LOGINตอนที่ 2 : หนี้ห้าสิบล้าน
ค่ำคืนอันยาวนานผ่านพ้นไปด้วยความกระสับกระส่าย นทีแทบไม่ได้ขยับเปลือกตาหลับลงเลยแม้แต่วินาทีเดียว เสียงตะโกนด่าทอ รอยร้าวของข้าวของที่แตกกระจาย และกระแสความหวาดกลัวที่อบอวลอยู่ภายในบ้านตึกแถวสามชั้นหลังเก่านี้ แผ่ซ่านเข้ามาถึงในห้องใต้บันไดอันคับแคบราวกับเป็นไอพิษ เด็กหนุ่มนอนขดตัวอยู่บนฟูกบาง กอดเข่าตัวเองแน่นพลางจ้องมองไปที่บานประตูกระจกมุ้งลวดที่มีฝุ่นจับหนา ในหัวของเขาขบคิดถึงถ้อยคำใจความสำคัญที่แอบได้ยินเมื่อหัวค่ำไม่ตก ‘ห้าล้าน... องค์กรอัครเดช... คิรากร...’ เพียงแค่ชื่อเหล่านั้นหลุดลอยเข้ามาในความคิด ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ แม้จะเป็นเพียงเด็กในบ้านที่วัน ๆ อยู่แต่ในก้นครัว ทว่าชื่อของ ‘คิรากร’ และ ‘องค์กรอัครเดช’ กลับเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครในย่านธุรกิจสีเทาก็ต้องเคยผ่านหูมาบ้าง ข่าวลือเรื่องความเด็ดขาด โหดเหี้ยม และไร้ความปรานีของชายหนุ่มผู้กุมบังเหียนองค์กรมาเฟียที่ใหญ่ที่สุดในเมืองกรุง เป็นดั่งนิทานหลอนประสาทที่ผู้ใหญ่ชอบเอาไว้ขู่เด็ก ทว่าสำหรับสมบัติและมาลี... มันกำลังจะเป็นเรื่องจริงที่คืบคลานเข้ามาเคาะประตูบ้าน แสงสว่างของเช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นด้วยความตึงเครียดที่ทวีคูณ นทีตื่นขึ้นมาทำหน้าที่ของตนเองตามปกติ ทว่าบรรยากาศในร้านอาหารตามสั่งวันนี้กลับเงียบงันจนน่าอึดอัด ไม่มีเสียงวิทยุเปิดเพลงลูกทุ่งที่สมบัติชอบเปิด ไม่มีเสียงบ่นกระปอดกระแปดของมาลี มีเพียงความเงียบงันอันหนักอึ้งที่คอยกดทับหัวใจของทุกคนเอาไว้ ครืด... ครืด... เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูของสมบัติที่วางอยู่บนโต๊ะกินข้าวกลางบ้านสั่นครืดคราดข้ามผ่านความเงียบ เสียงนั้นไม่ได้ดังมากนัก แต่กลับทำให้นทีที่กำลังยืนเช็ดแก้วน้ำอยู่หลังเคาน์เตอร์สะดุ้งสุดตัว เช่นเดียวกับสมบัติและมาลีที่นั่งอยู่บนโซฟา ทั้งคู่เบิกตากว้าง จ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ราวกับมันเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะปะทุ สมบัติสูดลมหายใจเข้าลึก มือที่ยื่นไปหยิบโทรศัพท์สั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด เขาเลื่อนหน้าจอรับสายก่อนจะกรอกเสียงที่พยายามปรับให้ดูนอบน้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ครับ... ครับท่าน... ผมสมบัติครับ” ปลายสายพูดอะไรบางอย่างกลับมา นทีไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น แต่เขาสามารถมองเห็นใบหน้าของพ่อบุญธรรมที่ค่อย ๆ ถอดสี จากผิวหน้ากร้านแดดเปลี่ยนเป็นขาวซีดราวกับคนตาย เม็ดเหงื่อผุดซึมตามไรผมและกรอบหน้าอย่างรวดเร็ว “คะ... คือ เรื่องนั้น... ผมกำลังพยายามหาอยู่ครับท่าน เงินจำนวนนั้นมัน... มันไม่ใช่บาทสองบาท...” น้ำเสียงของสมบัติสั่นเครือ ละล่ำละลักอธิบาย “ขอเวลาผมอีกสักนิดเถอะครับ ผมไหว้ล่ะ... อย่าเพิ่งทำอะไรร้านผมเลยนะครับ” คำตอบรับจากปลายสายดูเหมือนจะเป็นคำขาดสั้น ๆ ที่ไร้ซึ่งความปรานี เพราะหลังจากนั้นสัญญาณก็ถูกตัดไปทันที สมบัติลดมือลงปล่อยให้โทรศัพท์ร่วงหลุดจากมือตกกระทบลงบนเบาะโซฟา เขาทรุดกายพิงพนักพิงอย่างหมดแรง ดวงตาเหม่อลอยคล้ายคนสติหลุด “มัน... มันบอกว่ายังไงบ้างคุณ?” มาลีรีบถลาเข้าไปเกาะแขนสามี น้ำเสียงร้อนรนจนแทบจะกลาย เป็นเสียงกรีดร้อง “พวกมันจะเอาเงินวันไหน? มันจะมาที่นี่ไหม?” สมบัติไม่ได้ตอบในทันที เขาใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างลูบหน้าตัวเองแรง ๆ ก่อนจะสบถออกมาด้วยความอัดอั้น “มันไม่รอแล้ว! มันบอกว่าถ้าภายในสามวันไม่มีเงินก้อนแรกไปวาง... มันจะส่งคนมาชำแหละไส้ฉันทิ้ง!” “ตายแล้ว! แล้วเราจะเอาเงินจากไหนตั้งห้าล้านในสามวัน!” มาลีทุบอกชกตัว ร้องไห้คร่ำครวญ “ฉันบอกคุณแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปยุ่งกับไอ้พวกนั้น! อย่าไปหลงเชื่อคำสั่งของไอ้พวกที่มาชวนลงทุน!” “หยุดโวยวายซะทีได้ไหม! มึงคิดว่ากูอยากให้มันเป็นแบบนี้หรือไง!” สมบัติหันไปตวาดใส่ภรรยาด้วยความโมโหโทโส ความเครียดที่สะสมทำให้เขาควบคุมอารมณ์ไม่ได้อีกต่อไป “กูก็แค่อยากสบาย! อยากรวยลัด! ใครจะไปคิดว่าธุรกิจคลังสินค้าที่แอบเอาเงินไปลงขันกับไอ้พวกนั้นมันจะเป็นแค่ฉากบังหน้า! ใครจะไปรู้ว่าเบื้องหลังมันคือการยักยอกเงินขององค์กรอัครเดช!” นทีที่แอบยืนฟังอยู่หลังเคาน์เตอร์ถึงกับเบิกตากว้าง มือเรียวที่จับผ้าเช็ดแก้วสั่นระริกจนแทบจะปล่อยแก้วหลุดมือ ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวค่อย ๆ เผยออกมา... หนี้สินทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการพนันธรรมดา ๆ อย่างที่เขาเข้าใจในตอนแรก แต่มันคือผลพวงจากการที่สมบัติโลภมาก แอบเอาเงินไปร่วมลงทุนในธุรกิจมืดที่หักหลังองค์กรมาเฟียยักษ์ใหญ่ และที่น่ากลัวที่สุด... จำนวนเงินที่แท้จริงไม่ใช่แค่ห้าล้าน! “ห้าล้าน... นั่นมันแค่ดอกเบี้ยรายงวดที่พวกมันทวงก้อนแรก!” สมบัติขบฟันแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน เสียงของเขาแหบพร่าคล้ายคนกำลังจะบ้า “หนี้เงินต้นทั้งหมดที่กูต้องรับผิดชอบร่วมกับไอ้พวกที่โดนจับไป... มันคือ 50ล้านบาท! มึงได้ยินไหมมาลี! ห้าสิบล้าน!” ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางห้องโถงกว้าง มาลีนิ่งอึ้งไปคล้ายถูกสาป เสียงร้องไห้โฮเมื่อครู่เงียบกริบลงในทันตา มีเพียงดวงตาที่เบิกค้างด้วยความช็อกชำรุด ห้าสิบล้านบาท... ตัวเลขจำนวนมหาศาลที่ต่อให้พวกเขาทั้งคู่ตายแล้วเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขายร้านอาหารตามสั่งแห่งนี้พร้อมที่ดินร้อยหน ก็ไม่มีวันหามาทดใช้ได้ครบ ในตึกแถวซอมซ่อหลังนี้ ความเงียบอันน่าสะพรึงกลัวเริ่มเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงสะอื้นไห้เบา ๆ ของมาลีที่ดังสะท้อนสลับกับเสียงถอนหายใจอย่างหนักหน่วงของสมบัติ นทีได้แต่ยืนนิ่งงันอยู่ ในมุมมืด ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยียดจนแทบระเบิด เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนขอบหน้าผาสูงชันที่กำลังจะพังทลายลงมาในไม่ช้า ตลอดทั้งวันนั้นและวันต่อมา บ้านทั้งหลังตกอยู่ในสภาพเหมือนสุสานโบราณ ร้านอาหารถูกปิดป้าย ‘หยุดให้บริการชั่วคราว’ อย่างไม่มีกำหนด สมบัติและมาลีไม่ได้ก้าวเท้าออกจากบ้านเลยแม้แต่ก้าวเดียว ทั้งคู่วิ่งวุ่นอยู่กับการรื้อค้นตู้เซฟ ตู้เสื้อผ้า และลิ้นชักทุกจุดเพื่อนำทรัพย์สินทุกชิ้นที่มีอยู่ออกมากองรวมกันบนโต๊ะกินข้าว นทีได้รับหน้าที่ให้คอยยกน้ำยกท่าและคอยสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ สายตาของเขาจับจ้องไปยังกองสมบัติของครอบครัวบุญธรรมที่วางเด่นหราอยู่กลางบ้าน... ทองคำแท่งขนาดเล็กสองสามแท่ง สร้อยคอทองคำ โฉนดที่ดินบ้านตึกแถวหลังนี้ รวมถึงสมุดบัญชีเงินฝากทุกเล่มถูกกางออกจนหมด สมบัติใช้เครื่องคิดเลขกดคำนวณตัวเลขซ้ำแล้วซ้ำเล่า นิ้วมือของเขาจิ้มลงบนปุ่มกดด้วยความรีบร้อน ทว่าผลลัพธ์ที่ปรากฏบนหน้าจอดิจิทัลกลับไม่ได้ช่วยทำให้ใบหน้าของเขาดูดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย “หมดนี่... ทั้งทอง ทั้งเงินในบัญชี รวมถึงถ้าขายตึกนี้ได้ในราคาเร่งด่วน...” สมบัติเอ่ยเสียงแหบแห้ง ดวงตาแดงก่ำจากการไม่ได้นอน “รวม ๆ กันแล้วยังได้ไม่ถึงสิบล้านเลยด้วยซ้ำ... แล้วอีกตั้งสี่สิบล้านล่ะ? เราจะไปหามาจากไหน?” “แล้วบาสล่ะคุณ? เราจะทำยังไงกับลูกบาส?” มาลีเอ่ยอ้างถึงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่ตอนนี้แอบหลบหน้าอยู่ในห้องนอนชั้นบน ไม่ยอมลงมาเผชิญความจริงร่วมกับพ่อแม่ “บาสยังต้องเรียนมหาวิทยาลัย ค่าเทอม ค่ากินค่าใช้ถ้าร้านเราโดนยึด บ้านโดนยึด... ลูกเราจะอยู่ยังไง?” “มึงยังจะมีแก่ใจมาห่วงเรื่องเรียนของมันอีกเหรอ! ตอนนี้เอาชีวิตให้รอดก่อนเถอะ! ถ้าไอ้พวกคิรากรมันมา... เราสามคนพ่อแม่ลูกไม่รอดแน่!” สมบัติทุบโต๊ะอย่างหงุดหงิด มาลีนิ่งไป ดวงตาของเธอฉายแววครุ่นคิดบางอย่างที่เต็มไปด้วยความลึกลับและโหดร้าย สายตาของหญิงวัยกลางคนค่อย ๆ ละสายตาจากกองโฉนดที่ดิน แล้วเลื่อนมองตรงไปยังร่างโปร่งบางของนทีที่กำลังยืนถือถาดน้ำชาอยู่ไม่ไกล