LOGINทะเลมองพื้นบริเวณหน้าโซฟาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำใสด้วยสายตารู้สึกผิด แก้มยังแดงระเรื่อไม่หาย เธอแทบไม่กล้าเงยหน้าสบตาแม่บ้านที่กำลังก้มเช็ดทำความสะอาดอยู่ตรงหน้า ต่างจากคนต้นเรื่องที่ตอนนี้กลับนั่งเอนหลังอยู่บนโต๊ะทำงานด้วยท่าทีสบายอารมณ์ แถมยังยกยิ้มมุมปากเหมือนผู้ชนะอย่างเห็นได้ชัด
“เล... ขอโทษนะคะคุณป้า” เสียงหวานเอ่ยเบา ๆ อย่างเกรงใจ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณหนู แค่น้ำหกเอง” เธอตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ยังไงมันก็เป็นหน้าที่ของป้าอยู่แล้ว” หญิงวัยกลางคนในชุดยูนิฟอร์มเพียงหัวเราะน้อย ๆ ก่อนจะก้มใช้ผ้าซับความชื้นบนพื้นอีกรอบ ยิ่งได้ยินแบบนั้น ทะเลก็ยิ่งรู้สึกผิดหนักกว่าเดิม ส่วนภาคินนั้นยังคงนั่งมองเธอด้วยสายตาแพรวพราว ไม่ได้มีท่าทีสำนึกเลยแม้แต่น้อย หลังเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดเรียบร้อย แม่บ้านก็โค้งตัวเล็กน้อย ก่อนเดินออกจากห้องไป และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง นิพนธ์ก็เดินสวนเข้ามาพอดี ดวงตาคมของชายวัยกลางคนกวาดมองบรรยากาศภายในห้องเพียงแวบเดียว ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่ทะเล ซึ่งยังนั่งตัวเกร็งอยู่บนโซฟาตัวเดิม โซฟาตัวที่เพิ่งผ่านความวุ่นวายและเร่าร้อนมาไม่นาน “มีอะไรรึเปล่า?” เขาเอ่ยถามเสียงเรียบ พลางเดินเข้ามาทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ ลูกสาวอย่างสงบนิ่ง กลิ่นน้ำหอมเย็น ๆ จากตัวนิพนธ์ลอยเข้ามาใกล้ จนทะเลเผลอกลืนน้ำลายเบา ๆ ด้วยความประหม่า ขณะที่ภาคินซึ่งอยู่ฝั่งโต๊ะทำงาน กลับยกยิ้มมุมปากบาง ๆ แล้วหันหน้าหนีไปอีกทาง ราวกับกำลังกลั้นขำอะไรบางอย่างอยู่ “เปล่าค่ะป๋า...” ทะเลตอบเสียงเบา แก้มยังร้อนผ่าวไม่หาย ก่อนจะลอบตวัดสายตาค้อนคนต้นเรื่องอย่างคาดโทษ แต่ภาคินกลับยกยิ้มมุมปากเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยสักนิด “งั้นไปกินข้าวกันไหม?” นิพนธ์เอ่ยขึ้นพลางลูบเส้นผมนุ่มของเธอเบา ๆ ดวงตาคมมองใบหน้าสวยที่ยังขึ้นสีจาง ๆ ด้วยความเอ็นดู “ป๋าจองโต๊ะไว้แล้ว” “ไปสิพ่อ” ภาคินโพล่งขึ้นทันที เขาปิดแฟ้มเอกสารลง ก่อนยันกายลุกขึ้นเต็มความสูง แล้วบิดไหล่ไปมาไล่ความเมื่อยล้า “ผมหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว” นิพนธ์พยักหน้ารับเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลายังคงสงบนิ่งตามแบบฉบับของเขา ทว่าในแววตากลับซ่อนความเฉียบคมเอาไว้เงียบ ๆท่าทีของลูกชายกับลูกสาวในวันนี้ มันชัดเจนเกินกว่าจะมองข้าม ทั้งสายตา น้ำเสียง หรือแม้แต่ความใกล้ชิดที่ดูเกินพี่น้องธรรมดา และบางที เขาอาจต้องหาเวลาคุยกับทั้งคู่จริง ๆ สักครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ แม้ลึก ๆ แล้ว นิพนธ์จะเตรียมใจเอาไว้บ้างแล้วก็ตาม