แชร์

บทที่ 7

ผู้เขียน: มู่เฉิงซินสวี่
เจียงโย่วหนิงไม่มีเวลาคิดว่าเขาเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด ยื่นมือคิดจะปิดประตูแล้ววิ่งหนี แต่ช่วยไม่ได้ขาสองข้างไม่เอาไหน ไม่ฟังคำสั่งนางสักนิด ก้าวไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว

“เข้ามา”

จ้าวหยวนเช่อไม่หันหลัง แต่เหมือนมองเห็นการกระทำของนาง

เจียงโย่วหนิงกลัวถูกคนจับได้ เลยก้มหน้าเดินเข้าห้องด้านใน แล้วถามเสียงค่อย “ท่านพี่เข้ามาตั้งแต่เมื่อใดเจ้าคะ?”

นางแค่ไปป้อนโจ๊กให้อู๋มามาครึ่งถ้วยเท่านั้น กลับมาเขาก็อยู่นี่แล้ว

ไม่ได้ทานอาหารเย็นกับคุณหนูสามสกุลหวังข้างนอกหรือ?

จ้าวหยวนเช่อเดินไปปิดประตู

เจียงโย่วหนิงถอยหลังสองก้าว อยู่ให้ห่างจากเขา ก้มหน้าไม่มองอีกฝ่าย

จ้าวหยวนเช่อมองนางสักครู่ ถึงเอ่ยถาม “มือหายดีแล้วหรือ?”

“หายแล้วเจ้าค่ะ” เจียงโย่วหนิงตอบสั้นกระชับ

แผลน้ำร้อนลวกของนางไม่รุนแรง ยาทาน้ำร้อนลวกก็ใช้ทันเวลา จึงไม่ทิ้งร่องรอยใดเอาไว้

จ้าวหยวนเช่อไม่ว่าอะไร เพียงมองนาง

“ท่านพี่มากะทันหัน มีธุระใดหรือ?”

เจียงโย่วหนิงถูกเขามองจนกระวนกระวาย ทำใจแข็งถามเสียงเบา

“มาคืนผ้าซับเหงื่อให้เจ้า”

จ้าวหยวนเช่อยื่นผ้าซับเหงื่อให้

นิ้วมือเรียวยาวจับผ้าสีแดงสด ยิ่งทำให้ผิวดูขาวสว่าง ข้อนิ้วประดุจหยก เส้นสายลื่นไหล เส้นเลือดสีเขียวหลังมือชัดเจน ผอมเรียวมีแรง มือของเขางามมาก ราวกับมีแรงที่ใช้ไม่มีวันหมด อีกทั้งเหมือนสามารถควบคุมได้ทุกอย่าง

มือข้างนั้นเคยสอดประสานกับมือของนาง กดมือของนางไว้ข้างหมอน...

ใบหน้าเจียงโย่วหนิงร้อนขึ้นมา แล้วยื่นมือไปรับผ้าซับเหงื่อที่เป็นสักขีพยานความเหลวไหลในคืนนั้นทั้งปวง

จ้าวหยวนเช่อกลับไม่ปล่อยมือ

ปลายนิ้วเจียงโย่วหนิงสั่นเล็กน้อย เพียงออกแรงดึง

ผ้าซับเหงื่อก็อยู่ในมือนาง

ชั่วขณะนั้นใบหน้าของนางร้อนมาก ในมือราวกับจับถ่านร้อนเอาไว้ อยากรีบโยนทิ้ง จึงรีบเดินไปเปิดประตูตู้เสื้อผ้าแล้วโยนผ้าซับเหงื่อเข้าไป

พอปิดประตูตู้ หางตาที่หันมองเห็นจ้าวหยวนเช่อยังยืนอยู่ที่เดิม

“ท่านพี่กลับไปได้แล้วเจ้าค่ะ”

เจียงโย่วหนิงเอ่ยเตือนเสียงค่อย

ฟางเฟยไปเอาอาหารในห้องครัว ถ้าจ้าวหยวนเช่อยังไม่ไป ฟางเฟยกลับมาจะเห็นเข้า

นี่มันเรื่องอะไรกัน?

“ทายา”

จ้าวหยวนเช่อเดินเข้าไปใกล้ แล้วผายมือให้นาง

ยังเป็นกล่องยาหยกขาวใบเดิม

เจียงโย่วหนิงกัดริมฝีปาก ไม่ปฏิเสธ นางคว้ากล่องยามาแล้วเดินตรงไปหลังฉากกั้น

หากนางไม่ยอมทายา เขาคงต้องลงมือเองอีก

เขาทำได้แน่นอน

อีกอย่างยานี่ก็ใช้ดีจริง ๆ อาการปวดของนางบรรเทาลงไม่น้อย ใช้ครั้งนี้อีกหนึ่งครั้งก็น่าจะใกล้หายแล้ว

นางทายาให้ตัวเองอย่างรวดเร็วที่สุด เดินออกมาจากหลังฉากกั้น แล้วคืนกล่องยาให้เขา

คราวนี้เขาคงไปได้แล้วกระมัง

จ้าวหยวนเช่อมองนางย้อนแสงเทียน เห็นสีหน้าเขาไม่ชัดเจน

“ท่านพี่ ข้าจะพักผ่อนแล้วเจ้าค่ะ”

เจียงโย่วหนิงรวบรวมความกล้า แล้วออกปากไล่แขก

จิตใจนางว้าวุ่นไปหมด ไม่เข้าใจว่าจ้าวหยวนเช่อหมายความว่าอย่างไรกันแน่?

ตอนกลางวันไปดูตัวกับหวังเยี่ยนหลิง กลางคืนกลับมาหานาง หรืออยากให้นางแอบเป็นภรรยานอกสมรสของเขาจริง ๆ?

“เจ้าดีขึ้นหรือยัง?”

จ้าวหยวนเช่อเอ่ยถามอีก

“ข้าหายดีแล้ว ต่อไปท่านพี่ไม่ต้องกังวลอีกเจ้าค่ะ”

หัวใจของเจียงโย่วหนิงเต้นแรงหนึ่งที ในน้ำเสียงคือความเด็ดขาด

น้ำเสียงของเขาไม่เย็นชาเหมือนปกติ กลับเจือเสี้ยวความอ่อนโยน

ต่อมา นางแอบส่ายหน้า จ้าวหยวนเช่อจะอ่อนโยนกับนางได้อย่างไร? นางคิดมากเกินไปแล้ว

น่าจะเข้าใจผิด

“คุณหนูสาม คุณหนูสี่ วันนี้คุณหนูของข้าไม่พบแขกเจ้าค่ะ”

ตรงประตู มีเสียงร้อนใจของฟางเฟยดังขึ้น

เจียงโย่วหนิงตะลึง มองดูข้างนอก แล้วหันมองจ้าวหยวนเช่ออย่างร้อนใจ

จ้าวเชียนหัวกับจ้าวซือรุ่ยมาแล้ว ถ้าเห็นนางอยู่กับจ้าวหยวนเช่อจะอธิบายอย่างไรดี?

“ท่านมานี่”

ในช่วงคับขัน นางไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป ดึงมือของจ้าวหยวนเช่อ แล้วเดินไปทางตู้เสื้อผ้า

เมื่อมือถูกมือที่อ่อนนุ่มละเอียดจับไว้แน่น นุ่มๆ เย็นๆ เหมือนก้อนเมฆ นิ้วมือเรียวเล็กจนทำใจออกแรงบีบไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

นี่เป็นครั้งแรกที่นาง เป็นฝ่ายจับมือของเขา

ร่างจ้าวหยวนเช่อแข็งเล็กน้อย แขนเหมือนถูกยึดตรึงเอาไว้ อยู่ในท่าเดิม ไม่กล้าขยับเขยื้อนสักนิด

“รีบเข้าไปสิ”

เจียงโย่วหนิงลนลานแตกตื่น มัวแต่ยัดจ้าวหยวนเช่อเข้าไปในตู้เสื้อผ้า

ไม่มีเวลาสนใจความรู้สึกของเขา ยิ่งไม่มีเวลาคิดฟุ้งซ่าน

แต่เขาตัวสูงเกินไป

ขณะชุลมุน นางดันจนหัวของเขาไปชนกับตู้

จ้าวหยวนเช่อกลืนคำว่าอย่ากลัวกลับเข้าไปเงียบ ๆ ทำตามนางโดยการก้มตัวมุดเข้าไปในตู้เสื้อผ้า

“ท่านไม่เป็นไรนะ?”

เจียงโย่วหนิงรีบนวดหน้าผากเขาอย่างรวดเร็ว

ขณะนี้นางไม่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ทำตามสัญชาตญาณล้วน ๆ

“กลัวขนาดนี้เชียว?”

