Home / โรแมนติก / พันธะรักแม่อุ้มบุญ / บทที่ 2 กล้าปฏิเสธหรือ?

Share

บทที่ 2 กล้าปฏิเสธหรือ?

last update publish date: 2026-10-18 19:01:41

“คุณ...คุณบ้าหรือเปล่า”

ในที่สุดเสียงของภัทรวดีก็ระเบิดออกมา เธอลุกพรวดขึ้นอีกครั้ง

“นี่มัน...มันคือการซื้อขายมนุษย์ ฉันเป็นคน ฉันไม่ใช่...ไม่ใช่เครื่องจักรผลิตเด็กของใครนะคะ”

“คุณปฏิเสธ? ถึงแม้ว่า...แม่ของคุณจะต้องตาย เพราะขาดเงินรักษาก็ตาม อย่างนั้นหรือ? นี่คุณ หัดยอมรับความจริงบ้างสิ ว่าตอนนี้อะไรสำคัญที่สุด แม่คุณ หรือว่าตัวคุณ”

“นี่คุณข่มขู่ฉันเหรอ?” ภัทรวดีชะงัก กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อฝ่ามือ

“เปล่า” พีรวิชญ์วางแก้ววิสกี้ลงแล้วเดินเข้ามาใกล้

เธอเห็นรายละเอียดของใบหน้าเขาในระยะประชิด เขาสูงกว่าเธอมากจนต้องเงยหน้าขึ้นเพื่อสบตา

“ผมแค่บอกความจริง คุณเลือกเองว่า คุณจะยอมรับหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าคุณปฏิเสธ... ผลที่ตามมาคือชีวิตของแม่คุณ ผมไม่ได้แช่งนะ หากผมเป็นลูก ถ้าต่อลมหายใจให้แม่ได้ มันก็น่าจะดี อีกอย่างผมให้คนไปถามหมอแล้ว แม่ของคุณรักษาได้”

ภัทรวดีกัดฟันแน่น ความรู้สึกมากมายหลั่งไหลเข้ามาในอกของเธอความโกรธ ความอับอาย ความเจ็บปวด และที่เลวร้ายที่สุดคือ ความสิ้นหวัง

“คุณรู้ไหมว่าฉันรู้สึกยังไงตอนนี้” เสียงของเธอเริ่มแตก

“ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่...สิ่งของที่ถูกซื้อขาย” เธอกลืนก้อนแข็งๆ ลงไปในลำคอ

พีรวิชญ์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยมีบางอย่างที่ดูเหมือนความเห็นอกเห็นใจ แต่กลับหายไปในพริบตา

“ผมเสียใจที่คุณรู้สึกแบบนั้น” เขาพูดในที่สุด

“แต่ในโลกนี้...เงินมักจะเป็นคำตอบของทุกอย่าง” พีรวิชญ์ช้อนสายตามองเธอ แวบนั้นเธอเห็นแววตาแห่งการเย้ยหยันอย่างไรไม่รู้

“ผมว่าคุณต้องการเงิน ภรรยาผมต้องการเด็ก ผมก็เสนอสิ่งที่คุณต้องการให้ ก็เท่านั้นเอง วิน... วิน... จริงไหม?”

“ถ้าฉันตกลง...ฉันจะต้องทำยังไง?” ภัทรวดีเม้มปากแน่น เธอปัดน้ำตาที่ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

“คุณจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ อยู่ในความดูแลของหมอส่วนตัวของผม ตลอดเก้าเดือน คลอดแล้ว คุณก็ไป” พีรวิชญ์เปิดแฟ้มอีกฉบับแล้ววางลงบนโต๊ะ

“นี่คือสัญญา เงื่อนไขทั้งหมดอยู่ในนั้น...และมีแถมอีกข้อหนึ่ง” เขาชี้ไปที่บรรทัดสุดท้าย

“ห้ามมีใครรู้ว่า... คุณเป็นใคร”

ภัทรวดีมองลงไปที่กระดาษนั้น เส้นตัวอักษรเล็กๆ จางไปต่อหน้าต่อตาเธอ เพราะน้ำตาที่เอ่อล้นเต็มดวงตา เธอคิดถึงแม่ร่างบอบช้ำที่กำลังนอนป่วยอยู่บนเตียง

หญิงสาวคิดถึงค่ารักษาที่เธอหาไม่ได้ คิดถึงหนี้ ที่กำลังจะทำให้เธอต้องไร้ที่อยู่อาศัย

‘แล้วอะไรสำคัญกว่ากัน? เกียรติศักดิ์ศรีของตัวเอง หรือชีวิตของคนที่รัก?’