หากวันหนึ่งทั้งสองคนเลือกกันจริง ๆ เขาเองก็คงต้องยอมปล่อยมือ ต่อให้หวงแหนทะเลมากแค่ไหน หรือกังวลต่อสายตาของสังคมเพียงใด เขาก็ไม่อยากสูญเสียลูกไปพร้อมกันทั้งสองคน “ไปกันเถอะ ทะเล” ภาคินเดินเข้ามาข้างเธอ ก่อนตวัดแขนโอบไหล่บางเอาไว้อย่างสนิทสนม มืออีกข้างคว้าเสื้อสูทตัวนอกกับกระเป๋าของเธอขึ้นถือ “พี่หิวจนจะขาดใจแล้วเนี่ย” “แหม่... คิดว่าเลไม่รู้หรือไง” ทะเลกัดฟันพึมพำเสียงเบา แล้วกระทุ้งศอกใส่สีข้างเขาแรง ๆ อย่างรู้ทัน ทำเอาภาคินหลุดหัวเราะต่ำในลำคอ ขณะที่นิพนธ์ซึ่งเดินตามหลังมานั้น เพียงมองภาพของทั้งคู่เงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไรออกมาเลยสักคำ ช่วงบ่ายหลังทานข้าวเสร็จ ภาคินรีบคว้าตัวทะเลเอาไว้ทันที โดยอ้างกับนิพนธ์หน้าตาเฉยว่าอยากให้เธอช่วยดูแบบบรรจุภัณฑ์ครีมตัวใหม่ แม้คนเป็นพ่อจะทำท่าอิดออดอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมปล่อย เพราะดันมีแขกคนสำคัญเข้ามาพบพอดี “ไหนอะ? ที่พี่บอกจะให้เลช่วยดู” ทะเลเดินเข้ามาในห้องจากทางระเบียงด้านหลัง หลังจากออกไปคุยโทรศัพท์กับเพื่อนอยู่พักหนึ่ง เธอเอ่ยถามขึ้นทันที เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่นั่งอมยิ้มมองเธอแปลก ๆ “รีบขนาดนั้นเลย?” ภาคินเอ่ยประชดเสียงทุ้ม พลางกระดิกนิ้วเรียกให้เธอเดินเข้าไปหา “มานี่สิ” ทะเลที่ไม่ได้เอะใจอะไร เดินเข้าไปหาเขาอย่างว่าง่าย แต่ทันทีที่เข้าใกล้ ร่างบางก็ถูกดึงให้นั่งลงบนตักแกร่งอย่างรวดเร็ว จนตอนนี้เธอเริ่มจะชินกับการถูกเขากอดเอาไว้แบบนี้แล้วจริง ๆ “เอ่อ พี่ภา...” หญิงสาวเอ่ยเสียงเคร่งเล็กน้อย ราวกับกำลังจะพูดเรื่องสำคัญ “เลขอถามอะไรหน่อยสิ” “อือ ได้สิ” เขาตอบเสียงต่ำ ก่อนก้มลงเม้มต้นคอขาวเนียนเบา ๆ สลับดูดดุนอย่างเอาแต่ใจ จนทะเลเผลอหลุดครางออกมาแผ่ว ๆ “อื้อออ... พี่อย่าเพิ่งแกล้งได้ไหม” เธอเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย แต่กลับไม่เป็นผลเลยสักนิด ท่อนแขนแข็งแรงของภาคินยิ่งกระชับรัดเธอแน่นขึ้น ราวกับงูเหลือมที่กำลังรัดเหยื่อเอาไว้ จนสุดท้ายทะเลได้แต่ปล่อยให้เขาทำตามใจ “ถามมาสิ” กลายเป็นเขาที่เร่งขึ้นมาแทน ทั้งที่ริมฝีปากยังคลอเคลียอยู่แถวลำคอของเธอไม่ห่าง จนทะเลเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า เขาจะตั้งใจฟังสิ่งที่เธอกำลังจะพูดจริง ๆ หรือเปล่า แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยอะไรออกมา เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้นเสียก่อน ภาคินเอื้อมมือไปรับสายอย่างเสียไม่ได้ ขณะที่อีกมือยังโอบเอวบางของเธอเอาไว้ไม่ยอมปล่อย “ครับ?” (คุณภาคะ... ได้เวลาเข้าประชุมแล้วค่ะ) เสียงเลขาสาวหน้าห้องดังลอดออกมาจากปลายสาย “โอเค เดี๋ยวผมตามไป” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนวางสาย แล้วหันกลับมาซุกใบหน้ากับซอกคอหอมของทะเลต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “พี่ภาไปประชุมมมม” ทะเลรีบดันตัวเองออกห่างทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น แต่ท่อนแขนแกร่งของเขากลับไม่ยอมปล่อยเธอง่าย ๆ ยิ่งเธอดิ้น เขาก็ยิ่งกอดแน่นขึ้นกว่าเดิม นี่เขาจะสิงร่างเธอเลยหรือยังไงกัน..... สบโอกาสที่ได้อยู่คนเดียว ทะเลจึงเลือกเดินสำรวจรอบบริษัทเพื่อฆ่าเวลา และไม่ปล่อยให้ความเงียบหรือความเหงาเข้ามาครอบงำจิตใจมากเกินไป เธอเดินแวะไปตามแผนกต่าง ๆ อย่างสนอกสนใจ ทั้งฝ่ายการตลาด ฝ่ายวิจัยผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงสตูดิโอถ่ายคอนเทนต์ของบริษัท ในมือมีสมุดจดเล่มเล็กติดตัวไว้ตลอดเวลา คอยจดรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เธอคิดว่าน่าสนใจ พนักงานหลายคนดูแปลกใจอยู่บ้างที่เห็นลูกสาวคนสวยของท่านประธานเดินเข้ามาพูดคุยด้วยตัวเอง แต่ทะเลกลับเป็นกันเองเกินคาด เธอยิ้มง่าย ชวนคุยเก่ง และไม่ได้ถือตัวเลยสักนิด “ทะเล” เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้หญิงสาวชะงักฝีเท้า ก่อนหันกลับไปมองต้นเสียงทันที “อ้าว ป๋า!” เธอยิ้มกว้าง “ไม่ได้เข้าประชุมกับพี่ภาเหรอคะ?” “ส่วนบริหารของภา จะเกี่ยวอะไรกับป๋าล่ะ” นิพนธ์ตอบพร้อมรอยยิ้ม ก่อนเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างเธอ เขาไล่มองสมุดจดในมือของลูกสาว แล้วเหลือบมองพนักงานที่กำลังแอบชะเง้อมองกันอยู่เงียบ ๆ “เที่ยวเดินสำรวจบริษัทเลยเหรอเรา” “ก็เลอยากรู้นี่คะ ว่าแต่ละฝ่ายเขาทำงานกันยังไงบ้าง” เธอตอบพลางเปิดสมุดให้ดู “เลจดไว้ด้วยนะ” “ขยันเกินไปไหม” นิพนธ์มองลายมือเล็ก ๆ ที่เขียนเต็มหน้ากระดาษ ก่อนหัวเราะเบา ๆ อย่างเอ็นดู “เลอยากช่วยงานป๋าจริง ๆ นี่นา” คำตอบของเธอทำให้แววตาของนิพนธ์อ่อนลงเล็กน้อย ก่อนมือใหญ่จะยกขึ้นลูบศีรษะเธอเบา ๆ อย่างชื่นใจ แต่แล้วสายตาคมของเขาก็พลันหยุดนิ่ง เมื่อเหลือบไปเห็นบางอย่างตรงลำคอของหญิงสาว “นี่รอยอะไรน่ะเล?” เขาเอ่ยถามช้า ๆ พลางใช้นิ้วเกลี่ยปอยผมของเธอออก เผยให้เห็นรอยจ้ำแดงจาง ๆ บนผิวขาวเนียน “หืม? ทำไมคะ?” ทะเลขมวดคิ้ว ก่อนยกมือขึ้นแตะบริเวณที่เขามองอย่างสงสัย “มันแดง ๆ น่ะ” นิพนธ์จ้องรอยนั้นนิ่ง “เลไปโดนอะไรมารึเปล่า” เพียงสิ้นคำถาม ความทรงจำก่อนหน้าก็แล่นวาบเข้ามาในหัวทันที คนที่ทำรอยนี่ไว้ ตอนนี้กำลังนั่งประชุมอยู่ในห้องนั้นต่างหาก ‘พี่ภา!!!’ เธอกัดฟันด่าอีกฝ่ายในใจ ก่อนรีบยกยิ้มกลบเกลื่อนให้นิพนธ์ “น่าจะตอนเลออกไปคุยโทรศัพท์กับเกลที่สวนแน่ ๆ เลยค่ะ” “อือออ...” นิพนธ์ครางรับในลำคอ ทั้งที่ลึก ๆ แล้วเขาพอเดาคำตอบได้อยู่ก่อนแล้ว “อย่าไปเกานะ เดี๋ยวมันยิ่งแดงกว่าเดิม” ทะเลยิ้มหวานให้เขา ก่อนเงยหน้ามองอีกฝ่ายดี ๆ แล้วเริ่มสังเกตเห็นความเหนื่อยล้าบนใบหน้าหล่อเหลานั้น “ป๋าเป็นอะไรรึเปล่าคะ?” เธอถามเสียงอ่อน “วันนี้ดูไม่ค่อยสดชื่นเลย” “อื้อ...” นิพนธ์ยกมือขึ้นกดขมับเบา ๆ สีหน้าดูอ่อนล้ากว่าปกติ “ป๋ารู้สึกปวดหัวนิดหน่อย” “งั้นกลับบ้านก่อนไหมคะ?” พอได้ยินแบบนั้น สีหน้าของทะเลก็เปลี่ยนเป็นกังวลทันที ดวงตาคู่สวยมองเขาอย่างเป็นห่วงจนปิดไม่มิด “เดี๋ยวเลกลับกับพี่ภาก็ได้ค่ะ” นิพนธ์มองเธอเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มบางเบาจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงมุมปาก มือใหญ่ยกขึ้นลูบแก้มนุ่มของเธอแผ่วเบาอย่างเอ็นดู “งั้นเดี๋ยวป๋ากลับบ้านก่อน” เขาพูดเสียงอ่อน “เลกับภารีบกลับนะ เดี๋ยวช่วงเย็นรถจะติด” ทะเลพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะขยับเข้าไปโอบกอดพ่อเลี้ยงเอาไว้โดยแทบไม่ต้องคิด กลิ่นน้ำหอมสะอาด ๆ กับอ้อมแขนอุ่นของนิพนธ์ทำให้หัวใจของเธออ่อนยวบลงอย่างประหลาด อบอุ่นจนบางครั้งเธอก็เผลอคิดว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีบ้านหลังนี้ ไม่มีนิพนธ์กับภาคิน เธอคงกลับไปเป็นเด็กผู้หญิงตัวคนเดียวเหมือนเดิมอีกครั้ง ตั้งแต่เล็กจนโต ทะเลไม่เคยชินกับการมีใครคอยใส่ใจขนาดนี้ ไม่มีคนคอยถามว่าเหนื่อยไหม ไม่มีคนคอยบังคับให้กินข้าว ตื่นนอน หรือกลับบ้านตรงเวลา แต่ตอนนี้ เธอกลับมีทุกอย่างที่เคยโหยหา ทั้งความห่วงใย ความเอาใจใส่ และอ้อมกอดที่ทำให้รู้สึกว่า ตัวเองสำคัญกับใครสักคนจริง ๆ จนบางครั้ง แค่ถูกลูบหัวเบา ๆ จากนิพนธ์ หรือถูกภาคินตามใจเล็ก ๆ น้อย ๆ มันก็ทำให้หัวใจของเธอเต็มขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเสียงดนตรีภายในห้องบอลรูมค่อย ๆ เปลี่ยนจังหวะ ก่อนแสงไฟบนเวทีจะหรี่ลง จอ LED ขนาดใหญ่ด้านหลังเวทีพลันสว่างขึ้น พร้อมตัวอักษรสีทองปรากฏบนพื้นหลังสีดำสนิท PONGWARIN 25th ANNIVERSARY 25 YEARS OF EXCELLENCE ภาพความทรงจำตลอดระยะเวลา 25 ปีค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนจอ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของ Velvet Skin ผลิตภัณฑ์รุ่นแรก รางวัลและความสำเร็จต่าง ๆ ไล่เรียงมาจนถึงภาพขององค์กรในปัจจุบัน ก่อนภาพจะเปลี่ยนเป็นโลโก้ VELVET SKIN และ OCEAN GROUP ที่ปรากฏเคียงคู่กัน เสียงบรรยายดังขึ้นอย่างนุ่มนวล “ยี่สิบห้าปีแห่งความมุ่งมั่น…ยี่สิบห้าปีแห่งการเติบโต และยี่สิบห้าปีแห่งความภาคภูมิใจของพงศ์วารินทร์” ภาพสุดท้ายหยุดลงที่โลโก้ PG พร้อมภาพสมาชิกครอบครัวพงศ์วารินทร์ในอดีต ก่อนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นภาพปัจจุบัน เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วทั้งห้อง พิธีกรหญิงก้าวออกมาด้านหน้า พร้อมรอยยิ้ม “และตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา บุคคลสำคัญผู้เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของพงศ์วารินทร์ กรุ๊ป…” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ขณะที่แสงสปอตไลต์ค่อย ๆ สาดไปยังชายวัยกลางคนบริเวณที่นั่งด้านหน้า “ขอเรียนเชิญ คุณนิพนธ์ พงศ์วารินท
