Masukเมื่อถูกผลักเฟิงลี่จึงทรงตัวไม่อยู่ชั่วขณะ นางซวนเซเล็กน้อยก่อนยืนอย่างมั่นคงได้ในเวลาอันรวดเร็ว
“พี่เม่ย...” เส้นเสียงเล็กใสของเด็กสาววัยดรุณีแรกแย้มเอ่ยออกมาอย่างตื่นตระหนกไม่เจือจาง “พี่อี้บอกว่าหิว ให้ข้าเข้าครัวหาอะไรให้เขารองท้อง เมื่อข้ายกขนมมาถึงหน้าห้องหนังสือ เขาก็เรียกข้าเข้ามาในห้อง จากนั้นก็หอมแก้มข้า”
แม่นางน้อยฟ้องร้องพลางยกมือหนึ่งขึ้นกุมแก้มตนแล้วฟ้องอีกหน “เขายังทำท่าจะลูบหน้าอกข้าเพื่อสำรวจดูว่าโตพอหรือยัง?”
“...!?”
ประหนึ่งฟ้าผ่ากลางใจ จิ่วเม่ยพลันหน้าถอดสี เฟิงลี่ในวัยสิบสี่ปีย่อมมีหน้าอกแล้ว ทว่ายังเติบโตไม่เต็มที่
หากแต่เรื่องนี้มิใช่ประเด็น หญิงสาวก้มมองสามีที่ยังนอนคว่ำหน้าหมดสภาพอยู่บนพื้นห้อง
“ท่านพี่...” เส้นเสียงหวาดหวั่นนัก “ท่านทำอะไรลี่เอ๋อร์”
หลิวอี้ค่อยๆ เรียกคืนสติให้กลับมา มือหนึ่งกุมปลายคาง อีกมือหนึ่งยันพื้นห้องก่อนลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก เขากำลังคิดว่าควรไปฝึกวิชาต่อสู้เอาไว้บ้าง
จะได้ไม่เสียท่าให้สตรีนางน้อยตัวเล็กๆ คนหนึ่งเยี่ยงนี้อีก
หลังจากส่ายศีรษะไล่ความงุนงงจนหมดไป ชายหนุ่มจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ข้าไม่เคยทำเช่นนั้น แค่สั่งนางให้ยกขนมมาส่งในห้อง ไม่คิดว่าจะเจอลูกไม้เยี่ยงนี้ หากนางอยากเป็นอนุของข้ามากนัก บอกกันดีๆ ก็ได้ ไยต้องเล่นเล่ห์ใช้มารยาใส่ร้ายกันด้วย”
กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปอย่างไม่สบอารมณ์ ท่าทางของเขาไม่เหมือนชายหนุ่มผู้ล่วงเกินสาวน้อยแต่อย่างใด
จิ่วเม่ยเบิกตากว้าง มองตามแผ่นหลังสามีอย่างทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง นางหันมามองเฟิงลี่อย่างโกรธกรุ่นก่อนออกจากห้องหนังสือเดินตามหลิวอี้ไป โดยไม่ถามอะไรเฟิงลี่สักคำ
ม่านตาดำของเฟิงลี่พลันหดแคบ โทสะสายหนึ่งผุดวาบ สิบกว่าปีที่เติบใหญ่ นางเกลียดที่สุดก็คือคนโกหกหลอกลวง
และเมื่อนางเกลียดก็ย่อมไม่ทำตัวเองให้เป็นเยี่ยงนั้น
เรื่องที่ถูกหลิวอี้แอบหอมแก้มและเกือบลูบคลำหน้าอก แม้เป็นเพียงชั่ววูบเดียวที่เห็นมือเขาเอื้อมขึ้นมา นางจึงมั่นใจว่าเขากำลังต้องการสำรวจเนินเนื้อตน และนั่นยิ่งไม่มีเหตุผลให้ต้องโกหกกัน นางจึงฟ้องออกไปอย่างเต็มปากเต็มคำ ไม่มีเหนียมอาย
แต่เพราะอะไร? ทำไมเหตุการณ์ถึงกลายเป็นเช่นนี้?