มือของเธอยื่นไปหยิบปากกาที่วางอยู่ข้างๆ ตัวอักษรบนหน้ากระดาษรางเลือนผ่านม่านน้ำตา แต่เธอต้องอ่านมันให้จบ เธอต้องรู้ว่า...เธอกำลังเซ็นอะไร

(ข้อ 1 ผู้รับจ้างยินยอมรับการฝากตัวอ่อนและตั้งครรภ์แทนภรรยาของผู้ว่าจ้าง

ข้อ 2 ห้ามเปิดเผยตัวตน ความสัมพันธ์ใดๆ แก่บุคคลที่สาม

ข้อ 3 เมื่อคลอดบุตรแล้ว ผู้รับจ้างจะต้องออกจากคฤหาสน์ทันที โดยไม่มีสิทธิ์เรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้น

ข้อ 4 ผู้ว่าจ้างจะจ่ายเงินค่าตอบแทนจำนวน 10,000,000 บาท เมื่อการตั้งครรภ์สำเร็จ และบุตรมีสุขภาพแข็งแรง

ข้อ 5 ...)

บรรทัดต่อๆ ไปเริ่มเลือนราง ภัทรวดีไม่สามารถอ่านมันได้อีกต่อไป น้ำตาไหลอาบแก้มของเธอจนเปียกชุ่ม

“คุณร้องไห้ทำไม” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นจากด้านหน้า

“คุณถามได้ไงว่าฉันร้องไห้ทำไม”

ภัทรวดีเงยหน้าขึ้น มองหน้าเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด

“คุณกำลังเอาตัวฉันไปเป็นเครื่องมือ ฉันจะต้องแบกลูกในท้องเก้าเดือน แล้วทิ้งเด็กคนนั้นไปอย่างนั้นหรือคะ แล้วก็ปล่อยให้ใครก็ไม่รู้เลี้ยงลูก เด็กจะเติบโต โดยที่ฉันไม่ได้เป็นแม่...คุณรู้หรือไม่ว่า ฉันจะเจ็บปวดแค่ไหน”

พีรวิชญ์ไม่ตอบ เขายืนมองเธออยู่นานด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก แต่ภัทรวดีไม่สนใจว่า คนตรงหน้าจะคิดอย่างไรอีกแล้ว เธอวางปากกาลงกับกระดาษ

ลายเซ็นของเธอปรากฏอยู่ใต้สัญญาฉบับนั้น ด้วยลายมือที่สั่นเทา

“ฉันเซ็นแล้ว” เธอผลักกระดาษกลับไปหาเขา

“แต่อย่าคาดหวังว่า ฉันจะยิ้มให้คุณนะคะ และฉันก็จะไม่เอ่ยคำว่าขอบคุณแน่ๆ คุณพีรวิชญ์... ฉันเกลียดคุณ”

พีรวิชญ์แสยะยิ้ม ไม่ยี่หระกับคำว่าเกลียดสักนิด ชายหนุ่มหยิบกระดาษขึ้นมา ตรวจสอบลายเซ็นแล้วเก็บไว้ในแฟ้ม ก่อนจะหยิบเช็คอีกใบออกมา

“นี่คือเงินสดล่วงหน้าสองล้าน...สำหรับค่ารักษาแม่ของคุณ ที่เหลือคุณจะได้รับเมื่อคลอด แต่ใดๆ อยู่ที่นี่ไม่อดอยาก และมีเงินเดือนให้อีกหนึ่งหมื่นบาท”

ภัทรวดีรับเช็คมาด้วยมือที่สั่น เธอมองตัวเลขบนนั้น เงินที่เธอไม่เคยมีแม้แต่จะฝัน แต่ทำไมมันถึงไม่ทำให้เธอรู้สึกดีเลย

“ฉันขอไปเก็บของ ฉันจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่...พรุ่งนี้”

“เดี๋ยว” เสียงของพีรวิชญ์เรียกเธอไว้

“อีกข้อตกลงนึง...คุณจะต้องไปพบหมอ เพื่อตรวจร่างกายก่อน และต้องเริ่มกระบวนการทันที อย่าเสียเวลา” ภัทรวดีหันกลับมามองเขา

“คุณรีบร้อนอะไรนักคะ?”

พีรวิชญ์หยุดนิ่งครู่หนึ่ง

“เพราะภรรยาผม...เธออาจจะไม่ทันรออีกนาน”

คำพูดนั้นทำให้ภัทรวดีถึงกับสะดุ้ง แม้ว่าเธอจะรู้สึกแย่กับตัวเองแค่ไหน แต่เธอก็คิดถึงหญิงสาวที่ป่วยเป็นมะเร็งคนนั้น

ผู้หญิงที่อาจจะต้องตาย โดยไม่เคยได้กอดลูกของตัวเอง

“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ” เธอตอบเสียงเบา

“ฉันจะเตรียมตัวให้พร้อม” เธอหันหลัง เดินออกจากห้องนั้นโดยไม่หันกลับมามองใบหน้าของชายหนุ่มอีก

เย็นวันนั้น

ภัทรวดีนั่งอยู่ข้างเตียงแม่ของเธอในห้องพักเล็กๆ แห่งนั้น มองใบหน้าที่หลับใหลอยู่บนที่นอน แล้วเธอก็หยิบเช็คขึ้นมาอีกครั้ง

(สองล้าน...) ช่างเป็นตัวเลขที่เกินเอื้อม หากให้เธอทำงานหาเอง หญิงสาวก็ไม่มีวันได้เงินก้อนนี้