ช่วงเช้าของวันใหม่ ข่าวของทะเลและภาคินยังคงแพร่กระจายไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง หากแต่ทั้งสองคนกลับไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก เพราะมีทีมกฎหมายและทีมไอทีคอยจัดการและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ภายในห้องแต่งตัว นิพนธ์กำลังยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ พลางจัดเนกไทให้เข้าที่ด้วยท่าทีสุขุม “งานเริ่มหกโมงเย็น” เขาพูดขึ้นเสียงเรียบ ขณะตรวจความเรียบร้อยของตัวเองผ่านเงาสะท้อนในกระจก “แต่พวกเธอสองคนต้องไปถึงก่อน เข้าใจไหม?” “แต่คุณท่านคะ…” สาหร่ายเดินเข้ามาพร้อมเสื้อสูทตัวนอก ก่อนจะชะงักเล็กน้อย “ให้หร่ายกับชาไปด้วยจะดีเหรอคะ?” “แล้วจะอยู่บ้านทำอะไร?” นิพนธ์หันกลับมามอง ก่อนเลิกคิ้วเล็กน้อย รับเสื้อสูทจากมือของเธอ แล้วเอื้อมไปจัดปกเสื้อให้เข้าที่ “ไปช่วยงานที่นั่นแหละ อย่างน้อยก็อยู่เป็นเพื่อนทะเลด้วย” “เปล่าหรอกค่ะ…” สาหร่ายยิ้มหวาน ก่อนเอ่ยเสียงออดอ้อน “ที่หร่ายค้านเพราะหร่ายกับชาไม่มีชุดสวย ๆ ที่เหมาะกับงานต่างหากค่ะ” นิพนธ์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหลุดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ จริงด้วย เขาเกือบลืมไปว่าสองคนนี้เป็นสาวใช้ จะไปมีชุดราตรีสวย ๆ สำหรับออกงานใหญ่ได้อย่างไร “งั้นก็ไปที่ห้องเ
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ห้าทุ่มกว่า ฤทธิ์ชัยยังคงนั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ภายในห้องนั่งเล่น ในมือของชายวัยกลางคนถือแก้วไวน์สีแดงเข้ม ค่อย ๆ แกว่งมันไปมาอย่างไร้จุดหมาย ใบหน้าเคร่งเครียด หัวคิ้วขมวดแน่นไม่คลาย สายตาเหลือบมองนาฬิกาบนผนังเป็นระยะ ราวกับกำลังรอใครบางคน แกร๊ก…เสียงประตูบ้านเปิดออก “เอ้า…” ไวท์เดินเข้ามาพร้อมสีหน้าอ่อนล้า เสื้อผ้ายังคงเป็นชุดเดิมตั้งแต่เมื่อวาน เพียงแต่ยับยู่ยี่จนดูออกว่าเจ้าตัวไม่ได้กลับบ้านทั้งคืน “ยังไม่นอนอีกเหรอพ่อ?” ฤทธิ์ชัยเงยหน้าขึ้นมองลูกชาย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่เย็นเยียบ “ฉันมีเรื่องจะคุยกับแก” เขาชี้ไปยังโซฟาฝั่งตรงข้าม “นั่งลง” “เฮ้อ…” ไวท์ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนทิ้งตัวลงนั่ง “อะไรอีกล่ะพ่อ พรุ่งนี้ค่อยคุยไม่ได้เหรอ ผมเหนื่อย” “มึงไปทำเรื่องอะไรมา” “เรื่องอะไร?” “ไอ้ไวท์!” ฤทธิ์ชัยตวาดเสียงลั่น “อย่ามาทำเป็นไม่รู้ กูถามว่ามึงไปทำอะไรมา!” “ก็บอกแล้วไง…ไปดื่มกับเพื่อน เมาจนกลับไม่ไหว ก็เลยนอนห้องมัน” “แล้วมึงไปทำอะไร…นอกจากนั้น!” ปัง! แก้วไวน์ถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะจนของเหลวกระเพื่อม “มึงรู้ไหม…วันนี้กูต้องเจออะไรบ้าง!”
