Mag-log inอ๋องเฒ่ายกยิ้มบางพลางเอ่ย “ยามนี้นางมีอายุสิบห้าปี มีเวลาเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวอีกหนึ่งปี เจ้ายินดีรับนางหรือไม่?”
แม้หลานชายผู้นี้จะมีนิสัยร้ายกาจและก้าวร้าวไปบ้าง ทว่ากลับเป็นบุรุษหนักแน่นปานศิลาเหล็กกล้าผู้หนึ่ง เจิ้งเทียนฉีมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าองค์ชายผู้นี้ย่อมมีรักมั่นคงต่อชายาของเขา และนั่นคือเหตุผลที่อ๋องเฒ่าผู้เปรียบประดุจไม้ใกล้ฝั่งต้องเตรียมฝากฝังบุตรสาวบุญธรรมของตนไว้กับอีกคนที่ไว้ใจได้
เจิ้งเซียวเล่อรับฟังนิ่งๆ พลางวางหมากสีดำแค่หนึ่งตัว ทว่ากลับกินรวบหมดทั้งกระดาน เขาเอ่ยขึ้นว่า “หากเสด็จลุงไว้ใจฝากผู้มีพระคุณเอาไว้กับข้าเช่นนี้ ตัวข้ายังจะมีเหตุผลอันใดให้ปฏิเสธได้ ในเมื่อท่านเองก็เป็นผู้มีพระคุณของข้า”
การแต่งงานสำหรับสตรีนับเป็นเรื่องใหญ่ ทว่าสำหรับบุรุษแล้วเขากลับเอ่ยได้อย่างไม่ใส่ใจ
จะแต่งแล้วแต่งอีกหรือแต่งกับสตรีหลายคนก็ยังได้
แค่ต้องแต่งกับบุตรสาวบุญธรรมของผู้อาวุโสตรงหน้าจึงไม่นับว่าเป็นอะไรทั้งสิ้นสำหรับเจิ้งเซียวเล่อ
เขาเพียงแค่รับน้องสาวมาดูแลเพิ่มหนึ่งคนผ่านพิธีแต่งงานก็เท่านั้น
เพราะหลายปีก่อน เขาเกือบก้าวเท้าเข้าประตูผีมาแล้ว หากไม่มีชายชราตรงหน้า เกรงว่าคงไม่มีเจิ้งเซียวเล่อในวันนี้
เมื่ออีกฝ่ายไว้ใจฝากคนสำคัญ เจิ้งเซียวเล่อจึงไม่มีทางไม่รับเอาไว้
เจิ้งเทียนฉียกยิ้ม “ย่อมดี”
ชายทั้งสองผู้เป็นลุงกับหลานชายคุยกันเรื่องสำคัญจบลงก็ยังคงคุยเรื่องอื่นตามวิสัย ด้วยมิใช่คนอื่นคนไกล ทั้งสองเปิดอกคุยกันได้ทุกเรื่องราว
“เสด็จลุงคงทราบแล้ว ข้ามีความดีความชอบปานนั้น ทำให้บ้านเมืองสงบสุขแท้ๆ แต่เสด็จพ่อทรงนำมาเป็นเหตุผลในการเรียกกองกำลังคืนห้าส่วนก่อนอวยยศข้าเป็นเจี้ยนอ๋อง พระราชทานวังหรูหรานอกเมืองพร้อมสาวงามจำนวนมาก เพื่อให้ข้าใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสำราญ ร่ำสุรานารี ปรารถนาให้ข้าทำตัวเสเพลทุกค่ำคืน ไม่ต้องคิดเข้าไปเล่นเล่ห์ในราชสำนักให้ปวดหัว อยู่อย่างไร้ตัวตนไปวันๆ”
เจิ้งเทียนฉีหรี่ตานิ่งฟัง เพราะแพ้ทั้งกระดานแล้ว หลานชายผู้นี้ไม่เคยยั้งมือไว้ไมตรีไม่ว่าผู้เฒ่าคนชราจริงๆ เขาจึงเลิกเล่นหมากล้อม เพียงยกถ้วยชาขึ้นเป่าเบาๆ แล้วจิบคำหนึ่งก่อนเอ่ยเสียงขรึม
