Masukย้อนกลับไปก่อนหานไต้จะตาย เขาได้สารภาพอย่างจริงใจกับเฟิงลี่ด้วยเส้นเสียงแหบแห้งสั่นพร่า
“ลี่เอ๋อร์ รู้หรือไม่ว่าเหตุใดคนแก่เร่ร่อนอย่างข้าถึงได้ตัดสินใจเก็บพวกเจ้าสองคนพี่น้องมาเลี้ยงดู”
มือหนึ่งของเฟิงลี่ปาดน้ำตาอีกมือหนึ่งเกาะชายผ้าห่มที่คลุมร่างชายชราผู้เจ็บป่วยนอนซมมาแรมปี นางสะอึกสะอื้นกล่าวว่า “เพราะข้ากับพี่ซือซือเป็นเด็กกำพร้าที่น่าสงสารเจ้าค่ะ”
หานไต้ส่ายหน้าปฏิเสธ แต่การส่ายหน้านั้นไร้เรี่ยวแรงจนมองแทบไม่เห็น เขาเอ่ยเสียงแผ่ว
“เจ้ากล่าวผิดแล้ว! เหตุที่ข้าเก็บพวกเจ้าสองคนพี่น้องมาชุบเลี้ยงก็เพราะเจ้าสองพี่น้องคือธิดาของเจ้าเมืองไป๋”
“...!?”
เด็กสาวชะงักงันสองตาเบิกโตโดยพลัน
ไม่ปล่อยให้ผู้ฟังอึ้งนาน หานไต้เอ่ยต่อด้วยเสียงแหบแห้ง “สงครามต่างแคว้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก สงครามอำนาจระหว่างตระกูลยิ่งไม่อาจก้าวผ่านได้โดยง่าย มารดาของเจ้าเดิมทีเป็นฮูหยินเอกเจ้าเมืองไป๋ นางแต่งงานหลายปีไม่มีทายาทจึงถูกการแย่งชิงหลังเรือนกลืนกินจนสิ้นท่าเพราะบิดาเจ้ามีอนุภรรยามากมายนัก หลังถูกขับไล่ถึงได้รู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ แม้นางจะมีอายุไม่น้อยแต่ก็พยายามประคับประคองเด็กในท้องอย่างดี ท้ายที่สุดเมื่อคลอดบุตรออกมายังเป็นผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชายก็ให้รู้สึกสิ้นหวังและตรอมใจตาย ยามนั้นกำลังมีสงครามรุกรานยึดเมือง เจ้าเมืองไป๋บิดาของเจ้าซึ่งล่วงรู้เรื่องของพวกเจ้าสองพี่น้องกำลังตามหาเพื่อรับตัวกลับจวน แต่เพราะรักษาเมืองจึงต้องตายไปท่ามกลางไฟสงครามอย่างน่าเสียดาย ไม่ทันได้เห็นหน้าบุตรสาว”
หานไต้เล่าไปเรื่อยๆ คล้ายกับกลัวว่าชั่วชีวิตที่เหลืออาจจะไม่มีโอกาสบอกความจริงที่ซุกซ่อนแก่เฟิงลี่อีก
“เด็กน้อยเอ๋ย ชะตากรรมของเจ้าแม้ย่ำแย่แต่ตัวตนที่แท้มิได้ต่ำต้อยอันใด เหตุที่ข้าเก็บพวกเจ้ามาดูแลก็เพราะก่อนหน้านี้มีความหวังเล็กๆ ในตัวมารดาของเจ้า ทว่าก็อย่างที่เห็น... นางปฏิเสธข้าและตายไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งไว้เพียงทารกในห่อผ้าหลังไฟสงครามที่มอดไหม้”