หกโมงเย็นของวัน หลังเลิกงาน ภาคินแยกตัวจากทะเล โดยอ้างว่าจะไปทำธุระกับสิงห์ เพื่อนสนิทที่เป็นนายตำรวจ ส่วนทะเลก็ออกไปพร้อมกับเกวลิน โดยไม่เอะใจแม้แต่น้อย ไม่นานนัก รถยนต์สีดำคันหรูก็แล่นมาจอดสนิทอยู่หน้าบ้านพักของฤทธิ์ชัย บรรยากาศยามเย็นเงียบสงบ ตัดกับสีหน้าของชายทั้งสองที่เคร่งเครียดผิดปกติ ภาคินเอนตัวพิงเบาะ หลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนออกช้า ๆ ราวกับกำลังสะกดอารมณ์ของตัวเอง “กูว่า…” สิงห์เอ่ยทำลายความเงียบ พลางมองบ้านหลังใหญ่เบื้องหน้า “ต่อให้มึงมีหลักฐาน ไอ้ไวท์มันก็ไม่ยอมรับหรอก” เขาหันมามองเพื่อนด้วยแววตาเป็นห่วง “กลับกันเถอะวะ กูว่ามันไม่คุ้ม ถ้ามันยอมรับง่าย ๆ ป่านนี้คงไม่กล้าปล่อยคลิปตั้งแต่แรกหรอก” ภาคินยังคงนิ่ง สายตาคมจับจ้องไปยังประตูรั้วของบ้าน ก่อนกำหมัดแน่นอยู่บนหน้าตัก “กูไม่ได้มาเพื่อให้มันยอมรับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ก่อนเปิดประตูรถลงไป “กูมาเพื่อให้มันรับผิดชอบกับสิ่งที่มันทำ” ว่าจบ ภาคินก็ผลักประตูรถลงไปทันที สิงห์รีบเปิดประตูตามลงไป พลางเร่งฝีเท้าไล่หลังเพื่อน ก่อนจะเห็นภาคินยืนอยู่หน้าประตูรั้วบ้านของฤทธิ์ชัย
“อะ ๆ” นิพนธ์ยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม ก่อนวางไอแพดไว้ข้างตัว แล้วคลี่ผ้าเช็ดปูตักออกอย่างเป็นระเบียบ จังหวะเดียวกับที่น้ำชายกชามข้าวต้มมาวางตรงหน้า ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนหันไปพูดกับลูกทั้งสอง “วันนี้พ่อมีนัดกับคุณเอกที่ห้องวิจัย ส่วนคุณสายจะเอาชุดเข้ามาให้ลอง” “ตอนไหนครับพ่อ?” ภาคินเงยหน้าถาม “วันนี้ผมกับเลมีประชุมกับฝ่ายการตลาดที่โอเชี่ยน กรุ๊ปเหมือนกัน” “งั้นเดี๋ยวพ่อให้คุณสายเอาชุดไปที่โอเชี่ยน กรุ๊ปก็แล้วกัน ยังไงพ่อก็ต้องแวะไปดูสถานที่จัดงานอยู่แล้ว” ภาคินกับทะเลพยักหน้ารับพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งสามจะหันกลับมาตั้งใจรับประทานอาหารเช้าต่ออย่างเงียบ ๆ ทว่า…ไม่นาน เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น ทำให้สายตาของนิพนธ์และทะเลหันไปมองพร้อมกัน ขณะที่ภาคินรีบเอื้อมมือคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา เขาเหลือบมองหน้าจอเพียงครู่เดียว ก่อนกดปิดเสียง แล้วเงยหน้ามองทั้งสองคน “ผมขอตัวสักครู่นะครับ” พูดจบ ภาคินก็ลุกจากโต๊ะอาหาร ก่อนเดินออกมาทางโซนห้องครัว เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสาวใช้หรือคนของบ้านอยู่แถวนั้น ก่อนก้านนิ้วยาวจะเลื่อนรับสาย “ว่ายังไงคุ
