LOGINทะเลถูกภาคินพาเดินออกจากห้องท่านประธาน มายังอีกฝั่งของชั้นเก้า ซึ่งอยู่ในระนาบเดียวกันกับห้องของนิพนธ์ ระหว่างสองห้องนั้น มีห้องประชุมบอร์ดบริหารระดับสูงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง ราวกับถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมการทำงานของคนทั้งสองเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
ทันทีที่เข้ามาถึงหน้าห้องทำงานของรองประธาน ภาคินก็ใช้คีย์การ์ดแตะเปิดประตู ก่อนดันแผ่นหลังของทะเลให้เดินเข้าไปด้านใน “ถ้ามีประชุมหรือเอกสารด่วน ค่อยโทรเข้ามา” เขาหันไปพูดกับเลขาหน้าห้องเสียงเรียบ แต่แฝงความหมายชัดเจนว่าไม่ต้องให้ใครเข้ามารบกวน “ค่ะคุณภา” ประตูห้องถูกปิดลงเบา ๆ ส่วนทะเลนั้นไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติเลยแม้แต่น้อย เพราะมัวแต่กวาดสายตามองสำรวจรอบห้องด้วยความสนใจ “ห้องพี่มีระเบียงด้วยเหรอ?” เธอพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น พลางวางกระเป๋าลงบนโซฟา ก่อนเดินตรงไปยังประตูกระจกบานใหญ่ที่กั้นระหว่างห้องทำงานกับระเบียงด้านนอก “เลคิดว่าจะเหมือนห้องป๋าซะอีก” “แล้วเลชอบไหม?” เสียงทุ้มดังขึ้นใกล้กว่าที่คิด ยังไม่ทันที่เธอจะหันกลับมาเต็มตัว ภาคินก็เดินเข้ามาประชิดจากด้านหลัง ก่อนโอบกอดเธอเอาไว้หลวม ๆ “พี่ให้พ่อออกแบบห้องนี้ให้เองนะ” น้ำเสียงของเขาแหบต่ำจนทะเลเผลอเม้มริมฝีปาก “อื้อออ...” เสียงครางเบา ๆ หลุดออกมาจากลำคอ เมื่อปลายจมูกของเขาแตะลงข้างแก้ม สูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวเธออย่างคนเสพติด ก่อนที่ภาคินจะค่อย ๆ จับตัวเธอให้หมุนกลับมาประจันหน้ากัน นัยน์ตาคมของชายหนุ่มฉ่ำเยิ้มไปด้วยแรงปรารถนาอย่างปิดไม่มิด มือทั้งสองประคองใบหน้าสวยเอาไว้แผ่วเบา ขณะที่ทะเลเริ่มรู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ และในวินาทีต่อมา ริมฝีปากของเขาก็โน้มลงมาหาเธออย่างช้า ๆ ก่อนมอบจูบหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความโหยหา ราวกับคนที่อดกลั้นความรู้สึกนี้มานาน ทะเลเผลอกำชายเสื้อของเขาแน่น เปลือกตาค่อย ๆ หลับลง ปล่อยตัวเองจมไปกับสัมผัสอบอุ่นและลมหายใจร้อนจัดของชายตรงหน้า ทั้งห้องเงียบงัน เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่เริ่มไม่เป็นจังหวะของคนทั้งคู่เท่านั้น “อื้อออ... พี่ภา” ทะเลยกมือขึ้นประคองใบหน้าหล่อของเขาเอาไว้ทั้งสองข้าง แววตาคมที่มองกลับมานั้นเต็มไปด้วยความโหยหา ราวกับกำลังอ้อนวอนเธออยู่เงียบ ๆ ภาคินเหมือนคนที่ขาดเธอไม่ได้ไปแล้วจริง