Mag-log inไม่ใช่ว่าชอบจูบอาหนิงของเขาหรืออย่างไร?ไฉนจึงไม่จูบต่อเล่า?คนในมือของพี่สะใภ้องค์รัชทายาทผู้นี้มีไม่น้อย จู่โจมเข้ามาพร้อมกันมากมายเพียงนี้ มากพอที่จะทำให้จ้าวหยวนเช่อต้องรับมือไปพักใหญ่เลยทีเดียวจ้าวหยวนเช่อมีวรยุทธ์ล้ำเลิศแม้จะต้องคอยปกป้องเจียงโย่วหนิงที่อยู่เบื้องหลัง ทว่าคนทั้งเจ็ดแปดคนนั้นก็ยังมิใช่คู่ต่อสู้ของเขาอยู่ดีผ่านไปเพียงชั่วจิบชา ก็มีคนล้มลงไปแล้วสองสามคน“ร้ายกาจไม่เบา ข้าจะไปลองเชิงเขาสักหน่อย”เซี่ยหวยอวี่ดึงผ้าคาดสีดำที่ห้อยอยู่ตรงอกขึ้นมาปิดบังใบหน้า“องค์ชาย ข้าน้อยพากำลังคนไปเองก็พอแล้วขอรับ ท่านอย่าไปเลย อันตรายเกินไป!”หนานเฟิงรีบดึงเขาเอาไว้ กระบี่ไร้ตา เขาไม่กล้าปล่อยให้องค์ชายของตนไปเสี่ยงอันตรายเป็นแน่เขาสวมผ้าปิดหน้าสีดำเช่นเดียวกัน การแต่งกายล้วนดูไม่ต่างจากกลุ่มคนที่กำลังลงมือกับจ้าวหยวนเช่อเลยแม้แต่น้อยระหว่างที่จ้าวหยวนเช่อกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับคนกลุ่มนั้น หางตาก็เหลือบไปเห็นอีกสี่คนถืออาวุธแหลมคมพุ่งเข้ามาร่วมวงต่อสู้เจียงโย่วหนิงหลบอยู่ด้านหลังจ้าวหยวนเช่อ นางเห็นเพียงคมมีดปลิวว่อนอยู่เบื้องหน้า กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเตะจมูกน
“ข้าทำเอง…”ร่างของเจียงโย่วหนิงเกร็งเขม็ง นางยกมือขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ หมายจะผลักเขาออกไปจ้าวหยวนเช่อพลันก้มศีรษะลงมา ประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากของนางแผ่วเบา“ข้าจะให้ชิงหลิวพาคนจำนวนหนึ่งมาคอยคุ้มกันเจ้าอยู่ที่ตีนเขา เจ้าอย่าได้เดินเพ่นพ่านไปทั่ว”เขากำชับนาง“ไม่เป็นไร ข้าอยู่คนเดียวได้”เจียงโย่วหนิงเบือนใบหน้าที่แดงก่ำหนี เอ่ยปฏิเสธเสียงเบาเรื่องของเหมืองแร่มิใช่เรื่องเล็กน้อยคนขององค์รัชทายาทย่อมต้องทุ่มสุดกำลัง และต่อสู้อย่างถวายหัวเป็นแน่เดิมทีกำลังคนข้างกายจ้าวหยวนเช่อก็มีไม่มากพออยู่แล้ว หากนางยังแบ่งตัวชิงหลิวมาอีก เขาจะต้องตกอยู่ในอันตรายหลายวันมานี้ พวกเขาใช้เวลาอยู่ด้วยกันทุกวันทว่าเขากลับไม่เคยแสดงท่าทีใกล้ชิดกับนางถึงเพียงนี้มาก่อนบัดนี้เมื่อถึงคราวต้องแยกจากกัน เขากลับจุมพิตนางกะทันหัน นี่... นี่แปลว่าเขาก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์เหมือนนางอย่างนั้นหรือ?เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ นางก็ส่ายหน้าเบา ๆ เพื่อไม่ให้ตนเองคิดฟุ้งซ่านไปไกลจะเป็นไปได้อย่างไร?ในเมื่อทุกถ้อยคำของเขาล้วนมีแต่ซูอวิ๋นชิงเซี่ยหวยอวี่คาบก้านหญ้าเส้นเล็กไว้ในปาก เร้นกายอยู่หลังพุ่มไม้ เขา
