LOGINท่านหมอรู้ดีว่าบุตรสาวของตนไม่มีทางที่จะมีศัตรูระดับจอมยุทธ์หรือผู้เยี่ยมยุทธ์จึงมิได้พะวงถึงเพียงนั้น แต่อาจจะมีพวกอันธพาลต่างถิ่นมารังแกเอาได้
เฟิงลี่อายุยังน้อยแต่อยู่ในขั้นผู้รู้วรยุทธ์ แม้มิได้เก่งกาจ แต่ย่อมสู้รบกับพวกอันธพาลได้แน่นอน
จิ่วเม่ยได้ฟังแผนการของบิดาพลันเอ่ยค้านอย่างอ่อนใจ “ท่านพ่อ แม้ข้าจะรักใคร่เอ็นดูลี่เอ๋อร์เสมือนน้องสาว แต่จะให้ข้าทิ้งท่านพ่อกับท่านแม่เอาไว้โดยไม่มีใครดูแลแทนข้า ใช้ได้ที่ใด?”
ท่านหมอลูบศีรษะของบุตรสาวพลางเอ่ยเสียงทุ้มนุ่ม “เจ้าจะห่วงไปใย ที่นี่คือบ้านเกิดของพ่อกับแม่ ต้นตระกูลล้วนอยู่ที่นี่ทั้งสิ้น พี่ป้าน้าอาทั้งหมู่บ้านนับกันดีๆ ล้วนเป็นญาติกันทั้งนั้น ท่านปู่ท่านย่ารวมถึงท่านตากับท่านยายของเจ้าก็ยังอยู่ครบ แต่กลับกัน ...ตัวเจ้าต้องไปอยู่ต่างถิ่นลำพัง ไกลถึงต่างเมือง ให้ลี่เอ๋อร์ไปด้วยนั่นล่ะดีแล้ว เผื่อว่าจะใช้โอกาสนี้ตามหาพี่สาวของนาง ถ้าให้ดีอีกสองปี เมื่อเจ้าคุ้นเคยกับบ้านเมืองและลี่เอ๋อร์อายุครบสิบหกปี เจ้าก็เป็นธุระจัดการหาคู่ครองดีๆ ให้นางด้วยล่ะ ให้หลิวอี้ช่วยดูจากพวกพ้องนั่นล่ะ จึงจะดี”
เมื่อเป็นเช่นนี้ จิ่วเม่ยจึงไม่อาจกล่าวทัดทานสิ่งใดได้อีก ดูเหมือนบิดากับมารดาของนางจะมองในแง่ดีเกินไป
นางจำต้องรับตัวเฟิงลี่ให้อยู่ข้างกายตนเองตลอดเวลา
กระทั่งแต่งงานออกเรือนแล้วย้ายไปต่างเมืองกับหลิวอี้ในสามเดือนต่อมา...
จิ่วเม่ยกำลังยอมรับในใจว่า นางมีความหวั่นไหวไม่น้อย เพราะเฟิงลี่มีใบหน้าหมดจดงดงาม อายุเพียงสิบสี่ปีเท่านี้แต่กลับฉายชัดถึงความโดดเด่นงามเลิศปานนั้น
เห็นได้ชัดเจนว่าเฟิงลี่งดงามตั้งแต่เกิด เมื่อเติบโตเต็มวัยย่อมกลายเป็นสาวงามอย่างแท้จริง
ขนาดเป็นเด็กป่าอาศัยในหุบเขาเหลิ่งซานเนิ่นนาน ยังฉายแววเป็นหญิงสาวสะคราญโฉมล่มบ้านล่มเมืองแล้ว
ผิวพรรณหรือยิ่งนวลเนียนละเอียดลออไม่ต่างจากคุณหนูตระกูลใหญ่ ทั้งยังเคยอาศัยภายในหุบเขาเขตหนาวที่มีหิมะตกตลอด เนื้อตัวยิ่งขาวราวกับกระเบื้องเคลือบอันประณีต หากรอจนอายุสิบหกปี และอยู่ข้างกายนางให้สามีเห็นตลอดเวลา ไม่แน่ว่าตัวของหลิวอี้นอกจากไม่พยายามหาคู่ครองให้เฟิงลี่ ยังอาจจะรับเฟิงลี่เป็นอนุเองเสียด้วยซ้ำ
