เข้าสู่ระบบ
ตอนที่ 1 : เด็กที่ไม่มีใครต้องการ
เสียงนาฬิกาปลุกเรือนเก่าส่งเสียงแผ่วเบาคล้ายคนหมดแรงในเวลาตีสี่ตรง นทีลืมตาขึ้นมาในความมืดสนิทของห้องใต้บันไดที่ทั้งแคบและอับชื้น เขายันกายลุกขึ้นนั่งบนฟูกบาง ๆ ที่แทบจะไม่ช่วยซับความเย็นจากพื้นปูนด้านล่าง ความเมื่อยล้าจากงานของเมื่อวานยังคงฝังลึกอยู่ในมวลกล้ามเนื้อ แขนขาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยก้อนหิน แต่เด็กหนุ่มไม่มีเวลาแม้แต่จะทอดถอนใจ ร่างโปร่งบางรีบก้าวออกจากห้องขนาดเท่ารูหนู มุ่งตรงไปยังห้องครัวหลังร้านอาหารตามสั่งทันที หน้าที่แรกของวันเริ่มต้นด้วยความเงียบเชียบทว่าเร่งรีบ นทีเปิดก๊อกน้ำ ล้างผักกองโตที่เพิ่งมาส่งเมื่อตอนตีสามครึ่ง นิ้วมือเรียวซีดเริ่มชาหนึบเมื่อต้องแช่อยู่ในน้ำเย็นจัดเป็นเวลานาน ทว่าเขากลับไม่กล้าชะงักมือแม้เพียงวินาทีเดียว ‘ถ้าช้ากว่านี้... พ่อจะโมโหอีก’ ความคิดนั้นเป็นดั่งแส้ที่คอยหวดต้อนให้เขาต้องขยับกายอยู่ตลอดเวลา แสงแรกของวันยังไม่ทันจับขอบฟ้า เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่คุ้นเคยและชวนให้ใจสั่นสะท้านก็ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นเหล้าโชยหึ่ง “มัวแต่เอ้อระเหยอะไรอยู่ฮะ! ไอ้นที! ตื่นตั้งนานแล้วทำไมเพิ่งล้างผักได้แค่นี้ วัน ๆ ไม่เคยได้ดั่งใจสักอย่าง เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ !” เสียงตวาดกร้าวของสมบัติ พ่อบุญธรรม ดังลั่นทำลายความเงียบของยามเช้า ไม่ใช่แค่คำพูด... ฝ่ามือหนาคว้าตะกร้าผักที่ล้างเสร็จแล้วโยนทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดี ผักกาดขาวกระจายเกลื่อนกลาดไปทั่วพื้นปูนที่ยังไม่ได้ถู นทีสะดุ้งสุดตัว ความกลัวแล่นปราดเข้าจับขั้วหัวใจ ทว่าสิ่งแรกที่เขาทำไม่ใช่การร้องไห้หรือโต้เถียง แต่เป็นการคุกเข่าลงบนพื้นเย็น ๆ เพื่อรีบเก็บผักเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ “ขอโทษครับพ่อ... นทีจะรีบทำเดี๋ยวนี้ครับ” กระแสเสียงของเด็กหนุ่มสั่นพร่า เขาพยายามบังคับไม่ให้หยาดน้ำตาไหลลงมา เพราะรู้ดีว่าน้ำตาของผู้แพ้มีแต่จะทำให้สมบัติหงุดหงิดมากขึ้น “เออ! ให้มันจริงเถอะ มัวแต่อืดอาดแบบนี้ไง ร้านถึงไม่เจริญสักที!” สมบัติทิ้งท้ายด้วยการเตะถังน้ำโครมใหญ่ ก่อนจะเดินสะบัดก้นกลับไปนอนต่อ ทิ้งให้นทีผจญกับความเจ็บปวดลึก ๆ ในอกเพียงลำพัง ไม่นานนัก มาลี แม่บุญธรรมก็เดินนุ่งผ้าถุงเข้ามาในครัว ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความบึ้งตึง สายตาที่มองมายังนทีไม่มีกระแสความเอ็นดูอยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเรียกร้องและจิกหัวใช้งาน “ล้างผักเสร็จแล้วก็ไปหั่นหมูหั่นไก่ซะ แล้วอย่าลืมขัดกระทะหลังร้านด้วยล่ะ อ้อ... เสร็จจากในครัวแล้วไปซักผ้าของตาบาสด้วยนะ รายนั้นเขามีเรียนเช้า อย่าให้เขาต้องรอนาน” ตาบาส... หรือ ‘บาส’ ลูกชายแท้ ๆ ของบ้านนี้ วัยไล่เลี่ยกับนที ทว่าชีวิตกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ในขณะที่นทีต้องตื่นตีสี่มาสู้ชีวิตในครัว บาสกลับนอนหลับปุ๋ยอยู่ในห้องส่วนตัวที่มีเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ไม่เคยต้องหยิบจับงานบ้านแม้แต่ชิ้นเดียว