เสียงนั้นคล้ายกับเสียงร้องของนกชนิดใดชนิดหนึ่ง แหลมเล็กจนสามารถดังกังวานออกไปได้ไกลลิบเจียงโย่วหนิงกินเนื้อกระต่ายตากแห้งหมดไปสองชิ้น ชิงเจี้ยนก็มาถึงพอดี“นายท่าน คุณหนู”ชิงเจี้ยนประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม“ยามค่ำคืนหากแนบหูฟังที่โขดหิน จะได้ยินเสียงเคาะสะท้อนมา เหมืองแร่ไม่น่าจะอยู่ไกลจากที่นี่นัก” จ้าวหยวนเช่อเอ่ยสั่งการเขาโดยตรง “เจ้าจงนำคนตามรอยเสียงนั้นไปสืบดูเถิด ว่าเหมืองแร่นั้นอยู่ที่ใดกันแน่ ภายในมีสถานการณ์เป็นเช่นไร หากได้เบาะแสให้รีบมารายงานทันที นอกจากนี้จงส่งสาส์นกลับไปกราบทูลฝ่าบาทถึงเรื่องราวทางนี้ เพื่อให้พระองค์ทรงส่งกำลังคนมาเพิ่ม”มังกรที่ว่าเก่งกาจ ก็ยังไม่อาจข่มงูเจ้าถิ่นได้กำลังคนที่เขาพามาด้วยนั้นมีไม่เพียงพอ“ขอรับ”ชิงเจี้ยนก้มหน้ารับคำ ก่อนที่ร่างจะเร้นกายหายลับเข้าไปในพงไพรในชั่วพริบตาช่วงหลายวันหลังจากนั้น จ้าวหยวนเช่อพาเจียงโย่วหนิงเดินลัดเลาะไปตามหุบเขา คอยสอนนางยิงธนูและล่าสัตว์อยู่เสมอเจียงโย่วหนิงเองก็โยนความกลัดกลุ้มทิ้งไปชั่วคราว และเพลิดเพลินไปกับช่วงเวลาเหล่านั้นกระทั่งถึงยามโพล้เพล้ของวันหนึ่ง“มือยังเจ็บอยู่หรือไม่?”จ้าวหยวนเ
ยามที่นางกำลังง่วนอยู่กับงาน เขาก็นำกิ่งไม้สดมาปิดบังปากถ้ำเอาไว้เรียบร้อยแล้ว“นอนเถิด พรุ่งนี้เช้าก็ดีขึ้นแล้ว”จ้าวหยวนเช่อนั่งพิงผนังถ้ำ ด้านล่างปูรองด้วยใบไม้อ่อนนุ่ม ก่อนจะส่งสายตาเรียกให้นางเข้าไปหาเจียงโย่วหนิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าสุดท้ายก็ยอมเดินเข้าไปนั่งพิงแนบชิดข้างกายเขาภายในใจนางนึกค่อนขอดตนเองพอเขาเรียกนางก็รีบมา ช่างไม่เอาไหนเลยจริง ๆทว่าเมื่ออยู่กลางป่าเขาเยี่ยงนี้ หากไม่ได้อิงแอบเขา นางก็มิกล้าข่มตาหลับลงเลยแม้แต่น้อยจ้าวหยวนเช่อวาดวงแขนโอบกอดนางเอาไว้อย่างเป็นธรรมชาติ แล้วพานางล้มตัวลงนอนนางหนุนท่อนแขนของเขา