เฟิงลี่มองตามสามีภรรยาแซ่หลิวอย่างไม่เข้าใจ ครู่หนึ่งต่อมาในสายตาพลันมีความรู้สึกผิดขึ้นมาบางเบา
นางไม่ควรทำร้ายคน...
ห้องนอนห่างออกมาจากห้องหนังสือในเรือนใหญ่ มีระเบียงหันหน้าเข้าหากันคั่นด้วยสวนบุปผาขนาดย่อม
เส้นเสียงของหลิวอี้ยังคงดังลั่นตามอารมณ์เดือดดาลอย่างไม่ยินยอมกับจิ่วเม่ยว่า “ลี่เอ๋อร์กล่าวหาว่าข้าเป็นบุรุษกักขฬะได้อย่างไร ใช้ได้ที่ใด เห็นได้ชัดว่านี่คือแผนการปีนเตียง ตัวข้าไหนเลยคิดล่วงเกินเด็กหญิงตัวเล็กๆ หึ! มารยาตื้นเขินนัก”
ชายหนุ่มหยุดถอนหายใจหนักๆ เพื่อพยายามอดกลั้นโทสะที่กำลังพลุ่งพล่านแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า
“หากนางต้องการเป็นอนุของข้าถึงเพียงนี้ เจ้าเป็นภรรยาก็จัดการให้ถูกต้องเถอะ อย่าได้ทำเรื่องเสื่อมเสียเยี่ยงนี้กับข้าอีก จะอย่างไรเสีย ลี่เอ๋อร์ก็เป็นคนของเจ้า”
จิ่วเม่ยได้ฟังถึงกับถลึงตามองสามีอย่างไม่ยินยอม หัวใจของนางเต้นแรงอย่างไม่อาจควบคุม
ภายใต้ใบหน้าอ่อนหวานท่าทางแสดงออกว่าเชื่อคำสามี จิ่วเม่ยแค่นยิ้มเย็นในใจ แต่ไหนแต่ไรหลิวอี้มิใช่บุรุษเจ้าสำราญ เขารักมั่นเพียงนางมาโดยตลอด ทว่ามีหรือนางจะเชื่อสิ่งที่เขาพูด และสาเหตุที่เขาเปลี่ยนไปจากซื่อตรงจริงใจรักมั่นเพียงนางเช่นนี้ ไยมิใช่เพราะความงดงามที่มีเพิ่มมากขึ้นทุกวันของเฟิงลี่
บุปผางดงาม โชยกลิ่นหอมเช้าค่ำ เย้ายวนใจปานนั้น แมลงตัวใดบ้างจะทานทนได้เนิ่นนาน
จิ่วเม่ยค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ สงบสติและอารมณ์หึงหวงแห่งตนให้เจือจางลงไป เพื่อใคร่ครวญให้ลึกซึ้งถึงเหตุผลที่พึงมี
แม้เรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่นางนึกหวาดหวั่นในใจมาโดยตลอด ทว่าสตรีด้วยกันย่อมมองออก กิริยาของเฟิงลี่เองก็ชัดเจนแล้วว่าไม่ยินยอมพร้อมใจ
นี่มิใช่มารยาสตรีแต่เป็นเล่ห์เหลี่ยมบุรุษมากรักต่างหาก
หญิงสาวลืมตาขึ้นมาอีกครา แอบเพ่งพิศร่องรอยเขียวช้ำบริเวณใบหน้าของสามี โดยเฉพาะตรงปลายคางที่ช้ำหนัก ยังมีข้อมือของเขาที่เป็นปื้นสีแดงเด่นชัด
นางคิดว่าหลิวอี้คงชอบเฟิงลี่ในวัยแค่สิบสี่ปีเข้าให้แล้ว และคงต้องการรับเป็นอนุของตนจนทนไม่ไหว ถึงขนาดลงทุนสร้างเรื่องเช่นนี้
ทางหนึ่งยอมให้เฟิงลี่ทำร้ายร่างกายจนอีกฝ่ายรู้สึกผิด