ภายใต้สีหน้าอ่อนหวานเปี่ยมน้ำใจไมตรี จิ่วเม่ยลอบคิดวิธีที่จะจัดการให้เฟิงลี่ออกจากเรือนตนก่อนอายุครบสิบหกปี ถ้าจะให้ดีควรทำทุกวิธีให้เฟิงลี่หายตัวไปภายในเวลาสองปีนี้
ทุกสิ่งแปรผันตามกาลเวลา คนเราก็เช่นกัน
ยามเป็นเด็กน้อยแม้ไร้เดียงสาและโง่เขลาเบาปัญหาเพราะด้อยประสบการณ์ ทว่าเมื่อได้อาจารย์ดีคอยชี้แนะสั่งสอนย่อมเติบใหญ่อย่างมีชัยไปกว่าครึ่ง หานไต้ผู้เป็นจอมยุทธ์พเนจรจึงตั้งใจชี้แนะหลานรักเพียงคนเดียวที่เหลือเป็นอย่างดีจนตัวตาย
ทว่าเวลาช่วงนั้นออกจะน้อยไปสักหน่อย
นับตั้งแต่ที่ซือเร่อหายตัวไป หานไต้ก็ตรอมใจจนลุกไม่ขึ้น เฟิงลี่เองก็ร้อนใจจนนอนไม่หลับ
ต่อมา...เฟิงลี่จึงเร่งรักษาหานไต้ให้หายดี หวังเพียงได้เรียนรู้วรยุทธ์เพิ่มมากขึ้น จะได้ออกตามหาพี่สาวโดยสะดวก
ตลอดเวลาห้าปีนั้น ชายชราจึงลุกขึ้นจากโพรงดินเหนียว ส่วนเด็กหญิงคนหนึ่งก็ตรากตรำฝึกฝนวิชาความรู้อย่างหนัก กระทั่งอายุขัยของอีกฝ่ายสิ้นลงตามกาลเวลาเพราะโรคชรา
ท้ายที่สุดสิ่งที่หานไต้รับสารภาพก่อนตายทำให้เด็กหญิงไร้เดียงสาผู้หนึ่งได้เรียนรู้ที่จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนขึ้นมา ภายใต้ใบหน้าจิ้มลิ้มไม่ประสีประสานางไม่ชอบให้ผู้ใดเอาเปรียบ
แม้ฝีมือต่อสู้ของเฟิงลี่มิได้เก่งกาจเป็นถึงจอมยุทธ์หญิง ฝีมือการคัดแยกสมุนไพรมิได้สูงส่งเทียบเท่าเหล่าหมอเทวดา ทว่าก็เอาตัวรอดจากอันตรายที่กล้ำกลายได้หลายครั้งหลายครา และสามารถใช้ชีวิตนอกชายป่าได้ไม่ยาก
มีเพียงเล่ห์เหลี่ยมของคนทั่วไปที่ยังไม่แตกฉานสักเท่าใด ยังต้องใช้เวลาขบคิดเล็กน้อย
วันนี้ยามค่ำ เฟิงลี่จึงไม่ค่อยเข้าใจกับท่าทีของหลิวอี้ สามีของจิ่วเม่ยที่บอกว่าหิวขนม ทว่ากลับหอมแก้มนางเสียอย่างนั้น
พริบตาเดียว หมัดเล็กๆ จึงเสยคางแกร่งอย่างแรงจนเกิดเสียงดังพลั่ก ฝ่ามือน้อยๆ ยังจับข้อมือใหญ่บิดไพล่หลังจนผิดรูป ฝ่าเท้าข้างหนึ่งของเฟิงลี่เหยียบแผ่นหลังของหลิวอี้จนแผงอกหนากระแทกกับพื้นห้องหนังสือเสียงดังอั่ก
“อ๊า!”
หลิวอี้ร้องลั่นอย่างกับวัวถูกเชือด
จิ่วเม่ยได้ยินเสียงเช่นนั้นของสามีก็รีบถลันเข้ามายังห้องหนังสือแห่งนี้ทันที
“ท่านพี่! เกิดสิ่งใด?”
ภาพที่เห็นทำเอาจิ่วเม่ยตกใจนัก นางรีบผลักเฟิงลี่ออกจากการเหยียบแผ่นหลังของสามีจนใบหน้าหล่อเหลาที่แนบพื้นแดงก่ำบิดเบี้ยวเสียรูป
“ลี่เอ๋อร์ เจ้ากำลังทำอะไร?”
