Se connecterคุณหนูโจวกุมจมูกยู่หน้ามุ่นคิ้วกำลังจะเอ่ยปากโต้แย้งอย่างร้อนแรงกลับมีเสียงแว่วหวานของสตรีอีกนางหนึ่งดังแทรก“องค์ชายสี่อย่าได้ตำหนิหลันเอ๋อร์เลย นางแค่ทำตามคำสั่งข้า”เจิ้งเหวินไท่ผินวงหน้าตามเสียง แต่แล้วก็ต้องเบิกตามองอย่างไม่อาจเชื่อเฟิงลี่ที่เนื้อตัวใบหน้ามอมแมมไม่ต่างจากโจวหลิวหลันค่อยๆ เดินออกมาจากเพิงด้านหลังแม้มีสภาพไม่ต่างจากกระต่ายป่าผลัดถิ่นเช่นกัน แต่ท่วงท่ากิริยากลับแฝงกลิ่นอายอันน่าเกรงขามปานนั้นยามนี้เฟิงลี่มีอายุย่างสิบเจ็ดปี รูปร่างอ้อนแอ้นสูงระหงสมส่วนขึ้นมาก หลังแต่งงานยังได้ศักดิ์ฐานะเป็นถึงพระชายา ได้รับความรักใคร่ทะนุถนอมจากสามี องค์ชายสี่จึงมองเพียงปราดเดียวก็จดจำใบหน้าเปื้อนฝุ่นของนางได้ทันที“พี่สะใภ้...”“ข้าเอง” เฟิงลี่กล่าวพร้อมรอยยิ้มอีกว่า “เหตุที่เรียกใช้แรงงานจากกลุ่มชาวบ้านผู้เดือดร้อนก็เพราะเข้าไปขอคนจากทางการแล้วแต่กลับมิได้รับความร่วมมืออย่างที่ควร ใต้เท้าลู่ฉินบอกว่าคนของเขามีจำนวนไม่พอให้หยิบยืม หากต้องการจัดตั้งโรงทานให้หาวิธีกันเอง ข้าจึงให้หลันเอ๋อร์ไปเจรจากับกลุ่มผู้ลี้ภัย พวกเขาต่างตกลงกันเองให้คัดเลือกคนที่แข็งแรงจากกลุ่
ชายหนุ่มจึงสืบเท้าเข้ามาทางเพิงไม้ไผ่ชั่วคราวที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นโรงทานแห่งนี้ทันที“เจ้ากำลังทำอะไร?”เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยที่ดังกระทบโสตประสาท ส่งผลให้โจวหลิวหลันต้องสะดุ้งเฮือกหนึ่งเด็กสาวค่อยๆ ผินใบหน้ามอมแมมของตนมาทางด้านหลังที่มีเงาร่างสูงสง่าปรากฏขึ้นเมื่อใดก็ไม่ทราบเจิ้งเหวินไท่ยิ่งหรี่ตาพินิจนาง “เป็นเจ้าจริงๆ”เพราะการเดินทางลงใต้ค่อนข้างลำบากและห่างไกล คุณหนูสูงศักดิ์จึงมีสภาพคล้ายกระต่ายน้อยคลุกฝุ่น แทบจำมิได้ว่าเป็นใคร ทว่าเจิ้งเหวินไท่กลับจำนางได้เพียงแรกเห็นชัดเจนว่าสตรีดื้อรั้นผู้นี้บังอาจตามเขามาจนถึงที่นี่ นางช่างเป็นเด็กสาวที่ไม่รู้ความเสียจริง!เมื่อแม่นางน้อยหันหน้ามามองชัดๆ นางพลันเบิกตาอย่างดีใจราวได้เจอเทพบนสวรรค์“องค์ชายสี่ ท่านอยู่ที่นี่หรือ?”ดวงตาเปล่งประกายกับท่าทางดีใจล้นเหลือของเด็กสาวปราศจากความเสแสร้งใดๆ นางไม่คิดว่าจะเจอเขาที่นี่จริงๆ“ที่แท้องค์ชายสี่ก็อยู่นี่หรือ? คิดไม่ถึงเลย หากรู้แต่แรกหม่อมฉันต้องรีบไปหาท่านก่อนใคร”เนื่องจากอุทกภัยครั้งนี้กินพื้นที่ทางตอนใต้ของต้าเจิ้งกว้างใหญ่อย่างมาก หลายหมู่บ้านในหลายอำเภอถูกเล่นงานจากธร
