เข้าสู่ระบบเวลาล่วงเลยเข้าสู่ห้าทุ่มกว่า ฤทธิ์ชัยยังคงนั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ภายในห้องนั่งเล่น ในมือของชายวัยกลางคนถือแก้วไวน์สีแดงเข้ม ค่อย ๆ แกว่งมันไปมาอย่างไร้จุดหมาย ใบหน้าเคร่งเครียด หัวคิ้วขมวดแน่นไม่คลาย สายตาเหลือบมองนาฬิกาบนผนังเป็นระยะ ราวกับกำลังรอใครบางคน แกร๊ก…เสียงประตูบ้านเปิดออก “เอ้า…” ไวท์เดินเข้ามาพร้อมสีหน้าอ่อนล้า เสื้อผ้ายังคงเป็นชุดเดิมตั้งแต่เมื่อวาน เพียงแต่ยับยู่ยี่จนดูออกว่าเจ้าตัวไม่ได้กลับบ้านทั้งคืน “ยังไม่นอนอีกเหรอพ่อ?” ฤทธิ์ชัยเงยหน้าขึ้นมองลูกชาย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่เย็นเยียบ “ฉันมีเรื่องจะคุยกับแก” เขาชี้ไปยังโซฟาฝั่งตรงข้าม “นั่งลง” “เฮ้อ…” ไวท์ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนทิ้งตัวลงนั่ง “อะไรอีกล่ะพ่อ พรุ่งนี้ค่อยคุยไม่ได้เหรอ ผมเหนื่อย” “มึงไปทำเรื่องอะไรมา” “เรื่องอะไร?” “ไอ้ไวท์!” ฤทธิ์ชัยตวาดเสียงลั่น “อย่ามาทำเป็นไม่รู้ กูถามว่ามึงไปทำอะไรมา!” “ก็บอกแล้วไง…ไปดื่มกับเพื่อน เมาจนกลับไม่ไหว ก็เลยนอนห้องมัน” “แล้วมึงไปทำอะไร…นอกจากนั้น!” ปัง! แก้วไวน์ถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะจนของเหลวกระเพื่อม “มึงรู้ไหม…วันนี้กูต้องเจออะไรบ้าง!”
หกโมงเย็นของวัน หลังเลิกงาน ภาคินแยกตัวจากทะเล โดยอ้างว่าจะไปทำธุระกับสิงห์ เพื่อนสนิทที่เป็นนายตำรวจ ส่วนทะเลก็ออกไปพร้อมกับเกวลิน โดยไม่เอะใจแม้แต่น้อย ไม่นานนัก รถยนต์สีดำคันหรูก็แล่นมาจอดสนิทอยู่หน้าบ้านพักของฤทธิ์ชัย บรรยากาศยามเย็นเงียบสงบ ตัดกับสีหน้าของชายทั้งสองที่เคร่งเครียดผิดปกติ ภาคินเอนตัวพิงเบาะ หลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนออกช้า ๆ ราวกับกำลังสะกดอารมณ์ของตัวเอง “กูว่า…” สิงห์เอ่ยทำลายความเงียบ พลางมองบ้านหลังใหญ่เบื้องหน้า “ต่อให้มึงมีหลักฐาน ไอ้ไวท์มันก็ไม่ยอมรับหรอก” เขาหันมามองเพื่อนด้วยแววตาเป็นห่วง “กลับกันเถอะวะ กูว่ามันไม่คุ้ม ถ้ามันยอมรับง่าย ๆ ป่านนี้คงไม่กล้าปล่อยคลิปตั้งแต่แรกหรอก” ภาคินยังคงนิ่ง สายตาคมจับจ้องไปยังประตูรั้วของบ้าน ก่อนกำหมัดแน่นอยู่บนหน้าตัก “กูไม่ได้มาเพื่อให้มันยอมรับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ก่อนเปิดประตูรถลงไป “กูมาเพื่อให้มันรับผิดชอบกับสิ่งที่มันทำ” ว่าจบ ภาคินก็ผลักประตูรถลงไปทันที สิงห์รีบเปิดประตูตามลงไป พลางเร่งฝีเท้าไล่หลังเพื่อน ก่อนจะเห็นภาคินยืนอยู่หน้าประตูรั้วบ้านของฤทธิ์ชัย
“อะ ๆ” นิพนธ์ยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม ก่อนวางไอแพดไว้ข้างตัว แล้วคลี่ผ้าเช็ดปูตักออกอย่างเป็นระเบียบ จังหวะเดียวกับที่น้ำชายกชามข้าวต้มมาวางตรงหน้า ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนหันไปพูดกับลูกทั้งสอง “วันนี้พ่อมีนัดกับคุณเอกที่ห้องวิจัย ส่วนคุณสายจะเอาชุดเข้ามาให้ลอง” “ตอนไหนครับพ่อ?” ภาคินเงยหน้าถาม “วันนี้ผมกับเลมีประชุมกับฝ่ายการตลาดที่โอเชี่ยน กรุ๊ปเหมือนกัน” “งั้นเดี๋ยวพ่อให้คุณสายเอาชุดไปที่โอเชี่ยน กรุ๊ปก็แล้วกัน ยังไงพ่อก็ต้องแวะไปดูสถานที่จัดงานอยู่แล้ว” ภาคินกับทะเลพยักหน้ารับพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งสามจะหันกลับมาตั้งใจรับประทานอาหารเช้าต่ออย่างเงียบ ๆ ทว่า…ไม่นาน เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น ทำให้สายตาของนิพนธ์และทะเลหันไปมองพร้อมกัน ขณะที่ภาคินรีบเอื้อมมือคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา เขาเหลือบมองหน้าจอเพียงครู่เดียว ก่อนกดปิดเสียง แล้วเงยหน้ามองทั้งสองคน “ผมขอตัวสักครู่นะครับ” พูดจบ ภาคินก็ลุกจากโต๊ะอาหาร ก่อนเดินออกมาทางโซนห้องครัว เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสาวใช้หรือคนของบ้านอยู่แถวนั้น ก่อนก้านนิ้วยาวจะเลื่อนรับสาย “ว่ายังไงคุ
บ้านพงศ์วารินทร์ “เหนื่อยไหมคะ คุณท่าน” น้ำเสียงหวานของน้ำชาดังขึ้น พร้อมสองมือที่ค่อย ๆ บรรจงนวดคลึงไหล่กว้างของชายวัยกลางคนอย่างแผ่วเบา “อือ…” นิพนธ์ครางรับในลำคอ หลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้ความเมื่อยล้าจากทั้งวันค่อย ๆ คลายลงท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ กระทั่งสัมผัสที่หัวไหล่หายไป เขาจึงลืมตาขึ้น ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นหญิงสาวเลื่อนตัวลงไปนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า “จะทำอะไร” นิพนธ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบ น้ำชาเพียงเงยหน้าขึ้นสบตา พร้อมส่งรอยยิ้มหวาน ก่อนค่อย ๆ วางมือทั้งสองลงบนหน้าขาของเขา ลูบผ่านเนื้อผ้าอย่างแผ่วเบา “ชาก็แค่อยากช่วยนวดให้คุณท่านค่ะ” เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย พลางยิ้มอ่อน “จะได้รู้สึกสบายตัว…หายเหนื่อยไงคะ” “หึ!” นิพนธ์หัวเราะในลำคอเบาๆ พลางเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเธออย่างเอ็นดู “เธอรู้ตัวไหม? ว่าเธอร่านขนาดไหน?” “คุณท่านเองก็ชอบไม่ใช่เหรอคะ?” เธอถามกลับตาใส พลางสองมือลูบไล้เลยๆ จนไปสัมผัสเข้ากับของต้องห้ามที่มันกำลังหลับใหลอยู่ภายใต้กางเกงนอนราคาแพงนั้น “ไม่อย่างนั้น~ คุณท่านคงไม่เรียกให้ชาขึ้นมานวดทุกคืน” นิพนธ์ยกยิ้มขึ้นมุมปาก ก่อนจะสูดปากร้องครางออกม
บริษัท Velvet Skin รถตู้สีดำคันหรูเคลื่อนเข้ามาจอดสนิทหน้าสำนักงานใหญ่ ทันทีที่ประตูรถเปิดออก ผู้บริหารทั้งสามก็ก้าวลงมาพร้อมสีหน้าเรียบนิ่ง หากแต่แววตาแฝงไว้ด้วยความพึงพอใจจากการประชุมที่เพิ่งจบลง “คุณทะเลคะ” เลขาสาวรีบเดินเข้ามาต้อนรับ พร้อมยื่นมือรับกระเป๋าสะพายจากเจ้านาย “มีแขกมารอพบอยู่ที่ห้องรับแขกค่ะ “หืม?” ทะเลครางรับเบา ๆ ก่อนหันไปสบตานิพนธ์กับภาคินราวกับถามความเห็น “ใครเหรอคะ คุณสายฝน” “คุณชัชวาลค่ะ” “อ๋อ…” หญิงสาวพยักหน้ารับ ก่อนยิ้มบาง ๆ “งั้นรบกวนคุณสายฝนช่วยต้อนรับคุณชัชวาลก่อนนะคะ เลขอแวะเข้าห้องน้ำแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวตามไปค่ะ” “ได้เลยค่ะ” สายฝนรับคำ ก่อนรีบเดินแยกไปยังห้องรับรองแขก “ไหวหรือเปล่าทะเล?” ภาคินเอื้อมมือโอบเอวของเธอหลวม ๆ พลางก้มมองใบหน้าที่ดูอ่อนล้า “นั่นสิ” นิพนธ์เอ่ยสมทบ พลางยกมือลูบแก้มลูกสาวเบา ๆ “ป๋าว่าช่วงนี้หนูดูเหนื่อย ๆ นะ บอกแล้วว่าอย่าหักโหม” แล้วเขาก็ถอนหายใจแผ่ว ๆ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ตั้งแต่กลับมาจากโอเชี่ยน กรุ๊ป หนูก็วิ่งไปวิ่งมาทุกวัน ไหนจะต้องดูแลงานที่นี่อีก ร่างกายคนเรามันไม่ใช่เหล็กนะลูก” ทะเลยิ้มบาง ๆ ก่อนจ