บ้านพงศ์วารินทร์ “เหนื่อยไหมคะ คุณท่าน” น้ำเสียงหวานของน้ำชาดังขึ้น พร้อมสองมือที่ค่อย ๆ บรรจงนวดคลึงไหล่กว้างของชายวัยกลางคนอย่างแผ่วเบา “อือ…” นิพนธ์ครางรับในลำคอ หลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้ความเมื่อยล้าจากทั้งวันค่อย ๆ คลายลงท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ กระทั่งสัมผัสที่หัวไหล่หายไป เขาจึงลืมตาขึ้น ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นหญิงสาวเลื่อนตัวลงไปนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า “จะทำอะไร” นิพนธ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบ น้ำชาเพียงเงยหน้าขึ้นสบตา พร้อมส่งรอยยิ้มหวาน ก่อนค่อย ๆ วางมือทั้งสองลงบนหน้าขาของเขา ลูบผ่านเนื้อผ้าอย่างแผ่วเบา “ชาก็แค่อยากช่วยนวดให้คุณท่านค่ะ” เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย พลางยิ้มอ่อน “จะได้รู้สึกสบายตัว…หายเหนื่อยไงคะ” “หึ!” นิพนธ์หัวเราะในลำคอเบาๆ พลางเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเธออย่างเอ็นดู “เธอรู้ตัวไหม? ว่าเธอร่านขนาดไหน?” “คุณท่านเองก็ชอบไม่ใช่เหรอคะ?” เธอถามกลับตาใส พลางสองมือลูบไล้เลยๆ จนไปสัมผัสเข้ากับของต้องห้ามที่มันกำลังหลับใหลอยู่ภายใต้กางเกงนอนราคาแพงนั้น “ไม่อย่างนั้น~ คุณท่านคงไม่เรียกให้ชาขึ้นมานวดทุกคืน” นิพนธ์ยกยิ้มขึ้นมุมปาก ก่อนจะสูดปากร้องครางออกม
ทะเลถูกภาคินพาเดินออกจากห้องท่านประธาน มายังอีกฝั่งของชั้นเก้า ซึ่งอยู่ในระนาบเดียวกันกับห้องของนิพนธ์ ระหว่างสองห้องนั้น มีห้องประชุมบอร์ดบริหารระดับสูงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง ราวกับถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมการทำงานของคนทั้งสองเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบทันทีที่เข้ามาถึงหน้าห้องทำงานของรองประธาน ภาคินก็ใช
“เฮ้ย!!” ทะเลสะดุ้งสุดตัว รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดใบหน้าส่วนล่างเอาไว้แทบจะทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจและเขินอาย เพราะจู่ ๆ นิพนธ์ก็มานั่งอยู่ข้างเตียงตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ชายวัยกลางคนกำลังมองเธอด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ทั้งอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ป๋า... เลตกใจหมดเลย” เสียงหวานอู้อี้ลอดผ
นั่งพูดคุยกันได้ไม่นาน พนักงานก็เริ่มทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟทีละจาน กลิ่นหอมของสเต๊ก เนื้อย่าง และไวน์ชั้นดีลอยคลุ้งไปทั่วโต๊ะ แสงไฟสีส้มอ่อนภายในร้านสะท้อนลงบนแก้วคริสตัลและช้อนส้อมสีเงินจนดูหรูหรายิ่งขึ้น“ทะเลทานอันนี้สิ” นิพนธ์พูดขึ้น พลางเลื่อนจานสลัดกุ้งตัวใหญ่ไปไว้ตรงหน้าเธอ ก่อนหยิบช้อนกลางตักอ
สนามบินในช่วงเที่ยงคืนเงียบงันกว่าทุกวัน มีเพียงเสียงล้อกระเป๋าลากครูดไปกับพื้น และเสียงประกาศเที่ยวบินที่ดังแว่วมาจากไกล ๆ ทันทีที่ธารารินทร์ หรือ ทะเล หญิงสาววัยยี่สิบสองปีก้าวลงจากเครื่อง เธอก็รีบร้อนตรงกลับบ้านทันที หลังได้รับโทรศัพท์ด่วนจากนิพนธ์ พ่อเลี้ยงของเธอ ว่าแม่แท้ ๆ ของเธอเสียชีวิตแล้ว