เรื่องนี้เดิมทีขุนนางที่รับผิดชอบล้วนต้องจัดการอยู่แล้ว เพียงแต่จุดที่ประสบภัยพิบัติกินพื้นที่กว้างขวางหลายหมู่บ้าน ทว่าค่ายผู้ลี้ภัยกลับมีน้อย สวนทางกับงบหลวงที่จัดสรรลงมาเห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้ได้มีขุนนางบางคนกระทำการเบียดบังทรัพย์หลวงซึ่งดูแลรับผิดชอบอยู่มาเป็นของตนอย่างแยบยลเมื่อเจิ้งเหวินไท่ได้รับหน้าที่ควบคุมดูแลจึงสั่งจัดการอย่างเฉียบขาดไม่มีผ่อนปรน หมดช่องโหว่ให้ขุนนางคนใดมีช่องทางหรือโอกาสยักยอกทรัพย์สินเข้าคลังตนเองอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่องค์ชายทั้งสองลงมาจัดการบรรเทาภัยพิบัติเอง การบริหารดูแลจัดการจึงเป็นระเบียบเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นมาก ชนิดที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนหลังมือเป็นหน้ามือ กลุ่มขุนนางที่มีความคิดมืดดำจำต้องหยุดความต่ำตมในจิตใจ เร่งช่วยเหลือชาวบ้านผู้ลี้ภัยอย่างออกนอกหน้า การฉ้อโกงจึงไม่เกิดขึ้นอีกเลยแม้ปัญหาเหล่านั้นได้รับการจัดการอย่างดีแล้วก็ตาม ทว่าการตามหาผู้สูญหายยังคงดำเนินไปด้วยความยากลำบาก เจิ้งเซียวเล่อจึงไม่ค่อยได้กลับมายังจวนเจ้าเมืองผิงอันคงเหลือเพียงเจิ้งเหวินไท่ที่ต้องดูแลชาวบ้านที่เดือดร้อนควบคู่กับการควบคุมขุนนางท้องถิ่นเพียงลำพัง อีกทั้งยังต้องรับมื
ม่านอวี้เอ่ยก่อน “หม่อมฉันคิดถึงอาจารย์หวังเหลือเกิน คิดถึงการออกช่วยเหลือรักษาผู้คน การต้องทนอุดอู้อยู่แต่ในวังเป็นสิ่งที่อึดอัดยิ่งนัก”เดิมทีทุกครั้งที่เจิ้งเซียวเล่อออกปฏิบัติภารกิจพิชิตชายแดนหรือออกรบเพื่อแคว้นมิได้อยู่ในวังก็มักจะพาคนสนิทอย่างหลี่เค่อ จางฉวน และหมอหวังซุนไปด้วย ม่านอวี้จึงได้ติดตามหมอหวังซุนทุกครั้ง ทว่าครั้งนี้นางเป็นถึงองครักษ์หญิงหนึ่งเดียวของพระชายาเฟิ่งซินจึงไม่อาจติดตามหมอหวังดุจเก่าโจวหลิวหลันเอ่ยบ้าง “พวกบุรุษก็เช่นนี้ ชอบดูแคลนความสามารถของอิสตรี มีอย่างที่ใด สั่งให้พวกเราอยู่แค่ในเรือน”จบคำของแน่งน้อย บรรยากาศภายในห้องพลันอึมครึม คล้ายมีมวลผกาสุดตระการที่ยังไม่ทันได้เบ่งบานแต่กลับร่วงโรยลงเสียแล้ว ต่อให้ต้องการส่งกลิ่นหอมหวนเพื่อให้หมู่แมลงอาศัยต่อชีวิตสักเท่าใดก็ทำได้เพียงแห้งเหี่ยวแล้วตายไปอย่างไร้คุณค่าดรุณีน้อยได้รับคำสั่งจากเจิ้งเซียวเล่อว่าให้อยู่เป็นเพื่อนพี่สะใภ้ ห้ามไปซุกซนที่ใด ห้ามกลับบ้านสกุลโจวด้วย ต้องดูแลพี่สะใภ้เท่านั้นแน่นอนว่านางพร้อมดูแลพี่สะใภ้คนงาม แต่คำสั่งห้ามออกจากวังแม้ครึ่งก้าวคืออันใด?เฟิงลี่มุ่นคิ้ว “ข้าเองได้เรียนรู้วิ