สัมผัสได้ว่าเขานำเสื้อคลุมตัวนอกมาห่มคลุมร่างกายนางไว้เจียงโย่วหนิงหลับตาลงอย่างช้า ๆข้างหูแว่วเพียงเสียงกองไฟแตกปะทุแผ่วเบาผสานกับเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอของเขา บรรยากาศช่างเงียบสงบและอบอุ่นภาพบรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางแม้แต่ในความฝันก็ยังมิกล้าคิดฝัน ทว่าบัดนี้กลับเกิดขึ้นจริงเสียแล้วนางถึงขั้นเกิดความคิดเพ้อฝันขึ้นมาวูบหนึ่งหากกาลเวลาสามารถหยุดนิ่งอยู่เพียงชั่วขณะนี้ ให้พวกเขาสองคนได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในป่าเขานี้ตลอดไป มิต
“อร่อยหรือไม่?”จ้าวหยวนเช่อถือไก่ป่าส่วนที่เหลือเอาไว้ในมือ ทว่ายังไม่ได้กิน“หอมยิ่งนัก ท่านก็กินด้วยสิ”เจียงโย่วหนิงหรี่นัยน์ตาคู่สวยลง มุมปากเปื้อนคราบน้ำมันเล็กน้อย ดูราวกับลูกแมวน้อยที่เพิ่งได้กินปลาจ้าวหยวนเช่อยกมือขึ้นเช็ดมุมปากให้นาง ก่อนจะฉีกเนื้อไก่ชิ้นหนึ่งเข้าปากตัวเองเมื่อเจียงโย่วหนิงกินน่องไก่หมดไปหนึ่งน่อง จ้าวหยวนเช่อก็ฉีกน่องไก่อีกชิ้นส่งให้นาง“ชิ้นนี้ท่านกินเถิด”เจียงโย่วหนิงรู้สึกเกรงใจอยู่บ้างไก่ป่าตัวหนึ่งมีเพียงสองน่อง นางจะกินคนเดียวหมดได้อย่างไร?จ้าวหยวนเช่อไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงแค่ยัดน่องไก่ใส่มือนาง“เช่นนั้นข้ากินแล้วนะ?”เจียงโย่วหนิงจ้องมองเขาด้วยนัยน์ตาสีดำขลับที่เป็นประกายวาววับจ้าวหยวนเช่อพยักหน้ารับจากนั้นก็ยื่นปีกไก่ทั้งสองชิ้นให้นางไปพร้อมกัน“ข้ากินเยอะถึงเพียงนี้ไม่ไหวหรอก”เจียงโย่วหนิงเอ่ยปฏิเสธ“กินเสียเถิด ประเดี๋ยวจะได้มีแรงไปจัดการเจ้านั่น”จ้าวหยวนเช่อฉีกเนื้อที่ติดอยู่บนโครงไก่ พลางเชิดคางไปทางปากถ้ำกระต่ายป่าที่ล่ามาได้เมื่อช่วงเช้า ถูกวางทิ้งเอาไว้ตรงนั้น“ท่านจะให้ข้าจัดการเจ้านั่นหรือ?”เจียงโย่วหนิงอดไม่ได้ท
ยามค่ำคืน ภายในถ้ำเจียงโย่วหนิงเก็บฟืนกลับมา หลังจากฝึกฝนอยู่หลายวัน นางก็สามารถหาฟืนและก่อไฟได้อย่างคล่องแคล่วแล้วไม่นานนัก กองไฟก็ส่งเสียงดังเป๊าะแป๊ะ นางนั่งยอง ๆ อยู่ด้านข้างพลางเติมฟืนเข้าไป“ต้มน้ำร้อน”จ้าวหยวนเช่อหิ้วไก่ป่าที่ล่ามาได้เมื่อตอนกลางวันเดินเข้ามา พร้อมกับเอ่ยสั่งนางประโยคหนึ่งเจียงโย่วหนิงต้มน้ำร้อนอย่างว่าง่ายนางนั่งยอง ๆ อยู่ด้านข้าง มองดูเขานำไก่ป่าไปลวกน้ำร้อน