“เมื่อมีความสามารถ มีความดีความชอบมากมาย ในสายพระเนตรย่อมหมายถึงมีดาบสองคมอันตรายข้างวรกาย”
เขารู้ดีถึงนิสัยของฮ่องเต้ผู้เป็นน้องชาย
นิสัยหยาบกระด้างแต่น่าเกรงขามไม่เห็นหัวใครเฉกเช่นเจิ้งเซียวเล่อ ไม่เคยมีใครโหดเหี้ยมเท่าเขา มีแต่คนเกรงกลัวเขา พระบิดาจึงเกรงว่าเขาจะเหิมเกริมไม่เกรงกลัวฟ้าดิน
คงกลัวถึงขั้นคิดว่าเขาอาจก่อกบฏยึดบัลลังก์พระบิดา จึงมอบตำแหน่งเจี้ยนอ๋องพร้อมวังกับสาวงาม
แต่กลับไม่มอบที่ดินศักดินาและกองกำลังให้ปกครองเอง
เห็นได้ชัดว่าต้องการให้โอรสองค์นี้อยู่ในอาณาเขตจำกัด ไม่อาจขับออกจากเมืองหลวงให้อยู่ไกลสายพระเนตรพระกรรณ ทั้งคิดให้เป็นเขี้ยวเล็บที่แหลมคมที่สุดในพระหัตถ์ยามฉุกเฉิน
เจิ้งเทียนฉีเข้าใจน้องชายของตนดี และยิ่งรู้จักหลานชายตัวเองอย่างลึกซึ้ง เพราะเจิ้งเซียวเล่อมากฝีมือมีความสามารถถึงขั้นก่อกบฏยึดบัลลังก์และตำแหน่งอันควรได้จริง ๆ
แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ทำ!
ไม่ว่าตำแหน่งรัชทายาทหรือตำแหน่งเจ้าแห่งแผ่นดิน เจิ้งเซียวเล่อไม่สนใจทั้งสิ้น
นั่นล่ะ! หลานรักของเขา ซึ่งมีนิสัยคล้ายคลึงกับเขา
เจิ้งเทียนฉีกล่าวกับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มอีกว่า “แล้วโอรสสุดที่รักอย่างองค์ชายใหญ่เจิ้งซงหยวนเล่า?”
เจิ้งซงหยวนเป็นองค์ชายลำดับที่หนึ่ง ได้ครองตำแหน่งรัชทายาท ทั้งหล่อเหลาสง่างาม อุปนิสัยเยือกเย็นสุภาพอ่อนโยน เป็นที่รักใคร่ของฮ่องเต้และฮองเฮา เป็นองค์ชายรูปงามที่สุดในเหล่าโอรสทั้งสี่ เป็นที่สนใจและหมายปองของหญิงสาวทั่วเมือง
เจิ้งเซียวเล่อเอ่ยถึงพี่ชายด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พี่ใหญ่ยังช่วยส่งสาวงามเพิ่มให้ข้าอีกจำนวนหนึ่งปะไร ยามนี้วังของข้ามีแต่สาวงามเต็มไปหมด”
ได้ฟังน้ำเสียงขึ้นจมูกของอีกฝ่าย อ๋องเฒ่าถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เขามิได้ใส่ใจกับการมีสาวงามเต็มวังเช่นนั้น เพราะมันมิได้เป็นอุปสรรคต่อการแต่งพระชายาแต่อย่างใด
บุรุษผู้เป็นถึงราชนิกุล มีใครบ้างไม่มีสาวงามอุ่นเตียง พวกเขามีจนใช้งานไม่หวาดไม่ไหว ยังไม่นับรวมอนุชายาอีกหลายตำแหน่ง การที่เสี่ยวเล่อหลานรักจะมีสาวงามหลายสิบคนจึงไม่นับเป็นอะไรทั้งสิ้น
เพราะเขายังไม่มีกระทั่งอนุชายาสักคนเดียว...