ส่วนอีกทางหนึ่งก็ทำเป็นโกรธกรุ่นต่อหน้านาง ทำท่าทางคล้ายจำใจยอมรับอนุเข้าบ้านเพื่อรักษาชื่อเสียงของทุกฝ่าย
มือของจิ่วเม่ยเริ่มกำเข้าหากัน จนเล็บค่อยๆ จิกเข้าเนื้อ
สองปีต่อมา...ขณะที่เฟิงลี่กำลังดูแลบุตรชายบุตรสาว นางเพียรสังเกตเจิ้งเซียวเล่อกับเจิ้งเหวินไท่ตลอดเวลาบุรุษทั้งสองร่ำสุราสนทนาบางอย่างกันตั้งแต่เมื่อวานจนบัดนี้ล่วงเวลาค่ำแล้วก็ยังไร้วี่แววเลิกรานางจึงพาลูกๆ เข้าเรือนนอน กล่อมพวกเขาจนหลับสนิทก่อนเรียกบ่าวรับใช้มาสั่งการบางอย่างแล้วออกมาร่วมวงสนทนากับเหล่าบุรุษในศาลาส่องจันทร์เจิ้งเซียวเล่อเห็นภรรยามาจึงเชื้อเชิญให้นางนั่ง รินเหล้าใส่จอกให้อย่างเอาใจใส่เจิ้งเหวินไท่เห็นสามีภรรยารักใคร่ปรองดองท่าทางเข้าอกเข้าใจกันและกันปานนั้นจึงเอ่ยตัดพ้ออย่างน่าสงสาร“พี่สะใภ้ เหตุใดพวกท่านถึงทำให้ข้ารู้สึกริษยาถึงเพียงนี้”เมื่อได้ยินคำถามแปลกประหลาด เฟิงลี่พลันเลิกคิ้วสูง“สาเหตุที่รัชทายาททรงดื่มเหล้าเมามายไม่ยอมกลับตำหนักบูรพาเพราะทะเลาะกับพระชายาหรือ?”เจิ้งเหวินไท่ส่ายหน้ายิ้มขื่น “ข้ากับนางมิได้ทะเลาะกัน นางปรนนิบัติดูแลข้าอย่างดี ไม่เคยเลยสักคราที่จะทำให้ข้าเห็นถึงความบกพร่องต่อหน้าที่ นางเป็นสตรีเพียบพร้อมงดงามไร้ที่ติ”“แล้วเช่นนั้นท่านมาดื่มเหล้าอย่างกลัดกลุ้มเรื่องใดกัน” เฟิงลี่ถามเสียงนุ่มอย่างรอฟังคำตอบที่แท้จริงในขณะที่เจิ้งเซียวเ
เจิ้งเหวินไท่ดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาทเข้าปีที่สามเขาช่วยงานราชกิจพระบิดาได้อย่างดีเยี่ยมไร้ที่ติสืบมา ส่วนหลังเรือนยังปกครองได้อย่างเด็ดขาดเที่ยงธรรมไร้คลื่นโหม ทว่ากลับไร้ชายาเอกมาโดยตลอดผู้คนล้วนกังขาว่าเหตุใดรัชทายาทเจิ้งเหวินไท่ผู้เก่งกาจไม่แต่งชายาเอกเสียทีแต่แล้วความสงสัยก็ได้รับคำตอบ เมื่องานมงคลเกิดขึ้น โดยมีบุตรสาวสายตรงของแม่ทัพโจวผู้ยิ่งใหญ่แห่งจวนเจิ้นกั๋วโหวสวมชุดแดงนั่งสง่างามอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวของเจิ้งเหวินไท่นางคือโจวหลิวหลันภายใต้ขบวนแต่งงานที่ยิ่งใหญ่อลังการ สาวน้อยแอบเปิดผ้าม่านรถม้าออกดูเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าบุรุษชุดแดงที่มารับนางด้วยตนเองคือเจิ้งเหวินไท่จริงๆ ใช่ไหม?นางมิได้ฝันไปแน่นะ!และคำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือใบหน้าหล่อเหลาที่แสนจะราบเรียบไร้ความรู้สึก ประหนึ่งคนที่ถูกบังคับให้รับสมรสพระราชทานคือเจ้าบ่าว มิใช่เจ้าสาวอย่างนางโจวหลิวหลันขมวดคิ้ว จ้องมองเจิ้งเหวินไท่อย่างงุนงงยิ่งหน้าขบวนมงคล บุรุษชุดแดงบนหลังม้าลอบชำเลืองมองใครบางคนในเกี้ยวเจ้าสาวอยู่เช่นกัน ช่องว่างหน้าต่างรถม้านั้น ม่านถูกแง้มเปิด เขาเห็นนางเผยเพียงดวงตากระจ่างใสวับวาว ซึ่
เจี้ยนอ๋องเจิ้งเซียวเล่อที่โกรธาถึงขั้นจะก่อกบฏกลางเมืองเพื่อปลดรัชทายาทผู้บังอาจกล่าวคำใส่ร้ายต่อภรรยาอันเป็นที่รัก จึงสงบลงได้ในที่สุด เขาแอบยกทัพสายลับนักฆ่าในอาณัติกลับไปอย่างเงียบเชียบเรื่องราวมิได้เกินความคาดหมาย รัชทายาทถูกปลด อัครมหาเสนาบดีมู่หย่งร่วมกับเหล่าขุนนางใหญ่ต่างลงชื่อเสนอองค์ชายสี่เจิ้งเหวินไท่ขึ้นรับตำแหน่งรัชทายาทแทนการแต่งตั้งเกิดขึ้นอย่างเอิกเกริกยิ่งใหญ่ กลุ่มขั้วอำนาจทั้งหลายล้วนเปลี่ยนท่าทีมายืนอยู่ฝั่งองค์ชายสี่อย่างล้นหลามเจิ้งซงหยวนหมดอำนาจในที่สุดโดนยึดตำแหน่งไม่พอยังถูกยึดทรัพย์จนสิ้นไม่มีเหลือ บัดนี้เขาจึงกลายเป็นแค่บุรุษธรรมดาไร้ความสามารถผู้หนึ่ง กระทั่งเหล่าอนุชายายังเบือนหน้าหนี ขอหย่าโดยพร้อมเพรียงกันเรื่องควรสิ้นสุดแค่เท่านั้น ทว่ากลับมีผู้เดือดร้อนหาความสงบสุขมิได้ คนผู้นั้นคือฮองเฮาหลี่ม่านย่าพระนางโกรธมาก เกลียดชังถึงขั้นสั่งคนตามฆ่าชิงเยว่ สตรีผู้เป็นที่รักของบุตรชายชิงเยว่ผู้นี้คือต้นเหตุของเรื่องเลวร้ายทั้งหมด สตรีหายนะไม่ควรมีชีวิตรอดเด็ดขาด...หลี่ม่านย่าปองร้ายชิงเยว่อย่างหมายมาดเจิ้งซงหยวนในยามนี้ไม่อาจต่อกรกับภัยจากพระมารดา หรื
แม้นางมีวัยโรยราแต่ความสะคราญโฉมกลับมิร่วงโรยเห็นได้ชัดเจนว่าฮองเฮาหลี่ม่านย่าผู้นี้ได้รับการฟูมฟักทะนุถนอมปานใดไม่แปลกใจที่สตรีวังหลังต่างอิจฉาริษยาจนสร้างความวุ่นวายไม่เว้นวัน หากมิใช่ฮ่องเต้คอยควบคุมเอาไว้อย่างเข้มงวด นางคงมิได้ยืนหยัดจนบัดนี้เมื่อถูกต่อว่าอย่างรุนแรงเยี่ยงนั้น ฮองเฮาหลี่จึงยืนร่ำไห้แบบไร้เสียง น้ำตาค่อยๆ ไหลรินอาบสองแก้มนวลอย่างสวยงามท่าทางบอบบางราวกลีบบุปผาต้องหยาดพิรุณจนหลุดร่วงห่างเกสรเช่นนี้ ทำให้คนมองต้องปวดใจทุกคราทว่าครั้งนี้เจิ้งเทียนหมิงฮ่องเต้ไม่อาจพระทัยอ่อนให้นางได้อีกแล้ว หากยังปกป้องกันเช่นนี้ เห็นทีราชวงศ์เจิ้งที่สืบทอดมาหลายรุ่นคงถึงคราวสิ้นสุดลงที่รุ่นนี้มาตรว่าราชันมั่นคงต้องเริ่มจากวังหลัง หากวังหลังเข้มแข็งย่อมค้ำชูบัลลังก์ให้แข็งแกร่งสืบไปทว่ารัชทายาทต้าเจิ้งกลับปกครองหลังเรือนจนวุ่นวาย กระทั่งชายาเอกต้องชอกช้ำตรอมตรมถึงขั้นพาบุตรชายในครรภ์กลับไปตายที่บ้านเดิมอย่างอนาถเรื่องนี้หากถูกแพร่งพรายออกไป วิญญาณปฐมกษัตริย์คงไม่แคล้วลุกขึ้นจากหลุมมาทวงความยุติธรรม ผู้คนคงสาปแช่งมิให้ผุดมิให้เกิด ต่างแคว้นคงดูแคลน ประชาราษฎร์คงถ่มน้ำลาย ทั่วหล้า
ผ้าห่มค่อยๆ คลี่คลุมเรือนกายบอบบางชุ่มเลือดที่สั่นเทิ้มอย่างไม่อาจควบคุมนั้น เฟิงลี่เห็นซือเร่อร้องไห้ไร้สุ้มเสียงเช่นกันน้ำตาของคนเป็นพี่หยาดรินจนเปียกชุ่มหมอนด้านล่าง ริมฝีปากแห้งแตกสั่นระริกไม่หยุดคนเจ็บคล้ายอยากพูดบางอย่างแต่กระทั่งเรี่ยงแรงขยับกลีบปากก็ยังไม่มี เฟิงลี่เห็นซือเร่อทำได้เพียงนอนมองนางนิ่งๆ อย่างทำอะไรมิได้มากกว่านั้น“พี่ซือซือ...” เฟิงลี่สะอึกสะอื้น นางพูดอะไรไม่ออกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำขอบคุณ ขออภัย หรือเรียกร้องให้ขอโทษจากใจคำขอโทษจากซือเร่อผู้เป็นพี่สาวของนาง...มันไม่จำเป็นอีกแล้วไม่ว่าคนหนึ่งจะโกรธเคือง หรืออีกคนจะเกลียดชังไม่ว่าพวกนางจะเคยรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมอย่างไรบัดนี้ไม่จำเป็นต้องเอ่ยแล้วเพราะอย่างน้อย พวกนางสองพี่น้องก็ยังดีกว่าบิดามารดา พวกท่านทั้งสองผู้ล่วงลับแม้แต่ล่ำลาด้วยสายตาก็ยังไม่มีโอกาสจะทำทั้งบิดามารดาตายไปโดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายก็ตายแล้ว พวกท่านคงละทิ้งความรู้สึกและประโยคตัดพ้อมากมายไม่ลงและคงนอนตายตาไม่หลับเป็นแน่แท้เฟิงลี่กุมมือเย็นชืดของซือเร่ออย่างถนอม นางเห็นพี่สาวเม้มปากแน่น พยายามเพ่งมองตนอย่างสุดกำลังและนั่น...คือเรี่ยวแร
เนื่องจากมีปัญหารุมเร้าจนจิตใจร้อนรุ่มผิดปกติ กอปรกับครรภ์ได้รับยาบางชนิดที่มีผลกระทบกับเด็กน้อยซือเร่อที่ตั้งท้องได้หกเดือนจึงรักษาทายาทเอาไว้มิได้ นางตกเลือดอย่างหนัก กระทั่งคลอดก่อนกำหนดในเวลาต่อมาบนเตียงชุ่มโลหิตในเรือนส่วนตัวอันหรูหราของวังฝูอ๋อง เด็กชายฝาแฝดไร้ชีวิตทั้งสองถูกเบ่งออกมาจากท้องที่เจ็บปวดปานขาดใจของซือเร่อนางกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งว่าสวรรค์ไม่มีตา กระทั่งสลบไปนานเท่าใดไม่อาจทราบ ก่อนฟื้นขึ้นมาใหม่แล้วพบว่าท้องของตนว่างเปล่าเสียแล้วพันธนการอันล้ำค่าได้สลายหายไปอย่างไม่หวนกลับมาไม่มีแล้ว...