เสื้อผ้าทุกชิ้น แม้กระทั่งกางเกงใน ก็เป็นนทีที่ต้องคอยซักและรีดให้เรียบกริบอยู่เสมอ “ครับแม่...” นทีรับคำเสียงแผ่ว เขายอม... ยอมทุกอย่างโดยไม่เคยตัดพ้อล่วงเกิน เพราะคำว่า ‘บุญคุณ’ มันค้ำคออยู่เสมอ ตั้งแต่จำความได้ นทีรู้แค่ว่าตัวเองเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ถ้าไม่มีครอบครัวนี้ชุบเลี้ยงและให้ที่ซุกหัวนอน เขาอาจจะตายไปนานแล้วบนข้างถนน ความคิดที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กทำให้เขาเชื่อมั่นว่า ตนเองต้องก้มหน้าทำงานชดใช้เศษเสี้ยวความเมตตาที่พวกเขาหยิบยื่นให้ แม้ความเมตตานั้นจะปนเปื้อนไปด้วยหยาดเหงื่อและรอยช้ำก็ตาม วันทั้งวันผ่านไปราวกับภาพม้วนเดิมที่ฉายซ้ำ นทีวิ่งรอกรับออเดอร์ เสิร์ฟอาหาร เช็ดโต๊ะ ขัดกระทะร้อน ๆ หน้าเตาจนเหงื่อท่วมกาย ใบหน้าหวานหมองหม่นด้วยคราบเขม่าควันและความล้า ล่วงเลยจนถึงเวลาเกือบเที่ยงคืน หลังจากร้านปิดและเขากวาดเช็ดทุกอย่างจนสะอาดเอี่ยม ร่างโปร่งบางถึงได้มีเวลาเป็นของตัวเองจริงๆ นทีเดินเลี่ยงออกมาทางประตูหลังร้าน ทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้ตัวเก่าที่ผุพัง ลมยามค่ำคืนพัดมาอ่อน ๆ ช่วยดับความร้อนรุ่มบนผิวเนื้อไปได้บ้าง เด็กหนุ่มแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้ากว้าง... ค่ำคืนนี้ฟ้าโปร่งจนเห็นดวงดาวระยิบระยับพร่างพรายอยู่ไกลแสนไกล เขายกมือขวาขึ้นมาตรงหน้า พยายามเอื้อมนิ้วออกไปหาแสงดาวดวงที่สว่างที่สุด ราวกับอยากจะคว้ามันมาไว้ในมือ “ถ้าวันหนึ่ง... ฉันบินได้เหมือนนกก็คงดี” นทีพึมพำกับความเงียบ แววตาที่เคยหม่นแสงกลับทอประกายความหวังเล็ก ๆ “อยากมีชีวิตที่เป็นของตัวเองจริง ๆ สักครั้ง ไม่ต้องคอยหลบฝ่ามือใคร ไม่ต้องคอยฟังคำด่า... แค่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้” รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนริมฝีปากอิ่ม แต่อยู่ได้เพียงไม่นาน ความเป็นจริงอันโหดร้ายก็ฉุดเขาลงมาจากวิมานกลางอากาศ เคร้ง! เสียงข้าวของแตกหักดังมาจากด้านในบ้าน พร้อมกับกระแสเสียงตวาดแผดลั่นที่คุ้นเคย ทว่าครั้งนี้มันไม่ได้มุ่งเป้ามาที่เขา แต่เป็นเสียงของสมบัติและมาลีที่กำลังทะเลาะกันอย่างรุนแรง นทีสะดุ้ง รีบลุกขึ้นยืนแล้วค่อย ๆ ก้าวเท้าอย่างเงียบเชียบไปที่บานหน้าต่างกระจกหลังบ้านที่แง้มอยู่เล็กน้อย เขารู้ดีว่าไม่ควรยุ่งเรื่องของฝ่ายผู้ใหญ่ แต่กระแสเสียงที่สั่นเครือและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกของแม่บุญธรรมทำให้เขาต้องหยุดฟัง “แล้วเราจะทำยังไงกันดีฮะคุณ! เงินตั้งห้าล้าน! ห้าล้านเชียวนะ! ลำพังแค่รายได้จากร้านอาหารสับปะรังเคคูหานี้ ชาติตระกูลไหนถึงจะหาเงินมาคืนพวกมันได้หมด!” มาลีแผดเสียงร้องไห้โฮ ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มแป้งหนาเตอะบัดนี้ซีดเผือด “โว้ย! จะโวยวายทำไมวะ! ฉันก็ไม่คิดว่าไอ้พวกบ่อนพนันมันจะตามมาทวงโหดขนาดนี้ไง!” สมบัติทุบโต๊ะเสียงดังสนั่น พลางเดินพล่านไปมา “พวกมันบอกว่า... ถ้าอาทิตย์หน้าไม่มีเงินไปจ่ายหนี้ครึ่งหนึ่ง มันจะมาพังร้าน