เขาหัวเราะเสียงขื่น “ตัวข้ามิใช่จอมยุทธ์เก่งกาจอะไร เป็นแค่ชายชราไร้ความสามารถผู้หนึ่งซึ่งมีความรู้แค่ปลายนิ้ว เมื่อความหวังในหญิงงามหมดสิ้นจึงเร่ร่อนต่ออย่างไร้จุดหมาย หลังจากได้รับข่าวร้ายเรื่องสงครามใกล้บ้านนาง ข้าก็รีบกลับมา ทว่าสายเกินไป...นางทิ้งบุตรสาวเอาไว้เช่นนั้น ข้าที่เก็บพวกเจ้ามาเลี้ยงก็หวังเพียงยามที่ร่างกายนี้ผุพังใกล้ดับสูญจะมีคนดูแลปรนนิบัติป้อนน้ำป้อนยา ท้ายที่สุดจะได้มีคนทำศพให้อย่างดี ไม่ต้องกลายเป็นซากเน่าๆ ข้างทางให้สุนัขกัดกินอย่างอนาถ วิญญาณจะได้ไปสู่ปรโลกอย่างสงบ”
ชายชราถึงกับต้องหยุดวาจาหายใจหอบครู่หนึ่งเพราะกล่าวด้วยประโยคยาวเหยียด เขายิ้มเยาะตัวเองแล้วกล่าวต่อ “ข้ามิใช่คนดีอะไร ที่ทำไปล้วนหวังผลประโยชน์จากเด็กๆ”
เฟิงลี่สะอื้นไห้ส่ายหน้าไม่หยุด
“ไม่เจ้าค่ะ ท่านตาเป็นคนดี การดูแลท่านจนวาระสุดท้ายเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว ท่านอย่าได้เอ่ยเช่นนั้นเลย”
หานไต้หัวเราะเสียงเบาฟังดูแหบโหยคล้ายเสียงครวญของสายลมหนาว เขาค่อยๆ กล่าว “วิชาการต่อสู้ที่ข้าสอนเจ้าก็เอาไว้ใช้ได้แค่ป้องกันตัวเท่านั้น ดีมากหน่อยก็คือวิชาแยกแยะสมุนไพร แต่วิชาฝังเข็มยังไม่ถึงขั้นช่วยชีวิตใครได้ แค่ห้ามเลือดกับบรรเทาอาการเจ็บปวดจากบาดแผล เจ้ารู้ใช่ไหม?”
เฟิงลี่พยักหน้าราวลูกไก่กำลังจิกข้าว
ชายชราหลับตากล่าวเสียงแหบเบาอีกว่า “เหตุที่ข้าอนุญาตให้เจ้าตามหาพี่สาวแค่บริเวณริมชายป่านั่นก็เพราะว่า ข้าไม่ต้องการทำลายความหวังของเจ้า แต่กลับไม่ต้องการให้เจ้าหานางพบเช่นกัน และข้าก็คาดเดาได้ว่านางคงไปอยู่ในที่อบอุ่นแสนสบายห่างไกลแล้ว จะอย่างไรเจ้าย่อมหาไม่เจอโดยง่าย”
เด็กสาวพลันชะงัก ก่อนปาดน้ำตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาตัดพ้อ
“เพราะเหตุใดเล่าท่านตา ท่านไม่เป็นห่วงพี่ซือซือหรือ?”
หานไต้หัวเราะเสียงพร่า
“คนที่น่าห่วงมิใช่นาง แต่เป็นเจ้า”
เฟิงลี่นั่งมองชายชราผ่านม่านน้ำตาอย่างไม่เข้าใจ ได้ยินอีกฝ่ายค่อยๆ เอ่ยด้วยกระแสเสียงเบาหวิวคล้ายจะหมดแรงว่า
“ลักษณะการแต่งกายของชายวัยกลางคนที่เจ้าช่วยเหลือในวันนั้น เท่าที่ฟังเจ้าเล่ามา หากข้าคิดไม่ผิดเขาย่อมมีฐานะไม่ธรรมดา อาจเป็นคหบดีร่ำรวยล้นฟ้าหรือไม่ก็อาจเป็นถึงขุนนางใหญ่โตแห่งแว่นแคว้น การที่พี่เจ้าหายตัวไปพร้อมเขา เป็นไปได้ถึงแปดส่วนว่าชายผู้นั้นพานางไปชุบเลี้ยง และเหตุที่ข้าไม่บอกเจ้าตั้งแต่ในวันนั้น ก็เพราะไม่ต้องการให้เจ้าออกตามหาพี่สาวของเจ้าจนเจอ เพราะนางอาจจะชักชวนให้เจ้าอยู่ด้วยกัน หากเป็นเช่นนั้นข้าจะทำอย่างไร การพาพวกเจ้าพี่น้องมาชุบเลี้ยง มิใช่เสียเวลาเปล่าหรือ?”
