Home / วาย / พันธนาการหัวใจมาเฟีย / ตอนที่ 3 : คนที่ถูกเลือก

Share

ตอนที่ 3 : คนที่ถูกเลือก

last update Petsa ng paglalathala: 2026-10-20 16:31:04

ตอนที่ 3 : คนที่ถูกเลือก

ความมืดมิดภายในห้องใต้บันไดดูราวกับจะบีบอัดก้อนลมหายใจของนทีให้ลีบแบนลงไปทุกที เด็กหนุ่มยังคงนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นปูนเย็นเยียบ ฝ่ามือทั้งสองข้างยังคงอุดปากตัวเองไว้แน่นจนเนื้อผ้าซับหยาดน้ำตาอุ่นชื้นจนเปียกชุ่ม ในหัวสมองอันว่างเปล่ามีเพียงประโยคสุดท้ายของพ่อบุญธรรมที่ดังก้องสะท้อนไปมาไม่รู้จบ

‘เอามันไปแทนหนี้...’

“ไม่จริง...” นทีพึมพำแผ่วเบาราวกับคนละเมอ เสียงของเขาขาดห้วงและสั่นสะท้านอยู่ในลำคอ “เราคง... คงฟังผิดไปเอง พ่อกับแม่ไม่มีวันทำแบบนั้นหรอก”

เขาพยายามปลอบใจตัวเองด้วยเหตุผลร้อยแปดที่พอจะนึกออกในเวลานี้ บางทีสมบัติอาจจะหมายถึงสิ่งของอย่างอื่น โฉนดที่ดินเก่า ๆ หรือของสะสมที่แอบซ่อนไว้ หรือบางทีคำว่า ‘มัน’ อาจจะเป็นแค่คำสรรพนามที่ใช้เรียกทรัพย์สินชิ้นใดชิ้นหนึ่งที่มีมูลค่าพอจะต่อรองกับมาเฟียได้ นทีหลับตาลงแน่น พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อขับไล่ความหวาดกลัวที่กำลังกัดกินสติ

‘ใช่... เราต้องหูฝาดไปเอง พวกเขาเลี้ยงเรามาตั้งสิบกว่าปี ถึงจะดุด่าใช้งานหนักแค่ไหน แต่ก็คงไม่ใจร้ายถึงขั้นส่งเราไปให้พวกมาเฟียหรอก’

เด็กหนุ่มปลอบตัวเองซ้ำ ๆ ราวกับคนกำลังหลอกตัวเองให้รอดพ้นจากฝันร้าย เขาซุกหน้าลงกับหัวเข่า ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าทางกายและใจเข้าครอบงำ จนกระทั่งก้าวข้ามผ่านค่ำคืนอันแสนทรมานนั้นไปได้อย่างยากเย็น

นาฬิกาปลุกตีสี่ตรงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ นทีสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้งที่กระบอกตา เขาขยับกายลุกขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าและล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อย ก่อนจะก้าวออกจากห้องใต้บันไดเพื่อมาเตรียมของในครัวเหมือนเช่นทุกวัน

ทว่าในเช้าวันนี้นั้น... บรรยากาศรอบตัวกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

สมบัติและมาลีตื่นขึ้นมานั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้ ปกติแล้วทั้งคู่จะนอนตื่นสายจนเกือบเจ็ดโมงเช้า แต่วันนี้พวกเขากลับนั่งนิ่งงัน แววตาคู่ที่เคยมองนทีด้วยความหงุดหงิดและรำคาญใจ บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นสายตาที่ลึกลับและแปลกประหลาดจนน่าขนลุก

“ตื่นแล้วเหรอนที” มาลีเอ่ยทักขึ้นก่อน น้ำเสียงของเธอไม่ได้ตวาดกร้าวเหมือนทุกที แต่มันกลับนุ่มนวลอย่างประหลาด... นุ่มนวลจนนทีรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