เจ้าสาวถูกจับประคองเดินออกมาอย่างเนิบนาบเชื่องช้า นางก้าวเท้าด้วยกิริยานุ่มนวลอ่อนโยนอ๋องหนุ่มเห็นนางยังคงมีท่าทีปกติเรียบร้อยไร้วี่แววขัดขืนก็ลอบถอนหายใจเบาๆเจิ้งเซียวเล่อจ้องมองเจ้าสาวของเขาจนแขกเหรื่อในงานถึงกับอมยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ บางคนยังกระซิบเจือเสียงหัวเราะว่า‘เจี้ยนอ๋องทรงหลงรักเจ้าสาวของเขาปานนี้เชียว?’ท่ามกลางบรรยากาศอันเป็นมหามงคล ผู้คนต่างมองว่าเจี้ยนอ๋องผู้นี้กลายเป็นพยัคฆ์ร้ายผู้หื่นกระหายในรักไปแล้วสายตาร้อนแรงแฝงแววหยอกเย้าของเหล่าผู้คนล้วนส่งมาไม่ถึงอ๋องหนุ่ม เพราะเขายังคงจ้องมองเพียงเจ้าสาวของตนกระทั่งนางถูกพาขึ้นเกี้ยวโดยบุรุษผู้มีความสำคัญต่อวังฝูอ๋องซึ่งทำหน้าที่ส่งสตรีออกเรือนเขาก็ยังคงจ้องมองอยู่อย่างไม่วางตาเมื่อแน่ใจว่าเรียบร้อยดีแล้วเจิ้งเซียวเล่อจึงหมุนตัวเดินไปขึ้นหลังม้า ควบเหยาะย่างอยู่ข้างๆ เกี้ยวเจ้าสาวไม่ห่างท่าทางของเจ้าบ่าวทำเอาสายตาแขกเหรื่อยิ่งร้อนแรง ใบหน้าร้อนผ่าว กระซิบกระซาบด้วยประโยคคล้ายคลึงกันว่าหวงแหนปานนั้น หลังเข้าหอเจ้าสาวจะเดินได้ไหมหนอ รอฟังข่าวตั้งครรภ์ในลำดับต่อไปได้เลยดนตรีบรรเลงอยู่นานท่ามกลางขบวนสีแดงยาวเหยียดก่อนที่เ
ทางฝั่งเจ้าบ่าวบนหลังอาชานำขบวนแม้ใบหน้าหล่อเหลายังคงเย็นชาไม่เผยอารมณ์ออกมา หากแต่ใครไหนเลยจักล่วงรู้ว่าในอกแกร่งแอบพะวงอยู่ไม่น้อยเนื่องจากก่อนแต่งงานเพียงวันเดียว จางฉวนสืบได้ว่า แท้จริงแล้วหยี่ซินผู้นั้นร้ายกาจไม่เบา เจ้าเล่ห์กว่าที่คาดการณ์นางจับตัวน้องสาวฝาแฝดแล้วคุมขังเอาไว้ เพื่อบังคับให้ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวของเขาในวันนี้ เห็นได้ชัดว่าผู้น้องฝาแฝดนางนั้นมิได้เต็มใจร่วมมือหลอกลวงเขาแต่อย่างใดในใจของอ๋องหนุ่มให้รู้สึกร้อนรุ่มอย่างประหลาด... สิ่งนี้ทำให้เจิ้งเซียวเล่อรู้สึกเสียใจอย่างมากที่จับคนงามมาทรมานตั้งหลายวันแม้ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชายังคงนิ่งเฉยไม่เผยอารมณ์ ทว่าฝ่ามือใต้แขนเสื้อกลับกำแน่น อ๋องหนุ่มขมวดคิ้วเคร่งเครียด คิดเพียงต้องการชดใช้ความผิดให้อีกฝ่ายอย่างสาสมนางจะตีเขาก็ได้ เขาพร้อมยืดอกรับอย่างไม่อิดออด ขอแค่นางให้อภัยเขาก็พอ...ขบวนยิ่งใหญ่ส่งเสียงแห่งความมงคลดังสนั่นสั่นแผ่นดิน กระทั่งเจิ้งเซียวเล่อเดินทางมาถึงหน้าประตูใหญ่ของวังฝูอ๋อง เขาจึงได้คลายความพะวงเมื่อลงจากหลังม้าแล้วถือโอกาสฟังคำกระซิบรายงานอันรวดเร็วจากจางฉวนที่มายืนรออยู่ทางด้านหลังคล