สายตานั้นไม่มีความเมตตา... ไม่มีแม้กระทั่งความผูกพันของคนที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มีเพียงแววตาของนักค้ากำไรที่กำลังมองเห็น ‘สิ่งของ’ ชิ้นสุดท้ายที่มีมูลค่า นทีรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลังเมื่อสบเข้ากับสายตาคู่นั้นของแม่บุญธรรม สัญชาตญาณในใจกรีดร้องบอกให้เขาหันหลังวิ่งหนีไปซะ แต่ขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น มาลีค่อย ๆ ขยับกายเข้าไปใกล้สามี ก่อนจะลดระดับเสียงลงให้กลายเป็นเสียงกระซิบกระซาบ ทว่าในความเงียบสงัดของบ้าน เสียงนั้นกลับดังพอที่จะทำให้นทีได้ยินมันอย่างชัดเจน “...คุณ ยังมีเด็กนั่นอีกคนนะ” คำพูดสั้น ๆ ของมาลีทำให้สมบัติชะงักกึก เขาเงยหน้าขึ้นมองตามสายตาของภรรยาตรงมายังนที เด็กหนุ่มพยายามบังคับมือไม่ให้สั่น ทว่าถาดน้ำชาในมือกลับส่งเสียงกระทบกันแผ่วเบาจนต้องรีบวางมันลงบนโต๊ะใกล้ตัว “ไอ้นทีน่ะเหรอ?” สมบัติขมวดคิ้ว แววตาเริ่มเปลี่ยนไปเช่นกัน “มันจะไปทำอะไรได้ เงินสี่ห้าสิบล้าน ลำพังขายตัวมันชดใช้หนี้... มาเฟียระดับนั้นมันจะยอมรับเหรอวะ?” “ยอมไม่ยอมเราก็ต้องลองเสี่ยงดูไหมคุณ?” มาลีขยับเข้าไปใกล้สามีมากขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และเห็นแก่ตัว “หน้าตามันแย่ซะที่ไหน ผิวพรรณก็ดี หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราซะขนาดนั้น พวกคนรวย ๆ พวกมาเฟียใหญ่โตบางทีเขาก็ชอบของแปลก ชอบเด็กหนุ่มหน้าตาดี ๆ เอาไว้ประดับบารมี หรือเอาไว้ระบายอารมณ์... อีกอย่าง มันก็เป็นแค่เด็กกำพร้าที่ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน ถ้าเรายกมันให้พวกนั้นไป... อย่างน้อยก็อาจจะช่วยผ่อนปรนหนี้สิน หรือทำให้พวกมันถูกใจจนยอมไว้ชีวิตเราก็ได้นะ” คำพูดทุกคำของมาลีเปรียบเสมือนมีดคมที่กรีดลึกลงบนหัวใจของนที... ‘ระบายอารมณ์’ ... ‘ยกมันให้พวกนั้นไป’ ... น้ำตาที่เขาพยายามกักเก็บมาตลอดเริ่มเอ่อคลอหน่วยตา ความจริงที่แสนเจ็บปวดตอกย้ำเข้ากลางอกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ความรักความผูกพันที่เขาคิดว่ามีในครอบครัวนี้ มันไม่มีอยู่จริงเลยแม้แต่น้อย เขาเป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยง... หรืออาจจะต่ำต้อยกว่านั้น เป็นเพียงแค่สิ่งของที่พวกเขามีไว้ใช้งาน และพร้อมจะโยนทิ้งเพื่อเอาตัวรอดในยามคับขัน สมบัตินิ่งเงียบไปนาน สายตาของเขาที่มองมายังนทีเต็มไปด้วยการประเมินมูลค่า ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักว่าร่างโปร่งบางตรงหน้าจะสามารถแลกกับชีวิตของตนเองได้มากน้อยแค่ไหน ก่อนที่ริมฝีปากหนาจะเหยียดยิ้มออกมาอย่างน่ากลัว “เออ... ที่มึงพูดมามันก็น่าคิด” สมบัติเอ่ยเสียงต่ำ แววตาเต็มไปด้วยความหวังครั้งใหม่ “พวกมันเป็นมาเฟีย