“ครับแม่... นทีกำลังจะไปล้างผักครับ” เด็กหนุ่มก้มหน้าตอบ ไม่กล้าสบตาโดยตรง

“เออ ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นก็ได้ วันนี้ทำตัวตามสบายเถอะนะ” สมบัติเสริมขึ้นพลางจุดบุหรี่สูบ แววตาของพ่อบุญธรรมจับจ้องมาที่ร่างโปร่งบาง ตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับกำลังสำรวจตรวจสอบสภาพของสินค้าชิ้นหนึ่งก่อนจะส่งมอบให้ลูกค้า “กินข้าวปลาให้มันเยอะ ๆ หน่อย ผอมแห้งแรงน้อยแบบนี้เดี๋ยวจะไม่มีแรงซะเปล่า ๆ”

“ครับ...” นทีรับคำสั้น ๆ ใจดวงน้อยสั่นรัวด้วยความอึดอัด

ตลอดการทำงานในยามเช้า นทีรู้สึกได้ถึงสายตาสองคู่นั้นที่คอยจับจ้องตามติดเขาอยู่ทุกย่างก้าว ไม่ว่าเขาจะเดินไปหยิบจับอะไร หรือขัดกระทะอยู่หลังร้าน เมื่อหันกลับมาก็จะเจอกับสายตาของสมบัติหรือมาลีที่ยืนมองอยู่ห่าง ๆ เสมอ เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง การประเมินมูลค่า และ... ความโล่งใจอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าความทุกข์ร้อนเรื่องหนี้สินห้าสิบล้านเมื่อวันก่อนได้รับการปัดเป่าไปจนหมดสิ้นแล้วด้วยตัวของเขาเอง

เด็กหนุ่มพยายามข่มความกลัวไว้ในอก เขาตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเองไปเรื่อย ๆ พยายามคิดในแง่ดีว่าพ่อแม่บุญธรรมอาจจะแค่เครียดเรื่องหนี้จนพฤติกรรมเปลี่ยนไปเท่านั้น แต่ลึก ๆ ในใจ... สัญชาตญาณกลับร้องเตือนว่าเวลาของเขาในบ้านหลังนี้กำลังนับถอยหลังลงทุกที

วันต่อมา... วันที่ความเงียบงันถูกทำลายลงด้วยเสียงเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่มาจอดสนิทอยู่หน้าร้านอาหารตามสั่งคูหาเก่า

เอี๊ยด...

เสียงล้อรถบดไปกับพื้นถนนดังกังวาน นทีที่กำลังกวาดพื้นอยู่หน้าร้านชะงักมือพลางเงยหน้าขึ้นมอง รถตู้สีดำทึบหรูหราคันใหญ่สองคันจอดเทียบท่าอย่างพอดิบพอดี ประตูสไลด์อัตโนมัติเปิดออกพร้อมกัน ก่อนที่ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสากลสีดำสนิท รูปร่างสูงใหญ่และแผ่รังสีคุกคามสวมแว่นตาดำจะก้าวลงมาจากรถนับสิบคน

บรรยากาศรอบข้างพลันเย็นเยียบลงในทันตา ชาวบ้านและร้านค้าข้างเคียงต่างพากันปิดประตูหน้าต่างหนีด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะปรายสายตามองกลุ่มคนเหล่านี้ตรง ๆ เพราะสัญลักษณ์เข็มกลัดเงินรูปนกฟีนิกซ์สยายปีกที่ติดอยู่บนปกเสื้อสูทด้านซ้าย... สัญลักษณ์ของ ‘องค์กรอัครเดช’

ชายชุดดำคนหนึ่งที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม ก้าวสั้น ๆ นำขบวนเข้ามาในร้าน สายตาคมกริบภายใต้แว่นตาดำกวาดมองไปทั่วร้านซอมซ่อ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของนทีที่ยืนตัวสั่นเทา กำไม้กวาดในมือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว

“ที่นี่... ร้านของสมบัติใช่ไหม?” น้ำเสียงทุบต่ำและทรงพลังเอ่ยถาม

“ชะ... ใช่ครับ” นทีตอบเสียงสั่นเครือ ละล่ำละลักด้วยความกลัว “พ่อ... พ่อยู่ด้านในครับ”

ยังไม่ทันขาดคำ สมบัติและมาลีที่แอบดูอยู่หลังม่านก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นออกมา ทั้งคู่ตัวสั่นงันงกราวกับลูกนกตกน้ำ สมบัติรีบคุกเข่าลงกับพื้นปูนทันทีข้ามผ่านโต๊ะเก้าอี้ ท่าทางนอบน้อมยอมสยบจนน่าสมเพช

