LOGINหากเอ่ยตามจริงแล้วฐานะของซือเร่อสำหรับแคว้นต้าเจิ้งแม้ไม่สูงศักดิ์เทียบเท่าเหล่าราชนิกุล ทว่ากลับสูงส่งยิ่งใหญ่กว่าองค์หญิงเสียอีก เพราะนางได้เป็นที่เป็นถึงบุตรสาวบุญธรรมของชินอ๋องเจิ้งเทียนฉี ผู้เปี่ยมอำนาจมากบารมี กระทั่งฮ่องเต้ยังเกรงพระทัย ซือเร่อจึงเป็นเพียงนางพญาหงส์วอนรักตนหนึ่งซึ่งสูงส่งเสียจนบุรุษใฝ่ฝันถวิลหาแต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาหรือเอื้อมถึงสักคน
แต่ยามนี้ ซือเร่อในวัยสิบห้าปีกำลังจะได้คู่หมั้นเป็นตัวเป็นตน
และคู่หมั้นยังเป็นถึงองค์ชาย…
นางรีบเอ่ย “เร็วเข้า พวกเจ้ารีบแต่งกายให้ข้า”
“เจ้าค่ะ”
สาวใช้ทุกคนรับคำแล้วรีบช่วยกันประโคมเครื่องแต่งกายให้ซือเร่อจนเต็มยศอย่างรู้ใจนายสาว เพื่อความสวยหยาดหยดโดดเด่นปานล่มแคว้น
ศาลากลางลานอันร่มรื่นของพุ่มไม้
เหล่าสาวใช้ให้รู้สึกว่าชีวิตมีความหมายขึ้นมากโขก็วันนี้ เพื่อได้มีโอกาสได้ยลโฉมบุรุษที่เรียกได้ว่าหล่อเหลาอย่างร้ายกาจ ตายไปย่อมไม่เสียชาติเกิด พวกนางต่างจับจ้องชายผู้มีเครื่องหน้าคมคายไร้ที่ติตรงหน้าไม่วางตา ร่างกายสูงใหญ่ของเขาสง่างามอย่างยากจะพบเจอในหมู่บุรุษทั่วไป
ยามพิศมองก็ให้รู้สึกหลงใหลคลั่งใคล้ยากต้านทานเสน่ห์อันร้อนแรงนั้น
กล้ามเนื้อแข็งแกร่งที่อยู่ภายใต้อาภรณ์สีม่วงรัดกุมมองแล้วให้รู้สึกถึงขุมพลังอันมากมายมหาศาลทรงเสน่ห์ล้นเหลือ ทว่ากลับรับรู้ได้ว่ามิอาจเอื้อมแม้ชายอาภรณ์
เนื่องจากสังเกตุจากเรือนผมสีดำสนิทที่ถูกม้วนอย่างดีครอบด้วยกวานทองและชุดม่วงรัดกุมนั้นเป็นผ้าไหมปักดิ้นทองลายมังกรสี่เล็บ ทั่วร่างเปล่งประกายเจิดจรัสปานนั้น ราศีของเขาล้วนบ่งบอกถึงฐานะอันสูงศักดิ์เป็นอย่างดี
เช่นนี้ผู้ใดจักหาญกล้าคิดไม่ซื่อกับเขาได้เล่า
บุรุษหนุ่มผู้นี้กำลังนั่งอยู่กับเจ้าของวังฝูอ๋องภายในศาลา นั่นยิ่งตอกย้ำถึงฐานะที่ไม่ธรรมดาต่อเจ้าของวังแห่งนี้
ชินอ๋องเจิ้งเทียนฉีกำลังนั่งจิบชาหอมกรุ่นชั้นเลิศพร้อมเล่นหมากล้อมกับหลานชายสุดที่รักผู้นี้ที่มีนามว่าเจิ้งเซียวเล่อ
เจิ้งเซียวเล่อคือโอรสลำดับที่สองของฮ่องเต้เจิ้งเทียนหมิง เป็นองค์ชายรูปงามรักอิสระ หญิงสาวที่เคยเห็นเขาล้วนเกิดความรักใคร่ลุ่มหลงในตัวเขาอย่างยากจะยั้งใจ