แผนการของซือเร่อมิได้ซับซ้อน หากแต่ต้องละเอียดรอบคอบถึงขั้นใจร้ายแน่นอนว่าหากให้น้องสาวฝาแฝดสวมรอยแต่งงานแทน ตำแหน่งท่านหญิงหยี่ซินย่อมตกไปอยู่ที่เฟิงลี่อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ส่วนซือเร่อต้องหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแล้วจะอยู่อย่างไร? ชีวิตที่เหลือมิต้องอยู่อย่างหลบซ่อน เร่ร่อนไปเรื่อยหรือ เช่นนั้นก็สมควรไปรับตัวเฟิงลี่มาอย่างเปิดเผย เสนอให้ท่านพ่อบุญธรรมยกเฟิงลี่ให้องค์ชายรองผู้นั้นตามตรงทว่าท่านพ่อบุญธรรมจะเห็นชอบหรือไม่?เฟิงลี่จะยินยอมหรือเปล่า?องค์ชายรูปงามจะยินดีหรือไร?ความจริงเรื่องผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเมื่อครั้งนั้นเล่าจะถูกเปิดเผยด้วยหรือไม่?ฐานะหน้าตา อำนาจบารมี น้ำหนักในใจของท่านอ๋อง รวมถึงการยกย่องชื่นชมและความยำเกรงของชาวประชาที่มีให้นางเสมอมาจะไม่สูญสิ้นไปด้วยหรือไร?ทุกสิ่งนี้คือปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะสองเรื่องสุดท้ายคือเรื่องร้ายแรงที่สุด ซือเร่อให้นึกหวาดกลัวยิ่งนักเช่นนั้นก็มีวิธีเดียวคือแต่งงานแบบสวมรอยแทนเท่านั้น และเพื่อป้องกันเฟิงลี่มาแทนที่ตนซึ่งเป็นถึงท่านหญิง รอให้พิธีแต่งงานเสร็จสิ้น แปรสภาพไม้เป็นเรือ เปลี่ยนข้าวสารเป็นข้าวสุก มิอาจย้อนคืนเสียก่อน นางค่อยปรา
“แต่ว่าน้องรองของข้ามิใช่สุภาพชนสักเท่าใด ยิ่งมิใช่คนดีอะไร บางทีพวกเราอาจดูเบาเขาเกินไปก็เป็นได้ แค่พิธีกราบไหว้ฟ้าดินจะมีผลกับเขาหรือไม่?”หญิงสาวมิได้วิตกกังวล นางกล่าวเสียงนุ่มหวานละมุน “รัชทายาทไม่ต้องห่วงเพคะ น้องสาวของหม่อมฉันได้รับ ‘ยาสั่ง’ ควบคุมได้กระทั่งจิตวิญญาณ ต่อให้อยู่ต่อหน้าท่านพ่อบุญธรรมก็ยังไม่แน่ว่าจะแยกแยะออกว่านางมิใช่หม่อมฉัน และที่สำคัญ กว่านางจะได้สติครบครันก็ล่วงเข้าสามเดือนหลังจากเข้าหอแล้ว ความสัมพันธ์ลึกซึ้งยิ่ง ไม้ได้กลายเป็นเรือแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ไม่แน่ว่าในท้องของนางอาจมีอ๋องน้อยก่อร่างสร้างตัวจนแข็งแรง หากเจี้ยนอ๋องจะทรงส่งคืนคงไม่แคล้วถูกประณามจนไม่มีที่ยืนในแผ่นดิน” ดวงเนตรงามฉายแววเจ้าเล่ห์ทอประกายพร่างพราย นางเสริมอีกว่า “เมื่อถึงเวลาที่หม่อมฉันออกมาเปิดเผยตัวตน ต่อให้เป็นท่านพ่อบุญธรรมก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้เช่นกัน” คำตอบของสตรีข้างกายส่งผลให้เจิ้งซงหยวนพึงพอใจ เขายกยิ้มอบอุ่นเอื้อมมือไปโอบเอวบางเพื่อแนบชิดเหมือนที่เคยพลางเอ่ยชื่นชมด้วยเส้นเสียงทุ้มนุ่ม“หยี่ซินของข้าช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก เช่นนี้ล่ะถึงจะเหมาะสมต่อตำแหน่ง