ทั้งนี้บรรดาหมอทุกคนแม้มีฝีมือเก่งกาจกว่าเฟิงลี่ทุกคน แต่พวกเขาไม่เคยเจอโรคระบาดนี้เหมือนที่เฟิงลี่เคยเจอในหมู่บ้านเร้นลับกลางหุบเขายากที่จะรู้ว่ามีอยู่แห่งนั้นบรรยากาศอึมครึมและกระอักกระอ่วนที่หมออาวุโสจำต้องยืนฟังแม่นางน้อยผู้หนึ่งจึงเปลี่ยนไปในทางที่ดีตามลำดับเฟิงลี่ไม่คิดหวงแหนสูตรลับยาสมุนไพรอยู่แล้วจึงชี้แนะพร้อมมอบตำรับยาดีให้หมอทุกคนนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ โรคระบาดจึงค่อยๆ ซาลงราวสายพิรุณที่ค่อยๆ ลาลับขอบฟ้า หมอหนุ่มและหมอชราจึงเชื่อฟังนางมากขึ้นอย่างไร้ข้อกังขาบุรุษหลายคนยังแอบหลงใหลได้ปลื้มในตัว ’แม่นางเฟิง’ จนเก็บไปฝันถึงทุกคืนวันถึงขนาดแย่งกันพูดจาทาบทามเลยเชียวเรื่องนี้เจิ้งเหวินไท่เริ่มไม่สุขุมดังเก่า เพราะพี่สะใภ้คือภรรยาคนเดียวของพี่ชาย การมีบุรุษมากมายหมายปองไม่ดีแน่ นับเป็นเรื่องใหญ่กว่าเรื่องบ้านเมืองโดยแท้ เขาจึงเขียนจดหมายให้ม้าเร็วนำไปส่งพี่ชายในทันทีเมื่อเจิ้งเซียวเล่อได้อ่านจดหมาย เรียวคิ้วคมถึงกับกระตุก มัดกล้ามแน่นๆ พลันสั่นระริก น้ำส้มเปรี้ยวจัดส่งกลิ่นฉุนไปทั่ว หลังจากนั้น เจี้ยนอ๋องพลันออกคำสั่งสะสางงานสิบสองชั่วยาม ไม่หลับไม่นอน เพื่อจะเร่งเดินทา
ระหว่างฟังถ้อยคำนุ่มนวลกระจ่างใสระรื่นหู เจิ้งเหวินไท่กับโจวหลิวหลันก็เดินเคียงคู่กันอยู่ทางด้านหลังของเฟิงลี่เพื่อมายังห้องที่มีกลิ่นฉุนของสมุนไพร ในห้องนี้มีเตาไฟ หม้อต้มยา ถ้วยยา เครื่องมือปรุงยา เครื่องบดยาวางเรียงรายห้องถัดมาคือห้องของม่านอวี้ที่กำลังใช้รักษาผู้ป่วยซึ่งอยู่ด้านข้างกับห้องต้มยา มีหญิงชาวบ้านคอยเป็นลูกมือวิ่งวุ่นให้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเมื่อม่านอวี้หันมาเห็นเฟิงลี่ก็ถาม “นายหญิง ยาถ้วยนี้จากท่านป้า ข้าให้คนป่วยดื่มได้หรือไม่” สถานะนอกวังเจี้ยนอ๋องนางไม่อาจเรียกอีกฝ่ายว่า ‘พระชายาเฉกเดิม’ และไม่อาจลุกขึ้นทำความเคารพใครโดยพลการหากมิได้รับอนุญาต เฟิงลี่พยักหน้า “ยาเหล่านี้ข้าต้มเอง เจ้ารับจากท่านป้าได้เลย อย่าได้กังวล”ม่านอวี้รับคำแล้วหันไปรักษาผู้ป่วยต่อเจิ้งเหวินไท่กับโจวหลิวหลันมองภาพเหล่านั้นไม่วางตาทั้งสองกะพริบตามองพี่สะใภ้อย่างเคารพนับถือจากใจ พี่เซียวเล่อได้พบพานหยกงามจากป่าใหญ่โดยแท้...ในความคิดของบุรุษ สตรีทุกคนล้วนชมชอบความสบาย นิยมความหรูหราฟุ่มเฟือย อยู่เหย้าเฝ้าเรือนเลือกเครื่องประดับแพรพรรณ รอเผยโฉมอันเฉิดฉายต่อหน้าสามีในห้องหับเท่านั้นแต