ตั้งแต่ชายแดนเหนือจรดใต้ไม่รู้มีหญิงสาวจำนวนเท่าใดที่เฝ้าฝันถึง
หากแต่ตัวเขากลับมีนิสัยวู่วามบุ่มบ่ามกล้าได้กล้าเสีย เจ้าเล่ห์มากแผนการ ทั้งยังใจร้อนและเอาแต่ใจ ไม่ไว้หน้าใคร จึงทำให้ไม่มีสตรีใดกล้าเข้าใกล้ ถึงขั้นดับฝันตนเองอย่างชอกช้ำ
เขาถูกผู้คนตั้งฉายาว่าอสูรร้ายในคราบมนุษย์ที่ผุดขึ้นมาจากขุมนรกเพื่อคอยฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ศัตรูผู้รุกรานให้แว่นแคว้น เป็นมัจจุราชอำมหิตฆ่าล้างเมืองเป็นตัวหายนะแห่งดินแดน
ด้วยเหตุนี้เจิ้งเซียวเล่อจึงเป็นถึงนักรบคู่แผ่นดิน เขามีตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ในทุกการศึก
ในอดีต สมัยที่เจิ้งเทียนฉียังคงเป็นอ๋องหนุ่มแน่นแข็งแรง ส่วนเจิ้งเซียวเล่อยังเป็นองค์ชายน้อย ทั้งสองมักจะออกศึกร่วมกัน
เจิ้งเทียนฉีมีเจิ้งเซียวเล่อคอยระวังหลังให้ทุกสมรภูมิรบ เขาจึงคอยชี้แนะชั้นเชิงและกลยุทธ์การสู้รบจนอีกฝ่ายเก่งกาจ เป็นนักรบหนุ่มน้อยมากความสามารถจวบจนทุกวันนี้
หลังจากเดินทางไปประจำการตามด่านต่างๆ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตามสมรภูมิรบยาวนานหลายปี โดยละทิ้งตำแหน่งองค์ชายสูงศักดิ์ในวังหรูหรา ล่าสุดสิ้นศึกชายแดนทางตอนเหนือซึ่งกินเวลาเนิ่นนาน เจิ้งเซียวเล่อต้องเดินทางกลับเข้าเมืองหลวงเพื่อนำหัวของผู้นำฝ่ายศัตรูมาวางบนแท่นบูชามังกรและรับความดีความชอบต่อพระพักตร์ฮ่องเต้ผู้เป็นพระบิดา เขาจึงไม่ลืมแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนทักทายชินอ๋องเจิ้งเทียนฉี
“เสี่ยวเล่อน้อยของลุง เติบใหญ่เป็นชายหนุ่มเต็มตัวแล้ว”
เสี่ยวเล่อ เป็นนามที่ชินอ๋องเรียกหลานชายด้วยความเอ็นดูไม่ต่างจากครั้งที่อีกฝ่ายเป็นเพียงองค์ชายตัวน้อยผู้คอยวิ่งตามเบื้องหลัง
น้ำเสียงของอ๋องเฒ่ายิ่งทุ้มนุ่ม แววตาแฝงความคาดหวังบางอย่าง “ปีนี้สมควรคิดแต่งชายาได้แล้วกระมัง”
เจิ้งเซียวเล่อได้ยินเช่นนั้น จึงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ แม้มิได้ตอบรับ แต่ก็มิได้ปฏิเสธ เขาเพียงวางหมากสีดำตัวหนึ่งลงไปบนกระดานด้วยสีหน้าสงบนิ่ง พลางเอ่ยเสียงเรียบ
“เสด็จลุงคงมีสตรีผู้เพียบพร้อมรอหลานอย่างข้าแล้ว?”
