Se connecter“ทำไมผมกับน้องจะรักกันไม่ได้ ในเมื่อเราก็ไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน“
Voir plusสนามบินในช่วงเที่ยงคืนเงียบงันกว่าทุกวัน มีเพียงเสียงล้อกระเป๋าลากครูดไปกับพื้น และเสียงประกาศเที่ยวบินที่ดังแว่วมาจากไกล ๆ ทันทีที่ธารารินทร์ หรือ ทะเล หญิงสาววัยยี่สิบสองปีก้าวลงจากเครื่อง เธอก็รีบร้อนตรงกลับบ้านทันที หลังได้รับโทรศัพท์ด่วนจากนิพนธ์ พ่อเลี้ยงของเธอ ว่าแม่แท้ ๆ ของเธอเสียชีวิตแล้ว
“ไปไหนมาล่ะหนู ถึงได้กลับเอาป่านนี้? มันอันตรายมากเลยนะ” ลุงแท็กซี่เอ่ยขึ้น พลางเหลือบมองหญิงสาวที่นั่งเงียบอยู่บนเบาะหลังผ่านกระจกมองหลัง ทะเลไม่ได้ตอบอะไร เธอยังคงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งเต็มไปด้วยหยดฝนที่เกาะพราวจนแทบมองไม่เห็นทิวถนนด้านนอก สายฝนยังคงกระหน่ำลงมาอย่างหนัก และดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โชคดีที่ยังไม่มีลมพัดกระโชกแรงนัก ไม่เช่นนั้นคงน่ากลัวกว่านี้มาก คืนนั้นตอนที่นิพนธ์โทรมาบอกว่าแม่ของเธอเสียแล้ว และให้รีบกลับมาทันที ทะเลแทบตั้งสติไม่อยู่ ความเสียใจและความช็อกถาโถมเข้ามาพร้อมกันจนเธอทำอะไรไม่ถูก โชคดีที่พ่อเตรียมเอกสารทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวจึงมีหน้าที่เพียงรวบรวมสติ เก็บกระเป๋า และรีบเดินทางกลับประเทศไทย ทั้งที่ลึก ๆ ในใจ ทะเลไม่อยากกลับมาที่บ้านหลังนั้นเลยแม้แต่น้อย บ้านพงศ์วารินทร์ไม่เคยเป็นเซฟโซนสำหรับเธอ..... นิพนธ์ พ่อเลี้ยงผู้แสนเพียบพร้อมในสายตาคนอื่น มักชอบควบคุมและจัดการทุกอย่างในชีวิตของเธอ และทุกครั้งที่เขามองมา สายตาคู่นั้นก็ไม่เคยมีเพียงความเอ็นดูแบบพ่อที่มองลูกสาว แม้ทะเลจะพยายามไม่คิดอะไรมาก แต่แม่ของเธอกลับไม่เคยสบายใจกับเรื่องนี้เลย หลังเรียนจบมัธยมปลาย เธอจึงถูกส่งไปเรียนต่อที่อเมริกาแทบจะทันที เพียงเพราะแม่ไม่ต้องการให้เธออยู่ใกล้พ่อเลี้ยงมากเกินไป ความหวาดระแวงและความหึงหวงที่แม่มีต่อนิพนธ์ กลายเป็นต้นเหตุของการทะเลาะกันอยู่หลายครั้ง และสุดท้าย ความโกรธเหล่านั้นก็มาลงที่เธอ จนบางครั้งทะเลก็อดคิดไม่ได้ว่าแม่เกลียดเธอ วันที่เธอเดินทางไปต่างประเทศ แม่ไม่ได้ไปส่ง มีเพียงนิพนธ์เท่านั้นที่ไปยืนอยู่ข้างเธอในวันนั้น และนับจากวันนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกก็แทบไม่ต่างจากการตัดขาดกันโดยสมบูรณ์ ไม่มีทั้งสายโทรศัพท์ ไม่มีแม้แต่ข้อความสั้น ๆ ส่งหากัน แม้กระทั่งวันที่เธอเรียนจบ ก็ยังมีเพียงนิพนธ์ที่บินไปหาเธอถึงอเมริกา “เลควรรู้สึกยังไงดี... แม่” หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่วปนสะอื้น ดวงตาคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ขณะมองรูปถ่ายของมารดาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือสั่น