เข้าสู่ระบบเช้าของวันใหม่ไม่ได้สดใสสำหรับทะเลเลยแม้แต่น้อย เธอนอนไม่หลับแทบทั้งคืน อาจเพราะเวลาระหว่างประเทศไทยกับอเมริกาต่างกันมากเกินไป จนร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน และตอนนี้อาการปวดตุบ ๆ บริเวณขมับก็เริ่มเล่นงานเธอหนักขึ้นเรื่อย ๆ
“อะ!! ป๋า” หญิงสาวสะดุ้งร้องออกมาเบา ๆ มือเรียวกำผ้าขนหนูแน่น เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วพบว่านิพนธ์กำลังนั่งอยู่หน้ากระจกภายในห้องแต่งตัว พื้นที่ส่วนตัวเพียงไม่กี่แห่งที่เธอเคยคิดว่าตัวเองจะได้อยู่ตามลำพัง “ป๋ากำลังว่าจะพาหนูออกไปซื้อเครื่องสำอางใหม่” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ในมือถือลิปสติกสีแดงแบรนด์หรูแท่งหนึ่งเอาไว้ แล้วโยนมันทิ้งลงถังขยะข้างโต๊ะเครื่องแป้งอย่างไม่ใส่ใจ “เครื่องสำอางรุ่นนี้!! ป๋าไม่ค่อยชอบแล้ว” “ทำไมล่ะคะ?” ทะเลถามกลับ สีหน้าไม่ได้แสดงความหวาดกลัวอีกต่อไป เพราะเธอรู้ดีว่า ยิ่งกลัว ก็ยิ่งทำให้ตัวเองดูอ่อนแอในสายตาของเขา “ป๋ากับแม่ช่วยกันออกแบบและพัฒนาสูตรเลยนะ” “อะไรที่มันเก่า ที่มันแก่” นิพนธ์เน้นเสียงชัด พลางเดินเข้ามาใกล้ ใบหน้าหล่อเหลาที่ดูอ่อนวัยเกินอายุยกยิ้มมุมปาก ก่อนวางมือทั้งสองลงบนไหล่เปลือยของเธออย่างถือสิทธิ์ “ก็ควรจะทิ้งๆไป ป๋าชอบอะไรที่สดใหม่... มันน่าตื่นเต้นกว่า ทะเลก็รู้” ปลายนิ้วยาวเกลี่ยเส้นผมเปียกชื้นของหญิงสาวขึ้นทัดหู นัยน์ตาคมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาคู่สวย ก่อนที่เขาจะโน้มตัวลงเล็กน้อย แตะจุมพิตแผ่วเบาบริเวณลำคอขาวเนียน ราวกับตั้งใจสูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของครีมอาบน้ำและเรือนกายของเธอเข้าไป แต่ไม่นานนัก เขาก็ผละออกอย่างน่าเสียดาย “ป๋าเตรียมชุดเอาไว้ให้แล้ว” เขาเหลือบตามองไปยังเดรสสีดำตัวสั้นที่ถูกแขวนเด่นอยู่บนราวด้านข้าง “ให้เวลาอีกแค่สิบห้านาทีนะ” ทะเลพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย จนกระทั่งร่างสูงเดินออกไปจากห้องแต่งตัว และทันทีที่บานประตูสีขาวปิดลงสนิท ผ้าขนหนูที่พันอยู่รอบตัวของเธอก็ถูกโยนลงตระกร้าเตรียมซัก ร่างบางเปลื้อยเปล่าสะท้อนอยู่ในกระจกบานใหญ่ ผิวพรรณขาวละเอียดดูสะอาดราวกับได้รับการดูแลมาอย่างดีทุกกระเบียดนิ้ว รูปร่างสมส่วนและงดงามราวกับถูกปั้นแต่งอย่างตั้งใจ ส่วนหนึ่งก็เพราะนิพนธ์ ตั้งแต่วันที่แม่แต่งงานกับเขา ทุกอย่างในชีวิตของทะเลก็ต้อง “สมบูรณ์แบบ” เสมอ เสื้อผ้าที่เธอชอบจะถูกคัดเลือกโดยเขาอีกครั้ง แม้ส่วนใหญ่เขาจะยอมตามใจเธออยู่บ้าง แต่ในเรื่องอาหาร การดูแลร่างกาย เครื่องสำอาง หรือแม้แต่คนที่เธอควรคบหา นิพนธ์จะเป็นคนจัดการทั้งหมด ไม่นานนัก ทะเลในชุดเดรสสายเดี่ยวสีดำก็เดินออกมาจากห้องนอนของตัวเอง ตัวเดรสเข้ารูปช่วงเอว ก่อนปล่อยชายกระโปรงบานเล็กน้อย ขับให้รูปร่างของเธอดูทั้งหวานและสะดุดตาไปพร้อมกัน ผิวขาวละเอียดตัดกับสีดำสนิทยิ่งทำให้หญิงสาวดูโดดเด่นเกินจะละสายตา เธอก้มมองชุดของตัวเองอีกครั้งเพื่อความเรียบร้อย แต่ยังไม่ทันจะได้เดินไปที่บันได