LOGINเขายืนขึ้นช้า ๆ มือใหญ่ประคองสะโพกนางไว้มั่นคง พลิกกายบางให้หันหน้าเข้าหาโต๊ะวางชุดหน้ากระจกบานใหญ่ แผ่นหลังบางถูกดึงแนบอกกว้าง ลมหายใจร้อนจัดพ่นรดใบหู“ตอนนี้…ถึงเวลาใส่แล้ว” เสียงทุ้มต่ำกระซิบขณะที่ปลายนิ้วเขาลากผ่านต้นแขนนาง ไล่ลงมาถึงแก้มก้นก่อนจะรวบกระโปรงขึ้นสูง เผยเรียวขาขาวและความชุ่มฉ่ำที่ไหลระหว่างต้นขาด้านในสะท้อนแสงโคมวูบไหวเขาแนบกายเข้ามาจากด้านหลัง ความร้อนแกร่งชัดเจนแนบชิดจนหลิวอวี้ลู่สะดุ้งเบา ๆ แท่งหยกร้อนถูแทรกกลางร่องรักช้า ๆ ให้กลีบเนื้อสีสวยของนางค่อย ๆ ปรับตัวมือใหญ่บีบกระชับเอวบางแน่นขึ้น แล้วสอดใส่ทีเดียวจนสุดลำ จังหวะเคลื่อนไหวด้านหลังหนักแน่นกว่าเดิม เสียงลมหายใจหอบประสานกันในพื้นที่แคบ เสียงเนื้อผ้าเสียดสีกับผิวเนื้อดังชัดเจนในความเงียบของร้านตัดชุดที่ไร้ผู้ใดมาก่อกวนหลิวอวี้ลู่เผลอครางออกมาเบา ๆ เมื่อแรงขยับนั้นลึกและชัดเจนกว่าเดิม“อื้ออ!…ช้าหน่อยเจ้าค่ะ…”แต่คำขอของนางกลับยิ่งจุดไฟในดวงตาคม ไป๋หยางเจ๋อก้มลงกัดเบา ๆ ที่ต้นคอ ก่อนจะเร่งจังหวะขึ้นอีกเล็กน้อย สะโพกกระทบเข้าหากันถี่ขึ้นจนกระจกสั่นไหวเบา ๆพั่บ! พั่บ! เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นตามแรงเคลื่อ
ไป๋หยางเจ๋อเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นทั้งสองกระซิบกันแต่ยังคงยืนสงบนิ่ง รอคำตอบด้วยความอดทน หลิวอวี้ลู่หันกลับมามองเขา คราวนี้ดวงตาไม่ได้หลบหนีอีกต่อไปแม้แก้มยังแดงระเรื่อ แต่แววตากลับเปล่งประกายกล้าขึ้นเล็กน้อยเมื่อทั้งร้านเหลือเพียงหลิวอวี้ลู่และไป๋หยางเจ๋อ ความเงียบก็แผ่คลุมราวม่านบางอีกชั้นหนึ่งหลิวอวี้ลู่ก้าวเข้าไปหาเขาช้า ๆ หลังมือขาวลูบไล้แขนแกร่งลงมาถึงข้อมืออย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นไม่ได้เร่งเร้าแต่ชัดเจนว่าเชื้อเชิญ“…น้องยังไม่ได้ลองชุดเลยเจ้าค่ะ” เสียงหวานต่ำจนแทบกลืนไปกับลมหายใจไป๋หยางเจ๋อรู้สึกความร้อนแล่นวาบจากตำแหน่งที่นางแตะต้อง ขณะที่นางเขยิบเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนปลายจมูกแทบแตะสันกรามของเขา“ช่วย…ใส่ให้น้องหน่อยได้ไหมเจ้าคะ”คำว่า ช่วย ถูกเอ่ยยืดยาว ราวกับตั้งใจทดสอบความอดทนของเขาไป๋หยางเจ๋อกัดริมฝีปากแน่น พลางหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างพึงใจไม่คิดว่าสตรีที่เคยเขินเพียงถูกมอง วันนี้จะกล้าหยอกล้อถึงเพียงนี้“อืม…” เสียงเขาแหบต่ำลงโดยไม่รู้ตัว“...ใส่อย่างอื่นด้วยได้หรือเปล่า?”หลิวอวี้ลู่ไม่ตอบเพียงยื่นมือไปหยิบชุดสีชมพูในมือเขา ก่อนจะหันหลังเดินไปยังห้องลองชุดอย่างไม่