แล้วก็ตัดมือฉันทิ้ง!” “ตัดมือ?! ตายแล้ว... ฉันไม่ยอมนะคุณ! แล้วพวกมันเป็นใคร ทำไมถึงได้เถื่อนขนาดนี้!” “พวกองค์กรอัครเดช... พวกมาเฟียคิรากรนั่นแหละ! มึงรู้จักไหม! ไอ้คนที่ใคร ๆ ก็บอกว่ามันเป็นปีศาจเดินดินน่ะ! ถ้าตกอยู่ในมือมัน... อย่าหวังว่าจะรอดชีวิตกลับมาเลย!” คำว่า ‘ห้าล้าน’ และ ‘คิรากร’ ดังก้องอยู่ในหัวของนทีราวกับเสียงระเบิด ความกลัวชนิดใหม่ที่เย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง หนี้จำนวนมหาศาลขนาดนั้น ครอบครัวบุญธรรมไม่มีวันหามาได้แน่ และความซวยครั้งใหญ่กำลังจะมาเยือนบ้านหลังนี้ เด็กหนุ่มยืนนิ่งค้างอยู่ในความมืดหลังบ้าน ลมหายใจสะดุดกึก หัวใจเต้นรัวด้วยความสั่นสะท้าน... เขารู้สึกได้โดยสัญชาตญาณว่า พายุลูกใหญ่ที่กำลังจะพัดเข้ามานี้ มันต้องเกี่ยวพันและเปลี่ยนแปลงชีวิตอันริบหรี่ของเขาไปตลอดกาลตอนที่ 10 : คำสั่งของนายใหญ่เสียงเคาะประตูไม้สักทองบานยักษ์ดังกังวานขึ้นสองสามครั้ง ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกช้า ๆ โดยฝีมือของธาม มือขวาคนสนิทที่ผายมือเชิญให้ร่างโปร่งบางก้าวเดินเข้าไปด้านใน นทีในเวลานี้มีท่าทีที่ดูเกร็งและตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด สองมือน้อย ๆ ที่บัดนี้ยังมีกลิ่นจาง ๆ ของหอมแดงและหยาดน้ำค้างติดอยู่บีบเข้าหากันแน่น ยามเมื่อต้องก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปเผชิญหน้ากับเจ้าของคฤหาสน์เพียงลำพังภายในห้องทำงานขนาดใหญ่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายอันทรงอำนาจและเยือกเย็น คิรากรนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวยาว แสงแดดอุ่น ๆ ของยามสายส่องผ่านกระจกบานใหญ่ทอดเงาร่างสูงใหญ่ของเขาลงบนพื้นพรม มาเฟียหนุ่มไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาในทันที นิ้วเรียวยาวตวัดปากกาเซ็นเอกสารแผ่นสุดท้ายจนเสร็จสิ้น ก่อนจะวางมันลงอย่างเชื่องช้า แล้วจึงเลื่อนสายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายขึ้นมาจับจ้องคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ห่างออกไปสามก้าวสายตาคู่นั้นกวาดมองตั้งแต่วงหน้าหวานที่ขึ้นสีระเรื่อเพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานเช้าตรู่ ไรผมที่เปียกชื้นเหงื่อจาง ๆ ไปจนถึงฝ่ามือบางที่สั่นระริก“นั่งลงสิ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉียบเอ่ยขึ้น ทำล
ตอนที่ 9 : คนที่ไม่ชอบอยู่เฉยแสงทองแรกของวันใหม่ค่อย ๆ ทอประกายผ่านม่านโปร่งแสงสีขาวละมุน ทาบทับลงบนเปลือกตาสีมุกของคนที่นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ มาตลอดทั้งคืน นทีขยับกายเล็กน้อยก่อนจะลืมตาขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องนอนอันหรูหรา บรรยากาศรอบตัวยังคงแปลกตา ทว่าสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือความเมื่อยขบตามเนื้อตัว เพราะเขากลัวเสียจนไม่กล้าแม้แต่จะเอนหลังนอนยาว ๆ บนเตียงนุ่ม ทำได้เพียงฟุบหน้าหลับไปในท่ากอดเข่าจนกระทั่งรุ่งสางเด็กหนุ่มยันกายลุกขึ้นยืนพลางบิดกายไล่ความอ่อนล้า สายตาเหลือบมองนาฬิกาเรือนหรูบนผนังที่เพิ่งจะบอกเวลาตีห้าครึ่ง