INICIAR SESIÓN“เฮ้ย!!” ทะเลสะดุ้งสุดตัว รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดใบหน้าส่วนล่างเอาไว้แทบจะทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจและเขินอาย เพราะจู่ ๆ นิพนธ์ก็มานั่งอยู่ข้างเตียงตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
ชายวัยกลางคนกำลังมองเธอด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ทั้งอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเอ็นดู “ป๋า... เลตกใจหมดเลย” เสียงหวานอู้อี้ลอดผ่านผ้าห่มผืนนุ่ม เพราะเธอกลัวว่าเขาจะได้กลิ่นปากของคนเพิ่งตื่นนอน นิพนธ์หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนยกมือขึ้นลูบเส้นผมนุ่มที่ยุ่งเล็กน้อยของเธออย่างแผ่วเบา ยิ่งเห็นสายตาของเขามองมาแบบนั้น ทะเลก็ยิ่งรู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้าอย่างประหลาด หรือว่าเธอจะคิดมากไปเองก็ไม่รู้... “ไปอาบน้ำได้แล้ว” เขาพูดพลางยันกายลุกขึ้น ก่อนเอื้อมมือไปจับผ้าห่มแล้วกระตุกเบา ๆ เป็นเชิงเร่ง แต่คนบนเตียงกลับยังขดตัวแน่น ไม่ยอมลุกง่าย ๆ จนสุดท้ายนิพนธ์ต้องคว้าข้อมือเล็กเอาไว้แล้วออกแรงดึงนิดหน่อย “ทะเล” “อื้อออออ...” หญิงสาวครางงัวเงียในลำคอ น้ำเสียงยานคางราวกับเด็กขี้เซา “เลยังไม่อยากลุกเลยป๋า...” “ไม่ได้” เขาเริ่มใช้น้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย “เดี๋ยวไปบริษัทสาย” “บริษัท?” ทะเลชะงักไปทันที ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ และทวนคำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ “ใช่!!!” นิพนธ์ยกยิ้มบาง ๆ แล้วพยักหน้าให้ เพียงแค่นั้น คนบนเตียงก็แทบหายง่วงในทันที “ป๋าจะให้เลไปช่วยงานจริง ๆ เหรอคะ!?” ดวงตาคู่สวยเป็นประกายขึ้นมาอย่างชัดเจน รอยยิ้มหวานผุดขึ้นเต็มใบหน้า ก่อนที่เธอจะโผเข้ากอดพ่อเลี้ยงเอาไว้แน่นด้วยความดีใจ “ขอบคุณนะคะป๋า!” เสียงใสเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เพราะในที่สุด เธอก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังมีที่ยืน มีหน้าที่ และมีประโยชน์ในบ้านหลังนี้จริง ๆ สักที นิพนธ์นิ่งไปชั่วขณะกับอ้อมกอดของเธอ ก่อนมือใหญ่จะค่อย ๆ ลูบแผ่นหลังบางเบา ๆ แววตาคมอ่อนลงอย่างที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นกับใคร “เด็กดีของป๋า” เขาพึมพำเสียงต่ำใกล้ข้างหูเธอ ก่อนจะจุมพิตเบาๆ ที่ไหล่กว้าง และกระชับโอบกอดแน่น ราวกับอยากปล่อยเลย บริษัท Velvet Skin สำนักงานใหญ่สูงสิบชั้นตั้งตระหง่านอยู่กลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นสะดุดตา ตัวอาคารถูกออกแบบให้โค้งมนอย่างอ่อนช้อย ใช้กระจกตัดแสงสีชาอมชมพูสลับกับระแนงอะลูมิเนียมสีโรสโกลด์ โครงสร้างบางส่วนบิดพลิ้วราวกับผืนกำมะหยี่ที่กำลังปลิวไหว หรือคล้ายเนื้อครีมเข้มข้นที่กำลังละลายไหลลงอย่างช้า ๆ ทั้งหรูหรา อ่อนโยน และทรงอำนาจในเวลาเดียวกัน โทนสีหลักของอาคารเป็นสีขาวงาช้างตัดกับเอิร์ธโทนอบอุ่น ให้ความรู้สึกสะอาด ละมุน และดูแพงสมกับเป็นบริษัทเครื่องสำอางระดับพรีเมียม ตามชั้นต่าง ๆ ยังแทรกไปด้วยสวนแนวตั้งและระเบียงต้นไม้ขนาดใหญ่ สื่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่เน้นส่วนผสมจากธรรมชาติและความสมดุลของความงาม รถโรลส์ รอยซ์สีดำค่อย ๆ แล่นเข้าสู่โถงจอดด้านหน้าอาคาร ทันทีที่ประตูรถเปิดออก นิพนธ์ก็ลงจากรถก่อน แล้วหันมายื่นมือให้ทะเลอย่างอัตโนมัติ หญิงสาวในชุดเดรสสีอ่อนก้าวลงจากรถอย่างสง่างาม ก่อนที่เขาจะคล้องแขนเธอเอาไว้แนบชิด แล้วพาเดินเข้าสู่ด้านในบริษัทพนักงานหลายคนที่เดินผ่านต่างชะลอฝีเท้า พร้อมยกมือไหว้ด้วยความเคารพ แต่สายตาส่วนใหญ่กลับอดมองทะเลไม่ได้ โถงต้อนรับด้านในโอ่อ่าจนแทบเหมือนโรงแรมหรู เพดานสูงโปร่งเปิดโล่งหลายชั้น ตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาวเงาวับ ตัดกับเส้นสายสีทองชมพูที่แทรกอยู่ตามขอบผนังและเสา “สวัสดีค่ะ / ครับ ท่านประธาน” เสียงของพนักงานต้อนรับชายหญิงดังขึ้นพร้อมกันทันทีที่นิพนธ์ก้าวเข้ามาภายในโถงบริษัท ทุกคนยืนตรงอย่างเป็นระเบียบ พร้อมส่งยิ้มให้หญิงสาวข้างกายของเขาอย่างสุภาพ ทะเลพยักหน้ารับเบา ๆ ขณะกวาดสายตามองบรรยากาศรอบตัวด้วยความสนใจ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไร นิพนธ์ก็หยุดฝีเท้าลงเล็กน้อย ก่อนหันไปมองพนักงานชายคนหนึ่งตรงเคาน์เตอร์ “เนกไทคุณเบี้ยวนะ” น้ำเสียงเรียบเฉย ไม่ดังมาก แต่กลับทำให้คนฟังสะดุ้งได้ทันที “ขะ...ขอโทษครับท่าน!” พนักงานหนุ่มรีบก้มหน้ารับคำ สีหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะยกมือขึ้นจัดเนกไทของตัวเองลวก ๆ ด้วยความร้อนรน นิพนธ์เพียงพยักหน้ารับเล็กน้อย ไม่ได้ต่อว่าอะไรอีก ก่อนจะคล้องแขนทะเลแล้วพาเดินตรงไปยังลิฟต์ส่วนตัวของผู้บริหาร ทันทีที่ทั้งสองเดินลับออกไป พนักงานชายคนนั้นก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ รีบหันไปมองเพื่อนร่วมงานข้าง ๆ “เอียงอยู่ไหมวะ?” “นิดเดียวเองแก แต่ท่านตาไวชะมัด...” เพื่อนสาวกระซิบตอบพลางช่วยจัดปกเสื้อให้เขาอีกครั้ง ส่วนอีกฝั่ง ทะเลที่ยืนอยู่ในลิฟต์กระจกก็เผลอหลุดยิ้มออกมา เธอมองหน้าพ่อเลี้ยง ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเบา “ไทพี่เขาเบี้ยวหน่อยเดียว ป๋าตาดีชะมัดเลย” “แน่นอนสิ” นิพนธ์ตอบพลางกดชั้นบนสุด “คนเป็นผู้นำ ถ้าปล่อยให้เรื่องเล็ก ๆ หลุดรอดไปได้ สุดท้ายเรื่องใหญ่ก็จะตามมา แล้วอีกอย่าง... บริษัทนี้คือหน้าตาของป๋า เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องเรียบร้อย” ทะเลเงยหน้ามองตัวเลขเหนือประตูลิฟต์ทันทีที่เสียง ติ๊ง ดังขึ้นเบา ๆ ชั้นเก้า ชั้นสูงสุดของโซนสำนักงานหลักของบริษัท ชั้นนี้ถูกแยกออกจากพื้นที่ทำงานทั่วไปอย่างชัดเจน ทั้งเงียบ สงบ และเป็นส่วนตัวมากกว่าเดิมหลายเท่า ตั้งแต่ทางเข้าก็มีระบบรักษาความปลอดภัยครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นคีย์การ์ด การสแกนชีวมิติ รวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ประจำอยู่ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ทุกอย่างบ่งบอกได้ชัดว่า คนที่จะขึ้นมาบนชั้นนี้ได้ ไม่ใช่คนธรรมดา ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก หญิงสาวในชุดสูทกระโปรงสีครีมก็รีบลุกขึ้นจากโต๊ะและเร่งฝีเท้าเดินมาหาอย่างทันที “สวัสดีค่ะท่านประธาน” ปรายฝน เลขาสาวประจำตัวของนิพนธ์เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงสุภาพ พร้อมก้มศีรษะเล็กน้อย ก่อนสายตาจะเหลือบมองทะเลอย่างเป็นมิตร “ไปตามภาคินมาหาผมหน่อย” นิพนธ์พูดพลางปลดกระดุมสูทออกช้า ๆ “แล้วก็เอาของว่างเข้ามาด้วยนะ” “ค่ะท่าน” หญิงสาวรับคำทันที ก่อนรีบเดินแยกออกไป นิพนธ์จับมือทะเลพาเดินต่อไปตามโถงทางเดินเงียบหรู พื้นหินอ่อนสีอ่อนสะท้อนเงาไฟด้านบนอย่างสะอาดตา ผนังตกแต่งด้วยงานศิลป์ร่วมสมัยและกลิ่นหอมเฉพาะตัวของแบรนด์ที่ลอยจาง ๆ อยู่ทั่วชั้น สุดทางเดินคือห้องทำงานของท่านประธาน ประตูบานใหญ่สีขาวตัดขอบทองถูกเปิดออกอย่างนุ่มนวล ห้องทำงานกว้างขวางและหรูหราจนน่าเกรงขาม ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าสุดของตัวอาคาร ซึ่งเป็นจุดโค้งของกระจกบานสูงจากพื้นจรดเพดาน วิวกรุงเทพฯ ด้านนอกเปิดกว้างสุดสายตา ทั้งตึกสูง ถนน และเส้นขอบฟ้าที่ทอดยาวอยู่ไกลออกไป ในระหว่างที่ทะเลกำลังยืนดื่มด่ำกับบรรยากาศของห้องทำงานสุดหรูของนิพนธ์ ดวงตาคู่สวยทอดมองวิวเมืองด้านนอกผ่านกระจกบานสูงด้วยความหลงใหล แต่จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นโดยไม่มีการเคาะประตูแม้แต่นิดเดียว “พ่อ!!” เสียงทุ้มคุ้นหูดังลั่นขึ้นพร้อมกับร่างสูงของภาคินที่เดินเข้ามาแบบถือวิสาสะ จนเจ้าของห้องต้องถอนหายใจออกมาแรง ๆ อย่างคนชินแต่ก็ยังหงุดหงิดอยู่ดี ทะเลหันขวับทันที ก่อนจะชิงพูดสวนขึ้นมาก่อนนิพนธ์ “ไม่มีมารยาทเลยอะพี่ภา” เธอกอดอกมองเขา พร้อมขมวดคิ้วใส่เล็กน้อย ภาคินเลิกคิ้วขึ้นอย่างกวน ๆ แล้วปรายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “อ้าว?” เขาพูดพลางปิดประตูห้องเสียงเบา “ก็คิดว่ามีแค่พ่ออยู่คนเดียว” “ถึงมีป๋าคนเดียวก็ต้องเคาะก่อนสิ” “โห... เข้าบริษัทวันแรกก็เริ่มดุแล้วนะเรา” ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเดินตรงมาทิ้งตัวนั่งบนโซฟารับรองอย่างสบาย