เจิ้งเทียนฉีเอื้อมมือวางหมากสีขาวเพื่อต่อสู้หมากสีดำอย่างเต็มกำลัง ก่อนเอ่ย “เจ้าคงจำเรื่องเมื่อหกปีที่แล้วได้”
ชายหนุ่มพยักหน้าวางหมากดำลงไปโดยไม่ต้องคิดอันใด “เด็กหญิงผู้มีพระคุณตัวน้อย ผู้ช่วยยื้อชีวิตของเสด็จลุงกลางหิมะในหุบเขาเหลิ่งซาน ยามนี้คงกลายเป็นสาวงามพร้อมออกเรือน”
อ๋องเฒ่ายกยิ้ม
สองปีต่อมา...ขณะที่เฟิงลี่กำลังดูแลบุตรชายบุตรสาว นางเพียรสังเกตเจิ้งเซียวเล่อกับเจิ้งเหวินไท่ตลอดเวลาบุรุษทั้งสองร่ำสุราสนทนาบางอย่างกันตั้งแต่เมื่อวานจนบัดนี้ล่วงเวลาค่ำแล้วก็ยังไร้วี่แววเลิกรานางจึงพาลูกๆ เข้าเรือนนอน กล่อมพวกเขาจนหลับสนิทก่อนเรียกบ่าวรับใช้มาสั่งการบางอย่างแล้วออกมาร่วมวงสนทนากับเหล่าบุรุษในศาลาส่องจันทร์เจิ้งเซียวเล่อเห็นภรรยามาจึงเชื้อเชิญให้นางนั่ง รินเหล้าใส่จอกให้อย่างเอาใจใส่เจิ้งเหวินไท่เห็นสามีภรรยารักใคร่ปรองดองท่าทางเข้าอกเข้าใจกันและกันปานนั้นจึงเอ่ยตัดพ้ออย่างน่าสงสาร“พี่สะใภ้ เหตุใดพวกท่านถึงทำให้ข้ารู้สึกริษยาถึงเพียงนี้”เมื่อได้ยินคำถามแปลกประหลาด เฟิงลี่พลันเลิกคิ้วสูง“สาเหตุที่รัชทายาททรงดื่มเหล้าเมามายไม่ยอมกลับตำหนักบูรพาเพราะทะเลาะกับพระชายาหรือ?”เจิ้งเหวินไท่ส่ายหน้ายิ้มขื่น “ข้ากับนางมิได้ทะเลาะกัน นางปรนนิบัติดูแลข้าอย่างดี ไม่เคยเลยสักคราที่จะทำให้ข้าเห็นถึงความบกพร่องต่อหน้าที่ นางเป็นสตรีเพียบพร้อมงดงามไร้ที่ติ”“แล้วเช่นนั้นท่านมาดื่มเหล้าอย่างกลัดกลุ้มเรื่องใดกัน” เฟิงลี่ถามเสียงนุ่มอย่างรอฟังคำตอบที่แท้จริงในขณะที่เจิ้งเซียวเ
เจิ้งเหวินไท่ดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาทเข้าปีที่สามเขาช่วยงานราชกิจพระบิดาได้อย่างดีเยี่ยมไร้ที่ติสืบมา ส่วนหลังเรือนยังปกครองได้อย่างเด็ดขาดเที่ยงธรรมไร้คลื่นโหม ทว่ากลับไร้ชายาเอกมาโดยตลอดผู้คนล้วนกังขาว่าเหตุใดรัชทายาทเจิ้งเหวินไท่ผู้เก่งกาจไม่แต่งชายาเอกเสียทีแต่แล้วความสงสัยก็ได้รับคำตอบ เมื่องานมงคลเกิดขึ้น โดยมีบุตรสาวสายตรงของแม่ทัพโจวผู้ยิ่งใหญ่แห่งจวนเจิ้นกั๋วโหวสวมชุดแดงนั่งสง่างามอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวของเจิ้งเหวินไท่นางคือโจวหลิวหลันภายใต้ขบวนแต่งงานที่ยิ่งใหญ่อลังการ สาวน้อยแอบเปิดผ้าม่านรถม้าออกดูเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าบุรุษชุดแดงที่มารับนางด้วยตนเองคือเจิ้งเหวินไท่จริงๆ ใช่ไหม?