LOGINนั่งพูดคุยกันได้ไม่นาน พนักงานก็เริ่มทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟทีละจาน กลิ่นหอมของสเต๊ก เนื้อย่าง และไวน์ชั้นดีลอยคลุ้งไปทั่วโต๊ะ แสงไฟสีส้มอ่อนภายในร้านสะท้อนลงบนแก้วคริสตัลและช้อนส้อมสีเงินจนดูหรูหรายิ่งขึ้น
“ทะเลทานอันนี้สิ” นิพนธ์พูดขึ้น พลางเลื่อนจานสลัดกุ้งตัวใหญ่ไปไว้ตรงหน้าเธอ ก่อนหยิบช้อนกลางตักอาหารเพิ่มให้อีกหลายอย่าง ราวกับกลัวว่าเธอจะทานไม่อิ่ม “พ่อครับ...” ภาคินถอนหายใจเบา ๆ อย่างเหนื่อยใจ “เลมันโตแล้วนะ ไม่ใช่เด็กอนุบาล” “แล้วไง?” นิพนธ์สวนกลับทันที โดยไม่แม้แต่จะหันมามองลูกชาย“ก็พ่ออยากให้ทะเลกินเยอะๆ ส่วนแกน่ะอยากกินอะไรก็กิน” “หึ...” ภาคินแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนเอนตัวพิงโซฟา พลางหยิบแก้วน้ำขึ้นจิบ แล้วเหล่ตามองนิพนธ์ พ่อของตัวเองด้วยความหมั่นไส้ อยากจะรู้จริง! ถ้าได้รู้ว่าลูกทั้งสองได้กันแล้ว เขาจะว่ายังไง? ด้านฤทธิ์ชัยที่นั่งมองบรรยากาศของทั้งสามคนอยู่เงียบ ๆ ก็ได้แต่ยิ้มบาง ๆ ครอบครัวนี้ดูสนิทกันกว่าที่เขาคิดไว้มาก โดยเฉพาะนิพนธ์ ที่แทบไม่ละสายตาไปจากทะเลเลยแม้แต่วินาทีเดียว “คุณทะเลเรียนจบด้านอะไรมาครับ?” ฤทธิ์ชัยเอ่ยถามขึ้นอย่างเป็นกันเอง “บริหารค่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมวางส้อมลงเบา ๆ “คุณแม่อยากให้เลมาช่วยงานที่บริษัทอยู่แล้ว” “เก่งเหมือนคุณแม่เลยนะครับ” “ก็พอได้ค่ะ” ทะเลยิ้มบาง ๆ อย่างถ่อมตัว แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ มือใหญ่ของภาคินใต้โต๊ะก็เลื่อนมาวางบนต้นขาของเธอเงียบ ๆ เธอสะดุ้งเล็กน้อย แล้วรีบหันไปมองเขา แต่ภาคินกลับนั่งตักอาหารหน้าตาเฉย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พร้อมกับยกยิ้มมุมปากนิด ๆ อย่างคนชอบแกล้ง จนทะเลได้แต่กัดฟันแน่น แล้วใช้ศอกกระแทกสีข้างเขาเบา ๆ เป็นการเตือนทันที บ้านพงศ์วารินทร์ ตี๊ด... ตี๊ด ๆ... เสียงปลดล็อกรถตู้อัลพาร์ดสีดำดังขึ้นเบา ๆ ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของคฤหาสน์ในยามค่ำคืน แต่ยังไม่ทันที่ประตูรถจะเลื่อนเปิดออกจนสุด ทะเลก็พ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ อย่างเหนื่อยใจ เมื่อเห็นร่างของน้ำชายืนรอต้อนรับอยู่หน้าบ้านในชุดยูนิฟอร์มแม่บ้านสีดำขาวเรียบร้อย หญิงสาวผมสั้นยืนตัวตรง ใบหน้าหมวยจิ้มลิ้มแต่งแต้มรอยยิ้มหวานละมุน ขณะที่ดวงตาคู่ใสกลับจับจ้องไปยังชายหนุ่มทั้งสองคนที่กำลังก้าวลงจากรถอย่างไม่ปิดบัง “สวัสดีค่ะคุณท่าน... คุณภา... คุณหนู” น้ำชายกมือไหว้อย่างอ่อนช้อย รอยยิ้มหวานถูกแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าจิ้มลิ้ม น้ำเสียงนุ่มจนฟังดูจงใจเกินธรรมชาติไปเล็กน้อย “มายืนทำอะไรตรงนี้?” ภาคินเอ่ยถามทันที พลางกอดอกแน่น