คุณหนูโจวกุมจมูกยู่หน้ามุ่นคิ้วกำลังจะเอ่ยปากโต้แย้งอย่างร้อนแรงกลับมีเสียงแว่วหวานของสตรีอีกนางหนึ่งดังแทรก“องค์ชายสี่อย่าได้ตำหนิหลันเอ๋อร์เลย นางแค่ทำตามคำสั่งข้า”เจิ้งเหวินไท่ผินวงหน้าตามเสียง แต่แล้วก็ต้องเบิกตามองอย่างไม่อาจเชื่อเฟิงลี่ที่เนื้อตัวใบหน้ามอมแมมไม่ต่างจากโจวหลิวหลันค่อยๆ เดินออกมาจากเพิงด้านหลังแม้มีสภาพไม่ต่างจากกระต่ายป่าผลัดถิ่นเช่นกัน แต่ท่วงท่ากิริยากลับแฝงกลิ่นอายอันน่าเกรงขามปานนั้นยามนี้เฟิงลี่มีอายุย่างสิบเจ็ดปี รูปร่างอ้อนแอ้นสูงระหงสมส่วนขึ้นมาก หลังแต่งงานยังได้ศักดิ์ฐานะเป็นถึงพระชายา ได้รับความรักใคร่ทะนุถนอมจากสามี องค์ชายสี่จึงมองเพียงปราดเดียวก็จดจำใบหน้าเปื้อนฝุ่นของนางได้ทันที“พี่สะใภ้...”“ข้าเอง” เฟิงลี่กล่าวพร้อมรอยยิ้มอีกว่า “เหตุที่เรียกใช้แรงงานจากกลุ่มชาวบ้านผู้เดือดร้อนก็เพราะเข้าไปขอคนจากทางการแล้วแต่กลับมิได้รับความร่วมมืออย่างที่ควร ใต้เท้าลู่ฉินบอกว่าคนของเขามีจำนวนไม่พอให้หยิบยืม หากต้องการจัดตั้งโรงทานให้หาวิธีกันเอง ข้าจึงให้หลันเอ๋อร์ไปเจรจากับกลุ่มผู้ลี้ภัย พวกเขาต่างตกลงกันเองให้คัดเลือกคนที่แข็งแรงจากกลุ่
ชายหนุ่มจึงสืบเท้าเข้ามาทางเพิงไม้ไผ่ชั่วคราวที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นโรงทานแห่งนี้ทันที“เจ้ากำลังทำอะไร?”เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยที่ดังกระทบโสตประสาท ส่งผลให้โจวหลิวหลันต้องสะดุ้งเฮือกหนึ่งเด็กสาวค่อยๆ ผินใบหน้ามอมแมมของตนมาทางด้านหลังที่มีเงาร่างสูงสง่าปรากฏขึ้นเมื่อใดก็ไม่ทราบเจิ้งเหวินไท่ยิ่งหรี่ตาพินิจนาง “เป็นเจ้าจริงๆ”เพราะการเดินทางลงใต้ค่อนข้างลำบากและห่างไกล คุณหนูสูงศักดิ์จึงมีสภาพคล้ายกระต่ายน้อยคลุกฝุ่น แทบจำมิได้ว่าเป็นใคร ทว่าเจิ้งเหวินไท่กลับจำนางได้เพียงแรกเห็นชัดเจนว่าสตรีดื้อรั้นผู้นี้บังอาจตามเขามาจนถึงที่นี่ นางช่างเป็นเด็กสาวที่ไม่รู้ความเสียจริง!เมื่อแม่นางน้อยหันหน้ามามองชัดๆ นางพลันเบิกตาอย่างดีใจราวได้เจอเทพบนสวรรค์“องค์ชายสี่ ท่านอยู่ที่นี่หรือ?”ดวงตาเปล่งประกายกับท่าทางดีใจล้นเหลือของเด็กสาวปราศจากความเสแสร้งใดๆ นางไม่คิดว่าจะเจอเขาที่นี่จริงๆ“ที่แท้องค์ชายสี่ก็อยู่นี่หรือ? คิดไม่ถึงเลย หากรู้แต่แรกหม่อมฉันต้องรีบไปหาท่านก่อนใคร”เนื่องจากอุทกภัยครั้งนี้กินพื้นที่ทางตอนใต้ของต้าเจิ้งกว้างใหญ่อย่างมาก หลายหมู่บ้านในหลายอำเภอถูกเล่นงานจากธร