“บริษัทเกิดวิกฤตหนักขนาดนี้ ทำไมพวกเราถึงไม่รู้เรื่องเลยคะ?” เสียงของหญิงวัยกลางคนดังลั่นกลางห้องประชุมของบริษัทวินไวท์ ทรานสปอร์ตสีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เช่นเดียวกับบรรดาผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ที่เริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วห้องบรรยากาศตึงเครียดจนแทบไม่มีใครยอมฟังกัน “ใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ คุณสมร” ฤทธิ์ชัยค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ประธาน พลางส่งสายตาจริงใจไปยังผู้ถือหุ้นทุกคน “ผมเชื่อว่าทั้งหมดเป็นเพียงความเข้าใจผิด ตอนนี้บริษัทของเรายังดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ และยังไม่ได้ถูกฟ้องล้มละลายอย่างที่กำลังเป็นข่าว” “แล้วจะให้พวกเราเชื่อได้ยังไงครับ?” ชายวัยกลางคนอีกคนเอ่ยแทรกขึ้นทันที “คุณมีหลักฐานอะไรมายืนยันไหม ว่าบริษัทของเรายังมีสภาพคล่องทางการเงินเพียงพอ และทุกอย่างยังอยู่ภายใต้การควบคุม?” คำถามนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลงในทันที สายตาของผู้ถือหุ้นทุกคู่จับจ้องไปยังฤทธิ์ชัย รอคำตอบจากประธานบริษัทเพราะครั้งนี้ คำพูดเพียงอย่างเดียว คงไม่เพียงพอที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาอีกแล้ว “อะไรกันครับ?” ประตูห้องถูกผลักเปิดออก พร้อมเสียงทุ้มเรียบนิ่งดังแทรกขึ้น ท่ามกลางห้อ
เช้าของวันใหม่ไม่ได้สดใสสำหรับทะเลเลยแม้แต่น้อย เธอนอนไม่หลับแทบทั้งคืน อาจเพราะเวลาระหว่างประเทศไทยกับอเมริกาต่างกันมากเกินไป จนร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน และตอนนี้อาการปวดตุบ ๆ บริเวณขมับก็เริ่มเล่นงานเธอหนักขึ้นเรื่อย ๆ“อะ!! ป๋า” หญิงสาวสะดุ้งร้องออกมาเบา ๆ มือเรียวกำผ้าขนหนูแน่น เมื่อเดินออกมาจาก
ทะเลถูกภาคินพาเดินออกจากห้องท่านประธาน มายังอีกฝั่งของชั้นเก้า ซึ่งอยู่ในระนาบเดียวกันกับห้องของนิพนธ์ ระหว่างสองห้องนั้น มีห้องประชุมบอร์ดบริหารระดับสูงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง ราวกับถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมการทำงานของคนทั้งสองเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบทันทีที่เข้ามาถึงหน้าห้องทำงานของรองประธาน ภาคินก็ใช
ทะเลมองพื้นบริเวณหน้าโซฟาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำใสด้วยสายตารู้สึกผิด แก้มยังแดงระเรื่อไม่หาย เธอแทบไม่กล้าเงยหน้าสบตาแม่บ้านที่กำลังก้มเช็ดทำความสะอาดอยู่ตรงหน้า ต่างจากคนต้นเรื่องที่ตอนนี้กลับนั่งเอนหลังอยู่บนโต๊ะทำงานด้วยท่าทีสบายอารมณ์ แถมยังยกยิ้มมุมปากเหมือนผู้ชนะอย่างเห็นได้ชัด “เล... ขอโทษนะคะ
สนามบินในช่วงเที่ยงคืนเงียบงันกว่าทุกวัน มีเพียงเสียงล้อกระเป๋าลากครูดไปกับพื้น และเสียงประกาศเที่ยวบินที่ดังแว่วมาจากไกล ๆ ทันทีที่ธารารินทร์ หรือ ทะเล หญิงสาววัยยี่สิบสองปีก้าวลงจากเครื่อง เธอก็รีบร้อนตรงกลับบ้านทันที หลังได้รับโทรศัพท์ด่วนจากนิพนธ์ พ่อเลี้ยงของเธอ ว่าแม่แท้ ๆ ของเธอเสียชีวิตแล้ว