ความรู้สึกที่ถูกคนหยาบหยามเกียรติเห็นว่าตนเป็นเพียงวัวม้าให้ลากจูง เป็นเพียงสัตว์ร้ายเดรัจฉานโง่เง่าที่เพียรคิดแผนการมากมายทำร้ายน้องสาวตนเองเพื่อให้พวกมันได้เสพสม ในใจจึงฝังแน่นด้วยเพลิงอาฆาตซึ่งมีเพียงนรกเท่านั้นที่รู้ว่ากำลังร้อนระอุเดือดพล่านปานใดรัชทายาทแสนดีผู้เป็นสามีกับสาวใช้คนสนิทที่ดีของนาง ไม่อาจอยู่ร่วมโลก!หลังจากนั้น สตรีดีงามรู้กฎธรรมเนียม เคร่งครัดมารยาทพลันเปลี่ยนไป ภายใต้กิริยางดงามสูงส่งเช่นเดิม ซือเร่อในยามนี้ได้เพิ่มเติมความร้ายกาจในแบบที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้เริ่มจากจื่อซิ่วบังเอิญทำเครื่องเคลือบพระราชทานเสียหาย ถูกโบยเกือบตาย สุดท้ายรัชทายาทออกหน้าช่วยเหลือ จึงรอดชีวิตมาได้ทว่าบาดแผลยังไม่ทันหายดีกลับถูกลากตัวมาลงทัณฑ์อีกครา เพราะต่อมาสาวใช้นางหนึ่งพบปิ่นทองคำแท้ฝังมุกร้อยสิบแปดเม็ดของพระชายาในห้องนอนส่วนตัวของจื่อซิ่วจื่อซิ่วปฏิเสธอย่างบ้าคลั่ง กระทั่งรัชทายาทออกหน้าช่วยเหลืออีกครั้ง พระชายาเองก็ใจอ่อน เห็นว่าจื่อซิ่วเป็นคนสนิทที่ติดตามมาจากวังฝูอ๋องจึงละเว้นโทษตาย เหลือเพียงโทษโบยแล้วยกให้รัชทายาทอย่างใจกว้าง ทั้งยังเกลี้ยกล่อมให้รัชทายาทมอบฐานะให้จื่อซิ่วขึ
เสียงพูดคุยเงียบหาย เกิดเสียงเคลื่อนกายสายหนึ่ง ลักษณะเป็นการนอนคุยกัน ลูบคลำหน้าหลัง พลิกตัวซ้ายขวา บ่งบอกได้ดีว่าเพิ่งเสร็จกิจรอบก่อนหน้า ยามนี้กำลังพักเหนื่อยชั่วครู่จื่อซิ่วถอนหายใจอีกครั้ง “รัชทายาทรับอนุชายาเข้าตำหนักมากมาย ไม่กลัวพระชายาเอาใจออกห่างหรือเพคะ”“หืม...ข้าเป็นบุรุษสูงศักดิ์การมีสาวงามข้างกายมากมายมิใช่เรื่องแปลก สตรีทุกคนคืออำนาจที่ช่วยหนุนข้าทั้งนั้น อีกอย่าง...ข้าก็มีเจ้าที่เป็นคนสนิทช่วยเป็นหูเป็นตาเกลี้ยกล่อมอยู่มิใช่รึ”น้ำเสียงกระเง้ากระงอดดังขึ้น “หม่อมฉันพูดให้พระชายาคอยคิดถึงท่าน เอาอกเอาใจท่านจนปากจะฉีกอยู่แล้วเพคะ”แต่เจิ้งซงหยวนกลับหัวเราะสดใส “หยี่ซินเป็นเช่นนี้ก็ดี จิตใจกว้างขวาง ไม่หึงหวงอารมณ์ร้าย ข้าชอบนางมากจริงๆ ขอบใจเจ้าที่พานางเข้ามาในชีวิตข้า” จื่อซิ่วพูดกลั้วหัวเราะ “นายหญิงเชื่อคำหม่อมฉันเสมอมา ทั้งยังเฉลียวฉลาด ครั้งที่ชินอ๋องจะยกนางให้เจี้ยนอ๋อง นางพึงใจในตัวเจี้ยนอ๋องไม่น้อย แต่เมื่อหม่อมฉันพูดกล่อมก็ใช้เวลาไม่นาน จากนั้นนางก็คิดแผนออกมาได้ล้ำเลิศไร้ช่องโหว่ หญิงงามปราดเปรื่องเยี่ยงนี้ ภายหน้าจะช่วยรัชทายาทได้มากโขเพค