จู่ ๆ ก็มีแรงกระชากจากด้านข้างดึงเธอเข้าไปในห้องข้าง ๆ อย่างรวดเร็ว ปัง! เสียงประตูปิดดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงล็อกอัตโนมัติที่ดังขึ้นทันที “พี่ภา!” มือเรียวฟาดลงกลางอกเปลือยเปล่าของชายหนุ่มอย่างแรงด้วยความตกใจและโมโห “เล่นบ้าอะไรเนี่ย!” ภาคินถอนหายใจยาว ราวกับเหนื่อยใจกับเธอเต็มที ก่อนสายตาคมจะค่อย ๆ ไล่มองร่างของหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า โดยเฉพาะช่วงอกอวบอิ่มที่ถูกชุดเดรสสีดำขับเน้นจนเด่นชัด “แต่งตัวซะสวยเลย” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยช้า ๆ ขณะภาคินยืนคร่อมกักเธอไว้ระหว่างอ้อมแขนทั้งสองข้างที่ยันอยู่กับประตูด้านหลัง ร่างสูงโน้มเข้ามาใกล้จนทะเลได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ผสมกับกลิ่นบุหรี่จาง ๆ จากตัวเขา “จะไปไหน?” “จะไปไหนก็ได้” ทะเลตอบกลับทันควัน พลางกอดอกเชิดหน้าหนีสายตาของเขา “อย่ากวน” ภาคินเสียงดุ ก่อนจะถอนหายใจยาว แล้วลดน้ำเสียงลงเล็กน้อย “ไหนบอกให้พี่ชื่นใจหน่อยสิ ว่าพอเสร็จงานของน้าวิรินแล้ว... เลจะกลับอเมริกาทันที” “แล้วทำไมเลต้องกลับ?” เธอเงยหน้าสบตาเขาตรง ๆ พลางกอดอกแน่น แววตาแข็งกร้าว ไม่ยอมอ่อนข้อเหมือนทุกครั้ง “เลเรียนจบแล้ว จะกลับไปทำไมอีก” “โธ่เอ๊ย.... ก็รู้อยู่ว่าพ่อคิดอะไรกับเธอ” ภาคินสบถเบา ๆ อย่างคนเริ่มหมดความอดทน ก่อนยกมือขึ้นลูบหน้าแรง ๆ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิด ดวงตาคมมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่พอใจนัก “ถึงว่า...” ทะเลยิ้มมุมปากคล้ายประชด “ทำไมป๋าถึงไม่ยอมจดรับเลเป็นลูกบุญธรรมสักที” “พี่ไม่ขำนะ” ภาคินตอบเสียงเข้มทันที “โธ่ พี่ภา” เธอถอนหายใจเบา ๆ “ไม่ต้องกลัวว่าป๋าจะเอาเลไปเป็นแม่เลี้ยงพี่อีกคนหรอก เลรับรอง... ว่าป๋าไม่มีทางได้เล” ประโยคนั้นทำให้กรามของภาคินกระตุกเล็กน้อย เธอนี่ช่างยั่วเขาเสียจริง ยิ่งโต ยิ่งไม่กลัวอะไรทั้งนั้นเลย “งั้นก่อนที่พ่อจะได้เธอ...” เขาพูดช้า ๆ พลางก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าว “พี่ต้องได้เธอก่อน” สิ้นคำ มือใหญ่ทั้งสองก็ประคองใบหน้าของหญิงสาวเอาไว้ ก่อนโน้มตัวลงจูบเธออย่างรุนแรงและเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ถูกกดเก็บมานาน ราวกับกำลังปลดปล่อยความรู้สึกทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ภายในออกมาในวินาทีนั้น งานศพของวิริน ภรรยาของนิพนธ์ ถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติและงดงาม สมฐานะตระกูลพงศ์วารินทร์ แขกมากหน้าหลายตา ทั้งนักธุรกิจ คนในวงสังคม รวมถึงผู้ที่เคยร่วมงานกับครอบครัว ต่างทยอยเดินทางมาร่วมไว้อาลัยกันอย่างต่อเนื่อง วันนี้เป็นวันสุดท้ายของพิธี และอีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะถึงเวลาประกอบพิธีฌาปนกิจ “นั่งก่อนนะเล” นิพนธ์ประคองลูกสาวคนสวยเข้ามานั่งภายในห้องรับรอง หลังเห็นว่าอากาศด้านนอกที่ร้อนอบอ้าวเริ่มทำให้เธอมีอาการหน้ามืดเล็กน้อย “เดี๋ยวป๋าเอาน้ำมาให้” ทะเลพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนค่อย ๆ ถอดสูทสีดำตัวใหญ่ที่คลุมอยู่บนไหล่ออก หญิงสาวสูดลมหายใจลึก แล้วค่อยพ่นออกมาอย่างเหนื่อยล้า ใบหน้าสวยซีดเซียว กรอบหน้าและลำคอชุ่มไปด้วยเหงื่อจากอากาศร้อนจัด ดวงตาคู่สวยทอดมองออกไปยังเมรุด้านนอก ที่ตอนนี้ผู้คนจำนวนมากกำลังทยอยขึ้นไปวางดอกไม้จันทน์กันอย่างเงียบงัน “ไปเดินห้างกับพ่อ ไม่เห็นสำออยแบบนี้เลย” เสียงทุ้มของภาคินดังขึ้น ทำให้ทะเลเหลือบมองผ่านหางตา ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเขาเต็ม ๆ เหมือนอีกฝ่ายตั้งใจจะหาเรื่องเธออยู่แล้ว เขามักเป็นแบบนี้เสมอ เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น หรืออยู่ในที่สาธารณะ เหมือนต้องคอยแขวะหรือทำตัวมีปัญหากับเธอตลอด จนบางครั้งทะเลก็ไม่เข้าใจว่าเขาไม่พอใจอะไรนักหนา “เป็นบ้าหรือไง” เธอสวนกลับเสียงเข้มทันที “เดินห้างมันเปิดแอร์ แล้วพี่ลองแหกตาดูตอนนี้สิ แดดแรงจะตายอยู่แล้ว” “จะตายจริง ๆ ด้วย” ภาคินพูดเสียงประชด ก่อนลากเก้าอี้อีกตัวเข้ามานั่งใกล้เธอมากขึ้น มือใหญ่ทั้งสองข้างยกขึ้นประคองใบหน้าสวยของหญิงสาวเอาไว้ พลางก้มมองอย่างพินิจ “ดูสิ... หน้าซีดหมดแล้ว ร้องไห้จนตาบวมเลยเหรอ” “ไม่ต้องมาแขวะเลเลยนะ” ทะเลปัดมือของเขาออก ก่อนสะบัดลงแรง ๆ อย่างหงุดหงิด ความจริงแล้ว เธอร้องไห้เพียงวันเดียว วันที่รู้ข่าวว่าแม่เสียและหลังจากนั้นทะเลก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเศร้านานอีกเลย ชีวิตต้องเดินต่อ เธอถูกสอนมาแบบนั้นเสมอ..... ไม่ใช่ว่าไม่รักแม่ ตรงกันข้าม วิรินคือคนที่เธอรักที่สุด แต่แม่ของเธอไม่เคยยอมให้เธออ่อนแอ ทุกครั้งที่ทะเลร้องไห้ วิรินมักดุเธอเสมอ จนเด็กผู้หญิงที่เคยขี้แยในวันนั้น ค่อย ๆ เติบโตมาเป็นคนที่ฝืนเข้มแข็งได้ตลอดเวลา ต่อให้ในใจจะเจ็บแค่ไหนก็ตาม.....เสียงดนตรีภายในห้องบอลรูมค่อย ๆ เปลี่ยนจังหวะ ก่อนแสงไฟบนเวทีจะหรี่ลง จอ LED ขนาดใหญ่ด้านหลังเวทีพลันสว่างขึ้น พร้อมตัวอักษรสีทองปรากฏบนพื้นหลังสีดำสนิท PONGWARIN 25th ANNIVERSARY 25 YEARS OF EXCELLENCE ภาพความทรงจำตลอดระยะเวลา 25 ปีค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนจอ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของ Velvet Skin ผลิตภัณฑ์รุ่นแรก รางวัลและความสำเร็จต่าง ๆ ไล่เรียงมาจนถึงภาพขององค์กรในปัจจุบัน ก่อนภาพจะเปลี่ยนเป็นโลโก้ VELVET SKIN และ OCEAN GROUP ที่ปรากฏเคียงคู่กัน เสียงบรรยายดังขึ้นอย่างนุ่มนวล “ยี่สิบห้าปีแห่งความมุ่งมั่น…ยี่สิบห้าปีแห่งการเติบโต และยี่สิบห้าปีแห่งความภาคภูมิใจของพงศ์วารินทร์” ภาพสุดท้ายหยุดลงที่โลโก้ PG พร้อมภาพสมาชิกครอบครัวพงศ์วารินทร์ในอดีต ก่อนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นภาพปัจจุบัน เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วทั้งห้อง พิธีกรหญิงก้าวออกมาด้านหน้า พร้อมรอยยิ้ม “และตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา บุคคลสำคัญผู้เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของพงศ์วารินทร์ กรุ๊ป…” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ขณะที่แสงสปอตไลต์ค่อย ๆ สาดไปยังชายวัยกลางคนบริเวณที่นั่งด้านหน้า “ขอเรียนเชิญ คุณนิพนธ์ พงศ์วารินท