“พวกคุณ... คนของนายใหญ่คิรากรใช่ไหมครับ! ผมสมบัติครับ! ผมไม่ได้หนีไปไหนครับ!” สมบัติละล่ำละลักพูด พลางยกมือไหว้ปลก ๆ

ชายชุดดำหัวหน้ากลุ่มก้มมองสมบัติด้วยสายตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “นายใหญ่ให้ฉันมาทวงคำตอบ... เงินงวดแรกห้าล้านบาท หรือโฉนดที่ดินตึกนี้ ถ้าไม่มี... วันนี้แกต้องไปคุยกับนายใหญ่ในนรก”

คำขู่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตายทำให้มาลีร้องหวีดออกมาเบา ๆ ก่อนจะรีบสะกิดหลังสามีรัว ๆ เพื่อส่งสัญญาณ สมบัติสูดลมหายใจเข้าลึก ใบหน้ากร้านแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มประจบสอพลอ เขารีบชี้มือตรงมายังจุดที่นทียืนอยู่ทันที

“มีครับ! มีของไปมัดจำแทนเงินแน่นอนครับ!” สมบัติพูดเสียงดัง แววตาเป็นประกายด้วยความเห็นแก่ตัว “เงินห้าล้านผมยังหาไม่ทัน... แต่ผมมี ‘ของสำคัญ’ ที่มีค่ามากกว่านั้นจะมอบให้นายใหญ่คิรากรครับ! รับรองว่านายใหญ่ต้องถูกใจแน่นอน!”

ชายชุดดำหันสายตาคมกริบตามนิ้วมือของสมบัติ กลับมาจ้องมองที่นทีอีกครั้ง คราวนี้สายตานั้นพิเคราะห์พิจารณาอย่างละเอียด ร่างโปร่งบางของเด็กหนุ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ไม้กวาดในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดัง เคร้ง ความเป็นจริงอันโหดร้ายพุ่งเข้าชนอกอย่างจัง... พวกเขาไม่ได้ล้อเล่น และเขาไม่ได้หูฝาดไปเองจริง ๆ

“เด็กนี่น่ะเหรอ... ของสำคัญของแก?” ชายชุดดำเอ่ยถามเสียงต่ำ

“ใช่ครับ ๆ ! ไอ้นทีมันเป็นเด็กกำพร้าที่ผมเลี้ยงมา หน้าตามันดี ผิวพรรณก็สะอาดสะอ้าน ไม่เคยผ่านมือใครมาก่อนแน่นอนครับคุณ! เอามันไปเป็นคนรับใช้... หรือจะเอาไปทำอะไรตามใจนายใหญ่ได้เลยครับ! ขอแค่อย่าเพิ่งทำอะไรพวกผมเลยนะ!” สมบัติรีบโฆษณาสรรพคุณของลูกบุญธรรมอย่างไม่ละอายใจ

นทียืนนิ่งค้าง น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มอย่างเงียบเชียบ หัวใจดวงน้อยแตกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี ความอบอุ่นอันน้อยนิดที่เคยคิดว่ามีในบ้านหลังนี้กลายเป็นเพียงภาพลวงตา เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกต้อนให้จนมุมในลานประหาร

ชายชุดดำนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูขึ้นมาต่อสายถึงใครบางคน เขาเดินเลี่ยงออกไปคุยที่หน้าร้านอยู่ครู่ใหญ่ ทิ้งให้บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะระเบิด สมบัติและมาลีได้แต่ส่งสายตากดดันและข่มขู่มาทางนที ราวกับจะบอกว่า ‘ถ้ามึงขัดขืน พวกกูฆ่ามึงแน่’

ไม่นานนัก ชายชุดดำก็เดินกลับเข้ามาในร้าน เขาเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าเสื้อสูท ก่อนจะหันมามองสมบัติด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย

“นายใหญ่ตกลงจะรับ ‘ของมัดจำ’ ชิ้นนี้ไว้พิจารณา... แต่ถ้าเด็กนี่ไม่มีประโยชน์ หรือทำให้นายใหญ่ไม่พอใจ... หนี้ทั้งหมดจะถูกทวงคืนด้วยชีวิตของพวกแกทั้งบ้าน”

“ครับ ๆ ! รับรองว่าไม่มีปัญหาแน่นอนครับ!” สมบัติรีบรับคำขอกลางอากาศ ใบหน้าเต็มไปด้วยความโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก

ชายชุดดำหันมาทางนที แววตาคู่ระยับนั้นดูดุดันแต่แฝงไว้ด้วยความนัยบางอย่าง “ไปเตรียมตัวซะ... อีกสิบนาทีเราจะออกเดินทาง”

ภายในห้องใต้บันไดอันแสนสั้น นทีนั่งกอดกระเป๋าผ้าใบเก่าที่มีเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ตัวของตัวเองแน่น หยาดน้ำตายังคงไหลซึมไม่ขาดสาย ความกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้และชื่อเสียงอันโหดเหี้ยมของ ‘คิรากร’ กำลังทำลายความกล้าหาญทั้งหมดที่เขามีไปจนหมดสิ้น แต่เขาไม่มีทางเลือก... ไม่มีหนทางให้หนี และไม่มีใครที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเด็กกำพร้าไร้ค่าอย่างเขาเลยสักคน

“นที... ไอ้นที! เสร็จหรือยังฮะ!” เสียงของมาลีตะโกนเรียกมาจากด้านนอก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรีบร้อนและกดดัน

เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเป็นครั้งสุดท้าย พยายามปาดน้ำตาออกจากใบหน้าหวาน แม้จะรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ก็ตาม เขาค่อย ๆ เลื่อนบานประตูห้องใต้บันไดเปิดออก ก้าวขาที่สั่นเทาพาร่างของตัวเองออกไปเผชิญหน้ากับชะตากรรม

ทว่าแทนที่จะถูกนำตัวออกไปที่รถตู้หน้าร้านทันที มาลีกลับจับข้อมือของเขาไว้แน่นแล้วลากตรงไปยังห้องรับแขกชั้นบนของบ้าน ซึ่งปกติแล้วเป็นสถานที่ที่ห้ามไม่ให้นทีเข้าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด

“แม่... จะพานทีไปไหนครับ?” เด็กหนุ่มเอ่ยถามเสียงแผ่ว

มาลีไม่ตอบ เธอเปิดประตูห้องรับแขกออกกว้าง ก่อนจะดันร่างของนทีให้ก้าวเข้าไปด้านใน ในห้องนั้นมีสมบัตินั่งรออยู่ พร้อมกับชายชุดดำที่เป็นหัวหน้ากลุ่มคนเมื่อครู่ที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังโซฟา บรรยากาศภายในห้องเงียบเชียบและตึงเครียดจนน่าอึดอัด

สมบัติเงยหน้าขึ้นมองลูกบุญธรรม แววตาของเขาไม่มีความรู้สึกผิดอยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเด็ดขาดที่พร้อมจะตัดหางปล่อยวัด

“นั่งลงสินที... มีเรื่องสำคัญที่แกต้องรู้ก่อนจะไปจากที่นี่” สมบัติเอ่ยเสียงต่ำพลางชี้ไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

นทีก้าวขาไปนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังจะเข้าสู่หลักประหาร หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นรัวเร็วจนแทบจะทะลุออกมานอกอก สายตาพร่าเลือนไปด้วยหยาดน้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง... เขากำลังถูกเลือก... ถูกเลือกให้กลายเป็นสิ่งของชดใช้หนี้ในโลกมืดที่เขาไม่เคยรู้จักเลยแม้แต่น้อย

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • พันธนาการหัวใจมาเฟีย   ตอนที่ 4 : ของชดใช้

    ตอนที่ 4 : ของชดใช้ภายในห้องรับแขกอันเงียบเชียบ ลมจากพัดลมตั้งโต๊ะตัวเก่าพัดโชยเอาความอับชื้นและกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ให้ลอยอบอวล นทีนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ไม้เนื้อแข็ง มือทั้งสองข้างกุมกระเป๋าผ้าใบเล็กของตัวเองไว้แน่นจนปลายนิ้วซีดเผือด สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่หยดน้ำชาที่ซึมลงบนเนื้อไม้โต๊ะเบื้องหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตากับคนสองคนที่เขาเรียกว่า ‘พ่อ’ และ ‘แม่’ มาตลอดทั้งชีวิตสมบัติเอนหลังพิงพนักเก้าอี้นวม พ่นควันบุหรี่สีเทาหม่นออกทางจมูก ก่อนจะดับมวนบุหรี่ลงกับจานรองอย่างแรงจนเนื้อยาสูบแหลกละเอียด แววตาที่มองตรงมายังร่างโปร่งบางไม่มีกระแสความลังเลใจหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย“ที่กูเรียกมึงมาคุยในห้องนี้ เพราะเรื่องที่กูคุยกับคนขององค์กรอัครเดชเมื่อกี้... มันเป็นเรื่องจริง” สมบัติเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าความหมายของมันกลับหนักอึ้งราวกับค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางอกของคนฟัง “กูเป็นหนี้พวกเขาอยู่ห้าสิบล้านบาท... และตอนนี้นายใหญ่คิรากรตกลงที่จะรับมึงไปเป็น ‘ของมัดจำ’ ชดใช้หนี้ก้อนแรก”แม้จะเตรียมใจมาจากห้องใต้บันไดแล้วบ้าง ทว่าเมื่อได้ยินคำยืนยันชัด ๆ จากปากของชายผู้มีพระคุณ ร

  • พันธนาการหัวใจมาเฟีย   ตอนที่ 3 : คนที่ถูกเลือก

    ตอนที่ 3 : คนที่ถูกเลือกความมืดมิดภายในห้องใต้บันไดดูราวกับจะบีบอัดก้อนลมหายใจของนทีให้ลีบแบนลงไปทุกที เด็กหนุ่มยังคงนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นปูนเย็นเยียบ ฝ่ามือทั้งสองข้างยังคงอุดปากตัวเองไว้แน่นจนเนื้อผ้าซับหยาดน้ำตาอุ่นชื้นจนเปียกชุ่ม ในหัวสมองอันว่างเปล่ามีเพียงประโยคสุดท้ายของพ่อบุญธรรมที่ดังก้องสะท้อนไปมาไม่รู้จบ‘เอามันไปแทนหนี้...’“ไม่จริง...” นทีพึมพำแผ่วเบาราวกับคนละเมอ เสียงของเขาขาดห้วงและสั่นสะท้านอยู่ในลำคอ “เราคง... คงฟังผิดไปเอง พ่อกับแม่ไม่มีวันทำแบบนั้นหรอก”เขาพยายามปลอบใจตัวเองด้วยเหตุผลร้อยแปดที่พอจะนึกออกในเวลานี้ บางทีสมบัติอาจจะหมายถึงสิ่งของอย่างอื่น โฉนดที่ดินเก่า ๆ หรือของสะสมที่แอบซ่อนไว้ หรือบางทีคำว่า ‘มัน’ อาจจะเป็นแค่คำสรรพนามที่ใช้เรียกทรัพย์สินชิ้นใดชิ้นหนึ่งที่มีมูลค่าพอจะต่อรองกับมาเฟียได้ นทีหลับตาลงแน่น พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อขับไล่ความหวาดกลัวที่กำลังกัดกินสติ‘ใช่... เราต้องหูฝาดไปเอง พวกเขาเลี้ยงเรามาตั้งสิบกว่าปี ถึงจะดุด่าใช้งานหนักแค่ไหน แต่ก็คงไม่ใจร้ายถึงขั้นส่งเราไปให้พวกมาเฟียหรอก’เด็กหนุ่มปลอบตัวเองซ้ำ ๆ ราวกับคนกำลังหลอกตัวเองให