เรื่องนี้เดิมทีขุนนางที่รับผิดชอบล้วนต้องจัดการอยู่แล้ว เพียงแต่จุดที่ประสบภัยพิบัติกินพื้นที่กว้างขวางหลายหมู่บ้าน ทว่าค่ายผู้ลี้ภัยกลับมีน้อย สวนทางกับงบหลวงที่จัดสรรลงมาเห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้ได้มีขุนนางบางคนกระทำการเบียดบังทรัพย์หลวงซึ่งดูแลรับผิดชอบอยู่มาเป็นของตนอย่างแยบยลเมื่อเจิ้งเหวินไท่ได้รับหน้าที่ควบคุมดูแลจึงสั่งจัดการอย่างเฉียบขาดไม่มีผ่อนปรน หมดช่องโหว่ให้ขุนนางคนใดมีช่องทางหรือโอกาสยักยอกทรัพย์สินเข้าคลังตนเองอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่องค์ชายทั้งสองลงมาจัดการบรรเทาภัยพิบัติเอง การบริหารดูแลจัดการจึงเป็นระเบียบเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นมาก ชนิดที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนหลังมือเป็นหน้ามือ กลุ่มขุนนางที่มีความคิดมืดดำจำต้องหยุดความต่ำตมในจิตใจ เร่งช่วยเหลือชาวบ้านผู้ลี้ภัยอย่างออกนอกหน้า การฉ้อโกงจึงไม่เกิดขึ้นอีกเลยแม้ปัญหาเหล่านั้นได้รับการจัดการอย่างดีแล้วก็ตาม ทว่าการตามหาผู้สูญหายยังคงดำเนินไปด้วยความยากลำบาก เจิ้งเซียวเล่อจึงไม่ค่อยได้กลับมายังจวนเจ้าเมืองผิงอันคงเหลือเพียงเจิ้งเหวินไท่ที่ต้องดูแลชาวบ้านที่เดือดร้อนควบคู่กับการควบคุมขุนนางท้องถิ่นเพียงลำพัง อีกทั้งยังต้องรับมื
ม่านอวี้เอ่ยก่อน “หม่อมฉันคิดถึงอาจารย์หวังเหลือเกิน คิดถึงการออกช่วยเหลือรักษาผู้คน การต้องทนอุดอู้อยู่แต่ในวังเป็นสิ่งที่อึดอัดยิ่งนัก”เดิมทีทุกครั้งที่เจิ้งเซียวเล่อออกปฏิบัติภารกิจพิชิตชายแดนหรือออกรบเพื่อแคว้นมิได้อยู่ในวังก็มักจะพาคนสนิทอย่างหลี่เค่อ จางฉวน และหมอหวังซุนไปด้วย ม่านอวี้จึงได้ติดตามหมอหวังซุนทุกครั้ง ทว่าครั้งนี้นางเป็นถึงองครักษ์หญิงหนึ่งเดียวของพระชายาเฟิ่งซินจึงไม่อาจติดตามหมอหวังดุจเก่าโจวหลิวหลันเอ่ยบ้าง “พวกบุรุษก็เช่นนี้ ชอบดูแคลนความสามารถของอิสตรี มีอย่างที่ใด สั่งให้พวกเราอยู่แค่ในเรือน”จบคำของแน่งน้อย บรรยากาศภายในห้องพลันอึมครึม คล้ายมีมวลผกาสุดตระการที่ยังไม่ทันได้เบ่งบานแต่กลับร่วงโรยลงเสียแล้ว ต่อให้ต้องการส่งกลิ่นหอมหวนเพื่อให้หมู่แมลงอาศัยต่อชีวิตสักเท่าใดก็ทำได้เพียงแห้งเหี่ยวแล้วตายไปอย่างไร้คุณค่าดรุณีน้อยได้รับคำสั่งจากเจิ้งเซียวเล่อว่าให้อยู่เป็นเพื่อนพี่สะใภ้ ห้ามไปซุกซนที่ใด ห้ามกลับบ้านสกุลโจวด้วย ต้องดูแลพี่สะใภ้เท่านั้นแน่นอนว่านางพร้อมดูแลพี่สะใภ้คนงาม แต่คำสั่งห้ามออกจากวังแม้ครึ่งก้าวคืออันใด?เฟิงลี่มุ่นคิ้ว “ข้าเองได้เรียนรู้วิ