ๆ ราวกับเป็นห้องตัวเอง นิพนธ์ที่มองลูกชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “แกนี่มันจริง ๆ เลย” “ก็พ่อเรียกผมด่วนเองนี่ครับ” ภาคินตอบหน้าตาเฉย พลางเหลือบมองทะเลอีกครั้ง “แล้วนี่... พามาเปิดตัวเลยเหรอ?” “เปิดตัวอะไรของพี่ ป๋าพามาดูงานต่างหาก” ทะเลเบะปากใส่เขาทันที “เหรอ...” ภาคินลากเสียงยาว ก่อนยกยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน “แต่พนักงานทั้งชั้นคงคิดว่าพ่อพาสาวใหม่มาแน่ ๆ” “พี่ภา!” ทะเลกัดฟันเรียกชื่อเขา ก่อนจะฟาดมือลงบนหน้าขาของภาคินเบา ๆ ด้วยความหมั่นไส้ ภาคินหัวเราะออกมาในลำคอ พลางคว้าข้อมือเธอเอาไว้ไม่ให้ตีซ้ำ ส่วนนิพนธ์นั้น เพียงยกแก้วกาแฟขึ้นจิบช้า ๆ พร้อมมองลูกชายด้วยสายตาเรียบนิ่ง “พ่อว่าจะให้เลมาช่วยงาน” ประโยคนั้นทำให้ภาคินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้วทันที “ได้ไงอะพ่อ” “ทำไมจะไม่ได้” “ก็งานผมเยอะกว่าอีก” เขาพูดพลางเอนตัวพิงโซฟา “หมายความว่าแกจะเอาน้องไปทำงานด้วยว่างั้น” นิพนธ์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ใช่” ภาคินตอบทันทีแบบไม่คิด หากแต่แววตากลับแฝงบางอย่างที่นิพนธ์เห็นแล้วก็รู้ได้ว่าลูกชายเขามันร้าย“เรื่องนี้…ผมว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารงานของบริษัทนะครับ” นิพนธ์เอ่ยแทรกขึ้น ท่ามกลางสายตาของผู้สื่อข่าวและแขกเหรื่อทั้งงานที่กำลังจับจ้องมาทางเขา “และตามหลักแล้ว ทะเลกับภาคินไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน การที่ผมอนุญาตให้ลูกทั้งสองคนคบหากัน ก็ไม่ได้มีอะไรผิดนี่ครับ” “จริงด้วย…” เสียงซุบซิบดังขึ้นจากกลุ่มนักข่าวทันทีที่สิ้นคำพูดของนิพนธ์ หลายคนเริ่มหันไปมองหน้ากันอย่างเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น “อีกอย่าง เมื่อไม่นานมานี้ ภาคินกับทะเลเพิ่งจะหมั้นหมายกันไป” นิพนธ์กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทว่า…แววตากลับทอดมองตรงไปยังฤทธิ์ชัยและไวท์ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ราวกับจงใจให้ใครบางคนได้รับรู้ถึงความหมายของคำพูดนั้น “งั้นแสดงว่าคลิปที่กำลังว่อนอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต…” นักข่าวชายคนหนึ่งรีบเอ่ยถามขึ้น “ครับ” ภาคินรับคำ น้ำเสียงของเขายังคงหนักแน่นไร้ความลังเล “วันนั้นผมกับทะเลไปเลี้ยงฉลองกันที่คลับ และการที่ผมจะจูบว่าที่ภรรยานั้น มันผิดตรงไหนครับ?” นักข่าวแต่ละคนมีสีหน้าเจื่อนลงไปตาม ๆ กัน เมื่อไม่อาจโต้แย้งคำพูดของภาคินได้ เพราะสิ่งที่เขาพูดล้วนเป็นความจริง ทะเลกับภาคินไม่ได้มีสายเลือดเดีย