ช่วงเช้าของวันใหม่ ข่าวของทะเลและภาคินยังคงแพร่กระจายไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง หากแต่ทั้งสองคนกลับไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก เพราะมีทีมกฎหมายและทีมไอทีคอยจัดการและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ภายในห้องแต่งตัว นิพนธ์กำลังยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ พลางจัดเนกไทให้เข้าที่ด้วยท่าทีสุขุม “งานเริ่มหกโมงเย็น” เขาพูดขึ้นเสียงเรียบ ขณะตรวจความเรียบร้อยของตัวเองผ่านเงาสะท้อนในกระจก “แต่พวกเธอสองคนต้องไปถึงก่อน เข้าใจไหม?” “แต่คุณท่านคะ…” สาหร่ายเดินเข้ามาพร้อมเสื้อสูทตัวนอก ก่อนจะชะงักเล็กน้อย “ให้หร่ายกับชาไปด้วยจะดีเหรอคะ?” “แล้วจะอยู่บ้านทำอะไร?” นิพนธ์หันกลับมามอง ก่อนเลิกคิ้วเล็กน้อย รับเสื้อสูทจากมือของเธอ แล้วเอื้อมไปจัดปกเสื้อให้เข้าที่ “ไปช่วยงานที่นั่นแหละ อย่างน้อยก็อยู่เป็นเพื่อนทะเลด้วย” “เปล่าหรอกค่ะ…” สาหร่ายยิ้มหวาน ก่อนเอ่ยเสียงออดอ้อน “ที่หร่ายค้านเพราะหร่ายกับชาไม่มีชุดสวย ๆ ที่เหมาะกับงานต่างหากค่ะ” นิพนธ์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหลุดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ จริงด้วย เขาเกือบลืมไปว่าสองคนนี้เป็นสาวใช้ จะไปมีชุดราตรีสวย ๆ สำหรับออกงานใหญ่ได้อย่างไร “งั้นก็ไปที่ห้องเ
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ห้าทุ่มกว่า ฤทธิ์ชัยยังคงนั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ภายในห้องนั่งเล่น ในมือของชายวัยกลางคนถือแก้วไวน์สีแดงเข้ม ค่อย ๆ แกว่งมันไปมาอย่างไร้จุดหมาย ใบหน้าเคร่งเครียด หัวคิ้วขมวดแน่นไม่คลาย สายตาเหลือบมองนาฬิกาบนผนังเป็นระยะ ราวกับกำลังรอใครบางคน แกร๊ก…เสียงประตูบ้านเปิดออก “เอ้า…” ไวท์เดินเข้ามาพร้อมสีหน้าอ่อนล้า เสื้อผ้ายังคงเป็นชุดเดิมตั้งแต่เมื่อวาน เพียงแต่ยับยู่ยี่จนดูออกว่าเจ้าตัวไม่ได้กลับบ้านทั้งคืน “ยังไม่นอนอีกเหรอพ่อ?” ฤทธิ์ชัยเงยหน้าขึ้นมองลูกชาย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่เย็นเยียบ “ฉันมีเรื่องจะคุยกับแก” เขาชี้ไปยังโซฟาฝั่งตรงข้าม “นั่งลง” “เฮ้อ…” ไวท์ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนทิ้งตัวลงนั่ง “อะไรอีกล่ะพ่อ พรุ่งนี้ค่อยคุยไม่ได้เหรอ ผมเหนื่อย” “มึงไปทำเรื่องอะไรมา” “เรื่องอะไร?” “ไอ้ไวท์!” ฤทธิ์ชัยตวาดเสียงลั่น “อย่ามาทำเป็นไม่รู้ กูถามว่ามึงไปทำอะไรมา!” “ก็บอกแล้วไง…ไปดื่มกับเพื่อน เมาจนกลับไม่ไหว ก็เลยนอนห้องมัน” “แล้วมึงไปทำอะไร…นอกจากนั้น!” ปัง! แก้วไวน์ถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะจนของเหลวกระเพื่อม “มึงรู้ไหม…วันนี้กูต้องเจออะไรบ้าง!”