ไม่เหลือแล้ว....หญิงสาวนอนร่ำไห้อย่างไร้เรี่ยวแรงไม่มีแม้กระทั่งเสียงสะอื้นไห้เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากแห้งผากบรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าหมองโศกตรมขีดสุด หมอตำแยอุ้มศพทารกเพศชายทั้งสองออกไปแล้วอย่างเงียบงัน คงเหลือเพียงร่างโชกเลือดบนเตียงฉ่ำคาวคลุ้งเฟิงลี่ยืนอยู่ข้างเตียงห่างออกไปเล็กน้อย นางมิได้เก่งกาจถึงขั้นมีวิชาแพทย์สูงส่ง จึงทำได้เพียงยืนมองม่านอวี้ตรวจจับชีพจรให้พี่สาวอย่างเงียบเชียบกลิ่นคาวเลือดที่ตลบคละคลุ้งมิได้ทำให้นางรู้สึกปวดร้าวในหัวใจเทียบเท่ากับแววตาของพี่สาวท
โจรตัวดำหนวดเขียวครึ้มคนหนึ่งตะโกนเสียงแหบแห้งโดยสายตายังมองแค่หมาป่า “พี่ใหญ่! เอาอย่างไรดี?”เสียงตอบกลับดังมาจากชายตัวโตที่ถูกคมกระบี่ของม่านอวี้พาดลำคออยู่ทางด้านหลัง “ชะ...ช่วยข้าก่อน ฆ่านางซะ!”แน่นอนว่าโจรถ่อยไม่มีนิสัยรักหยกถนอมบุปผาอยู่แล้ว โดยเฉพาะกับหญิงงาม พวกมันมีแต่ต้องเผยนิสัยป่าเถื่
ระหว่างฟังถ้อยคำนุ่มนวลกระจ่างใสระรื่นหู เจิ้งเหวินไท่กับโจวหลิวหลันก็เดินเคียงคู่กันอยู่ทางด้านหลังของเฟิงลี่เพื่อมายังห้องที่มีกลิ่นฉุนของสมุนไพร ในห้องนี้มีเตาไฟ หม้อต้มยา ถ้วยยา เครื่องมือปรุงยา เครื่องบดยาวางเรียงรายห้องถัดมาคือห้องของม่านอวี้ที่กำลังใช้รักษาผู้ป่วยซึ่งอยู่ด้านข้างกับห้องต้มย
นางแค่นเสียงเย็น “เหตุที่ข้าโกรธมิใช่เพราะสตรีผู้นั้นเดินเคียงข้างเขา แต่โกรธที่เขาใช้สตรีผู้นั้นเป็นเครื่องมือตบหน้าข้า” ยิ่งพูดยิ่งเข่นเคี้ยว โจวหลิวหลันถลึงตาอย่างโมโห “คอยดูเถอะ! ข้าจะต้องทำให้องค์ชายสี่ผู้เย่อหยิ่งไม่เห็นค่าในความรักอิสตรีต้องหลาบจำให้ได้”เฟิงลี่ตกใจยิ่ง “น้องหลัน เจ้าใจเย็นก
ทำเขาผู้นี้สุขสำราญอย่างยิ่ง เสพสังวาสอย่างมิอาจกลั้น สุขสมถึงขีดสุดดั่งอยู่ในสรวงสวรรค์อย่างไรอย่างนั้นนับว่าโชคดีที่ตำหนักบูรพาไม่เคยขาดสาวงามร่วมวสันต์ เรือนเล็กเรือนน้อยตั้งตระหง่านแน่นขนัด บ่าวหญิงอุ่นเตียงยิ่งเรียกใช้ง่ายดายแค่ปรายตามองทว่าถึงขนาดนี้แล้วเจิ้งซงหยวนกลับยังรู้สึกไม่เพียงพอร