ๆ กลิ่นกายหอมอ่อน ๆ ของทะเล ยิ่งอยู่ใกล้ก็ยิ่งทำให้เขาคลั่งมากขึ้นทุกวินาที คนที่ปกติเอาแต่จมอยู่กับงานและตัวเลข ตอนนี้กลับอยากใช้ทุกวินาทีที่อยู่กับเธอให้คุ้มค่าที่สุด “เลกลัว...” หญิงสาวเหลือบมองไปทางประตูห้องอีกครั้งอย่างไม่ไว้ใจ หัวใจเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่อยู่ ถ้ามีใครเปิดเข้ามาตอนนี้ล่ะ แล้วถ้าคนนั้นเป็นนิพนธ์? แค่คิด ทุกอย่างในหัวก็ยุ่งเหยิงไปหมด “ไม่มีใครเข้ามาได้หรอก” ภาคินพูดเสียงพร่า พลางดึงมือของเธอขึ้นมาจูบเบา ๆ ที่หลังมือ “ถ้าพี่ไม่อนุญาต” “แม้แต่ป๋าน่ะเหรอ?” “ใช่” คำตอบหนักแน่นของเขาทำให้ทะเลเผลอเม้มริมฝีปาก ก่อนที่ภาคินจะโน้มตัวลงมาอีกครั้ง คราวนี้จูบของเขาช้าลง อ่อนโยน ละเมียดละไม ราวกับตั้งใจซึมซับทุกความรู้สึกจากเธอให้มากที่สุด ปลายจมูกแตะกันแผ่วเบา ลมหายใจร้อนจัดผสานปะปน จนหัวใจของทะเลสั่นไหวไปหมด แต่ยิ่งจูบเนิ่นนานเท่าไร ความอ่อนโยนนั้นก็ยิ่งค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความดุดันและโหยหา มือหนาลูบไล้แผ่นหลังบางของทะเลช้า ๆ ก่อนจะดึงร่างของเธอเข้ามาแนบชิดกับตัวเองมากขึ้น แล้วจู่ ๆ ภาคินก็ย่อตัวลง แขนแข็งแรงสอดช้อนใต้ข้อพับขา ก่อนโอบอุ้มเธอขึ้นมาในท่าเจ้าสาว โดยที่ริมฝีปากของทั้งคู่ยังแนบชิดกันไม่ห่าง “อื้ออ...” เสียงครางหวานเล็ดลอดออกมาจากลำคอของทะเล เมื่อแผ่นหลังบางถูกพาเคลื่อนผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว สองขายาวของภาคินก้าวตรงไปยังโซฟาตัวใหญ่กลางห้อง ก่อนเขาจะค่อย ๆ วางเธอลงบนเบาะนุ่มอย่างทะนุถนอม แต่ทันทีที่ร่างบางแตะลงบนโซฟา ชายหนุ่มก็แทรกตัวเข้ามาอยู่ระหว่างเรียวขาของเธอทันที ริมฝีปากหนายังคงจูบเธอหนักขึ้นเรื่อย ๆ จากความอ่อนโยนในตอนแรก ค่อย ๆ กลายเป็นความเร่าร้อนที่แทบควบคุมไม่อยู่ มือใหญ่ลูบผ่านเอวคอด ก่อนจะกระชับร่างบางให้แนบเข้าหาตัวเองมากกว่าเดิม จนทะเลสัมผัสได้ถึงความร้อนจากร่างกายของเขาอย่างชัดเจน ลมหายใจของทั้งคู่เริ่มปะปนกันมั่วไปหมด หัวใจของทะเลเต้นแรงจนแทบหลุดออกมาจากอก ขณะที่นิ้วเรียวเผลอกำเสื้อเชิ้ตของภาคินแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ภายในห้องเงียบสนิท มีเพียงเสียงหอบหายใจและเสียงจูบที่ดังแผ่วเบา ท่ามกลางบรรยากาศอันอันตราย ที่พร้อมจะถูกใครสักคนเปิดประตูเข้ามาพบได้ทุกเมื่อ ภาคินค่อย ๆ ถอนจูบออกอย่างเชื่องช้า ริมฝีปากยังแตะคลอเคลียอยู่ใกล้เธอไม่ห่าง ขณะที่นัยน์ตาคมมองทะเลด้วยแววเจ้าเล่ห์จนหัวใจของหญิงสาวยิ่งเต้นไม่เป็นจังหวะ แล้วเขาก็ค่อย ๆ ย่อตัวลงตรงหน้าเธอ มือใหญ่แตะเรียวขาเนียน ก่อนจะแยกออกจากกันเพียงเล็กน้อย แค่นั้นสัญชาตญาณของทะเลก็รีบยกมือขึ้นปิดช่วงส่วนสงสนของตัวเองทันทีด้วยความเขินอาย “จะ... จะทำอะไร?” ภาคินไม่ได้ตอบ เขาเพียงส่งสายตาแพรวพราวกลับมา ราวกับกำลังสนุกกับอาการประหม่าของเธอ ก่อนจะค่อย ๆ จับข้อมือเล็กเอาไว้อย่างแผ่วเบา แล้วดึงออกจากตรงนั้นช้า ๆ “พี่ภา!!!!” ทะเลร้องเรียกชื่อเขาเสียงหลง ใบหน้าร้อนผ่าวจนแทบไม่กล้าสบตา ยิ่งเห็นเธอเขินจนตัวเกร็ง ภาคินก็ยิ่งยกยิ้มมุมปากอย่างเอ็นดู “เมื่อกี้ยังเก่งอยู่เลยนี่นา” เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้ กระซิบชิดริมฝีปากเธอด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ “แล้วตอนนี้จะเขินอะไร...หื้มมมมม” เขาจูบเธอเบาๆแล้วผลักออกเชื่องช้า จ้องมองใบหน้าแดงซ่านที่กำลังเขินอย่างหนัก สองมือของเธอจับชายเสื้อของเขาแน่นจนมันยับไปหมด ยิ่งภาคินลูบเบาๆที่ส่วนสงวน ทะเลก็สะดุ้งครางเสียงหลง “อื้ออออ พี่ภา” ช่องทางรักฉ่ำเยิ้มจนชั้นในตัวจิ๋วเปียกชุ่ม สองมือจับไหล่ของเขาแน่น ในขณะที่ก้านนิ้วยาวแข็งแรงพยายามแทรกแหวกเข้าไปหาสิ่งที่ต้องการ “อ่าส์!! น้ำเยอะมากเลย” เสียงแหบพร่าของเขา กำลังทำให้เธอคลั่งแทบบ้า ทะเลเม้มปากเข้าหากันอย่างแรงจนเผลอกัดปาก เมื่อก้านนิ้วของเขามันแทรกผ่านเข้าไปในกลีบสีแดงที่ผลิตน้ำหวานออกมาอย่างหนัก “ไหนบอกสิ!” เขายิ้มเจ้าเล่ห์ “อยากจะหยุดไหม?” สองนิ้วที่แทรกผ่านเข้าไปได้เริ่มขยับอย่างช้าๆ ท้องนิ้วร้อนของนิ้วโป้งบดขยี้เม็ดทับทึมสีแดงสด ใบหน้าหล่อยิ้มออกมาอย่างชอบใจ ยิ่งเห็นคนตัวเล็กร้องครางลั่น ก้านนิ้วยาวที่อยู่ด้านในก็เร่งจังหวะ “อื้อออออ พี่ภา อะ อะ ซี้ดดดดด” ทะเลเชิดหน้าสูดปากราวกับทานอาหารเผ็ด ดิ้นเร่าๆ ปานจะขาดใจ หัวใจดวงน้อยๆเต้นจนเธอหายใจแทบไม่ทัน และเมื่อเห็นดั่งนั้นคนตัวร้ายก็กระดกนิ้วแรงเร็วจนน้ำเกสรใสของเธอแตกกระจาย ก่อนที่เขาจะรีบดึงนิ้วร้ายทั้งสองออกมา เมื่อรู้ว่าคนตัวเล็กถึงสวรรค์แล้ว น้ำสีใสกระเซ็นออกมาจนเปียกเบาะโซฟา ทะเลหอบหายใจแรง ร่างกายสั่นสะท้านไปหมด ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดแรง ใบหน้าสวยแดงจัด ดวงตาพร่ามัวด้วยความเขินและความรู้สึกที่ยังเต้นวูบไหวอยู่ภายในอก เธอรู้ทันทีว่าภาคินตั้งใจแกล้งเธอชัด ๆ “แค่นี้เหนื่อยแล้วเหรอ?” เขายกยิ้มร้าย พลางยันกายขึ้นเหนือร่างของเธอ ก่อนแทรกตัวเข้ามาใกล้อีกครั้ง ทะเลยังไม่ทันได้ตอบอะไร ริมฝีปากหนาก็โน้มลงมาประกบจูบเธออีกหน คราวนี้จูบของเขาช้าลงกว่าเดิม ราวกับกำลังปลอบประโลมคนที่เพิ่งถูกกลั่นแกล้งจนหมดแรง