หกโมงเย็นของวัน หลังเลิกงาน ภาคินแยกตัวจากทะเล โดยอ้างว่าจะไปทำธุระกับสิงห์ เพื่อนสนิทที่เป็นนายตำรวจ ส่วนทะเลก็ออกไปพร้อมกับเกวลิน โดยไม่เอะใจแม้แต่น้อย ไม่นานนัก รถยนต์สีดำคันหรูก็แล่นมาจอดสนิทอยู่หน้าบ้านพักของฤทธิ์ชัย บรรยากาศยามเย็นเงียบสงบ ตัดกับสีหน้าของชายทั้งสองที่เคร่งเครียดผิดปกติ ภาคินเอนตัวพิงเบาะ หลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนออกช้า ๆ ราวกับกำลังสะกดอารมณ์ของตัวเอง “กูว่า…” สิงห์เอ่ยทำลายความเงียบ พลางมองบ้านหลังใหญ่เบื้องหน้า “ต่อให้มึงมีหลักฐาน ไอ้ไวท์มันก็ไม่ยอมรับหรอก” เขาหันมามองเพื่อนด้วยแววตาเป็นห่วง “กลับกันเถอะวะ กูว่ามันไม่คุ้ม ถ้ามันยอมรับง่าย ๆ ป่านนี้คงไม่กล้าปล่อยคลิปตั้งแต่แรกหรอก” ภาคินยังคงนิ่ง สายตาคมจับจ้องไปยังประตูรั้วของบ้าน ก่อนกำหมัดแน่นอยู่บนหน้าตัก “กูไม่ได้มาเพื่อให้มันยอมรับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ก่อนเปิดประตูรถลงไป “กูมาเพื่อให้มันรับผิดชอบกับสิ่งที่มันทำ” ว่าจบ ภาคินก็ผลักประตูรถลงไปทันที สิงห์รีบเปิดประตูตามลงไป พลางเร่งฝีเท้าไล่หลังเพื่อน ก่อนจะเห็นภาคินยืนอยู่หน้าประตูรั้วบ้านของฤทธิ์ชัย
“อะ ๆ” นิพนธ์ยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม ก่อนวางไอแพดไว้ข้างตัว แล้วคลี่ผ้าเช็ดปูตักออกอย่างเป็นระเบียบ จังหวะเดียวกับที่น้ำชายกชามข้าวต้มมาวางตรงหน้า ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนหันไปพูดกับลูกทั้งสอง “วันนี้พ่อมีนัดกับคุณเอกที่ห้องวิจัย ส่วนคุณสายจะเอาชุดเข้ามาให้ลอง” “ตอนไหนครับพ่อ?” ภาคินเงยหน้าถาม “วันนี้ผมกับเลมีประชุมกับฝ่ายการตลาดที่โอเชี่ยน กรุ๊ปเหมือนกัน” “งั้นเดี๋ยวพ่อให้คุณสายเอาชุดไปที่โอเชี่ยน กรุ๊ปก็แล้วกัน ยังไงพ่อก็ต้องแวะไปดูสถานที่จัดงานอยู่แล้ว” ภาคินกับทะเลพยักหน้ารับพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งสามจะหันกลับมาตั้งใจรับประทานอาหารเช้าต่ออย่างเงียบ ๆ ทว่า…ไม่นาน เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น ทำให้สายตาของนิพนธ์และทะเลหันไปมองพร้อมกัน ขณะที่ภาคินรีบเอื้อมมือคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา เขาเหลือบมองหน้าจอเพียงครู่เดียว ก่อนกดปิดเสียง แล้วเงยหน้ามองทั้งสองคน “ผมขอตัวสักครู่นะครับ” พูดจบ ภาคินก็ลุกจากโต๊ะอาหาร ก่อนเดินออกมาทางโซนห้องครัว เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสาวใช้หรือคนของบ้านอยู่แถวนั้น ก่อนก้านนิ้วยาวจะเลื่อนรับสาย “ว่ายังไงคุ