ตลอดช่วงสาย ไป๋หยางเจ๋อยืนอยู่ข้างกายหลิวอวี้ลู่ไม่ห่างแม้แต่ครึ่งก้าว ตอนช่างวัดตัว เขาเป็นคนจัดชายผ้าให้เรียบร้อย ตอนเลือกสีและเนื้อผ้าเขาก็ใช้นิ้วลูบผ่านผ้าไหมสีแดงชาดอย่างพินิจพิเคราะห์เพื่อให้หลิวอวี้ลู่ใส่ได้อย่างสบายตัวและงดงามที่สุด“ลายหงส์คู่นี้เหมาะกับน้องยิ่งนัก” น้ำเสียงของเขาอ่อนหวานราวน้ำผึ้ง แต่สายตากลับลุกโชนจนหลิวอวี้ลู่ต้องหลบตา ใบหูแดงเรื่อโดยไม่อาจควบคุม แม้จัดการทุกอย่างจนเสร็จสิ้นแล้วแต่เขากลับยังไม่ยอมพานางกลับจวน กระทั่งรถม้าหยุดหน้าร้านหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องตัดชุดนอนให้สตรีงดงามราวกับภาพฝัน“หืม…เหตุใดร้านถึงไม่มีลูกค้าอื่นอยู่เลย?” หลิวอวี้ลู่พึมพำกับตัวเองขณะมองประตูร้านที่ปิดสนิท ม่านบางสีไข่มุกถูกดึงลง เงียบสงบราวกับรอคอยใครบางคน“วันนี้เวลาของทั้งร้าน…เป็นของน้อง” เขากระซิบชิดใบหูนาง ลมหายใจอุ่นแตะผิวเนียนจนหัวใจนางสะท้าน“…พี่อยากช่วยน้องเลือกชุดนอนด้วยตนเอง”หลิวอวี้ลู่ชะงัก ใบหน้าร้อนผ่าว เรื่องเช่นนี้สำหรับสตรีถือว่าน่าเขินอายยิ่งนักแต่เพียงสบตาคมเข้มนั้นนางก็รู้ทันเจตนา‘พี่หยางเจ๋อคนบ้า!...ทำมาเป็นบอกว่าช่วยเลือก แท้จริงอยากให้น้องใส่แบบที่ตัวเอ
เสียงอื้ออึงของข่าวลือยังไม่ทันจาง หนึ่งเดือนให้หลังเมืองหลวงกลับมีข่าวลืออีกเรื่องที่ทำให้บรรยากาศชื่นมื่นแตกต่างกับข่าวก่อนหน้าราวฟ้ากับเหว“พวกเจ้าได้ข่าวหรือยัง!?” หญิงขายผ้าในตลาดเอ่ยด้วยดวงตาเป็นประกาย “ฝ่าบาทประทานพระราชโองการสมรสให้แม่ทัพไป๋หยางเจ๋อกับคุณหนูหลิวอวี้ลู่แล้ว!”ชื่อของ แม่ทัพไป๋หยางเจ๋อ และ หลิวอวี้ลู่ ถูกเอ่ยขึ้นพร้อมเสียงฮือฮา“ได้ยินว่าที่ผ่านมาพวกเขาแสร้งทำเป็นพี่น้อง เพราะแผนจับกบฏของรัชทายาท แต่ความจริงต่างตกหลุมรักกันมานานแล้ว”“ที่สำคัญยังเป็นรักแรกพบของท่านแม่ทัพไป๋ตั้งแต่ถูกคุณหนูหลิวช่วยชีวิตไว้ตอนทำภารกิจที่แคว้นเหอเสียด้วย...”