งด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาสำหรับเรื่องลักพาตัวในครั้งนี้ ความจริงแล้วนางมิได้เป็นฝ่ายผิดนางหานคิดร้ายต่อนางมาหลายปี แม่นางหลิ่วในฐานะคนของนางหานก็มิใช่ผู้บริสุทธิ์แต่อย่างใดยามนี้นางต้องการสืบความจริงให้กระจ่าง การเริ่มจากแม่นางหลิ่วก็เป็นสิ่งที่แม่นางหลิ่วสมควรได้รับแล้วทว่านางเพียงแค่ไม่ค่อยกล้าเผชิญหน้าเท่านั้นในใจรู้สึกเสมอว่ากา

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 256

    “พวกเรากินมื้อเช้ากันเถิด”เทศกาลหยวนเซียวจ้าวหยวนเช่อให้นางกินโคมหัวผักกาด ที่แท้ก็มีความหมายเช่นนี้นี่เองหากนางรู้แต่แรก ย่อมไม่มีทางกินโคมหัวผักกาดนั่นแน่ผู้ใดอยากมีลูกกับเขากัน?ช่างหน้าไม่อายเสียจริงเขาช่างน่ารังเกียจนัก ดีแต่รังแกที่นางไม่รู้ประสีประสา หลอกล่อให้นางทำเรื่องพรรค์นี้“คุณหนู ข้าทำเองเจ้าค่ะ”ฟางเฟยรีบก้าวเข้าไปรับงานในมือนางมาฟู่อวี้ก็เข้าไปช่วยด้วยอู๋มามาดึงมือเจียงโย่วหนิงเบา ๆเจียงโย่วหนิงขยับเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยถามเสียงเบา “มีอันใดหรือมามา?”“ท่านคิดดีแล้วจริง ๆ หรือ ว่าจะไป?” อู๋มามาลดเสียงต่ำถามนาง“อืม” เจียงโย่วหนิงพยักหน้าอย่างแรง แววตาแน่วแน่อู๋มามาพยักหน้าเช่นกัน “ดี ที่มามายังมีเงินอยู่อีกเล็กน้อย ท่านรับไปจัดการเถิด”“มามา เงินของท่านท่านเก็บไว้ก่อนเถิด หากข้าไม่พอใช้แล้วค่อยมาเอาที่ท่าน”เจียงโย่วหนิงรั้งตัวนางไว้อู๋มามาจะมีเงินสักเท่าไรกันเชียว? ก็แค่เบี้ยหวัดรายเดือนเมื่อหลายปีก่อน และเป็นส่วนที่เหลือจากการใช้จ่ายเพื่อตัวนางทั้งสิ้นนางทำใจหยิบฉวยเงินของอู๋มามาไม่ได้จริง ๆ“เช่นนั้นก็ได้ หากท่านไม่พอใช้ก็บอกข้า”อู๋มามามองนา