จ้าวหยวนเช่ออยู่ในตู้เสื้อผ้า ช้อนดวงตาดำขลับมองนาง

“ย่อมต้องกลัวสิ ข้าไม่ใช่ท่านนะ”

เจียงโย่วหนิงรีบปิดประตูตู้เสื้อผ้าดังปัง แล้วเดินออกไปข้างนอก

เขาย่อมไม่กลัวแน่นอน บุตรชายคนโตของเจิ้นกั๋วกง ท่านซื่อจื่อ ท่านผู้บัญชาการสามเหล่าทัพ บัดนี้ยังเป็นผู้บัญชาการหน้าพระที่นั่ง เป็นความภาคภูมิใจของทั้งวงศ์ตระกูล

ถ้าเรื่องแดงขึ้นมา จวนเจิ้นกั๋วกงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาชื่อเสียงของเขา คนที่ถูกกำจัดต้องเป็นนางเท่านั้น

เมื่อประตูตู้ปิดลง

ในความมืด จ้าวหยวนเช่อยกมือที่ถูกนางจูงขึ้นมา สัมผัสหน้าผากที่นางนวดให้เมื่อครู่

ขณะเจียงโย่วหนิงเปิดประตู ก็เห็นจ้าวเชียนหัวยกมือกำลังจะผลักประตู โดยมีจ้าวซือรุ่ยตามติดอยู่ข้างหลัง

“เจียงโย่วหนิง เจ้ายังกล้าออกมาหรือ? อาศัยว่าพี่ใหญ่สงสารเจ้า ก็ไปขอย้ายมาพักที่เรือนฝูหรง ไม่หัดดูบ้างว่าตัวเองมีฐานะเช่นไร อย่างเจ้าก็คู่ควรหรือ?”

จ้าวซือรุ่ยเป็นคุณหนูสี่ลูกอนุภรรยา คอยเอาใจจ้าวเชียนหัวมาตลอด และเป็นลูกน้องหมายเลขหนึ่งของจ้าวเชียนหัว

เมื่อเห็นเจียงโย่วหนิงเปิดประตู จึงเอ่ยปากอย่างไม่เกรงใจ

รูปร่างนางอวบอิ่ม สองแก้มมีพวงเนื้อ หน้าตาซื่อบื้อ ความจริงฉลาด

เจียงโย่วหนิงขมวดคิ้ว กำลังจะเอ่ยปาก

“หากท่านคู่ควร แล้วทำไมฮูหยินกั๋วกงถึงไม่ให้ท่านย้ายมาพักล่ะ?”

ไม่รู้ฟู่อวี้กลับมาตั้งแต่เมื่อใด เดินเข้ามาแล้วตอบจ้าวซือรุ่ยกลับไปอย่างไม่เกรงใจ

เจียงโย่วหนิงกับฟางเฟยมองนางอย่างตะลึง

ก่อนหน้านี้ ฟู่อวี้ไม่เคยปกป้องเจียงโย่วหนิงมาก่อน

ช่วงนี้นางดูผิดปกติมากเกินไปแล้ว

จ้าวซือรุ่ยอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะชี้ฟู่อวี้ด่าอย่างโมโห “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ เชื่อหรือไม่ว่าข้า...”

ก่อนหน้านี้เหน็บแนมเจียงโย่วหนิง สาวใช้ผู้นี้ทำตัวอย่างมนุษย์ล่องหน วันนี้กินอะไรผิดสำแดงหรือ? ถึงได้กล้าพูดจากับนางเช่นนี้

“หุบปาก!”

จ้าวเชียนหัวพูดขัดนาง แล้วมองเจียงโย่วหนิงอย่างสงสัย พร้อมเข้าไปใกล้แล้วสูดดม

นางสวมใส่หรูหรา ดวงตาเรียวโตจมูกเล็กเชิด หน้าตางดงามน่ารัก นิสัยกลับถูกนางหานตามใจจนเสียคน

จ้าวซือรุ่ยไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งนาง จึงได้แต่ถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วถลึงตาใส่ฟู่อวี้อย่างแรง ฝืนกลืนความโกรธทั้งหมดกลับไป

เจียงโย่วหนิงขมวดคิ้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว จ้าวเชียนหัวดมอะไร?

“ทำไมบนตัวเจ้าถึงมีกลิ่นยาขี้ผึ้งหยกคืนวสันต์?”

จ้าวเชียนหัวสำรวจเจียงโย่วหนิง นางจำกลิ่นหอมของยาขี้ผึ้งหยกคืนวสันต์ได้แม่นยำ

ตอนอายุสิบสองปี นางออกไปเที่ยวในฤดูใบไม้ผลิ ไม่ระวังจึงหกล้มจนเสียโฉม บนใบหน้ามีรอยแผลเป็น คนที่บ้านคิดหาทุกวิถีทาง ก็ไม่สามารถกำจัดไปได้

ต่อมาท่านแม่ใช้เส้นสายขอร้องไปถึงหน้าพระพักตร์ฮองเฮา ให้นางทายาขี้ผึ้งหยกคืนวสันต์สามครั้ง แผลเป็นบนใบหน้าจึงหายไป ไม่เพียงไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้ กระทั่งเนียนผ่องกว่าเมื่อก่อน

นับแต่นั้นนางจึงจำยาทาชนิดนี้ได้แม่นยำ นั่นเป็นยาวิเศษพระราชทาน เจียงโย่วหนิงจะมีได้อย่างไร?