เสียงดนตรีภายในห้องบอลรูมค่อย ๆ เปลี่ยนจังหวะ ก่อนแสงไฟบนเวทีจะหรี่ลง จอ LED ขนาดใหญ่ด้านหลังเวทีพลันสว่างขึ้น พร้อมตัวอักษรสีทองปรากฏบนพื้นหลังสีดำสนิท PONGWARIN 25th ANNIVERSARY 25 YEARS OF EXCELLENCE ภาพความทรงจำตลอดระยะเวลา 25 ปีค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนจอ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของ Velvet Skin ผลิตภัณฑ์รุ่นแรก รางวัลและความสำเร็จต่าง ๆ ไล่เรียงมาจนถึงภาพขององค์กรในปัจจุบัน ก่อนภาพจะเปลี่ยนเป็นโลโก้ VELVET SKIN และ OCEAN GROUP ที่ปรากฏเคียงคู่กัน เสียงบรรยายดังขึ้นอย่างนุ่มนวล “ยี่สิบห้าปีแห่งความมุ่งมั่น…ยี่สิบห้าปีแห่งการเติบโต และยี่สิบห้าปีแห่งความภาคภูมิใจของพงศ์วารินทร์” ภาพสุดท้ายหยุดลงที่โลโก้ PG พร้อมภาพสมาชิกครอบครัวพงศ์วารินทร์ในอดีต ก่อนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นภาพปัจจุบัน เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วทั้งห้อง พิธีกรหญิงก้าวออกมาด้านหน้า พร้อมรอยยิ้ม “และตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา บุคคลสำคัญผู้เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของพงศ์วารินทร์ กรุ๊ป…” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ขณะที่แสงสปอตไลต์ค่อย ๆ สาดไปยังชายวัยกลางคนบริเวณที่นั่งด้านหน้า “ขอเรียนเชิญ คุณนิพนธ์ พงศ์วารินท
ช่วงเช้าของวันใหม่ ข่าวของทะเลและภาคินยังคงแพร่กระจายไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง หากแต่ทั้งสองคนกลับไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก เพราะมีทีมกฎหมายและทีมไอทีคอยจัดการและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ภายในห้องแต่งตัว นิพนธ์กำลังยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ พลางจัดเนกไทให้เข้าที่ด้วยท่าทีสุขุม “งานเริ่มหกโมงเย็น” เขาพูดขึ้นเสียงเรียบ ขณะตรวจความเรียบร้อยของตัวเองผ่านเงาสะท้อนในกระจก “แต่พวกเธอสองคนต้องไปถึงก่อน เข้าใจไหม?” “แต่คุณท่านคะ…” สาหร่ายเดินเข้ามาพร้อมเสื้อสูทตัวนอก ก่อนจะชะงักเล็กน้อย “ให้หร่ายกับชาไปด้วยจะดีเหรอคะ?” “แล้วจะอยู่บ้านทำอะไร?” นิพนธ์หันกลับมามอง ก่อนเลิกคิ้วเล็กน้อย รับเสื้อสูทจากมือของเธอ แล้วเอื้อมไปจัดปกเสื้อให้เข้าที่ “ไปช่วยงานที่นั่นแหละ อย่างน้อยก็อยู่เป็นเพื่อนทะเลด้วย” “เปล่าหรอกค่ะ…” สาหร่ายยิ้มหวาน ก่อนเอ่ยเสียงออดอ้อน “ที่หร่ายค้านเพราะหร่ายกับชาไม่มีชุดสวย ๆ ที่เหมาะกับงานต่างหากค่ะ” นิพนธ์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหลุดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ จริงด้วย เขาเกือบลืมไปว่าสองคนนี้เป็นสาวใช้ จะไปมีชุดราตรีสวย ๆ สำหรับออกงานใหญ่ได้อย่างไร “งั้นก็ไปที่ห้องเ