การแต่งงานของเหล่าเชื้อพระวงศ์ต้าเจิ้งไม่สำคัญว่าพี่ต้องแต่งก่อนน้อง แต่สำคัญที่ความเหมาะสมอันสูงสุดตามช่วงเวลาในสายตาของผู้อาวุโสที่มีอำนาจแห่งราชวงศ์กำหนดการแต่งงานขององค์ชายคนรองแห่งราชวงศ์เจิ้งทำให้สตรีทั่วเมืองหลวงนึกเสียดายไม่น้อยพวกคุณหนูสูงส่งหลายตระกูลถึงกับร่ำไห้น้ำตานองหน้าปานฟ้าถล่มแผ่นดินทลายไม่มีที่ให้หยัดยืนอีกต่อไปโชคดีที่ได้ผู้อาวุโสในจวนคอยปลอบใจ พวกนางจึงมิได้ร่ำไห้เสียใจจนตีอกชกหัวอยู่นานเท่าใดนัก เพราะได้คำผู้ใหญ่เตือนสติว่ายังมีองค์ชายใหญ่ผู้เป็นถึงรัชทายาทเหลืออยู่ทั้งคนตำแหน่งพระชายาเอกในรัชทายาทเป็นสิ่งที่สตรีชนชั้นสูงต่างเฝ้าถวิลหาและหมายปอง มิรู้ได้ว่าใครจะเป็นผู้โชคดีนางนั้นหลังจากท่านหญิงหยี่ซินเข้าพิธีปักปิ่นเป็นที่เรียบร้อย ข้างขึ้นแปดค่ำเดือนสิบสองฤกษ์งามยามดีครองคู่มีสุขมากสมบัติ เกี้ยวสีแดงสดแปดคนหามก็เคลื่อนตัวมารับนางถึงวังฝูอ๋องขบวนแต่งงานยาวเหยียดตระการตาอันเป็นมหามงคลระหว่างเจี้ยนอ๋องเจิ้งเซียวเล่อกับท่านหญิงหยี่ซินยิ่งใหญ่อลังการและหรูหราโดดเด่นสมฐานะอันสูงส่งแห่งพวกเขาทั้งสองเห็นช่อบุปผาแพรไหมสีแดงสดโดดเด่นพร้อมบุรุษรูปโฉมสง่างามผู้เป็น
อ๋องหนุ่มไม่รู้ว่าสิ่งที่เฟิงลี่กระทำลงไปล้วนเป็นเพราะสัญชาตญาณในจิตใต้สำนึก หาได้มีสติล่วงรู้อันใดไม่หลังจากนั้น งานบ่าวไพร่ทั่วไปล้วนตกอยู่ในมือของเฟิงลี่เจิ้งเซียวเล่อสั่งให้นางทำงานชั้นต่ำทุกอย่าง ปรารถนาเห็นนางทรมานอย่างอารมณ์ดี“หน้าที่ของภรรยาก็เช่นนี้ ต้องปรนนิบัติสามีให้ดี จงรู้ไว้”ทว่าเพิ่งสิ้นคำข่มขู่ทุ้มต่ำทรงพลัง กลับเห็นคนงามทำงานหนักด้วยท่าทางสบายๆ มิได้ลำบากอันใดอ๋องหนุ่มให้นึกอึ้ง จึงสั่งเพิ่มงานให้นางมากกว่าเดิมผลที่ได้รับคือ เฟิงลี่ยังคงไม่รู้สึกรู้สา นางสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ดี คล่องแคล่วว่องไว ไม่รู้สึกทุกข์ร้อนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นซักผ้า ฝ่าฟืน แบกถังน้ำ แบกไม้ เชือดไก่ แล่เนื้อวัว กระทั่งขุดรูเพื่อดึงอสรพิษร้ายอย่าง ‘งู’ มาต้มน้ำแกงยังทำได้ดียิ่งเจิ้งเซียวเล่อให้รู้สึกหงุดหงิดเหลือเกินพลบค่ำมาเยือน โถงเรือนสว่างไสวดุจยามทิวาท่ามกลางบรรยากาศเย็นฉ่ำ เสียงดนตรีบรรเลงในทำนองไพเราะเสนาะโสต สะกดใจคนฟังอย่างประหลาดทั้งที่ทำงานหนักมาทั้งวัน แต่เฟิงลี่กลับมิได้พักผ่อน นางถูกพาตัวมาร่วมชมความครึกครื้นรื่นเริงกับบรรยากาศร่ำสุราเคล้าเสีย