เจียงโย่วหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อย

นางรู้ว่ายาทาของจ้าวหยวนเช่อเป็นของดี บรรเทาอาการปวดได้อย่างรวดเร็ว ใช้ไปเพียงไม่กี่ครั้งอาการของนางก็เกือบหายดีแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นยาขี้ผึ้งหยกคืนวสันต์อันเลื่องชื่อ

“อย่างนางมีปัญญาใช้ของพระราชทานหรือ?” จ้าวซือรุ่ยได้ยินจึงรีบกล่าวทันที “เดือนที่แล้วข้าเห็นนางออกมาจากประตูข้าง นางต้องอาศัยใบหน้าของนางไปยั่วยวนพวกขุนนางข้างนอกสักคนให้มอบให้นางแน่ เกิดมาก็หน้าตาเหมือนคนเป็นอี๋เหนียง”

นางมองเจียงโย่วหนิงอย่างโกรธแค้น เกลียดใบหน้าที่เย้ายวนมีเสน่ห์ของอีกฝ่ายที่สุด

“คุณหนูสี่ก็เกิดจากอี๋เหนียงไม่ใช่หรือ? หน้ากลมอย่างกับจาน คงอิจฉาที่คุณหนูข้าหน้าตางดงาม”

ฟู่อวี้ไม่รอเจียงโย่วหนิงเอ่ยปาก ด่ากลับไปอีกครั้ง

คำพูดแต่ละคำของนางแทงใจดำ ล้วนเป็นจุดด้อยของจ้าวซือรุ่ย

“เจ้า...” จ้าวซือรุ่ยถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างอดไม่ได้ เตรียมจะจัดการฟู่อวี้

“เงียบหน่อย” จ้าวเชียนหัวขมวดคิ้วตำหนิ

จ้าวซือรุ่ยไม่กล้าขัดคำสั่ง ได้แต่กดข่มไฟโกรธในใจเอาไว้

“เจ้าย้ายมาอยู่เรือนข้างข้า ข้าไม่พอใจมาก เดิมทีคิดจะมาไล่เจ้าไป แต่ตอนนี้ คงต้องดูท่าทีของเจ้า” จ้าวเชียนหัวหันหลังไปนั่งลงบนเก้าอี้ พูดกับเจียงโย่วหนิงอย่างแน่วแน่ “เจ้าจะเอายาขี้ผึ้งหยกคืนสวันต์ออกมาเอง หรือให้ข้าเข้าไปค้น?”

น้ำเสียงของนางมั่นใจจนราวกับว่ายาขี้ผึ้งหยกคืนวสันต์เป็นของนางแล้ว

“ข้าไม่มีสิ่งที่เจ้าว่ามา”

เจียงโย่วหนิงเม้มปาก ขมวดคิ้วแน่น

จ้าวเชียนหัวเอาแต่ใจ เกรงว่าคงไม่ยอมเชื่อง่าย ๆ

จ้าวเชียนหัวเองก็ไม่เสียเวลา จับโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน “เด็ก ๆ เข้าไปค้น ขอแค่เป็นสิ่งที่เหมือนยาทา เอาออกมาให้ข้าทั้งหมด”

เมื่อนางออกคำสั่ง สาวใช้และบ่าวหญิงเฒ่าสิบกว่าคนก็เข้าไปในห้อง ค้นหาไปทั่ว

“หยุดนะ!”

ฟู่อวี้รีบเข้าไปขวางพวกนาง

ฟางเฟยมองจ้าวเชียนหัวแล้วโมโหมาก”คุณหนูสามทำเช่นนี้ ไม่กลัวบ่าวไปบอกท่านซื่อจื่อหรือเจ้าคะ?”

จ้าวเชียนหัวฮึดฮัด “อย่าเอาพี่ใหญ่มาข่มขู่ข้า พี่ใหญ่ปกป้องเจียงโย่วหนิง ก็เพื่อชื่อเสียงที่ดีของจวนกั๋วกงเท่านั้น ข้าต่างหากที่เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของเขา เข้าไปค้นห้องด้านใน!”