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ห้าทุ่มกว่า ฤทธิ์ชัยยังคงนั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ภายในห้องนั่งเล่น ในมือของชายวัยกลางคนถือแก้วไวน์สีแดงเข้ม ค่อย ๆ แกว่งมันไปมาอย่างไร้จุดหมาย ใบหน้าเคร่งเครียด หัวคิ้วขมวดแน่นไม่คลาย สายตาเหลือบมองนาฬิกาบนผนังเป็นระยะ ราวกับกำลังรอใครบางคน แกร๊ก…เสียงประตูบ้านเปิดออก “เอ้า…” ไวท์เดินเข้ามาพร้อมสีหน้าอ่อนล้า เสื้อผ้ายังคงเป็นชุดเดิมตั้งแต่เมื่อวาน เพียงแต่ยับยู่ยี่จนดูออกว่าเจ้าตัวไม่ได้กลับบ้านทั้งคืน “ยังไม่นอนอีกเหรอพ่อ?” ฤทธิ์ชัยเงยหน้าขึ้นมองลูกชาย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่เย็นเยียบ “ฉันมีเรื่องจะคุยกับแก” เขาชี้ไปยังโซฟาฝั่งตรงข้าม “นั่งลง” “เฮ้อ…” ไวท์ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนทิ้งตัวลงนั่ง “อะไรอีกล่ะพ่อ พรุ่งนี้ค่อยคุยไม่ได้เหรอ ผมเหนื่อย” “มึงไปทำเรื่องอะไรมา” “เรื่องอะไร?” “ไอ้ไวท์!” ฤทธิ์ชัยตวาดเสียงลั่น “อย่ามาทำเป็นไม่รู้ กูถามว่ามึงไปทำอะไรมา!” “ก็บอกแล้วไง…ไปดื่มกับเพื่อน เมาจนกลับไม่ไหว ก็เลยนอนห้องมัน” “แล้วมึงไปทำอะไร…นอกจากนั้น!” ปัง! แก้วไวน์ถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะจนของเหลวกระเพื่อม “มึงรู้ไหม…วันนี้กูต้องเจออะไรบ้าง!”
หกโมงเย็นของวัน หลังเลิกงาน ภาคินแยกตัวจากทะเล โดยอ้างว่าจะไปทำธุระกับสิงห์ เพื่อนสนิทที่เป็นนายตำรวจ ส่วนทะเลก็ออกไปพร้อมกับเกวลิน โดยไม่เอะใจแม้แต่น้อย ไม่นานนัก รถยนต์สีดำคันหรูก็แล่นมาจอดสนิทอยู่หน้าบ้านพักของฤทธิ์ชัย บรรยากาศยามเย็นเงียบสงบ ตัดกับสีหน้าของชายทั้งสองที่เคร่งเครียดผิดปกติ ภาคินเอนตัวพิงเบาะ หลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนออกช้า ๆ ราวกับกำลังสะกดอารมณ์ของตัวเอง “กูว่า…” สิงห์เอ่ยทำลายความเงียบ พลางมองบ้านหลังใหญ่เบื้องหน้า “ต่อให้มึงมีหลักฐาน ไอ้ไวท์มันก็ไม่ยอมรับหรอก” เขาหันมามองเพื่อนด้วยแววตาเป็นห่วง “กลับกันเถอะวะ กูว่ามันไม่คุ้ม ถ้ามันยอมรับง่าย ๆ ป่านนี้คงไม่กล้าปล่อยคลิปตั้งแต่แรกหรอก” ภาคินยังคงนิ่ง สายตาคมจับจ้องไปยังประตูรั้วของบ้าน ก่อนกำหมัดแน่นอยู่บนหน้าตัก “กูไม่ได้มาเพื่อให้มันยอมรับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ก่อนเปิดประตูรถลงไป “กูมาเพื่อให้มันรับผิดชอบกับสิ่งที่มันทำ” ว่าจบ ภาคินก็ผลักประตูรถลงไปทันที สิงห์รีบเปิดประตูตามลงไป พลางเร่งฝีเท้าไล่หลังเพื่อน ก่อนจะเห็นภาคินยืนอยู่หน้าประตูรั้วบ้านของฤทธิ์ชัย
