Se connecter“ทำไมผมกับน้องจะรักกันไม่ได้ ในเมื่อเราก็ไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน“
Voir plusที่คราสคลับช่วงตีสองกว่า เสียงเพลงคลอเบาๆ เปลี่ยนบรรยากาศที่แสนตื่นเต้นเป็นผ่อนคลาย แม้จะดึกมากๆแล้ว และใกล้เวลาที่คลับจะปิดให้บริการ หากแต่นักท่องราตรียังคงสนุกสนาน ยังคงแน่นขนัน ไม่ต่างจากหัวค่ำเลยสักนิด “เกล!!” เสียงทุ้มเข้มของสิงห์ดังเรียกสติของหญิงสาว ที่กำลังเพลินกับแอลกอฮอล์ตรงหน้า เธอเล่นเกมดื่มกับทะเลจนตอนนี้แทบจะกอดขวดนอนคอพับอยู่แล้ว “อะไร?!” เกวลินขึ้นเสียงกลับ เหลือบตามองก่อนจะสะบัดเชิดอย่างไม่ใส่ใจ พลางเอื้อมมือยกกระดกวิสกี้ “เมามากแล้วเนี่ย!!” สิงห์โน้มตัวแล้วกระชากแก้วออจากมือเรียวเล็ก ก่อนจะหันไปส่งสายตาดุใส่พนักงานที่เดินมาเสิร์ฟอยู่นั้น “นิดๆเอง! เกลยังมีสติ!!” เกวลินเอนหลังพิงโซฟา กอดอกหลังยกคิ้วใส่ “ใช่ปะ!? ทะเล” “แกอะไหว!!” ทะเลพูดเสียงยืด “แต่ฉันหนักตาไม่ไหว” “งั้นกลับกันเลยดีกว่า” ภาคินเดินเข้ามา แล้วทิ้งตัวนั่งข้างๆ เขารั้งคนสวยเข้ามาสบที่ไหล่ แม้ว่าเขาจะดื่มกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันทนไปเยอะแต่เขาก็แข็งมากพอที่จะไม่เมาง่ายๆแบบไรสติ “เอ่อๆ วันนี้ขอบคุณมากๆเลยนะเว้ย” สิงห์พูดขึ้น “ของขวัญจะเก็บไว้อย่างดีเลย” สิงห์หันไปมองทางโต๊ะที่เต็มไปด้วยของขวั
“พี่สิงห์! มาอยู่ที่นี่ได้ไง?” ทะเลเอ่ยถามอย่างแปลกใจ ขณะที่ภาคินยังคงกุมมือนุ่มของเธอเอาไว้แน่น “ไหนพี่บอกว่าจะไปญี่ปุ่น” “นั่นสิ!” เสียงน้อยใจของเกวลินดังแทรกขึ้นมาทันที เธอยืนกอดอก มองเขา “แล้วนี่อะไรคะ? มองไม่เห็นเกลเลยหรือไง!” สิงห์ปรายตามองคนตัวเล็กกว่า ก่อนกอดอกแน่นและไล่สายตาสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับกำลังพิจารณาสินค้าชิ้นหนึ่ง จากนั้นก็หันกลับมายิ้มให้ทะเลอย่างอารมณ์ดี ความแตกต่างในการปฏิบัติต่อทั้งสองคนชัดเจนเสียจนภาคินอดไม่ได้ที่จะฟาดฝ่ามือลงกลางหลังเพื่อน ผลัวะ! “โอ๊ย!” สิงห์หันมาค้อนทันที “ตีกูทำไมวะ ไอ้ภา!” “เดี๋ยวกูทิ่มตาแตก” ภาคินตอบหน้าตาย “มองอะไรนักหนา” “หวงจังนะมึง” สิงห์หัวเราะขึ้นเสียงสูงราวประชด “ตอนอยู่ที่อเมริกา กูนี่แหละที่คอยดูแลน้องทะเล” ภาคินส่งเสียงจิ๊ปากเบา ๆ ก่อนยกแขนโอบไหล่ทะเลเข้าหาตัว ราวกับกำลังประกาศสิทธิ์ความเป็นเจ้าของให้เพื่อนเห็นชัด ๆ “น่าหมั่นไส้” เกวลินเบะปากใส่คนตัวโตอย่างหมั่นเขี้ยว “เกล” สิงห์โน้มตัวลงมาเล็กน้อย “พูดดี ๆ” “ไม่ดีตรงไหน?” หญิงสาวเถียงทันควัน “เบะปากใส่พี่เหรอ” ยังไม่ทันที่เกวลินจะตั้งตัวทัน มือใหญ
“ผมเห่อลูกสาวคนเก่ง ผิดด้วยเหรอครับ?” คำถามของนิพนธ์ดังขึ้น พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้า ประโยคที่ทำให้คำสงสัยทั้งหมดของฤทธิ์ชัยก่อนหน้านี้หายไปในทันที ชายวัยกลางคนรีบวางกรอบรูปกลับเข้าที่เดิม ก่อนหันมายิ้มตอบอย่างเป็นมิตร “ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ” ฤทธิ์ชัยหัวเราะกลบเกลื่อน พลางหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบเพื่อลดความประหม่า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกจับได้ว่ากำลังสอดรู้สอดเห็น หรือเป็นเพราะสายตาของเจ้าของบ้านที่มองตรงมาอย่างพิจารณากันแน่ “แต่ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าคุณอามีลูกสาว” ไวท์เป็นคนเอ่ยขึ้น ทำลายบรรยากาศชวนอึดอัดเมื่อครู่ “อ่อ! ทะเลเป็นลูกเลี้ยงน่ะครับ เธอเป็นลูกติดของวิริน แล้วก็พึ่งกลับมาจากอเมริกาด้วย” “อื้อออ~” ไวท์ครางรับเบาๆ ขณะเอื้อมมือไปหยิบจานขนม “ก็ว่าทำไมไม่เคยเห็นคุณอาควงออกงานเลย” “เดี๋ยวก็จะได้เห็นบ่อยแหละครับ ตอนนี้ทะเลเรียนจบแล้ว และผมก็แพลนเอาไว้ ว่าจะให้เธอดูแลในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมรดกของแม่เธอด้วย” “โอ้! บริษัทโอเชี่ยนกรุ๊ปน่ะหรือครับ?!” ฤทธิ์ชัยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ลืมวางหมาดนิ่งๆไปเสียสนิท “ใช่ครับ!! วิรินเขาตั้งใจจะให้ทะเลเป็นคนดูแลธุรกิจต่อ ตอนนี้ผ
ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง เมื่อเห็นแหวนเพชรเม็ดงามสะท้อนแสงระยิบระยับ ขนาดของมันกำลังพอดี เรียบหรูและสามารถสวมติดตัวได้ทุกวัน รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าของภาคิน ขณะหยิบแหวนออกจากกล่องกำมะหยี่อย่างทะนุถนอม “ทะเล~” เขาเรียกชื่อเธอแผ่วเบา ขณะยังคุกเข่าต่อหน้าของเธอ “แต่งงานกับพี่นะ” “หมั้นก่อนก็ได้มั้ง” น้ำเสียงเขินแฝงหัวเราะเบาๆ “พี่จะรีบไปไหน” “โอ้ยเล!! เกือบโรแมนติกแหละ” “อ่าๆ เลขอโทษะ” หญิงสาวหัวเราะร่า ก่อนจะแกล้งยื่นมือสลับซ้ายขวาให้เขา “แล้วใส่ข้างในอะ” ภาคินส่ายหน้าอย่างเอ็นดู ก่อนจะคว้ามือซ้ายของเธอขึ้นมา บรรจงสวมแหวนลงบนนิ้วนางอย่างแผ่วเบา จากนั้นจึงก้มลงจุมพิตหลังมือนุ่มอย่างอ่อนโยน “สวยจัง~” ทะเลยกมือขึ้นมองแหวนวงใหม่ด้วยความชอบใจ ก่อนจะใช้สองมือประคองใบหน้าหล่อของคนรักเอาไว้ “ขอบคุณนะคะ เลจะใส่ตลอดเลย” สิ้นเสียงหวาน เธอก็รั้งเขาเข้ามาประทับจูบเบา ๆ ที่ริมฝีปากทว่า…วินาทีนั้นนัยน์ตาคมของภาคินกลับสะดุดเข้ากับนิพนธ์ที่ยืนอยู่บนชั้นสอง จากจูบแผ่บเบาของเธอ ภาคินเปลี่ยนเป็นฝ่ายรุกกลับประคองใบหน้าสวย แล้วกดจูบแนบแน่น ทั้งดุดันและเร่าร้อน ราวกับเป็นการบอกให้พ่อได้รับรู้ว่า
ทะเลถูกภาคินพาเดินออกจากห้องท่านประธาน มายังอีกฝั่งของชั้นเก้า ซึ่งอยู่ในระนาบเดียวกันกับห้องของนิพนธ์ ระหว่างสองห้องนั้น มีห้องประชุมบอร์ดบริหารระดับสูงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง ราวกับถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมการทำงานของคนทั้งสองเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบทันทีที่เข้ามาถึงหน้าห้องทำงานของรองประธาน ภาคินก็ใช
ทะเลมองพื้นบริเวณหน้าโซฟาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำใสด้วยสายตารู้สึกผิด แก้มยังแดงระเรื่อไม่หาย เธอแทบไม่กล้าเงยหน้าสบตาแม่บ้านที่กำลังก้มเช็ดทำความสะอาดอยู่ตรงหน้า ต่างจากคนต้นเรื่องที่ตอนนี้กลับนั่งเอนหลังอยู่บนโต๊ะทำงานด้วยท่าทีสบายอารมณ์ แถมยังยกยิ้มมุมปากเหมือนผู้ชนะอย่างเห็นได้ชัด “เล... ขอโทษนะคะ
“เฮ้ย!!” ทะเลสะดุ้งสุดตัว รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดใบหน้าส่วนล่างเอาไว้แทบจะทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจและเขินอาย เพราะจู่ ๆ นิพนธ์ก็มานั่งอยู่ข้างเตียงตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ชายวัยกลางคนกำลังมองเธอด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ทั้งอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ป๋า... เลตกใจหมดเลย” เสียงหวานอู้อี้ลอดผ
นั่งพูดคุยกันได้ไม่นาน พนักงานก็เริ่มทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟทีละจาน กลิ่นหอมของสเต๊ก เนื้อย่าง และไวน์ชั้นดีลอยคลุ้งไปทั่วโต๊ะ แสงไฟสีส้มอ่อนภายในร้านสะท้อนลงบนแก้วคริสตัลและช้อนส้อมสีเงินจนดูหรูหรายิ่งขึ้น“ทะเลทานอันนี้สิ” นิพนธ์พูดขึ้น พลางเลื่อนจานสลัดกุ้งตัวใหญ่ไปไว้ตรงหน้าเธอ ก่อนหยิบช้อนกลางตักอ