เจียงโย่วหนิงนึกถึงจ้าวหยวนเช่อในตู้เสื้อผ้า ในใจกระวนกระวายมาก รีบยื่นมือไปดึงประตูห้อง

แต่พวกนางมีคนเยอะกว่า ในไม่ช้าประตูก็ถูกผลักออก

ฟางเฟยกับฟู่อวี้ถูกจับเอาไว้

พวกสาวใช้กรูกันเข้าไป ค้นห้องที่เพิ่งจะจัดเก็บเข้าที่ในตอนค่ำจนกระจัดกระจายไปหมด

เจียงโย่วหนิงไม่มีเวลาสนใจพวกนั้น วิ่งไปผลักสาวใช้ที่กำลังจะเปิดประตูตู้เสื้อผ้าออก แล้วยื่นสองมือขวางไว้

“ถ้าคุณหนูสามยังเสียมารยาท อย่าโทษที่ข้าจะไปขอให้ท่านพี่มาให้ความเป็นธรรม นิสัยของท่านพี่เจ้ากับข้าต่างรู้ดี เขาไม่สนใจความเป็นพี่น้อง สนแค่ความยุติธรรม”

เจียงโย่วหนิงจัดระเบียบความคิด เอ่ยปากด้วยใบหน้าเยือกเย็น ดูเหมือนใจเย็น แต่ความจริงร้อนใจจนเหงื่อแตกทั่วตัว

นางหานรักและเอ็นดูจ้าวเชียนหัวมาตลอด เจิ้นกั๋วกงไม่สนใจเรื่องในบ้าน ที่ผ่านมาจ้าวเชียนหัวไม่เกรงกลัวใคร มีเพียงคนเดียวที่เขาเกรงกลัวคือจ้าวหยวนเช่อ

หวังว่าจะขู่นางได้

จ้าวเชียนหัวจ้องตู้เสื้อผ้าหลังเจียงโย่วหนิงด้วยความลังเล

ในที่สุด นางกัดฟันกล่าว “เข้าไปค้น ก็แค่โดนขังในศาลบรรพบุรุษไม่กี่วันไม่ใช่หรือ? ใครจะไปกลัว?”

ถูกขังในศาลบรรพบุรุษไม่กี่วันแลกกับยาขี้ผึ้งหยกคืนวสันต์ คุ้มค่า

สาวใช้สามสี่คนเข้าไปจับตัวเจียงโย่วหนิง

จ้าวเชียนหัวยื่นมือไปเปิดประตูตู้เสื้อผ้า

“อย่านะ!”

เจียงโย่วหนิงจ้องมองมือของนางที่ยื่นออกไป วิญญาณแทบจะหลุดจากร่าง

ในหัวของนางคิดแต่ว่าจ้าวหยวนเช่ออยู่ในห้องนาง ซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้า

สถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้ไม่มีเรื่องนั้นเกิดขึ้น ก็อธิบายไม่ชัดเจน

อีกอย่างพวกนาง...

จังหวะที่ประตูตู้เปิดออก เจียงโย่วหนิงทรุดนั่งลงกับพื้น

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 260

    “ถูกต้อง”แม่นางเซี่ยพยักหน้า“ข้าอยากรู้ว่า โรงรับจำนำเป่าซิงควรจะเป็นของข้าใช่หรือไม่?”เจียงโย่วหนิงลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามออกไปตามตรงแม่นางเซี่ยย่อมต้องรู้ตื้นลึกหนาบางทั้งหมด“ควรจะกล่าวเช่นนั้น” แม่นางเซี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ย “คำไหว้วานที่ข้าได้รับมาก็คือ ยามที่แม่นางแต่งงาน ฮูหยินกั๋วกงจะต้องมอบโรงรับจำนำให้เป็นสินเดิมติดตัวท่านไป”“เป็นท่านพ่อท่านแม่ของข้าที่ไหว้วานท่านหรือ? พวกเขาอยู่ที่ใด? เหตุใดจึงไม่ต้องการข้า?”เจียงโย่วหนิงตื่นเต้นอยู่บ้าง จึงถามข้อสงสัยในใจออกไปรวดเดียวมือทั้งสองข้างใต้โต๊ะของนางกำแน่นขึ้นไปอีกชาติกำเนิดของนางอยู่ตรงหน้านี้แล้ว อีกไม่ช้าก็จะได้รู้ถึงฐานะของท่านพ่อท่านแม่ และรู้ว่าเหตุใดตนเองจึงถูกทิ้งไว้ที่จวนเจิ้นกั๋วกง“แม่นางเจียง ข้าเข้าใจดีว่าท่านอยากรู้ชาติกำเนิดของตนเองเพียงไร” แม่นางเซี่ยทอดมองนางด้วยความเห็นใจ “ทว่าเรื่องนี้ข้าไม่รู้จริง ๆ สมาคมการค้าของพวกเรารับเพียงคำไหว้วาน มีหน้าที่ดูแลเรื่องที่ผู้ว่าจ้างสั่งความมา ข้าบังเอิญรับผิดชอบโรงรับจำนำเป่าซิง ไม่เคยพบหน้าผู้ว่าจ้าง จึงไม่รู้เรื่องราวที่ท่านถามมาเหล่านี้”“ท่า