หิมะยังตกเบา ๆ แต่คราวนี้เสียงหัวเราะดังขึ้นแทนเสียงกระซิบหวาดกลัว“เห็นว่าจะจัดงานแต่งถึงสองแห่ง ทั้งเมืองหลวงและแคว้นเหอ!”“ท่านแม่ทัพไป๋คงรักว่าที่ฮูหยินมากนัก ถึงยอมจัดพิธียิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น”“โอ้ย…ข้าได้ยินมาว่าเสนาบดีไป๋เตรียมสินเดิมของเจ้าสาวยาวเป็นหางว่าว รถม้าบรรทุกผ้าไหม ทองคำ และหยกบริสุทธิ์ต่อแถวจนสุดถนน!”ผู้คนเริ่มพูดถึงร้านตัดชุดเจ้าสาวชื่อดัง รวมถึงเครื่องประดับที่สั่งทำจากช่างหลวงยังไม่รวมถึงของล้ำค่าที่รัชทา
รัชทายาทค่อย ๆ คลี่พระราชโองการในพระหัตถ์ เสียงอ่านดังขึ้นช้า ๆ อย่างชัดถ้อยชัดคำ“ด้วยอำนาจแห่งโอรสสวรรค์…”ทุกคำเหมือนก้อนหินตกลงในอกคบเพลิงไหววูบเงาทั้งสองสั่นไหวบนกำแพง“องค์ชายสามประพฤติตนไม่เหมาะสมในฐานะเชื้อพระวงศ์อย่างร้ายแรงจึงมอบหมายให้รัชทายาทเป็นผู้สำเร็จโทษ”“ให้ประหารด้วยเครื่องตัดเศียรสำหรับเชื้อพระวงศ์…ในอีกเจ็ดวันนับจากนี้”เสียงสุดท้ายจางหายไปในอากาศเย็นเยียบองค์ชายสามฟังจนจบ ใบหน้าสงบนิ่งจนน่าประหลาด ไม่มีการดิ้นรนไม่มีคำอ้อนวอนขอชีวิตเขาทำเพียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ“อ่า…เสด็จพ่อป่วยจนหลงลืมไปแล้วหรือ” ดวงตาแดงก่ำทอดมองเพดานหิน“เหตุใดโทษของข้าจึงเบานัก”“ข้านึกว่าจะจับทรมานข้าอีกสักเดือน…ค่อยปล่อยให้ตายเสียอีก”รอยยิ้มของเขาเหยียดเย็นแต่กลับเปราะบางอย่างประหลาด“…ตัดสินโทษเช่นนี้ ไม่เหมาะกับเสด็จพ่อเลยสักนิดท่านไม่คิดเช่นนั้นหรือ?”รัชทายาทสบตาบุรุษตรงหน้าอย่างนิ่งสงบ แววตานั้นไม่ใช่สายตาผู้พิพากษาแต่เป็นสายตาของบุตรชายคนหนึ่ง“คงเพราะ…” พระสุรเสียงแผ่วลงเล็กน้อย“…เขาอยากทำหน้าที่ของบิดาเป็นครั้งสุดท้ายกระมัง”คำตอบนั้นทำให้อากาศในห้องขังเย็นยิ่งกว่าเดิม โอรสสวร
ภายในคุกหลวงเงียบงันราวสุสาน กำแพงหินผสมเหล็กชื้นเย็นส่งกลิ่นสนิมและเลือดคละคลุ้งอยู่ในอากาศ คบเพลิงที่ปักเรียงตามผนังส่องแสงสั่นไหว เงาดำทอดยาวบิดเบี้ยวราวปีศาจเต้นรำอยู่บนพื้นหินที่เปียกชื้นลมหนาวรั่วผ่านช่องอากาศเล็ก ๆ เบื้องบนพัดเอาความเย็นแทงทะลุถึงกระดูกตึก ตึก… ตึก… เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังสะท้อนตามทางเดินแคบยาว ก่อนจะหยุดลงหน้าห้องคุมขังนักโทษร้ายแรงร่างที่ถูกพันธนาการกับกำแพงหินเย็นยะเยือก ศีรษะก้มต่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าเปรอะเลือดแห้งกรัง บาดแผลจากคมมีดและแส้ยังเปิดอยู่หลายแห่งทั้งแผ่นหลังและท่อนแขนบางจุดอักเสบจนเห็นรอยช้ำม่วงคล้ำอดีตองค์ชายผู้เคยสูงส่ง...