สายตาคมไล่มองสาวใช้คนใหม่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างประเมิน “เอ่อ... คือ...” น้ำชาอ้ำอึ้งในทันที มือทั้งสองประสานกันแน่นจนเห็นเส้นนิ้วซีดขาว แม้ภาคินจะอายุยังน้อยกว่าพ่อ แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับไม่ต่างกันเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเวลาที่ทำหน้านิ่งแบบนี้ มันน่ากลัวจนเธอไม่กล้าสบตาตรง ๆ “กฎของบ้านหลังนี้...หลังสี่ทุ่ม ทุกคนต้องกลับที่พัก” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นลง “แล้วถ้าเจ้านายไม่ได้เรียก... ก็ห้ามมาเสนอหน้าแถวนี้เด็ดขาด” สิ้นคำ มือหนาก็คล้องคอทะเลเอาไว้หลวม ๆ ก่อนพาเธอเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองเหมือนไม่อยากเสียเวลาอยู่ตรงนั้นอีก น้ำชาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ พลันสายตาก็สบเข้ากับนิพนธ์ที่ยังยืนมองเธออยู่เงียบ ๆ นัยน์ตาคมของชายวัยกลางคนเรียบนิ่งจนน้ำชารู้สึกหนาววาบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “อ่านกฎของบ้านนี้ให้ละเอียดด้วย” นิพนธ์เอ่ยเสียงเรียบ แววตาคมเย็นชาจนน้ำชาต้องรีบก้มหน้าหลบ “อย่าคิดว่าแค่ฉันเอ็นดูเธอนิดหน่อย... แล้วจะทำอะไรตามใจตัวเองได้” พูดจบ เขาก็หันหลังเดินเข้าบ้านไป ทิ้งให้น้ำชายืนอยู่ลำพังใต้แสงไฟหน้าคฤหาสน์ มือเล็กกำชายกระโปรงแน่น หัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า การตัดสินใจเข้ามาทำงานในบ้านหลังนี้ มันเป็นเรื่องถูกหรือผิดกันแน่ แต่ถึงอย่างนั้น ริมฝีปากบางก็ยังยกยิ้มออกมาเล็กน้อย อย่างน้อยแค่วันแรก เธอก็ได้เงินมากพอจะซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมที่อยากได้มานานแล้ว และถ้าจับทางคนในบ้านนี้ได้ดีพอ ชีวิตของเธออาจเปลี่ยนไปตลอดกาลก็ได้ เสียงเพลงคลาสสิกบรรเลงคลอเบา ๆ ไปทั่วห้องน้ำหรู กลิ่นอโรม่าอ่อน ๆ ผสานเข้ากับกลิ่นครีมอาบน้ำและไอน้ำอุ่นที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ภายในอ่างจากุซซี่ขนาดใหญ่ ทะเลเอนกายนอนแช่อยู่ท่ามกลางฟองสบู่สีขาว ร่างเปลือยเปล่าถูกซ่อนเอาไว้ใต้น้ำอุ่นที่ช่วยคลายความเหนื่อยล้าจากทั้งวันได้เพียงชั่วคราว หญิงสาวหลับตาพริ้ม ปล่อยศีรษะพิงขอบอ่างอย่างอ่อนแรง ฟังเสียงดนตรีและปล่อยให้ความเงียบเข้ามาโอบล้อมตัวเอง แต่ยิ่งเงียบมากเท่าไร ความรู้สึกว่างเปล่าในใจก็ยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่เด็ก ชีวิตของทะเลแทบไม่เคยมีคำว่า “ครอบครัว” ที่อบอุ่นจริง ๆ เธอไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแท้ ๆ ของตัวเองเป็นใคร ตั้งแต่จำความได้ วิริน ผู้เป็นแม่ ก็มีแต่งาน งาน และงาน ทุกวันของแม่หมดไปกับการบริหารโรงแรม ผลักดันธุรกิจจนเติบโต มีชื่อเสียง และกลายเป็นที่ยอมรับของผู้คนมากมาย