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 259

    ยามนี้นางเพียงต้องการช่วยบุตรชายออกมา จึงยอมบอกเล่าทุกสิ่งที่ตนรู้จนหมดสิ้นเจียงโย่วหนิงได้ฟังเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่นต้องรู้ก่อนว่า นางหานมิได้มีเพียงโรงรับจำนำแห่งนี้ร้านเดียว ยังมีร้านค้าอื่นอีกเจ็ดแปดแห่ง เมื่อรวมกันแล้วกำไรในหนึ่งปีก็นับว่ามากมายมหาศาลทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสินทรัพย์ส่วนตัวของนางหาน มิได้นับรวมในบัญชีของจวนเจิ้นกั๋วกงอีกทั้งหลายปีมานี้จวนเจิ้นกั๋วกงก็มิได้จัดงานอันใดที่จำต้องใช้เงินทองเป็นพิเศษแต่ละปีมีรายรับมากมายถึงเพียงนั้น เงินของนางหานกลับยังไม่พอใช้อีกหรือ? เงินมากมายปานนั้น ถูกนำไปใช้จ่ายที่ใดหมดกัน?หากนางคิดจะทวงเงินของตนคืน นางหานจะมิใช่ไม่มีให้หรอกหรือ?“ในนามของนางหานยังมีร้านค้าอื่นที่อยู่ภายใต้การดูแลของสมาคมการค้าจิ่นซิ่วอีกหรือไม่?”ชิงหลานชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถามขึ้นมาอีกประโยคเจียงโย่วหนิงได้ยินคำถามนั้นก็ราวกับตื่นรู้ในทันทีไฉนนางถึงคิดไม่ถึงกัน? ในเมื่อโรงรับจำนำเป็นของนาง เช่นนั้นร้านค้าอื่น ๆ ในนามของนางหานจะเป็นของนางด้วยหรือไม่?ช่างน่าละอายใจนักจ้าวหยวนเช่อสั่งสอนนางมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ แต่นางกลับยังสู้ผู้ใต้บังคับบัญชาธร

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 258

    คนส่งจดหมายบอกกับนางแล้วว่า หากไปแจ้งทางการก็จะสังหารตัวประกันทิ้งเสียนางมิกล้าเอาชีวิตของบุตรชายตนเองไปเดิมพันเจียงโย่วหนิงลอบมองอยู่หลังฉากกั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนนางไม่เคยพานพบเรื่องราวเช่นนี้มาก่อน การได้มองดูให้มากเข้าไว้ย่อมเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์“ข้าขอถามเจ้า เถ้าแก่โรงรับจำนำเป่าซิงคือผู้ใด?”ชิงหลานเอ่ยถามเจียงโย่วหนิงอดมิได้ที่จะเงี่ยหูฟังแม่นางหลิ่วได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง “นั่นมิใช่... เป็นสินเดิมของฮูหยินเจิ้นกั๋วกงหรอกหรือ ข้าเป็นเพียงพนักงานบัญชีคนหนึ่งในนั้นเท่านั้น...”นางคิดไม่ถึงเลยว่าพวกโจรลักพาตัวจะเอ่ยถามเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหันนางเกิดความระแวงสงสัยขึ้นมาในทันทีหรือว่าโจรลักพาตัวผู้นี้จะล่วงรู้ตื้นลึกหนาบางอันใด? มิเช่นนั้น คนทั่วไปที่ใดจะถามเช่นนี้เล่า?“หากไม่ยอมพูดความจริง คือไม่อยากได้ชีวิตบุตรชายของเจ้าแล้วใช่หรือไม่?”น้ำเสียงของชิงหลานเย็นเยียบลงกว่าเดิมเจียงโย่วหนิงจ้องมองใบหน้าของแม่นางหลิ่วเขม็งโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตาแม่นางหลิ่วผู้นี้ช่างซื่อสัตย์ต่อนางหานเสียจริง บุตรชายถูกลักพาตัวไปแล้ว ยังคงไม่ยอมเอ่ยความจริงออกมาอี