  • พันธนาการหัวใจมาเฟีย   ตอนที่ 2 : หนี้ห้าสิบล้าน

    ตอนที่ 2 : หนี้ห้าสิบล้านค่ำคืนอันยาวนานผ่านพ้นไปด้วยความกระสับกระส่าย นทีแทบไม่ได้ขยับเปลือกตาหลับลงเลยแม้แต่วินาทีเดียว เสียงตะโกนด่าทอ รอยร้าวของข้าวของที่แตกกระจาย และกระแสความหวาดกลัวที่อบอวลอยู่ภายในบ้านตึกแถวสามชั้นหลังเก่านี้ แผ่ซ่านเข้ามาถึงในห้องใต้บันไดอันคับแคบราวกับเป็นไอพิษ เด็กหนุ่มนอนขดตัวอยู่บนฟูกบาง กอดเข่าตัวเองแน่นพลางจ้องมองไปที่บานประตูกระจกมุ้งลวดที่มีฝุ่นจับหนา ในหัวของเขาขบคิดถึงถ้อยคำใจความสำคัญที่แอบได้ยินเมื่อหัวค่ำไม่ตก‘ห้าล้าน... องค์กรอัครเดช... คิรากร...’เพียงแค่ชื่อเหล่านั้นหลุดลอยเข้ามาในความคิด ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ แม้จะเป็นเพียงเด็กในบ้านที่วัน ๆ อยู่แต่ในก้นครัว ทว่าชื่อของ ‘คิรากร’ และ ‘องค์กรอัครเดช’ กลับเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครในย่านธุรกิจสีเทาก็ต้องเคยผ่านหูมาบ้าง ข่าวลือเรื่องความเด็ดขาด โหดเหี้ยม และไร้ความปรานีของชายหนุ่มผู้กุมบังเหียนองค์กรมาเฟียที่ใหญ่ที่สุดในเมืองกรุง เป็นดั่งนิทานหลอนประสาทที่ผู้ใหญ่ชอบเอาไว้ขู่เด็ก ทว่าสำหรับสมบัติและมาลี... มันกำลังจะเป็นเรื่องจริงที่คืบคลานเข้ามาเคาะประตูบ้านแสงสว่างของเช้าวั

  • พันธนาการหัวใจมาเฟีย   ตอนที่ 1 : เด็กที่ไม่มีใครต้องการ

    ตอนที่ 1 : เด็กที่ไม่มีใครต้องการเสียงนาฬิกาปลุกเรือนเก่าส่งเสียงแผ่วเบาคล้ายคนหมดแรงในเวลาตีสี่ตรง นทีลืมตาขึ้นมาในความมืดสนิทของห้องใต้บันไดที่ทั้งแคบและอับชื้น เขายันกายลุกขึ้นนั่งบนฟูกบาง ๆ ที่แทบจะไม่ช่วยซับความเย็นจากพื้นปูนด้านล่าง ความเมื่อยล้าจากงานของเมื่อวานยังคงฝังลึกอยู่ในมวลกล้ามเนื้อ แขนขาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยก้อนหิน แต่เด็กหนุ่มไม่มีเวลาแม้แต่จะทอดถอนใจร่างโปร่งบางรีบก้าวออกจากห้องขนาดเท่ารูหนู มุ่งตรงไปยังห้องครัวหลังร้านอาหารตามสั่งทันที หน้าที่แรกของวันเริ่มต้นด้วยความเงียบเชียบทว่าเร่งรีบ นทีเปิดก๊อกน้ำ ล้างผักกองโตที่เพิ่งมาส่งเมื่อตอนตีสามครึ่ง นิ้วมือเรียวซีดเริ่มชาหนึบเมื่อต้องแช่อยู่ในน้ำเย็นจัดเป็นเวลานาน ทว่าเขากลับไม่กล้าชะงักมือแม้เพียงวินาทีเดียว‘ถ้าช้ากว่านี้... พ่อจะโมโหอีก’ความคิดนั้นเป็นดั่งแส้ที่คอยหวดต้อนให้เขาต้องขยับกายอยู่ตลอดเวลาแสงแรกของวันยังไม่ทันจับขอบฟ้า เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่คุ้นเคยและชวนให้ใจสั่นสะท้านก็ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นเหล้าโชยหึ่ง“มัวแต่เอ้อระเหยอะไรอยู่ฮะ! ไอ้นที! ตื่นตั้งนานแล้วทำไมเพิ่งล้างผักได้แค่นี้ วัน ๆ ไม่เคยได้ดั่ง

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status