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 255

    ……เรือนราคาถูกหลังนี้ อิฐสีเขียวล้วนซีดจางลงไปหมดแล้วอู๋มามากำลังอาบแดดอยู่ริมกำแพง พลางพูดคุยกับหญิงชราเพื่อนบ้านอีกสองสามคนดูเหมือนพวกนางจะพูดคุยถึงเรื่องน่ายินดีอันใดสักอย่าง จึงพากันหัวเราะร่วนขึ้นมาพร้อมกัน“มามา”เจียงโย่วหนิงร้องทักทายขึ้นประโยคหนึ่งเมื่อเห็นว่าอู๋มามามีสีหน้าแดงปลั่งเปล่งปลั่ง กิริยาวาจากระฉับกระเฉงกว่าแต่ก่อนมาก ในใจก็ปลาบปลื้มยิ่งนักร่างกายของมามาฟื้นฟูขึ้นไม่น้อย เช่นนี้ยามที่พวกนางจากไปก็จะสะดวกขึ้นบ้าง“โอ้!”อู๋มามาเห็นนางก็รีบหยัดกายลุกขึ้นนางมิกล้าเอ่ยเรียกเปิดเผยฐานะของอีกฝ่าย จึงหันไปเอ่ยทักทายหญิงชราเหล่านั้น แล้วเดินเข้าไปจูงมือเจียงโย่วหนิงเดินเข้าไปในเรือน“มามา ยามนี้ท่านเดินได้เร็วมากแล้ว”เจียงโย่วหนิงทั้งประหลาดใจและดีใจ นางควงแขนอีกฝ่ายเอาไว้อู๋มามาฟื้นตัวได้ดีกว่าที่นางคาดไว้เสียอีก“มิใช่เพราะท่านดูแลเป็นอย่างดีหรอกหรือ? ท่านหมอจางยังแวะเวียนมาฝังเข็มให้ข้าอยู่บ่อย ๆ ยามนี้ดีขึ้นมากแล้ว” อู๋มามาจูงมือนางเข้าไปในเรือน “รีบนั่งลงเถิด เหตุใดท่านจึงมาที่นี่ได้เล่าเจ้าคะ?”“ข้ามาเยี่ยมท่าน” เจียงโย่วหนิงนั่งลงเคียงข้างนาง “

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 5

    “โย่วหนิง? ไปไหนแล้วล่ะ?”นางหานเดินมาหลังฉากกั้น“ท่านแม่ ท่านอย่าเข้ามาเจ้าค่ะ ข้าไม่ระวังทำน้ำนมเลอะตัว กำลังเช็ดอยู่เจ้าค่ะ”ภายใต้ความคับขัน เจียงโย่วหนิงรีบหาข้ออ้าง ฝ่ามือชื้นไปด้วยเหงื่อนางหานได้ยินดังนั้นจึงหยุดฝีเท้า ถามนาง “พี่ชายเจ้าล่ะ?”เจียงโย่วหนิงหันมองจ้าวหยวนเช่อ ในดวงตาคือค

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 4

    นางหานชำเลืองมองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่งหางตาเจียงโย่วหนิงเห็นจ้าวหยวนเช่อเงยหน้า เหมือนจะมองมาทางนี้เช่นกันนางแสร้งทำใจเย็น คีบขนมพุทราขึ้นมาใหม่แล้ววางหน้าตัวเอง แล้วกัดคำเล็กไปหนึ่งคำจืดชืดราวกับเคี้ยวขี้ผึ้งเหตุใดนางหานจึงถามเช่นนี้กะทันหัน? ไม่ได้ตั้งใจหรือ? หรือดูบางอย่างออก จึงจงใจเหยียด

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 3

    เมื่อเดินตามร่างสูงใหญ่ของจ้าวหยวนเช่อที่อยู่ข้างหน้าออกจากศาลบรรพบุรุษ นางถึงพบว่าด้านนอกฝนตกแล้วฝนพรำโปรยปราย ความเปียกชื้นที่เจือความเย็นพัดมา ทำให้นางอดตัวสั่นไม่ได้“นายท่าน”ด้านข้าง ชิงเจี้ยนที่ติดตามจ้าวหยวนเช่อมาหลายปียื่นร่มกระดาษไขให้คันหนึ่งจ้าวหยวนเช่อกางร่มออก ปรายตาส่งสัญญาณให้เ

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 2

    “ลองเปิดประตูดูสิ”เสียงของนางหานดังขึ้นอีกครั้งได้ยินแบบนั้นในหัวของเจียงโย่วหนิงก็ดังหึ่ง หัวใจหยุดเต้นในพริบตา หนังหัวชาวาบ ชั่วขณะนั้นแทบจะเป็นลมหมดสตินางแทบจะคิดอะไรไม่ได้ ในสมองมีเพียงความคิดเดียว... ถ้าประตูเปิดก็คือหายนะ ทั่วทั้งร่างเหมือนถูกยึดตรึงเอาไว้ขยับไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือย

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status