ทะเลยินดีกับความสำเร็จของแม่เสมอ แต่ในขณะเดียวกัน หัวใจของเธอกลับยิ่งว่างเปล่ามากขึ้นทุกที ตั้งแต่เกิดมา เธอไม่เคยนั่งกินข้าวพร้อมหน้ากับแม่ ไม่เคยได้เป่าเค้กวันเกิดด้วยกัน ไม่เคยมีทริปครอบครัว หรือแม้แต่ช่วงเวลาธรรมดาแบบที่เด็กคนอื่นมี บ้านที่อยู่กันสองคน กลับเงียบเหงาราวกับไม่มีใครอยู่ จนกระทั่งทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป วันที่วิรินแต่งงานใหม่ และเธอได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบ้านพงศ์วารินทร์ นิพนธ์ พ่อเลี้ยงที่คอยดูแลเธอแทบทุกเรื่อง ราวกับเธอเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ส่วนภาคิน พี่ชายปากร้ายที่ชอบกวนประสาท ชอบหาเรื่อง และชอบทำตัวน่าหมั่นไส้ใส่เธอแทบทุกวัน แต่กลับเป็นผู้ชายอีกคนที่คอยอยู่ข้างเธอเสมอ ชายหนุ่มทั้งสองคนค่อย ๆ เติมเต็มบางอย่างที่ขาดหายไปในใจเธออย่างช้า ๆ ความใส่ใจเล็ก ๆ การถูกตามใจ การมีใครสักคนรออยู่เวลาเธอกลับบ้าน สิ่งธรรมดาเหล่านั้น กลับทำให้ทะเลเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองไม่ได้โดดเดี่ยวเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว แต่พอถึงเวลาที่ต้องอยู่คนเดียวเงียบ ๆ แบบนี้ ความว่างเปล่าในใจก็ยังย้อนกลับมาเสมอ เหมือนสุดท้ายแล้ว ต่อให้บ้านหลังนี้จะใหญ่โต หรูหรา หรือเต็มไปด้วยผู้คนมากแค่ไหน เธอก็ยังเป็นเด็กผู้หญิงคนเดิม เด็กผู้หญิงที่เฝ้ารอและโหยหาความรัก ความอบอุ่น จากใครสักคนมาตลอดชีวิตเวลาล่วงเลยเข้าสู่ห้าทุ่มกว่า ฤทธิ์ชัยยังคงนั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ภายในห้องนั่งเล่น ในมือของชายวัยกลางคนถือแก้วไวน์สีแดงเข้ม ค่อย ๆ แกว่งมันไปมาอย่างไร้จุดหมาย ใบหน้าเคร่งเครียด หัวคิ้วขมวดแน่นไม่คลาย สายตาเหลือบมองนาฬิกาบนผนังเป็นระยะ ราวกับกำลังรอใครบางคน แกร๊ก…เสียงประตูบ้านเปิดออก “เอ้า…” ไวท์เดินเข้ามาพร้อมสีหน้าอ่อนล้า เสื้อผ้ายังคงเป็นชุดเดิมตั้งแต่เมื่อวาน เพียงแต่ยับยู่ยี่จนดูออกว่าเจ้าตัวไม่ได้กลับบ้านทั้งคืน “ยังไม่นอนอีกเหรอพ่อ?” ฤทธิ์ชัยเงยหน้าขึ้นมองลูกชาย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่เย็นเยียบ “ฉันมีเรื่องจะคุยกับแก” เขาชี้ไปยังโซฟาฝั่งตรงข้าม “นั่งลง” “เฮ้อ…” ไวท์ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนทิ้งตัวลงนั่ง “อะไรอีกล่ะพ่อ พรุ่งนี้ค่อยคุยไม่ได้เหรอ ผมเหนื่อย” “มึงไปทำเรื่องอะไรมา” “เรื่องอะไร?” “ไอ้ไวท์!” ฤทธิ์ชัยตวาดเสียงลั่น “อย่ามาทำเป็นไม่รู้ กูถามว่ามึงไปทำอะไรมา!” “ก็บอกแล้วไง…ไปดื่มกับเพื่อน เมาจนกลับไม่ไหว ก็เลยนอนห้องมัน” “แล้วมึงไปทำอะไร…นอกจากนั้น!” ปัง! แก้วไวน์ถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะจนของเหลวกระเพื่อม “มึงรู้ไหม…วันนี้กูต้องเจออะไรบ้าง!”