เจ้าสาวถูกจับประคองเดินออกมาอย่างเนิบนาบเชื่องช้า นางก้าวเท้าด้วยกิริยานุ่มนวลอ่อนโยนอ๋องหนุ่มเห็นนางยังคงมีท่าทีปกติเรียบร้อยไร้วี่แววขัดขืนก็ลอบถอนหายใจเบาๆเจิ้งเซียวเล่อจ้องมองเจ้าสาวของเขาจนแขกเหรื่อในงานถึงกับอมยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ บางคนยังกระซิบเจือเสียงหัวเราะว่า‘เจี้ยนอ๋องทรงหลงรักเจ้าสาวของเขาปานนี้เชียว?’ท่ามกลางบรรยากาศอันเป็นมหามงคล ผู้คนต่างมองว่าเจี้ยนอ๋องผู้นี้กลายเป็นพยัคฆ์ร้ายผู้หื่นกระหายในรักไปแล้วสายตาร้อนแรงแฝงแววหยอกเย้าของเหล่าผู้คนล้วนส่งมาไม่ถึงอ๋องหนุ่ม เพราะเขายังคงจ้องมองเพียงเจ้าสาวของตนกระทั่งนางถูกพาขึ้นเกี้ยวโดยบุรุษผู้มีความสำคัญต่อวังฝูอ๋องซึ่งทำหน้าที่ส่งสตรีออกเรือนเขาก็ยังคงจ้องมองอยู่อย่างไม่วางตาเมื่อแน่ใจว่าเรียบร้อยดีแล้วเจิ้งเซียวเล่อจึงหมุนตัวเดินไปขึ้นหลังม้า ควบเหยาะย่างอยู่ข้างๆ เกี้ยวเจ้าสาวไม่ห่างท่าทางของเจ้าบ่าวทำเอาสายตาแขกเหรื่อยิ่งร้อนแรง ใบหน้าร้อนผ่าว กระซิบกระซาบด้วยประโยคคล้ายคลึงกันว่าหวงแหนปานนั้น หลังเข้าหอเจ้าสาวจะเดินได้ไหมหนอ รอฟังข่าวตั้งครรภ์ในลำดับต่อไปได้เลยดนตรีบรรเลงอยู่นานท่ามกลางขบวนสีแดงยาวเหยียดก่อนที่เ
ทางฝั่งเจ้าบ่าวบนหลังอาชานำขบวนแม้ใบหน้าหล่อเหลายังคงเย็นชาไม่เผยอารมณ์ออกมา หากแต่ใครไหนเลยจักล่วงรู้ว่าในอกแกร่งแอบพะวงอยู่ไม่น้อยเนื่องจากก่อนแต่งงานเพียงวันเดียว จางฉวนสืบได้ว่า แท้จริงแล้วหยี่ซินผู้นั้นร้ายกาจไม่เบา เจ้าเล่ห์กว่าที่คาดการณ์นางจับตัวน้องสาวฝาแฝดแล้วคุมขังเอาไว้ เพื่อบังคับให้ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวของเขาในวันนี้ เห็นได้ชัดว่าผู้น้องฝาแฝดนางนั้นมิได้เต็มใจร่วมมือหลอกลวงเขาแต่อย่างใดในใจของอ๋องหนุ่มให้รู้สึกร้อนรุ่มอย่างประหลาด... สิ่งนี้ทำให้เจิ้งเซียวเล่อรู้สึกเสียใจอย่างมากที่จับคนงามมาทรมานตั้งหลายวันแม้ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชายังคงนิ่งเฉยไม่เผยอารมณ์ ทว่าฝ่ามือใต้แขนเสื้อกลับกำแน่น อ๋องหนุ่มขมวดคิ้วเคร่งเครียด คิดเพียงต้องการชดใช้ความผิดให้อีกฝ่ายอย่างสาสมนางจะตีเขาก็ได้ เขาพร้อมยืดอกรับอย่างไม่อิดออด ขอแค่นางให้อภัยเขาก็พอ...ขบวนยิ่งใหญ่ส่งเสียงแห่งความมงคลดังสนั่นสั่นแผ่นดิน กระทั่งเจิ้งเซียวเล่อเดินทางมาถึงหน้าประตูใหญ่ของวังฝูอ๋อง เขาจึงได้คลายความพะวงเมื่อลงจากหลังม้าแล้วถือโอกาสฟังคำกระซิบรายงานอันรวดเร็วจากจางฉวนที่มายืนรออยู่ทางด้านหลังคล