นางมิได้ฝันไปแน่นะ!และคำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือใบหน้าหล่อเหลาที่แสนจะราบเรียบไร้ความรู้สึก ประหนึ่งคนที่ถูกบังคับให้รับสมรสพระราชทานคือเจ้าบ่าว มิใช่เจ้าสาวอย่างนางโจวหลิวหลันขมวดคิ้ว จ้องมองเจิ้งเหวินไท่อย่างงุนงงยิ่งหน้าขบวนมงคล บุรุษชุดแดงบนหลังม้าลอบชำเลืองมองใครบางคนในเกี้ยวเจ้าสาวอยู่เช่นกัน ช่องว่างหน้าต่างรถม้านั้น ม่านถูกแง้มเปิด เขาเห็นนางเผยเพียงดวงตากระจ่างใสวับวาว ซึ่
เจี้ยนอ๋องเจิ้งเซียวเล่อที่โกรธาถึงขั้นจะก่อกบฏกลางเมืองเพื่อปลดรัชทายาทผู้บังอาจกล่าวคำใส่ร้ายต่อภรรยาอันเป็นที่รัก จึงสงบลงได้ในที่สุด เขาแอบยกทัพสายลับนักฆ่าในอาณัติกลับไปอย่างเงียบเชียบเรื่องราวมิได้เกินความคาดหมาย รัชทายาทถูกปลด อัครมหาเสนาบดีมู่หย่งร่วมกับเหล่าขุนนางใหญ่ต่างลงชื่อเสนอองค์ชายสี่เจิ้งเหวินไท่ขึ้นรับตำแหน่งรัชทายาทแทนการแต่งตั้งเกิดขึ้นอย่างเอิกเกริกยิ่งใหญ่ กลุ่มขั้วอำนาจทั้งหลายล้วนเปลี่ยนท่าทีมายืนอยู่ฝั่งองค์ชายสี่อย่างล้นหลามเจิ้งซงหยวนหมดอำนาจในที่สุดโดนยึดตำแหน่งไม่พอยังถูกยึดทรัพย์จนสิ้นไม่มีเหลือ บัดนี้เขาจึงกลายเป็นแค่บุรุษธรรมดาไร้ความสามารถผู้หนึ่ง กระทั่งเหล่าอนุชายายังเบือนหน้าหนี ขอหย่าโดยพร้อมเพรียงกันเรื่องควรสิ้นสุดแค่เท่านั้น ทว่ากลับมีผู้เดือดร้อนหาความสงบสุขมิได้ คนผู้นั้นคือฮองเฮาหลี่ม่านย่าพระนางโกรธมาก เกลียดชังถึงขั้นสั่งคนตามฆ่าชิงเยว่ สตรีผู้เป็นที่รักของบุตรชายชิงเยว่ผู้นี้คือต้นเหตุของเรื่องเลวร้ายทั้งหมด สตรีหายนะไม่ควรมีชีวิตรอดเด็ดขาด...หลี่ม่านย่าปองร้ายชิงเยว่อย่างหมายมาดเจิ้งซงหยวนในยามนี้ไม่อาจต่อกรกับภัยจากพระมารดา หรื
แม้นางมีวัยโรยราแต่ความสะคราญโฉมกลับมิร่วงโรยเห็นได้ชัดเจนว่าฮองเฮาหลี่ม่านย่าผู้นี้ได้รับการฟูมฟักทะนุถนอมปานใดไม่แปลกใจที่สตรีวังหลังต่างอิจฉาริษยาจนสร้างความวุ่นวายไม่เว้นวัน หากมิใช่ฮ่องเต้คอยควบคุมเอาไว้อย่างเข้มงวด นางคงมิได้ยืนหยัดจนบัดนี้เมื่อถูกต่อว่าอย่างรุนแรงเยี่ยงนั้น ฮองเฮาหลี่จึงยืนร่ำไห้แบบไร้เสียง น้ำตาค่อยๆ ไหลรินอาบสองแก้มนวลอย่างสวยงามท่าทางบอบบางราวกลีบบุปผาต้องหยาดพิรุณจนหลุดร่วงห่างเกสรเช่นนี้ ทำให้คนมองต้องปวดใจทุกคราทว่าครั้งนี้เจิ้งเทียนหมิงฮ่องเต้ไม่อาจพระทัยอ่อนให้นางได้อีกแล้ว