บัดนี้เหลือเพียงนักโทษในเงามืดกริก! เสียงกุญแจเหล็กไขดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออก องค์ชายสามลืมตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาแดงก่ำไร้ราศีแต่ยังคงความดื้อรั้นดุร้าย“ยังไม่ตายสินะ…น้องสาม” เสียงนั้นเรียบเย็นคล้ายเอ่ยทักทายสหายเก่าเงาของพระองค์ทอดยาวทับร่างที่ถูกล่ามโซ่“คิดถึงพี่ชายผู้นี้หรือไม่?” องค์ชายสามแค่นหัวเราะเสียงแหบพร่า“หากเจ้าจะมาเยาะเย้ยก็เชิญตามสบาย” เขาถ่มน้ำลายลงพื้นหินอย่างไม่แยแส “ข้าไม่มีสิ่งใดจะพูดกับ
หลังจากเลือกซื้อของในร้านเครื่องเขียน ทั้งคู่ก็เดินเคียงกันมายังร้านเครื่องประดับ ‘ซุ่ยเหยียนฝาง’ ของจ้าวหลันฮวาร้านที่ขึ้นชื่อว่าเก่าแก่และประณีตที่สุดในเมืองหลวง งานแต่ละชิ้นถูกจัดวางบนกำมะหยี่สีเข้ม ตัดกับประกายอัญมณีที่สะท้อนแสงตะเกียงจนงดงามจับตาหลิวอวี้ลู่เดินชมเครื่องประดับแต่ละชิ้นอย่างตั้
หลิวอวี้ลู่กัดริมฝีปากแน่นจนเจ็บ ความร้อนรุ่มแผ่ซ่านจากจุดลับไหลทะลักไปทั่วทั้งร่าง นางทั้งต้องการ ทั้งเกรงใจที่เขายอมลงมาใช้ลิ้นทำกับตรงนั้น น้ำใส ๆ ซึมเต็มหางตา เพราะความเสียวซ่านที่ถาโถมจนแทบรับไม่ไหว นางพยายามยกมือขึ้นปิดบังส่วนนั้นของตัวเองอย่างไร้เดียงสาทว่าไป๋หยางเจ๋อกลับคว้ามือเล็กนั้นไว้ ก
หลิวอวี้ลู่สั่นสะท้านเกร็งงออยู่บนตักเขา ยิ่งพยายามข่มกลั้น เสียงครางหวานใสกลับยิ่งหลุดออกมาไม่ขาด ปลุกเร้าสัญชาตญาณนักล่าของบุรุษจนดวงตาคมเข้มทอแสงวาววับ“พี่หยางเจ๋อ…น้อง…จะไม่ไหวแล้ว…” เสียงนางสั่นเครือแทบขาดห้วงไป๋หยางเจ๋อก้มลงบดจูบริมฝีปากนุ่มอย่างหนักหน่วง กลืนเสียงครางทั้งหมดไว้ในปากตน ขณะเ
หลิวอวี้ลู่ก้าวเดินไปอย่างไม่มั่นใจนัก ใจดวงน้อยสั่นระรัวเพราะรู้ดีว่าพวกเขากำลังจะทำสิ่งใด แต่สายตาคมคายที่จ้องมองมานั้นกลับทำให้นางยิ่งประหม่า มือเล็กทั้งสองข้างยังคงพยายามปิดหน้าอกและหว่างกายใต้ล่างไว้ราวกับหวังจะปกปิด แต่ความจริงกลับไม่อาจปิดบังอะไรได้เลย กลับยิ่งทำให้เรือนกายน้อย ๆ ของนางดูน่า