แผนการของซือเร่อมิได้ซับซ้อน หากแต่ต้องละเอียดรอบคอบถึงขั้นใจร้ายแน่นอนว่าหากให้น้องสาวฝาแฝดสวมรอยแต่งงานแทน ตำแหน่งท่านหญิงหยี่ซินย่อมตกไปอยู่ที่เฟิงลี่อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ส่วนซือเร่อต้องหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแล้วจะอยู่อย่างไร? ชีวิตที่เหลือมิต้องอยู่อย่างหลบซ่อน เร่ร่อนไปเรื่อยหรือ เช่นนั้นก็สมควรไปรับตัวเฟิงลี่มาอย่างเปิดเผย เสนอให้ท่านพ่อบุญธรรมยกเฟิงลี่ให้องค์ชายรองผู้นั้นตามตรงทว่าท่านพ่อบุญธรรมจะเห็นชอบหรือไม่?เฟิงลี่จะยินยอมหรือเปล่า?องค์ชายรูปงามจะยินดีหรือไร?ความจริงเรื่องผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเมื่อครั้งนั้นเล่าจะถูกเปิดเผยด้วยหรือไม่?ฐานะหน้าตา อำนาจบารมี น้ำหนักในใจของท่านอ๋อง รวมถึงการยกย่องชื่นชมและความยำเกรงของชาวประชาที่มีให้นางเสมอมาจะไม่สูญสิ้นไปด้วยหรือไร?ทุกสิ่งนี้คือปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะสองเรื่องสุดท้ายคือเรื่องร้ายแรงที่สุด ซือเร่อให้นึกหวาดกลัวยิ่งนักเช่นนั้นก็มีวิธีเดียวคือแต่งงานแบบสวมรอยแทนเท่านั้น และเพื่อป้องกันเฟิงลี่มาแทนที่ตนซึ่งเป็นถึงท่านหญิง รอให้พิธีแต่งงานเสร็จสิ้น แปรสภาพไม้เป็นเรือ เปลี่ยนข้าวสารเป็นข้าวสุก มิอาจย้อนคืนเสียก่อน นางค่อยปรา
“แต่ว่าน้องรองของข้ามิใช่สุภาพชนสักเท่าใด ยิ่งมิใช่คนดีอะไร บางทีพวกเราอาจดูเบาเขาเกินไปก็เป็นได้ แค่พิธีกราบไหว้ฟ้าดินจะมีผลกับเขาหรือไม่?”หญิงสาวมิได้วิตกกังวล นางกล่าวเสียงนุ่มหวานละมุน “รัชทายาทไม่ต้องห่วงเพคะ น้องสาวของหม่อมฉันได้รับ ‘ยาสั่ง’ ควบคุมได้กระทั่งจิตวิญญาณ ต่อให้อยู่ต่อหน้าท่านพ่อบุญธรรมก็ยังไม่แน่ว่าจะแยกแยะออกว่านางมิใช่หม่อมฉัน และที่สำคัญ กว่านางจะได้สติครบครันก็ล่วงเข้าสามเดือนหลังจากเข้าหอแล้ว ความสัมพันธ์ลึกซึ้งยิ่ง ไม้ได้กลายเป็นเรือแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ไม่แน่ว่าในท้องของนางอาจมีอ๋องน้อยก่อร่างสร้างตัวจนแข็งแรง หากเจี้ยนอ๋องจะทรงส่งคืนคงไม่แคล้วถูกประณามจนไม่มีที่ยืนในแผ่นดิน” ดวงเนตรงามฉายแววเจ้าเล่ห์ทอประกายพร่างพราย นางเสริมอีกว่า “เมื่อถึงเวลาที่หม่อมฉันออกมาเปิดเผยตัวตน ต่อให้เป็นท่านพ่อบุญธรรมก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้เช่นกัน” คำตอบของสตรีข้างกายส่งผลให้เจิ้งซงหยวนพึงพอใจ เขายกยิ้มอบอุ่นเอื้อมมือไปโอบเอวบางเพื่อแนบชิดเหมือนที่เคยพลางเอ่ยชื่นชมด้วยเส้นเสียงทุ้มนุ่ม“หยี่ซินของข้าช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก เช่นนี้ล่ะถึงจะเหมาะสมต่อตำแหน่ง