หากยังปกป้องกันเช่นนี้ เห็นทีราชวงศ์เจิ้งที่สืบทอดมาหลายรุ่นคงถึงคราวสิ้นสุดลงที่รุ่นนี้มาตรว่าราชันมั่นคงต้องเริ่มจากวังหลัง หากวังหลังเข้มแข็งย่อมค้ำชูบัลลังก์ให้แข็งแกร่งสืบไปทว่ารัชทายาทต้าเจิ้งกลับปกครองหลังเรือนจนวุ่นวาย กระทั่งชายาเอกต้องชอกช้ำตรอมตรมถึงขั้นพาบุตรชายในครรภ์กลับไปตายที่บ้านเดิมอย่างอนาถเรื่องนี้หากถูกแพร่งพรายออกไป วิญญาณปฐมกษัตริย์คงไม่แคล้วลุกขึ้นจากหลุมมาทวงความยุติธรรม ผู้คนคงสาปแช่งมิให้ผุดมิให้เกิด ต่างแคว้นคงดูแคลน ประชาราษฎร์คงถ่มน้ำลาย ทั่วหล้า
ผ้าห่มค่อยๆ คลี่คลุมเรือนกายบอบบางชุ่มเลือดที่สั่นเทิ้มอย่างไม่อาจควบคุมนั้น เฟิงลี่เห็นซือเร่อร้องไห้ไร้สุ้มเสียงเช่นกันน้ำตาของคนเป็นพี่หยาดรินจนเปียกชุ่มหมอนด้านล่าง ริมฝีปากแห้งแตกสั่นระริกไม่หยุดคนเจ็บคล้ายอยากพูดบางอย่างแต่กระทั่งเรี่ยงแรงขยับกลีบปากก็ยังไม่มี เฟิงลี่เห็นซือเร่อทำได้เพียงนอนมองนางนิ่งๆ อย่างทำอะไรมิได้มากกว่านั้น“พี่ซือซือ...” เฟิงลี่สะอึกสะอื้น นางพูดอะไรไม่ออกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำขอบคุณ ขออภัย หรือเรียกร้องให้ขอโทษจากใจคำขอโทษจากซือเร่อผู้เป็นพี่สาวของนาง...มันไม่จำเป็นอีกแล้วไม่ว่าคนหนึ่งจะโกรธเคือง หรืออีกคนจะเกลียดชังไม่ว่าพวกนางจะเคยรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมอย่างไรบัดนี้ไม่จำเป็นต้องเอ่ยแล้วเพราะอย่างน้อย พวกนางสองพี่น้องก็ยังดีกว่าบิดามารดา พวกท่านทั้งสองผู้ล่วงลับแม้แต่ล่ำลาด้วยสายตาก็ยังไม่มีโอกาสจะทำทั้งบิดามารดาตายไปโดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายก็ตายแล้ว พวกท่านคงละทิ้งความรู้สึกและประโยคตัดพ้อมากมายไม่ลงและคงนอนตายตาไม่หลับเป็นแน่แท้เฟิงลี่กุมมือเย็นชืดของซือเร่ออย่างถนอม นางเห็นพี่สาวเม้มปากแน่น พยายามเพ่งมองตนอย่างสุดกำลังและนั่น...คือเรี่ยวแร
เนื่องจากมีปัญหารุมเร้าจนจิตใจร้อนรุ่มผิดปกติ กอปรกับครรภ์ได้รับยาบางชนิดที่มีผลกระทบกับเด็กน้อยซือเร่อที่ตั้งท้องได้หกเดือนจึงรักษาทายาทเอาไว้มิได้ นางตกเลือดอย่างหนัก กระทั่งคลอดก่อนกำหนดในเวลาต่อมาบนเตียงชุ่มโลหิตในเรือนส่วนตัวอันหรูหราของวังฝูอ๋อง เด็กชายฝาแฝดไร้ชีวิตทั้งสองถูกเบ่งออกมาจากท้องที่เจ็บปวดปานขาดใจของซือเร่อนางกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งว่าสวรรค์ไม่มีตา กระทั่งสลบไปนานเท่าใดไม่อาจทราบ ก่อนฟื้นขึ้นมาใหม่แล้วพบว่าท้องของตนว่างเปล่าเสียแล้วพันธนการอันล้ำค่าได้สลายหายไปอย่างไม่หวนกลับมาไม่มีแล้ว...