หกโมงเย็นของวัน หลังเลิกงาน ภาคินแยกตัวจากทะเล โดยอ้างว่าจะไปทำธุระกับสิงห์ เพื่อนสนิทที่เป็นนายตำรวจ ส่วนทะเลก็ออกไปพร้อมกับเกวลิน โดยไม่เอะใจแม้แต่น้อย ไม่นานนัก รถยนต์สีดำคันหรูก็แล่นมาจอดสนิทอยู่หน้าบ้านพักของฤทธิ์ชัย บรรยากาศยามเย็นเงียบสงบ ตัดกับสีหน้าของชายทั้งสองที่เคร่งเครียดผิดปกติ ภาคินเอนตัวพิงเบาะ หลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนออกช้า ๆ ราวกับกำลังสะกดอารมณ์ของตัวเอง “กูว่า…” สิงห์เอ่ยทำลายความเงียบ พลางมองบ้านหลังใหญ่เบื้องหน้า “ต่อให้มึงมีหลักฐาน ไอ้ไวท์มันก็ไม่ยอมรับหรอก” เขาหันมามองเพื่อนด้วยแววตาเป็นห่วง “กลับกันเถอะวะ กูว่ามันไม่คุ้ม ถ้ามันยอมรับง่าย ๆ ป่านนี้คงไม่กล้าปล่อยคลิปตั้งแต่แรกหรอก” ภาคินยังคงนิ่ง สายตาคมจับจ้องไปยังประตูรั้วของบ้าน ก่อนกำหมัดแน่นอยู่บนหน้าตัก “กูไม่ได้มาเพื่อให้มันยอมรับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ก่อนเปิดประตูรถลงไป “กูมาเพื่อให้มันรับผิดชอบกับสิ่งที่มันทำ” ว่าจบ ภาคินก็ผลักประตูรถลงไปทันที สิงห์รีบเปิดประตูตามลงไป พลางเร่งฝีเท้าไล่หลังเพื่อน ก่อนจะเห็นภาคินยืนอยู่หน้าประตูรั้วบ้านของฤทธิ์ชัย
“อะ ๆ” นิพนธ์ยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม ก่อนวางไอแพดไว้ข้างตัว แล้วคลี่ผ้าเช็ดปูตักออกอย่างเป็นระเบียบ จังหวะเดียวกับที่น้ำชายกชามข้าวต้มมาวางตรงหน้า ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนหันไปพูดกับลูกทั้งสอง “วันนี้พ่อมีนัดกับคุณเอกที่ห้องวิจัย ส่วนคุณสายจะเอาชุดเข้ามาให้ลอง” “ตอนไหนครับพ่อ?” ภาคินเงยหน้าถาม “วันนี้ผมกับเลมีประชุมกับฝ่ายการตลาดที่โอเชี่ยน กรุ๊ปเหมือนกัน” “งั้นเดี๋ยวพ่อให้คุณสายเอาชุดไปที่โอเชี่ยน กรุ๊ปก็แล้วกัน ยังไงพ่อก็ต้องแวะไปดูสถานที่จัดงานอยู่แล้ว” ภาคินกับทะเลพยักหน้ารับพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งสามจะหันกลับมาตั้งใจรับประทานอาหารเช้าต่ออย่างเงียบ ๆ ทว่า…ไม่นาน เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น ทำให้สายตาของนิพนธ์และทะเลหันไปมองพร้อมกัน ขณะที่ภาคินรีบเอื้อมมือคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา เขาเหลือบมองหน้าจอเพียงครู่เดียว ก่อนกดปิดเสียง แล้วเงยหน้ามองทั้งสองคน “ผมขอตัวสักครู่นะครับ” พูดจบ ภาคินก็ลุกจากโต๊ะอาหาร ก่อนเดินออกมาทางโซนห้องครัว เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสาวใช้หรือคนของบ้านอยู่แถวนั้น ก่อนก้านนิ้วยาวจะเลื่อนรับสาย “ว่ายังไงคุ