ๆ ของตัวเอง “ให้ลุงเข้าไปส่งถึงในบ้านเลยไหม?” “ไม่ค่ะ!” ทะเลตอบกลับแทบจะทันที น้ำเสียงหนักแน่นผิดกับใบหน้าที่ซีดเซียว มือเรียวรีบคว้ากระเป๋าสะพาย ก่อนเปิดประตูลงจากรถไปลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ท้ายรถด้วยตัวเอง บ้านพงศ์วารินทร์ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืดและสายฝน ตัวคฤหาสน์สีขาวหลังใหญ่ดูเงียบสงัดราวกับไร้ผู้คน มีเพียงแสงไฟบางส่วนที่ยังเปิดทิ้งไว้ สะท้อนลงบนพื้นเปียกชื้นจนเกิดเงาวับไหว ทะเลไม่ได้เดินเข้าทางประตูหลักของตัวบ้าน แต่รีบอ้อมไปยังทางเดินด้านขวาของคฤหาสน์ ฝั่งตรงข้ามกับโรงรถ ตรงนั้นมีประตูเล็กที่เชื่อมเข้ากับห้องครัว เป็นทางที่เธอคุ้นเคยและใช้ประจำเวลาจะลอบออกจากบ้าน รองเท้าผ้าใบเหยียบลงบนพื้นหินที่เปียกฝนอย่างเร่งรีบ ขณะที่สายฝนยังคงกระหน่ำลงมาไม่หยุด ความเย็นของละอองน้ำซึมผ่านเสื้อคลุมสีขาวตัวบาง จนเนื้อผ้าแนบชิดไปกับเรือนร่างของหญิงสาวอย่างช่วยไม่ได้ “ใครมาสูบบุหรี่แถวนี้กันนะ...” คนตัวเล็กที่กำลังควานหากุญแจอยู่หน้าประตูบ่นพึมพำด้วยความรำคาญ เธอไม่ชอบกลิ่นบุหรี่เอาเสียเลย ทั้งเหม็น ทั้งแสบจมูกจนชวนให้หงุดหงิด และเพราะต่อมรับกลิ่นของเธอไวผิดปกติ ไม่ว่าคนสูบจะอยู่ไกลแค่ไหน กลิ่นก็ไม่เคยรอดพ้นจมูกของเธอไปได้เลย หากแต่ทันทีที่เธอหันไปตามต้นตอของกลิ่นบุหรี่ ทะเลก็แทบผงะ ร่างสูงของใครบางคนยืนอยู่ใกล้เสียจนเธอเกือบหงายหลัง นัยน์ตาคมเย็นชามองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนสายตาคมจะหยุดอยู่บนร่างของเธอนานเกินไป โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่เปียกฝนจนแนบชิดไปกับผิวกาย ยิ่งขับให้เรือนร่างของหญิงสาวเด่นชัดขึ้น แม้เนื้อผ้าจะเป็นสีเข้มก็ตาม แม้จะไม่ได้เจอกันหลายปี แต่เขาก็ยังคงทำให้เธอรู้สึกกดดันเหมือนเดิม ดวงตาคู่นั้นมักมองเธอนานเกินไปเสมอและมันก็กำลังมีผลต่อจิตใจของเธอเป็นอย่างมาก “พี่ภา...!” ทะเลเรียกชื่อเขาเบา ๆ พร้อมถอนหายใจออกมาคล้ายโล่งอก ตอนแรกเธอนึกว่าเป็นลูกน้องของนิพนธ์เสียอีก ภาคิน พงศ์วารินทร์ ชายหนุ่มวัยสามสิบสองปี ลูกชายแท้ ๆ ของนิพนธ์ เจ้าของรูปร่างสูงเกินร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย คิ้วเข้มได้รูป และเส้นผมสีดำที่เปียกลู่ลงมาเพราะละอองฝน “ทำไมชอบสูบบุหรี่นัก” เธอว่าเขาเสียงเข้ม เมื่อเห็นภาคินโยนก้นบุหรี่ลงบนพื้น ก่อนใช้รองเท้าหนังบดขยี้มันจนดับสนิท แล้วโน้มตัวเก็บซากบุหรี่โยนลงถังขยะที่ตั้งอยู่ข้างประตูครัว เขาไม่ได้ตอบอะไร เพียงจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงกุญแจออกจากมือเล็ก ๆ ของหญิงสาว แล้วไขประตูเข้าไปด้านใน แต่ยังไม่ทันที่ทะเลจะลากกระเป๋าเดินทางตามเข้าไป ภาคินก็หันกลับมามองเธออีกครั้ง แววตาคู่นั้นเย็นชาและยากเกินจะคาดเดา