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 257

    “คุณหนู บุตรชายของแม่นางหลิ่วตกอยู่ในมือของข้าน้อยแล้ว ท่านต้องการไปไต่สวนแม่นางหลิ่วด้วยตนเองหรือไม่ขอรับ?”ดวงตะวันเพิ่งคล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก เจียงโย่วหนิงเอนกายหลับตาพักผ่อนอยู่บนตั่งนุ่ม พลางขบคิดว่าต่อไปจะหลบหนีออกไปอย่างราบรื่นได้อย่างไรพลันได้ยินเสียงชิงหลานรายงานอยู่ด้านนอกนางตกใจ ลืมตาขึ้นมาทันทีเดิมทีคิดว่าการลักพาตัวเด็กคนนั้นคงต้องใช้เวลาจัดการอยู่บ้าง ต่อให้รวดเร็วเพียงไรก็คงต้องเป็นวันพรุ่งนี้คิดไม่ถึงว่าชิงหลานจะจัดการจนเสร็จสิ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามนางลุกขึ้นเปิดประตู ชะโงกหน้ามองออกไปด้านนอก“คุณหนู”ชิงหลานก้มศีรษะทำความเคารพ“ข้าไม่ไปแล้ว พวกเจ้าไต่สวนเสร็จค่อยนำผลลัพธ์มาบอกข้า”เจียงโย่วหนิงเอ่ยสั่งการประโยคหนึ่งด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาสำหรับเรื่องลักพาตัวในครั้งนี้ ความจริงแล้วนางมิได้เป็นฝ่ายผิดนางหานคิดร้ายต่อนางมาหลายปี แม่นางหลิ่วในฐานะคนของนางหานก็มิใช่ผู้บริสุทธิ์แต่อย่างใดยามนี้นางต้องการสืบความจริงให้กระจ่าง การเริ่มจากแม่นางหลิ่วก็เป็นสิ่งที่แม่นางหลิ่วสมควรได้รับแล้วทว่านางเพียงแค่ไม่ค่อยกล้าเผชิญหน้าเท่านั้นในใจรู้สึกเสมอว่ากา

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 256

    “พวกเรากินมื้อเช้ากันเถิด”เทศกาลหยวนเซียวจ้าวหยวนเช่อให้นางกินโคมหัวผักกาด ที่แท้ก็มีความหมายเช่นนี้นี่เองหากนางรู้แต่แรก ย่อมไม่มีทางกินโคมหัวผักกาดนั่นแน่ผู้ใดอยากมีลูกกับเขากัน?ช่างหน้าไม่อายเสียจริงเขาช่างน่ารังเกียจนัก ดีแต่รังแกที่นางไม่รู้ประสีประสา หลอกล่อให้นางทำเรื่องพรรค์นี้“คุณหนู ข้าทำเองเจ้าค่ะ”ฟางเฟยรีบก้าวเข้าไปรับงานในมือนางมาฟู่อวี้ก็เข้าไปช่วยด้วยอู๋มามาดึงมือเจียงโย่วหนิงเบา ๆเจียงโย่วหนิงขยับเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยถามเสียงเบา “มีอันใดหรือมามา?”“ท่านคิดดีแล้วจริง ๆ หรือ ว่าจะไป?” อู๋มามาลดเสียงต่ำถามนาง“อืม” เจียงโย่วหนิงพยักหน้าอย่างแรง แววตาแน่วแน่อู๋มามาพยักหน้าเช่นกัน “ดี ที่มามายังมีเงินอยู่อีกเล็กน้อย ท่านรับไปจัดการเถิด”“มามา เงินของท่านท่านเก็บไว้ก่อนเถิด หากข้าไม่พอใช้แล้วค่อยมาเอาที่ท่าน”เจียงโย่วหนิงรั้งตัวนางไว้อู๋มามาจะมีเงินสักเท่าไรกันเชียว? ก็แค่เบี้ยหวัดรายเดือนเมื่อหลายปีก่อน และเป็นส่วนที่เหลือจากการใช้จ่ายเพื่อตัวนางทั้งสิ้นนางทำใจหยิบฉวยเงินของอู๋มามาไม่ได้จริง ๆ“เช่นนั้นก็ได้ หากท่านไม่พอใช้ก็บอกข้า”อู๋มามามองนา