บ้านพงศ์วารินทร์ “เหนื่อยไหมคะ คุณท่าน” น้ำเสียงหวานของน้ำชาดังขึ้น พร้อมสองมือที่ค่อย ๆ บรรจงนวดคลึงไหล่กว้างของชายวัยกลางคนอย่างแผ่วเบา “อือ…” นิพนธ์ครางรับในลำคอ หลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้ความเมื่อยล้าจากทั้งวันค่อย ๆ คลายลงท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ กระทั่งสัมผัสที่หัวไหล่หายไป เขาจึงลืมตาขึ้น ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นหญิงสาวเลื่อนตัวลงไปนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า “จะทำอะไร” นิพนธ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบ น้ำชาเพียงเงยหน้าขึ้นสบตา พร้อมส่งรอยยิ้มหวาน ก่อนค่อย ๆ วางมือทั้งสองลงบนหน้าขาของเขา ลูบผ่านเนื้อผ้าอย่างแผ่วเบา “ชาก็แค่อยากช่วยนวดให้คุณท่านค่ะ” เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย พลางยิ้มอ่อน “จะได้รู้สึกสบายตัว…หายเหนื่อยไงคะ” “หึ!” นิพนธ์หัวเราะในลำคอเบาๆ พลางเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเธออย่างเอ็นดู “เธอรู้ตัวไหม? ว่าเธอร่านขนาดไหน?” “คุณท่านเองก็ชอบไม่ใช่เหรอคะ?” เธอถามกลับตาใส พลางสองมือลูบไล้เลยๆ จนไปสัมผัสเข้ากับของต้องห้ามที่มันกำลังหลับใหลอยู่ภายใต้กางเกงนอนราคาแพงนั้น “ไม่อย่างนั้น~ คุณท่านคงไม่เรียกให้ชาขึ้นมานวดทุกคืน” นิพนธ์ยกยิ้มขึ้นมุมปาก ก่อนจะสูดปากร้องครางออกม
บริษัท Velvet Skin รถตู้สีดำคันหรูเคลื่อนเข้ามาจอดสนิทหน้าสำนักงานใหญ่ ทันทีที่ประตูรถเปิดออก ผู้บริหารทั้งสามก็ก้าวลงมาพร้อมสีหน้าเรียบนิ่ง หากแต่แววตาแฝงไว้ด้วยความพึงพอใจจากการประชุมที่เพิ่งจบลง “คุณทะเลคะ” เลขาสาวรีบเดินเข้ามาต้อนรับ พร้อมยื่นมือรับกระเป๋าสะพายจากเจ้านาย “มีแขกมารอพบอยู่ที่ห้องรับแขกค่ะ “หืม?” ทะเลครางรับเบา ๆ ก่อนหันไปสบตานิพนธ์กับภาคินราวกับถามความเห็น “ใครเหรอคะ คุณสายฝน” “คุณชัชวาลค่ะ” “อ๋อ…” หญิงสาวพยักหน้ารับ ก่อนยิ้มบาง ๆ “งั้นรบกวนคุณสายฝนช่วยต้อนรับคุณชัชวาลก่อนนะคะ เลขอแวะเข้าห้องน้ำแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวตามไปค่ะ” “ได้เลยค่ะ” สายฝนรับคำ ก่อนรีบเดินแยกไปยังห้องรับรองแขก “ไหวหรือเปล่าทะเล?” ภาคินเอื้อมมือโอบเอวของเธอหลวม ๆ พลางก้มมองใบหน้าที่ดูอ่อนล้า “นั่นสิ” นิพนธ์เอ่ยสมทบ พลางยกมือลูบแก้มลูกสาวเบา ๆ “ป๋าว่าช่วงนี้หนูดูเหนื่อย ๆ นะ บอกแล้วว่าอย่าหักโหม” แล้วเขาก็ถอนหายใจแผ่ว ๆ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ตั้งแต่กลับมาจากโอเชี่ยน กรุ๊ป หนูก็วิ่งไปวิ่งมาทุกวัน ไหนจะต้องดูแลงานที่นี่อีก ร่างกายคนเรามันไม่ใช่เหล็กนะลูก” ทะเลยิ้มบาง ๆ ก่อนจ
“บริษัทเกิดวิกฤตหนักขนาดนี้ ทำไมพวกเราถึงไม่รู้เรื่องเลยคะ?” เสียงของหญิงวัยกลางคนดังลั่นกลางห้องประชุมของบริษัทวินไวท์ ทรานสปอร์ตสีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เช่นเดียวกับบรรดาผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ที่เริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วห้องบรรยากาศตึงเครียดจนแทบไม่มีใครยอมฟังกัน “ใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ คุณสมร” ฤทธิ์ชัยค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ประธาน พลางส่งสายตาจริงใจไปยังผู้ถือหุ้นทุกคน “ผมเชื่อว่าทั้งหมดเป็นเพียงความเข้าใจผิด ตอนนี้บริษัทของเรายังดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ และยังไม่ได้ถูกฟ้องล้มละลายอย่างที่กำลังเป็นข่าว” “แล้วจะให้พวกเราเชื่อได้ยังไงครับ?” ชายวัยกลางคนอีกคนเอ่ยแทรกขึ้นทันที “คุณมีหลักฐานอะไรมายืนยันไหม ว่าบริษัทของเรายังมีสภาพคล่องทางการเงินเพียงพอ และทุกอย่างยังอยู่ภายใต้การควบคุม?” คำถามนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลงในทันที สายตาของผู้ถือหุ้นทุกคู่จับจ้องไปยังฤทธิ์ชัย รอคำตอบจากประธานบริษัทเพราะครั้งนี้ คำพูดเพียงอย่างเดียว คงไม่เพียงพอที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาอีกแล้ว “อะไรกันครับ?” ประตูห้องถูกผลักเปิดออก พร้อมเสียงทุ้มเรียบนิ่งดังแทรกขึ้น ท่ามกลางห้อ
ทะเลถูกภาคินพาเดินออกจากห้องท่านประธาน มายังอีกฝั่งของชั้นเก้า ซึ่งอยู่ในระนาบเดียวกันกับห้องของนิพนธ์ ระหว่างสองห้องนั้น มีห้องประชุมบอร์ดบริหารระดับสูงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง ราวกับถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมการทำงานของคนทั้งสองเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบทันทีที่เข้ามาถึงหน้าห้องทำงานของรองประธาน ภาคินก็ใช
ทะเลมองพื้นบริเวณหน้าโซฟาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำใสด้วยสายตารู้สึกผิด แก้มยังแดงระเรื่อไม่หาย เธอแทบไม่กล้าเงยหน้าสบตาแม่บ้านที่กำลังก้มเช็ดทำความสะอาดอยู่ตรงหน้า ต่างจากคนต้นเรื่องที่ตอนนี้กลับนั่งเอนหลังอยู่บนโต๊ะทำงานด้วยท่าทีสบายอารมณ์ แถมยังยกยิ้มมุมปากเหมือนผู้ชนะอย่างเห็นได้ชัด “เล... ขอโทษนะคะ
“เฮ้ย!!” ทะเลสะดุ้งสุดตัว รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดใบหน้าส่วนล่างเอาไว้แทบจะทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจและเขินอาย เพราะจู่ ๆ นิพนธ์ก็มานั่งอยู่ข้างเตียงตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ชายวัยกลางคนกำลังมองเธอด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ทั้งอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ป๋า... เลตกใจหมดเลย” เสียงหวานอู้อี้ลอดผ
ชุดเซตผ้าทวีตสีชมพูพาสเทลถูกแขวนไว้อย่างประณีตอยู่บนราว ตัวเสื้อเป็นแจ็กเก็ตทวีตแขนยาวทรงครอป ทอแทรกดิ้นสีทองระยิบระยับยามต้องแสง ตกแต่งด้วยกระดุมทองเงางามดูหรูหรา ด้านในซ้อนด้วยเสื้อสายเดี่ยวสีชมพูอ่อนเข้าชุดที่ช่วยขับผิวขาวของคนสวมให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นข้างกันคือกระโปรงสั้นจีบพลีตรอบตัวในโทนเดียวก