เขามองใบหน้าของเธออยู่พักหนึ่ง ก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ข้างตัว แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธออีกครั้ง ทะเลมองตามเขาอย่างไม่เข้าใจ ตอนแรกเธอคิดว่าเขาคงมายืนสูบบุหรี่เพราะลืมเอากุญแจบ้านมา แต่ความสงสัยทั้งหมดกลับถูกแทนที่ด้วยความไม่พอใจทันที เมื่อได้ยินประโยคถัดมาจากปากของชายหนุ่ม “เธอไม่น่ากลับมาที่นี่เลย... ทะเล”กางเกงขาสั้นสีดำของเธอถูกดึงลงไปอยู่ที่ปลายเท้า เสื้อกล้ามรัดรูปถูกถลกขึ้นไปกองอยู่ที่ลำคอ เสียงครางเบาๆ เล็ดลอดออกมาทุกครั้งที่ปากหนาสีธรรมชาติของเขาดูดดึงยอดหน้าอก และตวัดเลียอย่างหื่นกระหาย“อื้ออออออ พี่ภา”ทะเลเชิดหน้าขึ้น หายใจสะดุดเป็นช่วง ๆ มือทั้งสองจิกลงบนแขนแกร่งของภาคินแน่น จนเล็บสีอ่อนฝังลงบนผิวที่ชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ ใบหน้าสวยเหยเกอย่างห้ามไม่อยู่ ดวงตาคู่หวานปรือสั่น ขณะที่เธอพยายามกัดริมฝีปากตัวเองเอาไว้เพื่อกลั้นเสียงครางที่แทบจะหลุดออกมาลมหายใจร้อนของคนทั้งคู่ปะปนกันอยู่ภายในรถที่คับแคบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดและร้อนรุ่ม จนแม้แต่ภาคินเองก็เริ่มควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ“แน่นฉิบหายเลย” เขาเองก็ไม่ต่างกัน สีหน้าทรมานนั้นแทบจะขาดใจ แค่หัวยักเข้าไปในช่องคับแคบได้ ก็แทบจะระเบิดน้ำออกมา ของเธอมันแน่นและตอดรัดไปหมดปึก!!“พี่ภา....อื้ออออออ”ภาคินโน้มตัวจูบทะเลด้วยจังหวะที่แสนหวาน ปลอบประโลมเธอให้หายเจ็บ จากการที่เมื่อกี้เขาตัดสินใจกระแทกท่อนเอ็นใหญ่เข้าไปด้านช่องทางรักของเธอ เสียงขาดเบาๆ ด้านใน ทำให้ชายหนุ่มมากประสบการณ์รู้ได้อย่างทันทีว่าเขาได้พรากสิ
ช่วงบ่ายของวันถัดมา ทะเลดูสดใสขึ้นกว่าสองวันที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด อาจเพราะเมื่อคืนเธอกินยาแก้ปวดแล้วหลับไปตั้งแต่หัวค่ำ ประกอบกับร่างกายที่ยังปรับเวลาไม่ทัน ทำให้หญิงสาวหลับยาวแทบไม่รู้เรื่องอะไรเลยพอตื่นขึ้นมาอีกที อาการปวดหัวก็ไม่มีแล้ว สีหน้าซีดเซียวจากก่อนหน้านี้เองก็จางลงไปไม่น้อย แต่สิ่งที่แปลกที่สุดก็คือ วันนี้นิพนธ์ไม่ได้ขึ้นมาปลุกเธอเหมือนทุกครั้ง“ป้าดวง”“คะ คุณหนู”ทะเลเดินเข้ามาในครัว ก่อนหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้บาร์หน้าเคาน์เตอร์หินอ่อน ดวงตาคู่สวยยังดูงัวเงียเล็กน้อยจากการเพิ่งตื่นนอน“ป๋ามีงานด่วนเหรอคะ?”“ไม่นะคะ” หญิงวัยกลางคนตอบ พลางหยิบแก้วไวน์ไปเก็บเข้าช่องอย่างเป็นระเบียบ “ป้าเห็นคุณท่านออกไปที่สวนกับตาชาญตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ”“ถึงว่า...” ทะเลพึมพำเบา ๆ “วันนี้ไม่ขึ้นไปปลุกเลเลย”“คุณท่านคงอยากให้คุณหนูพักผ่อนน่ะค่ะ เมื่อวานเหนื่อยมาทั้งวัน”หญิงสาวพยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้“แล้วพี่ภาล่ะคะ?”“คุณภาบอกกับป้าว่ามีประชุมค่ะ”“อ๋อ... เหรอคะ” ทะเลตอบกลับสั้น ๆ ก่อนลุกลงจากเก้าอี้บาร์ “งั้นเลไปดูหนังที่ห้องนั่งเล่นดีกว่า”ห้องนั่งเล่นถูกตกแต่งอย่างหร