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 255

    ……เรือนราคาถูกหลังนี้ อิฐสีเขียวล้วนซีดจางลงไปหมดแล้วอู๋มามากำลังอาบแดดอยู่ริมกำแพง พลางพูดคุยกับหญิงชราเพื่อนบ้านอีกสองสามคนดูเหมือนพวกนางจะพูดคุยถึงเรื่องน่ายินดีอันใดสักอย่าง จึงพากันหัวเราะร่วนขึ้นมาพร้อมกัน“มามา”เจียงโย่วหนิงร้องทักทายขึ้นประโยคหนึ่งเมื่อเห็นว่าอู๋มามามีสีหน้าแดงปลั่งเปล่งปลั่ง กิริยาวาจากระฉับกระเฉงกว่าแต่ก่อนมาก ในใจก็ปลาบปลื้มยิ่งนักร่างกายของมามาฟื้นฟูขึ้นไม่น้อย เช่นนี้ยามที่พวกนางจากไปก็จะสะดวกขึ้นบ้าง“โอ้!”อู๋มามาเห็นนางก็รีบหยัดกายลุกขึ้นนางมิกล้าเอ่ยเรียกเปิดเผยฐานะของอีกฝ่าย จึงหันไปเอ่ยทักทายหญิงชราเหล่านั้น แล้วเดินเข้าไปจูงมือเจียงโย่วหนิงเดินเข้าไปในเรือน“มามา ยามนี้ท่านเดินได้เร็วมากแล้ว”เจียงโย่วหนิงทั้งประหลาดใจและดีใจ นางควงแขนอีกฝ่ายเอาไว้อู๋มามาฟื้นตัวได้ดีกว่าที่นางคาดไว้เสียอีก“มิใช่เพราะท่านดูแลเป็นอย่างดีหรอกหรือ? ท่านหมอจางยังแวะเวียนมาฝังเข็มให้ข้าอยู่บ่อย ๆ ยามนี้ดีขึ้นมากแล้ว” อู๋มามาจูงมือนางเข้าไปในเรือน “รีบนั่งลงเถิด เหตุใดท่านจึงมาที่นี่ได้เล่าเจ้าคะ?”“ข้ามาเยี่ยมท่าน” เจียงโย่วหนิงนั่งลงเคียงข้างนาง “

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 4

    นางหานชำเลืองมองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่งหางตาเจียงโย่วหนิงเห็นจ้าวหยวนเช่อเงยหน้า เหมือนจะมองมาทางนี้เช่นกันนางแสร้งทำใจเย็น คีบขนมพุทราขึ้นมาใหม่แล้ววางหน้าตัวเอง แล้วกัดคำเล็กไปหนึ่งคำจืดชืดราวกับเคี้ยวขี้ผึ้งเหตุใดนางหานจึงถามเช่นนี้กะทันหัน? ไม่ได้ตั้งใจหรือ? หรือดูบางอย่างออก จึงจงใจเหยียด

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 3

    เมื่อเดินตามร่างสูงใหญ่ของจ้าวหยวนเช่อที่อยู่ข้างหน้าออกจากศาลบรรพบุรุษ นางถึงพบว่าด้านนอกฝนตกแล้วฝนพรำโปรยปราย ความเปียกชื้นที่เจือความเย็นพัดมา ทำให้นางอดตัวสั่นไม่ได้“นายท่าน”ด้านข้าง ชิงเจี้ยนที่ติดตามจ้าวหยวนเช่อมาหลายปียื่นร่มกระดาษไขให้คันหนึ่งจ้าวหยวนเช่อกางร่มออก ปรายตาส่งสัญญาณให้เ

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 2

    “ลองเปิดประตูดูสิ”เสียงของนางหานดังขึ้นอีกครั้งได้ยินแบบนั้นในหัวของเจียงโย่วหนิงก็ดังหึ่ง หัวใจหยุดเต้นในพริบตา หนังหัวชาวาบ ชั่วขณะนั้นแทบจะเป็นลมหมดสตินางแทบจะคิดอะไรไม่ได้ ในสมองมีเพียงความคิดเดียว... ถ้าประตูเปิดก็คือหายนะ ทั่วทั้งร่างเหมือนถูกยึดตรึงเอาไว้ขยับไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือย

  • พันธกาลเร้นรัก   บทที่ 1

    เช้าตรู่ต้นฤดูร้อน ศาลบรรพบุรุษแห่งจวนเจิ้นกั๋วกงในเมืองหลวง ถูกปกคลุมด้วยหมอกชั้นบางภายในศาลบรรพบุรุษมีเสียงสวดมนต์ของนักบวชดังขึ้นราง ๆ ภายในเรือน เตาหลอมสัมฤทธิ์ที่มีความสูงครึ่งคนมีควันพวยพุ่ง สาวใช้และบ่าวชายกำลังวิ่งวุ่นเจียงโย่วหนิงถือชายกระโปรงเดินมาจากด้านหลังทางเดิน ความปวดร้าวทั่วร่าง

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status