ชีวิตที่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อรองรับอารมณ์และทำงานบ้านทุกอย่างตามคำสั่งของพ่อแม่บุญธรรม กลายเป็นนาฬิกาชีวิตที่สลักลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณ ต่อให้สถานที่แห่งนี้จะเปลี่ยนเป็นคฤหาสน์ราวกับวิมาน แต่นทีก็รู้ดีว่าคนอย่างเขาไม่มีสิทธิ์นอนตื่นสายชุบมือเปิบหลังจากจัดการอาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ธามนำมาให้เมื่อคืน—เชิ้ตสีขาวนิ่มพอดีตัวกับกางเกงสแลกสีเข้มที่ส่งเสริมให้รูปร่างโปร่งบางดูหมดจดสะอาดตา—นทีก็ค่อย ๆ แง้มประตูห้องพักก้าวเท้าออกมาด้านนอกด้วยความเงียบเชียบดุจแ
ตอนที่ 8 : คนแปลกหน้าในคฤหาสน์เสียงบานประตูไม้สักทองสลักลายหรูหราปิดลงเบา ๆ ทว่ากลับส่งเสียงสะท้อนก้องในความรู้สึกของคนฟัง นทีทำได้เพียงยืนนิ่งอยู่ตรงใจกลางห้องกว้างขวางทึมเทา ดวงตากลมโตที่ยังคงมีร่องรอยของคราบน้ำตาแกว่งไกวไปมาราวกับลูกนกที่พลัดหลงเข้ามาในวิมานอันแปลกตาหลังจากที่สมบัติและมาลีถูกลากตัวออกไปจากคฤหาสน์อัครเดชอย่างหมดสภาพ นทีก็ถูกชายชุดสูทสีดำสองคนเดินนำทางขึ้นมายังชั้นบนของตึกใหญ่ ทิศทางที่สลับซับซ้อนและทางเดินที่ทอดยาวเงียบสงัดทำให้เขาทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาเดินตามเสียงรองเท้าหนังที่กระทบพื้นหินอ่อนอย่างเชื่องซึม จนกระทั่งมาหยุดอยู่ ณ ห้องพักแห่งนี้มันเป็นห้องที่ใหญ่โตรโหฐาน... ใหญ่เสียจนนทีคิดว่าบ้านเช่าซอมซ่อหลังเก่าของเขาทั้งหลังยังยัดลงมาในห้องนี้ได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำเตียงนอนขนาดคิงไซส์สีเทาควันบุหรี่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางห้อง พร้อมหัวเตียงบุหนังแท้ราคาแพงระยับ ด้านข้างมีชุดโซฟากำมะหยี่สีเข้มเข้าชุดกัน ฝาผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสบานยักษ์ที่เผยให้เห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครอันศิวิไลซ์ แสงไฟระยิบระยับดั่งดวงดาวบนพื้นดินด้านนอกนั่น ยิ่งตอกย้ำให้เด็กหนุ่มตร
ตอนที่ 7 : คนที่ไม่ควรถูกลงโทษบรรยากาศภายในห้องทำงานกว้างขวางของคฤหาสน์อัครเดชเงียบสงัดจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำงานแว่วแผ่วเบา แสงไฟสีส้มสลัวส่องกระทบแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทที่กำลังยืนหันหลังกอดอกทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานยักษ์‘คิรากร’ ไม่ได้ขยับตัวเลยนับตั้งแต่บุคคลทั้งสองถูกลากเข้ามาด้านใน“คุกเข่าลงไป!”เสียงทุ้มห้าวของ ธาม มือขวาคนสนิทตวาดลั่น ส่งผลให้ ‘สมบัติ’ และ ‘มาลี’ ที่กำลังตัวสั่นงันงกทรุดฮวบลงกับพื้นพรมราคาแพงทันที ทั้งคู่หน้าซีดเผือด ไร้ซึ่งความโอหังเหมือนตอนที่อยู่บ้านพักซอมซ่อของตัวเอง ข้าง ๆ กันนั้นมี ‘นที’ เด็กหนุ่มร่างโปร่งในชุดนักศึกษาที่หลุดรุ่ยเล็กน้อยนั่งคุกเข่าอยู่ด้วย ใบหน้าหวานก้มลงต่ำจนชิดอก ดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความกลัว จับจ้องเพียงมือของตัวเองที่กำลังกำชายเสื้อนักศึกษาแน่นจนขาวซีดเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ย่ำลงบนพื้นพรม ช้า... แต่หนักแน่นจนคนฟังแทบหยุดหายใจ คิรากรหมุนตัวกลับมา สายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายกวาดมองสองสามีภรรยาตรงหน้าด้วยความรังเกียจปิดไม่มิด ก่อนจะเลื่อนไปหยุดที่เด็กหนุ่มร่างบางซึ่งกำลังตัวสั่