เรื่องผู้หญิงเรื่องเด็กคงผ่านมือมาเยอะ แต่เด็กใส ๆ ซื่อ ๆ แบบไอ้นทีอาจจะถูกใจพวกมันก็ได้... ดีกว่าปล่อยให้มันอยู่บ้านเฉย ๆ เปลืองข้าวสุกไปวัน ๆ” ทั้งคู่เริ่มพยักหน้าให้กันและเริ่มวางแผนการบางอย่างด้วยความกระตือรือร้น โดยไม่สนใจเลยว่าเด็กหนุ่มที่พวกเขากำลังพูดถึงกำลังยืนตัวสั่นเทา น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความสะเทือนใจอยู่ไม่ไกล บ่ายวันนั้น นทีถูกสั่งให้กลับเข้าไปอยู่ในห้องใต้บันไดและห้ามออกมาข้างนอกหากไม่ได้รับอนุญาต ความมืดและความแคบของห้องกลับกลายเป็นสถานที่หลบภัยเพียงแห่งเดียวที่เขาเหลืออยู่ เด็กหนุ่มนั่งกอดเข่า ร้องไห้สะอื้นแผ่วเบาเพื่อไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกไปด้านนอก ความอบอุ่นที่เคยคาดหวัง ชีวิตที่เป็นของตัวเองที่เคยฝันถึงยามนั่งมองดาว... บัดนี้มันพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา ล่วงเลยจนถึงยามค่ำคืน ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมบ้านอีกครั้ง นทีที่กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่นด้วยความเพลียพลันสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาเดินลงมาจากชั้นบน เขาค่อย ๆ ขยับกายไปแนบหูกับบานประตูห้องใต้บันไดเพื่อฟังเสียงด้านนอก เสียงของสมบัติและมาลีกำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคนอีกครั้ง น้ำเสียงของพ่อบุญธรรมดูนอบน้อมและหวาดกลัวยิ่งกว่าเมื่อเช้า “ครับ... ครับ คุณธาม... ผมเตรียมของชดใช้หนี้ส่วนแรกไว้แล้วครับ... ครับ รับรองว่าต้องถูกใจนายใหญ่แน่นอน... เป็นเด็กหนุ่มบริสุทธิ์ หน้าตาสะสวย ไม่เคยผ่านมือใครมาก่อน...” หัวใจของนทีเต้นรัวราวกับกลองรบ ลมหายใจสะดุดกึกด้วยความหวาดกลัวขั้นสุด คำพูดเหล่านั้นชัดเจนแล้วว่าพวกเขากำลังจะทำอะไร “...ใช่ครับ ๆ พรุ่งนี้เช้าพวกคุณมารับตัวมันไปได้เลย... เอามันไปแทนหนี้ก้อนแรกก่อนนะครับ ส่วนที่เหลือผมจะรีบหามาให้...” ‘เอามันไปแทนหนี้...’ ประโยคสุดท้ายของสมบัติดังก้องอยู่ในโสตประสาทของนทีราวกับคำพิพากษาประหารชีวิต ร่างโปร่งบางทรุดฮวบลงกับพื้นห้องอันเย็นเยียบ มือเรียวยกขึ้นอุดปากตัวเองแน่นเพื่อกักเก็บเสียงกรีดร้องแห่งความสิ้นหวัง... ชีวิตของเขาหมดสิ้นแล้ว... พรุ่งนี้เช้า เขาจะต้องถูกส่งตัวไปให้ ‘คิรากร’ มาเฟียผู้โหดเหี้ยมคนนั้น... คนที่ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นปีศาจเดินดิน ซาตานในคราบมนุษย์ที่จะทรมานเขาจนตาย อนาคตที่เคยวาดฝัน... บัดนี้เหลือเพียงความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้งและพันธนาการอันโหดร้ายที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นตอนที่ 4 : ของชดใช้ภายในห้องรับแขกอันเงียบเชียบ ลมจากพัดลมตั้งโต๊ะตัวเก่าพัดโชยเอาความอับชื้นและกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ให้ลอยอบอวล นทีนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ไม้เนื้อแข็ง มือทั้งสองข้างกุมกระเป๋าผ้าใบเล็กของตัวเองไว้แน่นจนปลายนิ้วซีดเผือด สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่หยดน้ำชาที่ซึมลงบนเนื้อไม้โต๊ะเบื้องหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตากับคนสองคนที่เขาเรียกว่า ‘พ่อ’ และ ‘แม่’ มาตลอดทั้งชีวิตสมบัติเอนหลังพิงพนักเก้าอี้นวม พ่นควันบุหรี่สีเทาหม่นออกทางจมูก ก่อนจะดับมวนบุหรี่ลงกับจานรองอย่างแรงจนเนื้อยาสูบแหลกละเอียด แววตาที่มองตรงมายังร่างโปร่งบางไม่มีกระแสความลังเลใจหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย“ที่กูเรียกมึงมาคุยในห้องนี้ เพราะเรื่องที่กูคุยกับคนขององค์กรอัครเดชเมื่อกี้... มันเป็นเรื่องจริง” สมบัติเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าความหมายของมันกลับหนักอึ้งราวกับค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางอกของคนฟัง “กูเป็นหนี้พวกเขาอยู่ห้าสิบล้านบาท... และตอนนี้นายใหญ่คิรากรตกลงที่จะรับมึงไปเป็น ‘ของมัดจำ’ ชดใช้หนี้ก้อนแรก”แม้จะเตรียมใจมาจากห้องใต้บันไดแล้วบ้าง ทว่าเมื่อได้ยินคำยืนยันชัด ๆ จากปากของชายผู้มีพระคุณ ร
ตอนที่ 3 : คนที่ถูกเลือกความมืดมิดภายในห้องใต้บันไดดูราวกับจะบีบอัดก้อนลมหายใจของนทีให้ลีบแบนลงไปทุกที เด็กหนุ่มยังคงนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นปูนเย็นเยียบ ฝ่ามือทั้งสองข้างยังคงอุดปากตัวเองไว้แน่นจนเนื้อผ้าซับหยาดน้ำตาอุ่นชื้นจนเปียกชุ่ม ในหัวสมองอันว่างเปล่ามีเพียงประโยคสุดท้ายของพ่อบุญธรรมที่ดังก้องสะท้อนไปมาไม่รู้จบ‘เอามันไปแทนหนี้...’“ไม่จริง...” นทีพึมพำแผ่วเบาราวกับคนละเมอ เสียงของเขาขาดห้วงและสั่นสะท้านอยู่ในลำคอ “เราคง... คงฟังผิดไปเอง พ่อกับแม่ไม่มีวันทำแบบนั้นหรอก”เขาพยายามปลอบใจตัวเองด้วยเหตุผลร้อยแปดที่พอจะนึกออกในเวลานี้ บางทีสมบัติอาจจะหมายถึงสิ่งของอย่างอื่น โฉนดที่ดินเก่า ๆ หรือของสะสมที่แอบซ่อนไว้ หรือบางทีคำว่า ‘มัน’ อาจจะเป็นแค่คำสรรพนามที่ใช้เรียกทรัพย์สินชิ้นใดชิ้นหนึ่งที่มีมูลค่าพอจะต่อรองกับมาเฟียได้ นทีหลับตาลงแน่น พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อขับไล่ความหวาดกลัวที่กำลังกัดกินสติ‘ใช่... เราต้องหูฝาดไปเอง พวกเขาเลี้ยงเรามาตั้งสิบกว่าปี ถึงจะดุด่าใช้งานหนักแค่ไหน แต่ก็คงไม่ใจร้ายถึงขั้นส่งเราไปให้พวกมาเฟียหรอก’เด็กหนุ่มปลอบตัวเองซ้ำ ๆ ราวกับคนกำลังหลอกตัวเองให
ตอนที่ 2 : หนี้ห้าสิบล้านค่ำคืนอันยาวนานผ่านพ้นไปด้วยความกระสับกระส่าย นทีแทบไม่ได้ขยับเปลือกตาหลับลงเลยแม้แต่วินาทีเดียว เสียงตะโกนด่าทอ รอยร้าวของข้าวของที่แตกกระจาย และกระแสความหวาดกลัวที่อบอวลอยู่ภายในบ้านตึกแถวสามชั้นหลังเก่านี้ แผ่ซ่านเข้ามาถึงในห้องใต้บันไดอันคับแคบราวกับเป็นไอพิษ เด็กหนุ่มนอนขดตัวอยู่บนฟูกบาง กอดเข่าตัวเองแน่นพลางจ้องมองไปที่บานประตูกระจกมุ้งลวดที่มีฝุ่นจับหนา ในหัวของเขาขบคิดถึงถ้อยคำใจความสำคัญที่แอบได้ยินเมื่อหัวค่ำไม่ตก‘ห้าล้าน... องค์กรอัครเดช... คิรากร...’เพียงแค่ชื่อเหล่านั้นหลุดลอยเข้ามาในความคิด ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ แม้จะเป็นเพียงเด็กในบ้านที่วัน ๆ อยู่แต่ในก้นครัว ทว่าชื่อของ ‘คิรากร’ และ ‘องค์กรอัครเดช’ กลับเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครในย่านธุรกิจสีเทาก็ต้องเคยผ่านหูมาบ้าง ข่าวลือเรื่องความเด็ดขาด โหดเหี้ยม และไร้ความปรานีของชายหนุ่มผู้กุมบังเหียนองค์กรมาเฟียที่ใหญ่ที่สุดในเมืองกรุง เป็นดั่งนิทานหลอนประสาทที่ผู้ใหญ่ชอบเอาไว้ขู่เด็ก ทว่าสำหรับสมบัติและมาลี... มันกำลังจะเป็นเรื่องจริงที่คืบคลานเข้ามาเคาะประตูบ้านแสงสว่างของเช้าวั
ตอนที่ 1 : เด็กที่ไม่มีใครต้องการเสียงนาฬิกาปลุกเรือนเก่าส่งเสียงแผ่วเบาคล้ายคนหมดแรงในเวลาตีสี่ตรง นทีลืมตาขึ้นมาในความมืดสนิทของห้องใต้บันไดที่ทั้งแคบและอับชื้น เขายันกายลุกขึ้นนั่งบนฟูกบาง ๆ ที่แทบจะไม่ช่วยซับความเย็นจากพื้นปูนด้านล่าง ความเมื่อยล้าจากงานของเมื่อวานยังคงฝังลึกอยู่ในมวลกล้ามเนื้อ แขนขาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยก้อนหิน แต่เด็กหนุ่มไม่มีเวลาแม้แต่จะทอดถอนใจร่างโปร่งบางรีบก้าวออกจากห้องขนาดเท่ารูหนู มุ่งตรงไปยังห้องครัวหลังร้านอาหารตามสั่งทันที หน้าที่แรกของวันเริ่มต้นด้วยความเงียบเชียบทว่าเร่งรีบ นทีเปิดก๊อกน้ำ ล้างผักกองโตที่เพิ่งมาส่งเมื่อตอนตีสามครึ่ง นิ้วมือเรียวซีดเริ่มชาหนึบเมื่อต้องแช่อยู่ในน้ำเย็นจัดเป็นเวลานาน ทว่าเขากลับไม่กล้าชะงักมือแม้เพียงวินาทีเดียว‘ถ้าช้ากว่านี้... พ่อจะโมโหอีก’ความคิดนั้นเป็นดั่งแส้ที่คอยหวดต้อนให้เขาต้องขยับกายอยู่ตลอดเวลาแสงแรกของวันยังไม่ทันจับขอบฟ้า เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่คุ้นเคยและชวนให้ใจสั่นสะท้านก็ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นเหล้าโชยหึ่ง“มัวแต่เอ้อระเหยอะไรอยู่ฮะ! ไอ้นที! ตื่นตั้งนานแล้วทำไมเพิ่งล้างผักได้แค่นี้ วัน ๆ ไม่เคยได้ดั่ง
![What is a divorce? [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






![10 Years ago [10 ปีที่แอบรัก] (BL- Mpreg)](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)