มือใหญ่ลูบเส้นผมที่เปียกเหงื่อของเธอเบา ๆ ก่อนจะเลื่อนลงมาประคองแก้มเนียนเอาไว้ “ต่อไหม” เสียงทุ้มกระซิบชิดริมฝีปาก ขณะที่ทะเลได้แต่เม้มปากแน่นแล้วตีไหล่เขาเบา ๆ อย่างงอน ๆ “พอเลย!! เลหิวข้าวแล้วเนี่ย พี่จะเกินไปแล้วนะ” ทะเลทำหน้างอน เห็นดั่งนั้นภาคินก็หัวเราะต่ำในลำคอ ดวงตาคมยังคงมองเธอไม่วางตา ราวกับยิ่งมองก็ยิ่งหลงมากขึ้นทุกที ก่อนจะก้มลงซบหน้าผากกับไหล่ของเธอ แล้วพึมพำเสียงแผ่ว “ก็พี่หลงเลจนไม่รู้จะทำยังไงแล้วนี่...”ช่วงเช้าของวันใหม่ ข่าวของทะเลและภาคินยังคงแพร่กระจายไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง หากแต่ทั้งสองคนกลับไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก เพราะมีทีมกฎหมายและทีมไอทีคอยจัดการและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ภายในห้องแต่งตัว นิพนธ์กำลังยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ พลางจัดเนกไทให้เข้าที่ด้วยท่าทีสุขุม “งานเริ่มหกโมงเย็น” เขาพูดขึ้นเสียงเรียบ ขณะตรวจความเรียบร้อยของตัวเองผ่านเงาสะท้อนในกระจก “แต่พวกเธอสองคนต้องไปถึงก่อน เข้าใจไหม?” “แต่คุณท่านคะ…” สาหร่ายเดินเข้ามาพร้อมเสื้อสูทตัวนอก ก่อนจะชะงักเล็กน้อย “ให้หร่ายกับชาไปด้วยจะดีเหรอคะ?” “แล้วจะอยู่บ้านทำอะไร?” นิพนธ์หันกลับมามอง ก่อนเลิกคิ้วเล็กน้อย รับเสื้อสูทจากมือของเธอ แล้วเอื้อมไปจัดปกเสื้อให้เข้าที่ “ไปช่วยงานที่นั่นแหละ อย่างน้อยก็อยู่เป็นเพื่อนทะเลด้วย” “เปล่าหรอกค่ะ…” สาหร่ายยิ้มหวาน ก่อนเอ่ยเสียงออดอ้อน “ที่หร่ายค้านเพราะหร่ายกับชาไม่มีชุดสวย ๆ ที่เหมาะกับงานต่างหากค่ะ” นิพนธ์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหลุดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ จริงด้วย เขาเกือบลืมไปว่าสองคนนี้เป็นสาวใช้ จะไปมีชุดราตรีสวย ๆ สำหรับออกงานใหญ่ได้อย่างไร “งั้นก็ไปที่ห้องเ
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ห้าทุ่มกว่า ฤทธิ์ชัยยังคงนั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ภายในห้องนั่งเล่น ในมือของชายวัยกลางคนถือแก้วไวน์สีแดงเข้ม ค่อย ๆ แกว่งมันไปมาอย่างไร้จุดหมาย ใบหน้าเคร่งเครียด หัวคิ้วขมวดแน่นไม่คลาย สายตาเหลือบมองนาฬิกาบนผนังเป็นระยะ ราวกับกำลังรอใครบางคน แกร๊ก…เสียงประตูบ้านเปิดออก “เอ้า…” ไวท์เดินเข้ามาพร้อมสีหน้าอ่อนล้า เสื้อผ้ายังคงเป็นชุดเดิมตั้งแต่เมื่อวาน เพียงแต่ยับยู่ยี่จนดูออกว่าเจ้าตัวไม่ได้กลับบ้านทั้งคืน “ยังไม่นอนอีกเหรอพ่อ?” ฤทธิ์ชัยเงยหน้าขึ้นมองลูกชาย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่เย็นเยียบ “ฉันมีเรื่องจะคุยกับแก” เขาชี้ไปยังโซฟาฝั่งตรงข้าม “นั่งลง” “เฮ้อ…” ไวท์ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนทิ้งตัวลงนั่ง “อะไรอีกล่ะพ่อ พรุ่งนี้ค่อยคุยไม่ได้เหรอ ผมเหนื่อย” “มึงไปทำเรื่องอะไรมา” “เรื่องอะไร?” “ไอ้ไวท์!” ฤทธิ์ชัยตวาดเสียงลั่น “อย่ามาทำเป็นไม่รู้ กูถามว่ามึงไปทำอะไรมา!” “ก็บอกแล้วไง…ไปดื่มกับเพื่อน เมาจนกลับไม่ไหว ก็เลยนอนห้องมัน” “แล้วมึงไปทำอะไร…นอกจากนั้น!” ปัง! แก้วไวน์ถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะจนของเหลวกระเพื่อม “มึงรู้ไหม…วันนี้กูต้องเจออะไรบ้าง!”
หกโมงเย็นของวัน หลังเลิกงาน ภาคินแยกตัวจากทะเล โดยอ้างว่าจะไปทำธุระกับสิงห์ เพื่อนสนิทที่เป็นนายตำรวจ ส่วนทะเลก็ออกไปพร้อมกับเกวลิน โดยไม่เอะใจแม้แต่น้อย ไม่นานนัก รถยนต์สีดำคันหรูก็แล่นมาจอดสนิทอยู่หน้าบ้านพักของฤทธิ์ชัย บรรยากาศยามเย็นเงียบสงบ ตัดกับสีหน้าของชายทั้งสองที่เคร่งเครียดผิดปกติ ภาคินเอนตัวพิงเบาะ หลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนออกช้า ๆ ราวกับกำลังสะกดอารมณ์ของตัวเอง “กูว่า…” สิงห์เอ่ยทำลายความเงียบ พลางมองบ้านหลังใหญ่เบื้องหน้า “ต่อให้มึงมีหลักฐาน ไอ้ไวท์มันก็ไม่ยอมรับหรอก” เขาหันมามองเพื่อนด้วยแววตาเป็นห่วง “กลับกันเถอะวะ กูว่ามันไม่คุ้ม ถ้ามันยอมรับง่าย ๆ ป่านนี้คงไม่กล้าปล่อยคลิปตั้งแต่แรกหรอก” ภาคินยังคงนิ่ง สายตาคมจับจ้องไปยังประตูรั้วของบ้าน ก่อนกำหมัดแน่นอยู่บนหน้าตัก “กูไม่ได้มาเพื่อให้มันยอมรับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ก่อนเปิดประตูรถลงไป “กูมาเพื่อให้มันรับผิดชอบกับสิ่งที่มันทำ” ว่าจบ ภาคินก็ผลักประตูรถลงไปทันที สิงห์รีบเปิดประตูตามลงไป พลางเร่งฝีเท้าไล่หลังเพื่อน ก่อนจะเห็นภาคินยืนอยู่หน้าประตูรั้วบ้านของฤทธิ์ชัย
“อะ ๆ” นิพนธ์ยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม ก่อนวางไอแพดไว้ข้างตัว แล้วคลี่ผ้าเช็ดปูตักออกอย่างเป็นระเบียบ จังหวะเดียวกับที่น้ำชายกชามข้าวต้มมาวางตรงหน้า ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนหันไปพูดกับลูกทั้งสอง “วันนี้พ่อมีนัดกับคุณเอกที่ห้องวิจัย ส่วนคุณสายจะเอาชุดเข้ามาให้ลอง” “ตอนไหนครับพ่อ?” ภาคินเงยหน้าถาม “วันนี้ผมกับเลมีประชุมกับฝ่ายการตลาดที่โอเชี่ยน กรุ๊ปเหมือนกัน” “งั้นเดี๋ยวพ่อให้คุณสายเอาชุดไปที่โอเชี่ยน กรุ๊ปก็แล้วกัน