ตอนที่ 6 : ราชันแห่งโลกมืดภายในห้องทำงานขนาดใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยโทนสีเข้มหรูหรา เสียงบานประตูไม้สักทองปิดลงเบา ๆ ที่ด้านหลัง ทว่ากลับส่งแรงสั่นสะเทือนลึกเข้าไปในความรู้สึกของนทีราวกับเสียงลั่นดาลประตูคุก ร่างโปร่งบางยืนนิ่งงันอยู่ใกล้ขอบพรมกำมะหยี่สีเข้ม ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวขาเดินต่อหรือขยับกายไปทิศทางใด นิ้วมือเรียวซีดยังคงกำหูหิ้วกระเป๋าผ้าใบเก่าเอาไว้แน่นหนาจนสั่นระริกแสงสว่างยามสายที่สอดส่องผ่านบานกระจกหน้าต่างบานใหญ่จากพื้นจรดเพดานด้านหลังโต๊ะทำงาน ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศในห้องนี้ดูอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน แสงแดดเหล่านั้นกลับทำหน้าที่ขับเน้นให้ร่างของชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้ตัวหนาดูน่าเกรงขามและลึกลับราวกับภาพวาดของซาตานในโลกมืด‘คิรากร อัครเดช’ชายหนุ่มในชุดสูทสากลสามชิ้นสีดำสนิท คัตติ้งเนี๊ยบกริบรับกับช่วงไหล่กว้างและโครงสร้างร่างกายที่สูงใหญ่ทว่าเต็มไปด้วยมวลกล้ามเนื้อของคนที่ฝึกฝนมาอย่างดี เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลักหินอ่อนที่ไร้รอยตำหนิ นัยน์ตาคมกริบสีนิลสนิทคู่นั้นทอประกายความนิ่งสงบ เยือกเย็น แต่กลับแฝงไปด้วยอำนาจดิบเถื่อนที่พร้อมจะบดขยี้ท
ตอนที่ 5 : คฤหาสน์อัครเดชทัศนียภาพสองข้างทางผ่านบานกระจกฟิล์มดำทึบของรถหรูเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากตึกแถวซอมซ่อในย่านชุมชนเก่าแปรเปลี่ยนเป็นถนนสายหลักที่คลาคล่ำไปด้วยแสงสีของเมืองกรุงยามเช้าตรู่ ทว่าสำหรับนทีแล้ว โลกภายนอกเหล่านั้นกลับไม่ได้เข้าสู่การรับรู้ของเขาเลยแม้แต่น้อย ร่างโปร่งบางยังคงนั่งคุดคู้ขดตัวอยู่บนเบาะหนังแท้ฝั่งหนึ่ง มือเรียวทั้งสองข้างกอดกระเป๋าผ้าใบเก่าของตนเองไว้แน่นหนาราวกับมันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชิ้นสุดท้ายในชีวิตภายในรถเงียบสนิท มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างนิ่มนวลและแผ่วเบา ชายชุดดำสองคนที่นั่งอยู่เบาะหน้าไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว บรรยากาศที่ไร้เสียงบวกกับกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศราคาแพงในตัวรถ ยิ่งขับเน้นให้ความเงียบนั้นทวีความอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก‘ชีวิตของเรา... คงจบลงแค่นี้แล้วจริง ๆ ใช่ไหม’กระแสความหวาดกลัวแล่นพล่านไปทั่วทุกอณูความคิด นทีหลับตาลงแน่นพยายามข่มก้อนสะอื้นที่จุกขึ้นมาถึงลำคอ จินตนาการในหัวเตลิดเปิดเปิงไปถึงภาพความโหดร้ายต่าง ๆ นานาที่เคยได้ยินมาเกี่ยวกับพวกมาเฟีย เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาที่วัน ๆ อยู่แต่ในก้
![ผัวของผมมันคลั่งรักเกินไปแล้วนะ [YAOI]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