“อะ ๆ” นิพนธ์ยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม ก่อนวางไอแพดไว้ข้างตัว แล้วคลี่ผ้าเช็ดปูตักออกอย่างเป็นระเบียบ จังหวะเดียวกับที่น้ำชายกชามข้าวต้มมาวางตรงหน้า ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนหันไปพูดกับลูกทั้งสอง “วันนี้พ่อมีนัดกับคุณเอกที่ห้องวิจัย ส่วนคุณสายจะเอาชุดเข้ามาให้ลอง” “ตอนไหนครับพ่อ?” ภาคินเงยหน้าถาม “วันนี้ผมกับเลมีประชุมกับฝ่ายการตลาดที่โอเชี่ยน กรุ๊ปเหมือนกัน” “งั้นเดี๋ยวพ่อให้คุณสายเอาชุดไปที่โอเชี่ยน กรุ๊ปก็แล้วกัน ยังไงพ่อก็ต้องแวะไปดูสถานที่จัดงานอยู่แล้ว” ภาคินกับทะเลพยักหน้ารับพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งสามจะหันกลับมาตั้งใจรับประทานอาหารเช้าต่ออย่างเงียบ ๆ ทว่า…ไม่นาน เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น ทำให้สายตาของนิพนธ์และทะเลหันไปมองพร้อมกัน ขณะที่ภาคินรีบเอื้อมมือคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา เขาเหลือบมองหน้าจอเพียงครู่เดียว ก่อนกดปิดเสียง แล้วเงยหน้ามองทั้งสองคน “ผมขอตัวสักครู่นะครับ” พูดจบ ภาคินก็ลุกจากโต๊ะอาหาร ก่อนเดินออกมาทางโซนห้องครัว เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสาวใช้หรือคนของบ้านอยู่แถวนั้น ก่อนก้านนิ้วยาวจะเลื่อนรับสาย “ว่ายังไงคุ
ทะเลถูกภาคินพาเดินออกจากห้องท่านประธาน มายังอีกฝั่งของชั้นเก้า ซึ่งอยู่ในระนาบเดียวกันกับห้องของนิพนธ์ ระหว่างสองห้องนั้น มีห้องประชุมบอร์ดบริหารระดับสูงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง ราวกับถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมการทำงานของคนทั้งสองเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบทันทีที่เข้ามาถึงหน้าห้องทำงานของรองประธาน ภาคินก็ใช
ทะเลมองพื้นบริเวณหน้าโซฟาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำใสด้วยสายตารู้สึกผิด แก้มยังแดงระเรื่อไม่หาย เธอแทบไม่กล้าเงยหน้าสบตาแม่บ้านที่กำลังก้มเช็ดทำความสะอาดอยู่ตรงหน้า ต่างจากคนต้นเรื่องที่ตอนนี้กลับนั่งเอนหลังอยู่บนโต๊ะทำงานด้วยท่าทีสบายอารมณ์ แถมยังยกยิ้มมุมปากเหมือนผู้ชนะอย่างเห็นได้ชัด “เล... ขอโทษนะคะ
นั่งพูดคุยกันได้ไม่นาน พนักงานก็เริ่มทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟทีละจาน กลิ่นหอมของสเต๊ก เนื้อย่าง และไวน์ชั้นดีลอยคลุ้งไปทั่วโต๊ะ แสงไฟสีส้มอ่อนภายในร้านสะท้อนลงบนแก้วคริสตัลและช้อนส้อมสีเงินจนดูหรูหรายิ่งขึ้น“ทะเลทานอันนี้สิ” นิพนธ์พูดขึ้น พลางเลื่อนจานสลัดกุ้งตัวใหญ่ไปไว้ตรงหน้าเธอ ก่อนหยิบช้อนกลางตักอ
ชุดเซตผ้าทวีตสีชมพูพาสเทลถูกแขวนไว้อย่างประณีตอยู่บนราว ตัวเสื้อเป็นแจ็กเก็ตทวีตแขนยาวทรงครอป ทอแทรกดิ้นสีทองระยิบระยับยามต้องแสง ตกแต่งด้วยกระดุมทองเงางามดูหรูหรา ด้านในซ้อนด้วยเสื้อสายเดี่ยวสีชมพูอ่อนเข้าชุดที่ช่วยขับผิวขาวของคนสวมให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นข้างกันคือกระโปรงสั้นจีบพลีตรอบตัวในโทนเดียวก