ยังไงพ่อก็ต้องแวะไปดูสถานที่จัดงานอยู่แล้ว” ภาคินกับทะเลพยักหน้ารับพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งสามจะหันกลับมาตั้งใจรับประทานอาหารเช้าต่ออย่างเงียบ ๆ ทว่า…ไม่นาน เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น ทำให้สายตาของนิพนธ์และทะเลหันไปมองพร้อมกัน ขณะที่ภาคินรีบเอื้อมมือคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา เขาเหลือบมองหน้าจอเพียงครู่เดียว ก่อนกดปิดเสียง แล้วเงยหน้ามองทั้งสองคน “ผมขอตัวสักครู่นะครับ” พูดจบ ภาคินก็ลุกจากโต๊ะอาหาร ก่อนเดินออกมาทางโซนห้องครัว เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสาวใช้หรือคนของบ้านอยู่แถวนั้น ก่อนก้านนิ้วยาวจะเลื่อนรับสาย “ว่ายังไงคุ
บ้านพงศ์วารินทร์ “เหนื่อยไหมคะ คุณท่าน” น้ำเสียงหวานของน้ำชาดังขึ้น พร้อมสองมือที่ค่อย ๆ บรรจงนวดคลึงไหล่กว้างของชายวัยกลางคนอย่างแผ่วเบา “อือ…” นิพนธ์ครางรับในลำคอ หลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้ความเมื่อยล้าจากทั้งวันค่อย ๆ คลายลงท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ กระทั่งสัมผัสที่หัวไหล่หายไป เขาจึงลืมตาขึ้น ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นหญิงสาวเลื่อนตัวลงไปนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า “จะทำอะไร” นิพนธ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบ น้ำชาเพียงเงยหน้าขึ้นสบตา พร้อมส่งรอยยิ้มหวาน ก่อนค่อย ๆ วางมือทั้งสองลงบนหน้าขาของเขา ลูบผ่านเนื้อผ้าอย่างแผ่วเบา “ชาก็แค่อยากช่วยนวดให้คุณท่านค่ะ” เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย พลางยิ้มอ่อน “จะได้รู้สึกสบายตัว…หายเหนื่อยไงคะ” “หึ!” นิพนธ์หัวเราะในลำคอเบาๆ พลางเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเธออย่างเอ็นดู “เธอรู้ตัวไหม? ว่าเธอร่านขนาดไหน?” “คุณท่านเองก็ชอบไม่ใช่เหรอคะ?” เธอถามกลับตาใส พลางสองมือลูบไล้เลยๆ จนไปสัมผัสเข้ากับของต้องห้ามที่มันกำลังหลับใหลอยู่ภายใต้กางเกงนอนราคาแพงนั้น “ไม่อย่างนั้น~ คุณท่านคงไม่เรียกให้ชาขึ้นมานวดทุกคืน” นิพนธ์ยกยิ้มขึ้นมุมปาก ก่อนจะสูดปากร้องครางออกม
บริษัท Velvet Skin รถตู้สีดำคันหรูเคลื่อนเข้ามาจอดสนิทหน้าสำนักงานใหญ่ ทันทีที่ประตูรถเปิดออก ผู้บริหารทั้งสามก็ก้าวลงมาพร้อมสีหน้าเรียบนิ่ง หากแต่แววตาแฝงไว้ด้วยความพึงพอใจจากการประชุมที่เพิ่งจบลง “คุณทะเลคะ” เลขาสาวรีบเดินเข้ามาต้อนรับ พร้อมยื่นมือรับกระเป๋าสะพายจากเจ้านาย “มีแขกมารอพบอยู่ที่ห้องรับแขกค่ะ “หืม?” ทะเลครางรับเบา ๆ ก่อนหันไปสบตานิพนธ์กับภาคินราวกับถามความเห็น “ใครเหรอคะ คุณสายฝน” “คุณชัชวาลค่ะ” “อ๋อ…” หญิงสาวพยักหน้ารับ ก่อนยิ้มบาง ๆ “งั้นรบกวนคุณสายฝนช่วยต้อนรับคุณชัชวาลก่อนนะคะ เลขอแวะเข้าห้องน้ำแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวตามไปค่ะ” “ได้เลยค่ะ” สายฝนรับคำ ก่อนรีบเดินแยกไปยังห้องรับรองแขก “ไหวหรือเปล่าทะเล?” ภาคินเอื้อมมือโอบเอวของเธอหลวม ๆ พลางก้มมองใบหน้าที่ดูอ่อนล้า “นั่นสิ” นิพนธ์เอ่ยสมทบ พลางยกมือลูบแก้มลูกสาวเบา ๆ “ป๋าว่าช่วงนี้หนูดูเหนื่อย ๆ นะ บอกแล้วว่าอย่าหักโหม” แล้วเขาก็ถอนหายใจแผ่ว ๆ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ตั้งแต่กลับมาจากโอเชี่ยน กรุ๊ป หนูก็วิ่งไปวิ่งมาทุกวัน ไหนจะต้องดูแลงานที่นี่อีก ร่างกายคนเรามันไม่ใช่เหล็กนะลูก” ทะเลยิ้มบาง ๆ ก่อนจ
ทะเลมองพื้นบริเวณหน้าโซฟาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำใสด้วยสายตารู้สึกผิด แก้มยังแดงระเรื่อไม่หาย เธอแทบไม่กล้าเงยหน้าสบตาแม่บ้านที่กำลังก้มเช็ดทำความสะอาดอยู่ตรงหน้า ต่างจากคนต้นเรื่องที่ตอนนี้กลับนั่งเอนหลังอยู่บนโต๊ะทำงานด้วยท่าทีสบายอารมณ์ แถมยังยกยิ้มมุมปากเหมือนผู้ชนะอย่างเห็นได้ชัด “เล... ขอโทษนะคะ
“เฮ้ย!!” ทะเลสะดุ้งสุดตัว รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดใบหน้าส่วนล่างเอาไว้แทบจะทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจและเขินอาย เพราะจู่ ๆ นิพนธ์ก็มานั่งอยู่ข้างเตียงตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ชายวัยกลางคนกำลังมองเธอด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ทั้งอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ป๋า... เลตกใจหมดเลย” เสียงหวานอู้อี้ลอดผ
นั่งพูดคุยกันได้ไม่นาน พนักงานก็เริ่มทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟทีละจาน กลิ่นหอมของสเต๊ก เนื้อย่าง และไวน์ชั้นดีลอยคลุ้งไปทั่วโต๊ะ แสงไฟสีส้มอ่อนภายในร้านสะท้อนลงบนแก้วคริสตัลและช้อนส้อมสีเงินจนดูหรูหรายิ่งขึ้น“ทะเลทานอันนี้สิ” นิพนธ์พูดขึ้น พลางเลื่อนจานสลัดกุ้งตัวใหญ่ไปไว้ตรงหน้าเธอ ก่อนหยิบช้อนกลางตักอ
ชุดเซตผ้าทวีตสีชมพูพาสเทลถูกแขวนไว้อย่างประณีตอยู่บนราว ตัวเสื้อเป็นแจ็กเก็ตทวีตแขนยาวทรงครอป ทอแทรกดิ้นสีทองระยิบระยับยามต้องแสง ตกแต่งด้วยกระดุมทองเงางามดูหรูหรา ด้านในซ้อนด้วยเสื้อสายเดี่ยวสีชมพูอ่อนเข้าชุดที่ช่วยขับผิวขาวของคนสวมให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นข้างกันคือกระโปรงสั้นจีบพลีตรอบตัวในโทนเดียวก