การแต่งงานของเหล่าเชื้อพระวงศ์ต้าเจิ้งไม่สำคัญว่าพี่ต้องแต่งก่อนน้อง แต่สำคัญที่ความเหมาะสมอันสูงสุดตามช่วงเวลาในสายตาของผู้อาวุโสที่มีอำนาจแห่งราชวงศ์กำหนดการแต่งงานขององค์ชายคนรองแห่งราชวงศ์เจิ้งทำให้สตรีทั่วเมืองหลวงนึกเสียดายไม่น้อยพวกคุณหนูสูงส่งหลายตระกูลถึงกับร่ำไห้น้ำตานองหน้าปานฟ้าถล่มแผ่นดินทลายไม่มีที่ให้หยัดยืนอีกต่อไปโชคดีที่ได้ผู้อาวุโสในจวนคอยปลอบใจ พวกนางจึงมิได้ร่ำไห้เสียใจจนตีอกชกหัวอยู่นานเท่าใดนัก เพราะได้คำผู้ใหญ่เตือนสติว่ายังมีองค์ชายใหญ่ผู้เป็นถึงรัชทายาทเหลืออยู่ทั้งคนตำแหน่งพระชายาเอกในรัชทายาทเป็นสิ่งที่สตรีชนชั้นสูงต่างเฝ้าถวิลหาและหมายปอง มิรู้ได้ว่าใครจะเป็นผู้โชคดีนางนั้นหลังจากท่านหญิงหยี่ซินเข้าพิธีปักปิ่นเป็นที่เรียบร้อย ข้างขึ้นแปดค่ำเดือนสิบสองฤกษ์งามยามดีครองคู่มีสุขมากสมบัติ เกี้ยวสีแดงสดแปดคนหามก็เคลื่อนตัวมารับนางถึงวังฝูอ๋องขบวนแต่งงานยาวเหยียดตระการตาอันเป็นมหามงคลระหว่างเจี้ยนอ๋องเจิ้งเซียวเล่อกับท่านหญิงหยี่ซินยิ่งใหญ่อลังการและหรูหราโดดเด่นสมฐานะอันสูงส่งแห่งพวกเขาทั้งสองเห็นช่อบุปผาแพรไหมสีแดงสดโดดเด่นพร้อมบุรุษรูปโฉมสง่างามผู้เป็น
อ๋องหนุ่มไม่รู้ว่าสิ่งที่เฟิงลี่กระทำลงไปล้วนเป็นเพราะสัญชาตญาณในจิตใต้สำนึก หาได้มีสติล่วงรู้อันใดไม่หลังจากนั้น งานบ่าวไพร่ทั่วไปล้วนตกอยู่ในมือของเฟิงลี่เจิ้งเซียวเล่อสั่งให้นางทำงานชั้นต่ำทุกอย่าง ปรารถนาเห็นนางทรมานอย่างอารมณ์ดี“หน้าที่ของภรรยาก็เช่นนี้ ต้องปรนนิบัติสามีให้ดี จงรู้ไว้”ทว่าเพิ่งสิ้นคำข่มขู่ทุ้มต่ำทรงพลัง กลับเห็นคนงามทำงานหนักด้วยท่าทางสบายๆ มิได้ลำบากอันใดอ๋องหนุ่มให้นึกอึ้ง จึงสั่งเพิ่มงานให้นางมากกว่าเดิมผลที่ได้รับคือ เฟิงลี่ยังคงไม่รู้สึกรู้สา นางสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ดี คล่องแคล่วว่องไว ไม่รู้สึกทุกข์ร้อนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นซักผ้า ฝ่าฟืน แบกถังน้ำ แบกไม้ เชือดไก่ แล่เนื้อวัว กระทั่งขุดรูเพื่อดึงอสรพิษร้ายอย่าง ‘งู’ มาต้มน้ำแกงยังทำได้ดียิ่งเจิ้งเซียวเล่อให้รู้สึกหงุดหงิดเหลือเกินพลบค่ำมาเยือน โถงเรือนสว่างไสวดุจยามทิวาท่ามกลางบรรยากาศเย็นฉ่ำ เสียงดนตรีบรรเลงในทำนองไพเราะเสนาะโสต สะกดใจคนฟังอย่างประหลาดทั้งที่ทำงานหนักมาทั้งวัน แต่เฟิงลี่กลับมิได้พักผ่อน นางถูกพาตัวมาร่วมชมความครึกครื้นรื่นเริงกับบรรยากาศร่ำสุราเคล้าเสีย