ไม่เหลือแล้ว....หญิงสาวนอนร่ำไห้อย่างไร้เรี่ยวแรงไม่มีแม้กระทั่งเสียงสะอื้นไห้เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากแห้งผากบรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าหมองโศกตรมขีดสุด หมอตำแยอุ้มศพทารกเพศชายทั้งสองออกไปแล้วอย่างเงียบงัน คงเหลือเพียงร่างโชกเลือดบนเตียงฉ่ำคาวคลุ้งเฟิงลี่ยืนอยู่ข้างเตียงห่างออกไปเล็กน้อย นางมิได้เก่งกาจถึงขั้นมีวิชาแพทย์สูงส่ง จึงทำได้เพียงยืนมองม่านอวี้ตรวจจับชีพจรให้พี่สาวอย่างเงียบเชียบกลิ่นคาวเลือดที่ตลบคละคลุ้งมิได้ทำให้นางรู้สึกปวดร้าวในหัวใจเทียบเท่ากับแววตาของพี่สาวท
“ชีพจรเต้นไม่เป็นจังหวะ หัวใจทำงานผิดปกติ ลมหายใจอุ่นร้อนติดขัด ใต้เท้าหลี่...”กล่าวยังไม่จบก็เห็นกุนซือหน้าหยกนั่งนิ่งแข็งทื่อทั้งร่าง หน้าแดงหูแดง เนื้อตัวของเขาร้อนผ่าวราวกับเป็นไข้“ท่านป่วยแล้ว...”ม่านอวี้ไม่รอช้ารีบจับชายตัวโตให้นอนลงบนตั่งในรถม้า ล้วงยาในอกเสื้อส่งเข้าปากเขาไปหนึ่งเม็ด ปลด
โจรตัวดำหนวดเขียวครึ้มคนหนึ่งตะโกนเสียงแหบแห้งโดยสายตายังมองแค่หมาป่า “พี่ใหญ่! เอาอย่างไรดี?”เสียงตอบกลับดังมาจากชายตัวโตที่ถูกคมกระบี่ของม่านอวี้พาดลำคออยู่ทางด้านหลัง “ชะ...ช่วยข้าก่อน ฆ่านางซะ!”แน่นอนว่าโจรถ่อยไม่มีนิสัยรักหยกถนอมบุปผาอยู่แล้ว โดยเฉพาะกับหญิงงาม พวกมันมีแต่ต้องเผยนิสัยป่าเถื่
ระหว่างฟังถ้อยคำนุ่มนวลกระจ่างใสระรื่นหู เจิ้งเหวินไท่กับโจวหลิวหลันก็เดินเคียงคู่กันอยู่ทางด้านหลังของเฟิงลี่เพื่อมายังห้องที่มีกลิ่นฉุนของสมุนไพร ในห้องนี้มีเตาไฟ หม้อต้มยา ถ้วยยา เครื่องมือปรุงยา เครื่องบดยาวางเรียงรายห้องถัดมาคือห้องของม่านอวี้ที่กำลังใช้รักษาผู้ป่วยซึ่งอยู่ด้านข้างกับห้องต้มย
ริมศาลาสายลมโชยแผ่วไล้ยอดหญ้าจนไหวเอน ทว่าบุคคลในศาลากลับนั่งนิ่งตัวตรง ไร้ซึ่งวาจา ชายหนุ่มหญิงสาวมองตากันเงียบงัน มีความเปล่งประกายบางอย่างในแววตานั้นหากกล่าวตามจริง สิ่งที่พวกเขาแสดงออกมา ล้วนมีความหมายถึงคำว่า ‘รักแรกพบ’ ที่รู้กันเฉพาะพวกเขาชินอ๋องมิได้รับรู้อันใด เขาจึงกล่าวเนิบนาบ“หากรัชทา