เช้าของวันใหม่ไม่ได้สดใสสำหรับทะเลเลยแม้แต่น้อย เธอนอนไม่หลับแทบทั้งคืน อาจเพราะเวลาระหว่างประเทศไทยกับอเมริกาต่างกันมากเกินไป จนร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน และตอนนี้อาการปวดตุบ ๆ บริเวณขมับก็เริ่มเล่นงานเธอหนักขึ้นเรื่อย ๆ“อะ!! ป๋า” หญิงสาวสะดุ้งร้องออกมาเบา ๆ มือเรียวกำผ้าขนหนูแน่น เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วพบว่านิพนธ์กำลังนั่งอยู่หน้ากระจกภายในห้องแต่งตัว พื้นที่ส่วนตัวเพียงไม่กี่แห่งที่เธอเคยคิดว่าตัวเองจะได้อยู่ตามลำพัง“ป๋ากำลังว่าจะพาหนูออกไปซื้อเครื่องสำอางใหม่” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ในมือถือลิปสติกสีแดงแบรนด์หรูแท่งหนึ่งเอาไว้ แล้วโยนมันทิ้งลงถังขยะข้างโต๊ะเครื่องแป้งอย่างไม่ใส่ใจ “เครื่องสำอางรุ่นนี้!! ป๋าไม่ค่อยชอบแล้ว”“ทำไมล่ะคะ?” ทะเลถามกลับ สีหน้าไม่ได้แสดงความหวาดกลัวอีกต่อไป เพราะเธอรู้ดีว่า ยิ่งกลัว ก็ยิ่งทำให้ตัวเองดูอ่อนแอในสายตาของเขา “ป๋ากับแม่ช่วยกันออกแบบและพัฒนาสูตรเลยนะ”“อะไรที่มันเก่า ที่มันแก่” นิพนธ์เน้นเสียงชัด พลางเดินเข้ามาใกล้ ใบหน้าหล่อเหลาที่ดูอ่อนวัยเกินอายุยกยิ้มมุมปาก ก่อนวางมือทั้งสองลงบนไหล่เปลือยของเธออย่างถือ
สนามบินในช่วงเที่ยงคืนเงียบงันกว่าทุกวัน มีเพียงเสียงล้อกระเป๋าลากครูดไปกับพื้น และเสียงประกาศเที่ยวบินที่ดังแว่วมาจากไกล ๆ ทันทีที่ธารารินทร์ หรือ ทะเล หญิงสาววัยยี่สิบสองปีก้าวลงจากเครื่อง เธอก็รีบร้อนตรงกลับบ้านทันที หลังได้รับโทรศัพท์ด่วนจากนิพนธ์ พ่อเลี้ยงของเธอ ว่าแม่แท้ ๆ ของเธอเสียชีวิตแล้ว“ไปไหนมาล่ะหนู ถึงได้กลับเอาป่านนี้? มันอันตรายมากเลยนะ” ลุงแท็กซี่เอ่ยขึ้น พลางเหลือบมองหญิงสาวที่นั่งเงียบอยู่บนเบาะหลังผ่านกระจกมองหลังทะเลไม่ได้ตอบอะไร เธอยังคงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งเต็มไปด้วยหยดฝนที่เกาะพราวจนแทบมองไม่เห็นทิวถนนด้านนอก สายฝนยังคงกระหน่ำลงมาอย่างหนัก และดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โชคดีที่ยังไม่มีลมพัดกระโชกแรงนัก ไม่เช่นนั้นคงน่ากลัวกว่านี้มากคืนนั้นตอนที่นิพนธ์โทรมาบอกว่าแม่ของเธอเสียแล้ว และให้รีบกลับมาทันที ทะเลแทบตั้งสติไม่อยู่ ความเสียใจและความช็อกถาโถมเข้ามาพร้อมกันจนเธอทำอะไรไม่ถูกโชคดีที่พ่อเตรียมเอกสารทุกอย่างไว้ให้เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวจึงมีหน้าที่เพียงรวบรวมสติ เก็บกระเป๋า และรีบเดินทางกลับประเทศไทยทั้งที่ลึก ๆ ในใจ ทะเลไม่อยากกลับมาที่บ้านหลัง