บ้านพงศ์วารินทร์ “เหนื่อยไหมคะ คุณท่าน” น้ำเสียงหวานของน้ำชาดังขึ้น พร้อมสองมือที่ค่อย ๆ บรรจงนวดคลึงไหล่กว้างของชายวัยกลางคนอย่างแผ่วเบา “อือ…” นิพนธ์ครางรับในลำคอ หลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้ความเมื่อยล้าจากทั้งวันค่อย ๆ คลายลงท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ กระทั่งสัมผัสที่หัวไหล่หายไป เขาจึงลืมตาขึ้น ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นหญิงสาวเลื่อนตัวลงไปนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า “จะทำอะไร” นิพนธ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบ น้ำชาเพียงเงยหน้าขึ้นสบตา พร้อมส่งรอยยิ้มหวาน ก่อนค่อย ๆ วางมือทั้งสองลงบนหน้าขาของเขา ลูบผ่านเนื้อผ้าอย่างแผ่วเบา “ชาก็แค่อยากช่วยนวดให้คุณท่านค่ะ” เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย พลางยิ้มอ่อน “จะได้รู้สึกสบายตัว…หายเหนื่อยไงคะ” “หึ!” นิพนธ์หัวเราะในลำคอเบาๆ พลางเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเธออย่างเอ็นดู “เธอรู้ตัวไหม? ว่าเธอร่านขนาดไหน?” “คุณท่านเองก็ชอบไม่ใช่เหรอคะ?” เธอถามกลับตาใส พลางสองมือลูบไล้เลยๆ จนไปสัมผัสเข้ากับของต้องห้ามที่มันกำลังหลับใหลอยู่ภายใต้กางเกงนอนราคาแพงนั้น “ไม่อย่างนั้น~ คุณท่านคงไม่เรียกให้ชาขึ้นมานวดทุกคืน” นิพนธ์ยกยิ้มขึ้นมุมปาก ก่อนจะสูดปากร้องครางออกม
ทะเลถูกภาคินพาเดินออกจากห้องท่านประธาน มายังอีกฝั่งของชั้นเก้า ซึ่งอยู่ในระนาบเดียวกันกับห้องของนิพนธ์ ระหว่างสองห้องนั้น มีห้องประชุมบอร์ดบริหารระดับสูงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง ราวกับถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมการทำงานของคนทั้งสองเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบทันทีที่เข้ามาถึงหน้าห้องทำงานของรองประธาน ภาคินก็ใช
ทะเลมองพื้นบริเวณหน้าโซฟาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำใสด้วยสายตารู้สึกผิด แก้มยังแดงระเรื่อไม่หาย เธอแทบไม่กล้าเงยหน้าสบตาแม่บ้านที่กำลังก้มเช็ดทำความสะอาดอยู่ตรงหน้า ต่างจากคนต้นเรื่องที่ตอนนี้กลับนั่งเอนหลังอยู่บนโต๊ะทำงานด้วยท่าทีสบายอารมณ์ แถมยังยกยิ้มมุมปากเหมือนผู้ชนะอย่างเห็นได้ชัด “เล... ขอโทษนะคะ
“เฮ้ย!!” ทะเลสะดุ้งสุดตัว รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดใบหน้าส่วนล่างเอาไว้แทบจะทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจและเขินอาย เพราะจู่ ๆ นิพนธ์ก็มานั่งอยู่ข้างเตียงตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ชายวัยกลางคนกำลังมองเธอด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ทั้งอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ป๋า... เลตกใจหมดเลย” เสียงหวานอู้อี้ลอดผ
นั่งพูดคุยกันได้ไม่นาน พนักงานก็เริ่มทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟทีละจาน กลิ่นหอมของสเต๊ก เนื้อย่าง และไวน์ชั้นดีลอยคลุ้งไปทั่วโต๊ะ แสงไฟสีส้มอ่อนภายในร้านสะท้อนลงบนแก้วคริสตัลและช้อนส้อมสีเงินจนดูหรูหรายิ่งขึ้น“ทะเลทานอันนี้สิ” นิพนธ์พูดขึ้น พลางเลื่อนจานสลัดกุ้งตัวใหญ่ไปไว้ตรงหน้าเธอ ก่อนหยิบช้อนกลางตักอ