ก่อนจะถอนขนไก่ออกอย่างชำนาญจากนั้นก็หยิบมีดสั้นออกมาแล่เนื้อ ล้างทำความสะอาดให้หมดจด แล้วใช้กิ่งไม้เสียบย่างไว้เหนือกองไฟ“เจ้ามาทำ”จ้าวหยวนเช่อยื่นกิ่งไม้ที่เสียบไก่ป่าส่งให้นางนัยน์ตาของเจียงโย่วหนิงเป็นประกายระยิบระยับ เมื่อครู่นั่งมองอยู่ด้านข้าง นางก็รู้สึกอยากจะลองทำดูเต็มทีแล้วนางคิดมาตลอดว่าการย่างไก่ป่านั้นไม่ยาก แค่คอยหมุนไม้พลิกไปมาบนกองไฟ นางย่อมทำได้ดีอย่างแน่นอนพอรับกิ่งไม้มาจากมือของจ้าวหยวนเช่อ นางก็อดไม่ได้ที่จะโค้งดวงตาลงอย่างอารมณ์ดี“หมุนเช่นนี้” จ้าวหยวนเช่อกุมมือนางไว้ พาหมุนด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอ “ความเร็วอย่าให้เร็วหรือช้าจนเกินไป หากเร็วไปข้างนอกจะไหม้แต่ข้า
“โย่วหนิง? ไปไหนแล้วล่ะ?”นางหานเดินมาหลังฉากกั้น“ท่านแม่ ท่านอย่าเข้ามาเจ้าค่ะ ข้าไม่ระวังทำน้ำนมเลอะตัว กำลังเช็ดอยู่เจ้าค่ะ”ภายใต้ความคับขัน เจียงโย่วหนิงรีบหาข้ออ้าง ฝ่ามือชื้นไปด้วยเหงื่อนางหานได้ยินดังนั้นจึงหยุดฝีเท้า ถามนาง “พี่ชายเจ้าล่ะ?”เจียงโย่วหนิงหันมองจ้าวหยวนเช่อ ในดวงตาคือค
นางหานชำเลืองมองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่งหางตาเจียงโย่วหนิงเห็นจ้าวหยวนเช่อเงยหน้า เหมือนจะมองมาทางนี้เช่นกันนางแสร้งทำใจเย็น คีบขนมพุทราขึ้นมาใหม่แล้ววางหน้าตัวเอง แล้วกัดคำเล็กไปหนึ่งคำจืดชืดราวกับเคี้ยวขี้ผึ้งเหตุใดนางหานจึงถามเช่นนี้กะทันหัน? ไม่ได้ตั้งใจหรือ? หรือดูบางอย่างออก จึงจงใจเหยียด
เมื่อเดินตามร่างสูงใหญ่ของจ้าวหยวนเช่อที่อยู่ข้างหน้าออกจากศาลบรรพบุรุษ นางถึงพบว่าด้านนอกฝนตกแล้วฝนพรำโปรยปราย ความเปียกชื้นที่เจือความเย็นพัดมา ทำให้นางอดตัวสั่นไม่ได้“นายท่าน”ด้านข้าง ชิงเจี้ยนที่ติดตามจ้าวหยวนเช่อมาหลายปียื่นร่มกระดาษไขให้คันหนึ่งจ้าวหยวนเช่อกางร่มออก ปรายตาส่งสัญญาณให้เ
“ลองเปิดประตูดูสิ”เสียงของนางหานดังขึ้นอีกครั้งได้ยินแบบนั้นในหัวของเจียงโย่วหนิงก็ดังหึ่ง หัวใจหยุดเต้นในพริบตา หนังหัวชาวาบ ชั่วขณะนั้นแทบจะเป็นลมหมดสตินางแทบจะคิดอะไรไม่ได้ ในสมองมีเพียงความคิดเดียว... ถ้าประตูเปิดก็คือหายนะ ทั่วทั้งร่างเหมือนถูกยึดตรึงเอาไว้ขยับไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือย







