Home / วาย / พันธนาการหัวใจมาเฟีย / ตอนที่ 4 : ของชดใช้

Share

ตอนที่ 4 : ของชดใช้

last update publish date: 2026-10-20 16:31:24

ตอนที่ 4 : ของชดใช้

ภายในห้องรับแขกอันเงียบเชียบ ลมจากพัดลมตั้งโต๊ะตัวเก่าพัดโชยเอาความอับชื้นและกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ให้ลอยอบอวล นทีนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ไม้เนื้อแข็ง มือทั้งสองข้างกุมกระเป๋าผ้าใบเล็กของตัวเองไว้แน่นจนปลายนิ้วซีดเผือด สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่หยดน้ำชาที่ซึมลงบนเนื้อไม้โต๊ะเบื้องหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตากับคนสองคนที่เขาเรียกว่า ‘พ่อ’ และ ‘แม่’ มาตลอดทั้งชีวิต

สมบัติเอนหลังพิงพนักเก้าอี้นวม พ่นควันบุหรี่สีเทาหม่นออกทางจมูก ก่อนจะดับมวนบุหรี่ลงกับจานรองอย่างแรงจนเนื้อยาสูบแหลกละเอียด แววตาที่มองตรงมายังร่างโปร่งบางไม่มีกระแสความลังเลใจหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย

“ที่กูเรียกมึงมาคุยในห้องนี้ เพราะเรื่องที่กูคุยกับคนขององค์กรอัครเดชเมื่อกี้... มันเป็นเรื่องจริง” สมบัติเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าความหมายของมันกลับหนักอึ้งราวกับค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางอกของคนฟัง “กูเป็นหนี้พวกเขาอยู่ห้าสิบล้านบาท... และตอนนี้นายใหญ่คิรากรตกลงที่จะรับมึงไปเป็น ‘ของมัดจำ’ ชดใช้หนี้ก้อนแรก”

แม้จะเตรียมใจมาจากห้องใต้บันไดแล้วบ้าง ทว่าเมื่อได้ยินคำยืนยันชัด ๆ จากปากของชายผู้มีพระคุณ ร่างทั้งร่างของนทีก็พลันชาหนึบคล้ายถูกกระแสไฟนับหมื่นโวลต์แล่นพล่านผ่านขั้วหัวใจ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความช็อกชำรุด ริมฝีปากอิ่มสั่นระริกจนไม่สามารถเปล่งเสียงใด ๆ ออกมาได้

เขารู้ว่าตัวเองถูกใช้งานหนัก รู้ว่าตัวเองไม่เคยได้รับความรักความอบอุ่นเหมือนอย่างที่บาสได้... แต่เขาไม่เคยคิดเลย... ไม่เคยคิดแม้แต่น้อยว่าท้ายที่สุดแล้ว เขาจะถูกตีราคาเป็นเพียงสินค้าชิ้นหนึ่งที่ถูกนำมาวางบนโต๊ะเจรจาเพื่อแลกกับการล้างหนี้พนันและหนี้ธุรกิจมืดที่เขาไม่มีส่วนรู้เห็นเลยสักนิด

“สะ... ส่งผมไปแทนหนี้... หมายความว่ายังไงครับพ่อ?” นทีเค้นเสียงแหบพร่าหลุดออกจากลำคอที่แห้งผาก “พ่อจะขายผมให้พวกมาเฟียเหรอครับ?”

“อย่าใช้คำว่าขายให้มันฟังดูทุเรศนักเลยนที!” มาลีที่ยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ สอดคำขึ้นมาทันควัน ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความบึ้งตึงและร้อนตัว “พวกกูไม่ได้อยากทำแบบนี้หรอกนะ แต่ถ้าพวกกูไม่ทำ... พวกเราทั้งบ้านก็ต้องตายกันหมด มึงอยากเห็นบาสโดนตัดข้อมือตัดขา หรืออยากเห็นพ่อมึงโดนยิงบาลหัวตายคาหน้าร้านหรือไงฮะ!”

“แล้วผมล่ะครับแม่...” น้ำเสียงของนทีเริ่มสั่นเครือมากขึ้น หยาดน้ำตาอุ่น ๆ เอ่อคลอเต็มเบ้าตาจนภาพตรงหน้าพร่าเลือน “ผมต้องไปอยู่กับมาเฟียพวกนั้น... ผมต้องไปเจออะไรบ้าง พ่อกับแม่รู้ไหมครับ? พวกเขาเป็นมาเฟียนะครั...”

“แล้วยังไง!” มาลีตวาดขัดเสียงแหลม ก้าวข้ามมายืนประจันหน้ากับลูกบุญธรรมพลางชี้นิ้วลงที่หน้าอกของนทีอย่างแรง “มึงอย่ามาทำเป็นสำออยหน่อยเลยนที! ตั้งแต่มึงยังเป็นทารกแบเบาะ นอนร้องอุแว้ ๆ อยู่ข้างถังขยะ ใครเป็นคนเก็บมึงมาเลี้ยง? ใครให้ข้าว ให้ที่ซุกหัวนอน ให้มึงได้โตมาจนป่านนี้? ถ้าไม่มีกูกับไอ้บัติ มึงคงเป็นศพเน่าอืดไปตั้งนานแล้ว!”

ถ้อยคำกรีดแทงใจดำถูกพ่นออกมาอย่างไร้ความปรานี มาลีขยับยิ้มเหยียดหยันก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้นทีรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังครืนลงมาต่อหน้าต่อตา

“...กูเลี้ยงมึงมาตั้งสิบกว่าปี เสียข้าวสุกไปตั้งเท่าไหร่ แกก็ตอบแทนบุญคุณบ้างสิ! แค่ไปอยู่รับใช้พวกคนรวย ๆ แลกกับชีวิตของพวกกูที่ชุบเลี้ยงมึงมา มันจะตายห่าเลยหรือไง!”

คำว่า ‘ตอบแทนบุญคุณ’ มันช่างเป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์ทว่าโหดร้ายเหลือเกินในเวลานี้ นทีนิ่งอึ้งไปหยาดน้ำตาที่เคยไหลอาบแก้มพลันหยุดชะงัก... ไม่ใช่เพราะความกลัวหายไป แต่เป็นเพราะความเจ็บปวดในอกมันลึกสุดใจจนความรู้สึกทุกอย่างกลายเป็นความด้ามด้าน

เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เขาพยายามบังคับไม่ให้น้ำตาไหลลงมาอีก เพราะในเมื่อคนตรงหน้ามองเห็นเขาเป็นเพียงสิ่งของชิ้นหนึ่ง น้ำตาของผู้แพ้ก็ไร้ค่าและไม่มีวันเรียกความเห็นใจจากพวกเขาได้ นทีละสายตาจากมาลี หันกลับไปมองสมบัติที่นั่งสูบบุหรี่นิ่งไม่สบตา

ในความเงียบสงัดที่มีเพียงเสียงพัดลมครางหึ่ง ๆ นทีเอ่ยคำถามสุดท้ายที่ค้างคาอยู่ในใจของเขามาตลอดชีวิต คำถามที่เขาอยากรู้คำตอบมากที่สุดก่อนที่จะต้องจากบ้านหลังนี้ไปตลอดกาล

“ตลอดเวลาที่ผ่านมา... ผมเป็นลูกของพ่อกับแม่บ้างไหมครับ?”

กระแสเสียงของเด็กหนุ่มนุ่มนวล ทว่าแฝงไปด้วยความเวทนาและสิ้นหวังอย่างลึกซึ้ง เขาไม่ได้ถามเพื่อตัดพ้อ แต่ถามเพื่อย้ำเตือนตัวเองว่า... เศษเสี้ยวแห่งความรักที่เขาเคยพยายามมองหาผ่านหยาดเหงื่อและรอยช้ำตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา มันเคยมีอยู่จริงในหัวใจของคนทั้งคู่บ้างหรือไม่

ไม่มีเสียงตอบรับจากสมบัติ ชายหนุ่มวัยกลางคนเอาแต่มองมวนบุหรี่ในมือ เช่นเดียวกับมาลีที่เบือนหน้าหนีไปอีกทาง พลางกอดอกทำเสียง ‘ชิ’ ในลำคอราวกับคำถามของเขาเป็นเรื่องไร้สาระ ความเงียบที่ไร้คำตอบนั้นคือสัญญะที่ชัดเจนที่สุด... มันคือความจริงที่แสนโหดร้ายว่าเขาไม่เคยเป็นอะไรเลยนอกจาก ‘ผู้อาศัย’ และ ‘แรงงานทาส’ ในคราบลูกบุญธรรม

“ผมเข้าใจแล้วครับ...” นทีพึมพำแผ่วเบา รอยยิ้มขมขื่นปรากฏขึ้นบนริมฝีปากอิ่มบางเบาก่อนจะหายไป

เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ กอดกระเป๋าผ้าใบเก่าของตัวเองไว้แนบกาย ไม่มีความจำเป็นต้องพูดอะไรอีกต่อไป ไม่มีคำลา และไม่มีความอาลัยอาวรณ์ นทีก้าวเท้าออกจากห้องรับแขกชั้นบน เดินลงบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตรงดิ่งกลับเข้าไปในห้องใต้บันไดของตัวเองทันที

ค่ำคืนสุดท้ายในบ้านตึกแถวซอมซ่อผ่านไปอย่างเชื่องช้าและเงียบงัน นทีนั่งอยู่บนฟูกบางท่ามกลางความมืด แสงไฟสลัวจากท้องถนนภายนอกส่องผ่านรอยแตกของบานประตูกระจกมุ้งลวดเข้ามา เป็นเงาทอดยาวดูอ้างว้าง

เด็กหนุ่มเปิดกระเป๋าผ้าใบเก่าออกกว้างเพื่อตรวจสอบสิ่งของภายใน มันไม่มีอะไรมากมายเลย... เสื้อยืดสีซีดสามสี่ตัว กางเกงยีนส์ขายาวสองตัว และสมุดโน้ตเล่มเล็กที่เขาเอาไว้ใช้เขียนบันทึกความรู้สึกในใจเวลาที่เหงาหรือเศร้าใจ ข้าวของทั้งหมดในชีวิตของเขามีเพียงเท่านี้จริง ๆ สมบัติส่วนตัวของเด็กที่ไม่มีใครต้องการ

เขารู้ดีว่าพรุ่งนี้เช้า... ทันทีที่แสงวันใหม่มาถึง ชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาจะต้องไปอยู่ภายใต้ ‘พันธนาการ’ ของคิรากร มาเฟียผู้มีอิทธิพลล้นฟ้าและขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม นทีไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าตัวเองจะต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดรูปแบบไหน จะต้องโดนทุบตี โดนทารุณ หรือถูกปฏิบัติเหมือนสิ่งของไร้ค่าในรังมาเฟียหรือไม่

ทว่าลึก ๆ ในความหวาดกลัวอันมหาศาลนั้น กลับมีความเด็ดเดี่ยวบางอย่างปะทุขึ้นในใจของเด็กหนุ่ม

‘ถ้าหากว่านี่คือวิธีเดียวที่จะตัดขาดจากคำว่าบุญคุณ... ฉันก็จะยอมรับมัน’

นทีคิดพลางปิดซิปกระเป๋าผ้าลงอย่างเบามือ อย่างน้อยที่สุด การไปจากที่นี่ก็ทำให้เขาไม่ต้องคอยหวาดระแวงฝ่ามือของสมบัติ หรือคำจิกหัวใช้งานของมาลีอีกต่อไป หนี้สินห้าสิบล้านที่เขาต้องไปชดใช้ชะตากรรมแทน... เขาถือเสียว่ามันคือ ‘ค่าเลี้ยงดู’ งวดสุดท้ายที่เขาจะจ่ายคืนให้เพื่อเป็นอิสระต่อกันอย่างสิ้นเชิงในทางความรู้สึก

เขาล้มตัวลงนอนตะแคงข้าง กอดกระเป๋าผ้าใบนั้นไว้แน่น ดวงตาคู่สวยทอดมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานเล็ก ค่ำคืนนี้ไม่มีดวงดาวระยิบระยับเหมือนวันก่อน มีเพียงเมฆครึ้มที่บดบังท้องฟ้าจนมืดมิด ราวกับธรรมชาติกำลังร่วมหลั่งน้ำตาและไว้อาลัยให้แก่ชะตากรรมอันน่าเศร้าของเขา

เวลาตีห้าครึ่ง แสงเงินแสงทองยังไม่ทันสว่างดี เสียงเครื่องยนต์คำรามต่ำกระหึ่มก็ดังขึ้นและจอดสนิทลงที่บริเวณหน้าร้านอาหารตามสั่ง

กึก...

นทีที่แต่งตัวรออยู่แล้วลืมตาขึ้นในความมืด เขาได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของกลุ่มคนหลายคนเดินเข้ามาในบริเวณร้าน ทันใดนั้นประตูห้องใต้บันไดก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงโดยมาลี ใบหน้าของแม่บุญธรรมเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเร่งรีบ

“นที! ออกมาได้แล้ว! รถของพวกองค์กรอัครเดชมาจอดรอหน้าบ้านแล้ว! อย่าให้พวกนั้นต้องรอนาน เร็วเข้า!” มาลีตวาดเสียงกระซิบพลางกระชากแขนของนทีให้ลุกขึ้นจากฟูก

เด็กหนุ่มไม่ได้ขัดขืน เขากระชับสายกระเป๋าผ้าในมือแน่น ก้าวเท้าตามแรงดึงของมาลีออกไปยังบริเวณโถงหน้าร้านอาหาร ที่ซึ่งประตูเหล็กม้วนถูกเลื่อนขึ้นครึ่งหนึ่งเพื่อเปิดทาง

ผ่านบานประตูกระจกหน้าร้านออกไป... ท่ามกลางสายหมอกยามเช้าอันสลัวลาง รถยนต์ซีดานหรูหราสีดำทึบป้ายแดงคันใหญ่สามคันจอดเรียงรายอยู่อย่างสง่างามและเปี่ยมไปด้วยทรงพลัง คราบกระจกฟิล์มดำมืดสนิทจนมองไม่เห็นคนภายใน ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสนิทสองคนยืนขนาบข้างประตูรถคันกลาง ราวกับกำลังรอคอยการมาถึงของ ‘ของสำคัญ’

สมบัติยืนอยู่ข้างประตูเหล็กม้วน ใบหน้าซีดเผือดแต่แววตาเต็มไปด้วยความโล่งใจ เขามองมาที่นทีเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะพยักหน้าส่งสัญญาณ “ไปซะนที... ไปทำหน้าที่ของมึง แล้วอย่าคิดหนีเด็ดขาด ถ้ามึงหนี... มึงรู้ใช่ไหมว่าพวกกูไม่รอดแน่”

นทีไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาไม่แม้แต่จะปรายสายตามองสมบัติด้วยซ้ำ ร่างโปร่งบางก้าวพ้นผ่านธรณีประตูบ้านตึกแถวเก่า ๆ ที่เขาเคยอาศัยมาสิบกว่าปี ลมหนาวยามเช้าพัดมากระทบผิวเนื้อจนตัวสั่นสะท้าน ทว่าหัวใจของเขากลับเย็นเยียบยิ่งกว่าสภาพอากาศ

ชายชุดดำคนหนึ่งก้าวเข้ามาเปิดประตูเบาะหลังของรถคันกลางออกกว้าง แผ่รังสีคุกคามอันน่าขนลุก นทีกำสายกระเป๋าแน่น สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะก้าวขาขึ้นไปนั่งบนเบาะหนังแท้กลิ่นหอมสะอาดสะอ้านภายในรถหรูคันนั้น

ปัง!

เสียงประตูรถปิดลงเสียงดังสนั่น พร้อมกับระบบล็อกอัตโนมัติที่ทำงานในทันที นทีกอดกระเป๋าตัวเองแน่น เอนหลังพิงเบาะพยายามไม่หันกลับไปมองบ้านหลังเดิมอีก รถหรูสีดำเคลื่อนตัวออกสู่ท้องถนนใหญ่อย่างนิ่มนวลและรวดเร็ว พาร่างของเด็กที่ไม่มีใครต้องการเข้าสู่อ้อมกอดของโลกมืด... โลกที่กำลังมี ‘พันธนาการหัวใจ’ ของมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่รอคอยเขาอยู่ด้วยชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการหัวใจมาเฟีย   ตอนที่ 4 : ของชดใช้

    ตอนที่ 4 : ของชดใช้ภายในห้องรับแขกอันเงียบเชียบ ลมจากพัดลมตั้งโต๊ะตัวเก่าพัดโชยเอาความอับชื้นและกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ให้ลอยอบอวล นทีนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ไม้เนื้อแข็ง มือทั้งสองข้างกุมกระเป๋าผ้าใบเล็กของตัวเองไว้แน่นจนปลายนิ้วซีดเผือด สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่หยดน้ำชาที่ซึมลงบนเนื้อไม้โต๊ะเบื้องหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตากับคนสองคนที่เขาเรียกว่า ‘พ่อ’ และ ‘แม่’ มาตลอดทั้งชีวิตสมบัติเอนหลังพิงพนักเก้าอี้นวม พ่นควันบุหรี่สีเทาหม่นออกทางจมูก ก่อนจะดับมวนบุหรี่ลงกับจานรองอย่างแรงจนเนื้อยาสูบแหลกละเอียด แววตาที่มองตรงมายังร่างโปร่งบางไม่มีกระแสความลังเลใจหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย“ที่กูเรียกมึงมาคุยในห้องนี้ เพราะเรื่องที่กูคุยกับคนขององค์กรอัครเดชเมื่อกี้... มันเป็นเรื่องจริง” สมบัติเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าความหมายของมันกลับหนักอึ้งราวกับค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางอกของคนฟัง “กูเป็นหนี้พวกเขาอยู่ห้าสิบล้านบาท... และตอนนี้นายใหญ่คิรากรตกลงที่จะรับมึงไปเป็น ‘ของมัดจำ’ ชดใช้หนี้ก้อนแรก”แม้จะเตรียมใจมาจากห้องใต้บันไดแล้วบ้าง ทว่าเมื่อได้ยินคำยืนยันชัด ๆ จากปากของชายผู้มีพระคุณ ร

  • พันธนาการหัวใจมาเฟีย   ตอนที่ 3 : คนที่ถูกเลือก

    ตอนที่ 3 : คนที่ถูกเลือกความมืดมิดภายในห้องใต้บันไดดูราวกับจะบีบอัดก้อนลมหายใจของนทีให้ลีบแบนลงไปทุกที เด็กหนุ่มยังคงนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นปูนเย็นเยียบ ฝ่ามือทั้งสองข้างยังคงอุดปากตัวเองไว้แน่นจนเนื้อผ้าซับหยาดน้ำตาอุ่นชื้นจนเปียกชุ่ม ในหัวสมองอันว่างเปล่ามีเพียงประโยคสุดท้ายของพ่อบุญธรรมที่ดังก้องสะท้อนไปมาไม่รู้จบ‘เอามันไปแทนหนี้...’“ไม่จริง...” นทีพึมพำแผ่วเบาราวกับคนละเมอ เสียงของเขาขาดห้วงและสั่นสะท้านอยู่ในลำคอ “เราคง... คงฟังผิดไปเอง พ่อกับแม่ไม่มีวันทำแบบนั้นหรอก”เขาพยายามปลอบใจตัวเองด้วยเหตุผลร้อยแปดที่พอจะนึกออกในเวลานี้ บางทีสมบัติอาจจะหมายถึงสิ่งของอย่างอื่น โฉนดที่ดินเก่า ๆ หรือของสะสมที่แอบซ่อนไว้ หรือบางทีคำว่า ‘มัน’ อาจจะเป็นแค่คำสรรพนามที่ใช้เรียกทรัพย์สินชิ้นใดชิ้นหนึ่งที่มีมูลค่าพอจะต่อรองกับมาเฟียได้ นทีหลับตาลงแน่น พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อขับไล่ความหวาดกลัวที่กำลังกัดกินสติ‘ใช่... เราต้องหูฝาดไปเอง พวกเขาเลี้ยงเรามาตั้งสิบกว่าปี ถึงจะดุด่าใช้งานหนักแค่ไหน แต่ก็คงไม่ใจร้ายถึงขั้นส่งเราไปให้พวกมาเฟียหรอก’เด็กหนุ่มปลอบตัวเองซ้ำ ๆ ราวกับคนกำลังหลอกตัวเองให

  • พันธนาการหัวใจมาเฟีย   ตอนที่ 2 : หนี้ห้าสิบล้าน

    ตอนที่ 2 : หนี้ห้าสิบล้านค่ำคืนอันยาวนานผ่านพ้นไปด้วยความกระสับกระส่าย นทีแทบไม่ได้ขยับเปลือกตาหลับลงเลยแม้แต่วินาทีเดียว เสียงตะโกนด่าทอ รอยร้าวของข้าวของที่แตกกระจาย และกระแสความหวาดกลัวที่อบอวลอยู่ภายในบ้านตึกแถวสามชั้นหลังเก่านี้ แผ่ซ่านเข้ามาถึงในห้องใต้บันไดอันคับแคบราวกับเป็นไอพิษ เด็กหนุ่มนอนขดตัวอยู่บนฟูกบาง กอดเข่าตัวเองแน่นพลางจ้องมองไปที่บานประตูกระจกมุ้งลวดที่มีฝุ่นจับหนา ในหัวของเขาขบคิดถึงถ้อยคำใจความสำคัญที่แอบได้ยินเมื่อหัวค่ำไม่ตก‘ห้าล้าน... องค์กรอัครเดช... คิรากร...’เพียงแค่ชื่อเหล่านั้นหลุดลอยเข้ามาในความคิด ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ แม้จะเป็นเพียงเด็กในบ้านที่วัน ๆ อยู่แต่ในก้นครัว ทว่าชื่อของ ‘คิรากร’ และ ‘องค์กรอัครเดช’ กลับเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครในย่านธุรกิจสีเทาก็ต้องเคยผ่านหูมาบ้าง ข่าวลือเรื่องความเด็ดขาด โหดเหี้ยม และไร้ความปรานีของชายหนุ่มผู้กุมบังเหียนองค์กรมาเฟียที่ใหญ่ที่สุดในเมืองกรุง เป็นดั่งนิทานหลอนประสาทที่ผู้ใหญ่ชอบเอาไว้ขู่เด็ก ทว่าสำหรับสมบัติและมาลี... มันกำลังจะเป็นเรื่องจริงที่คืบคลานเข้ามาเคาะประตูบ้านแสงสว่างของเช้าวั

  • พันธนาการหัวใจมาเฟีย   ตอนที่ 1 : เด็กที่ไม่มีใครต้องการ

    ตอนที่ 1 : เด็กที่ไม่มีใครต้องการเสียงนาฬิกาปลุกเรือนเก่าส่งเสียงแผ่วเบาคล้ายคนหมดแรงในเวลาตีสี่ตรง นทีลืมตาขึ้นมาในความมืดสนิทของห้องใต้บันไดที่ทั้งแคบและอับชื้น เขายันกายลุกขึ้นนั่งบนฟูกบาง ๆ ที่แทบจะไม่ช่วยซับความเย็นจากพื้นปูนด้านล่าง ความเมื่อยล้าจากงานของเมื่อวานยังคงฝังลึกอยู่ในมวลกล้ามเนื้อ แขนขาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยก้อนหิน แต่เด็กหนุ่มไม่มีเวลาแม้แต่จะทอดถอนใจร่างโปร่งบางรีบก้าวออกจากห้องขนาดเท่ารูหนู มุ่งตรงไปยังห้องครัวหลังร้านอาหารตามสั่งทันที หน้าที่แรกของวันเริ่มต้นด้วยความเงียบเชียบทว่าเร่งรีบ นทีเปิดก๊อกน้ำ ล้างผักกองโตที่เพิ่งมาส่งเมื่อตอนตีสามครึ่ง นิ้วมือเรียวซีดเริ่มชาหนึบเมื่อต้องแช่อยู่ในน้ำเย็นจัดเป็นเวลานาน ทว่าเขากลับไม่กล้าชะงักมือแม้เพียงวินาทีเดียว‘ถ้าช้ากว่านี้... พ่อจะโมโหอีก’ความคิดนั้นเป็นดั่งแส้ที่คอยหวดต้อนให้เขาต้องขยับกายอยู่ตลอดเวลาแสงแรกของวันยังไม่ทันจับขอบฟ้า เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่คุ้นเคยและชวนให้ใจสั่นสะท้านก็ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นเหล้าโชยหึ่ง“มัวแต่เอ้อระเหยอะไรอยู่ฮะ! ไอ้นที! ตื่นตั้งนานแล้วทำไมเพิ่งล้างผักได้แค่นี้ วัน ๆ ไม่เคยได้ดั่ง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status