เงินก้อนนี้แหละ ที่หญิงสาวจะเอาไปรักษาแม่ เงินที่จะทำให้เธอไม่ต้องกลัวอีกต่อไป ว่าแม่จะจากไปก่อนวัยอันควร

แต่มันยังไม่พอที่จะซื้อความเจ็บปวดของเธอคืนมาได้

“แม่คะ...” ภัทรวดีกระซิบ ก้มลงจูบหน้าผากของผู้เป็นแม่

“ภัทรจะทำให้แม่หายดีนะคะ ภัทรสัญญา...ถึงแม้ว่าภัทรจะต้องเสียอะไรไปมากมายก็ตาม” เธอหลับตาลง พร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินอาบแก้ม

ในคืนนั้น เธอฝันถึงเด็กน้อยคนหนึ่ง กำลังยืนร้องไห้อยู่ไกลๆ มือเล็กๆ ของเด็กชายยื่นมาหาเธอ แต่เธอไม่สามารถวิ่งเข้าไปหาเขาได้ เพราะว่ามีรั้วเหล็กดัดขนาดใหญ่ขวางกั้นเธอไว้

และเบื้องหลังของเด็กน้อยคนนั้น...มีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำยืนมองเธอด้วยสายตาเย็นชา ‘พีรวิชญ์’

“ห้ามมีใครรู้ว่าคุณเป็นใคร”

เสียงของเขาดังก้องอยู่ในหูของเธอ จนกระทั่งตื่นนอน

เช้าวันถัดมา

ภัทรวดีเก็บข้าวของเพียงหนึ่งกระเป๋าเล็กๆ แล้วหันกลับมามองห้องพักที่เธออาศัยมาตลอดชีวิต ภาพถ่ายเก่าบนฝาผนังของพ่อ แม่ และเธอในวันที่มีความสุข

ตอนนี้...เธอไม่ใช่ภัทรวดีคนเดิมอีกแล้ว เธอก้าวเท้าออกจากประตู ไปยังรถคันหรูที่รอรับเธออยู่ด้านล่าง ชีวิตใหม่ของเธอกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ถึงแม้ว่ามันจะเริ่มต้นด้วยน้ำตาและความเจ็บปวด

“โลกนี้มีแต่การซื้อขาย...ไม่มีอะไรได้มาฟรี”

คำพูดของพีรวิชญ์ยังคงก้องอยู่ในใจของเธอ ขณะที่รถหรูพาเธอแล่นออกจากชีวิตเก่า ไปสู่อนาคตที่ไม่มีใครรู้ว่ามันจะพาเธอไปที่ไหน

คฤหาสน์วรเศรษฐ์ในยามเช้า สว่างไสวด้วยแสงแดดที่สาดส่องผ่านหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดาน บานประตูไม้โอ๊กขนาดใหญ่เปิดออกอย่างนุ่มนวล

เสียงฝีเท้าของภัทรวดีสะท้อนไปทั่วโถงทางเดินหินอ่อนที่กว้างขวาง จนแทบจะเรียกได้ว่า เป็นลานจัดงานเลี้ยงมากกว่าทางเดิน

เธอเดินตามคุณแม่บ้านตรงหน้าไปอย่างเชื่องช้า มือทั้งสองข้างเกาะกระเป๋าเดินทางใบเล็กของตัวเองแน่น ราวกับเป็นของมีค่าเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่

ชุดเดรสสีน้ำเงินซีดที่เธอใส่มาดูเก่าและมอซอ เมื่อต้องมาเปรียบเทียบกับความหรูหราโอ่อ่าที่อยู่รอบตัว

“ห้องพักของคุณอยู่ชั้นสามค่ะ เป็นห้องพักสำหรับแขกที่อยู่ติดกับห้องส่วนตัวของคุณพีรวิชญ์” คุณแม่บ้านวัยกลางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความเย็นชา

“คุณจะต้องไปตรวจร่างกายกับคุณหมอ ในวันนี้ตอนบ่ายสอง ห้ามออกจากห้องโดยไม่ได้รับอนุญาตเด็ดขาดนะคะ”

“ห้ามออกจากห้อง?” ภัทรวดีขมวดคิ้วแน่น

“หมายความว่า ฉันเป็นนักโทษอย่างนั้นเหรอคะ”

คุณแม่บ้านหันกลับมามองเธอ ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ทุกอย่างคือคำสั่งของเจ้าเหนือหัวของบ้านหลังนี้

คุณแม่บ้านพยักหน้า ก่อนจะพูดออกไป

“ไม่ใช่ค่ะ คุณคือ...ของมีค่า ที่พวกเราต้องดูแลเป็นพิเศษ ทุกอย่างที่นี่ ทำเพื่อสุขภาพของคุณและทารกในอนาคตเท่านั้น”

ภัทรวดีเม้มปาก ไม่มีแรงจะเถียงอีก เธอเดินตามขึ้นบันไดเวียนหินอ่อนไปยังชั้นสาม แถมเขายังเล่าให้ทุกคนที่นี่ฟัง ว่าเธอมาที่นี่ในฐานะอะไร

‘ไหนว่า ไม่ให้ใครรู้ว่า ฉันเป็นใคร โกหก ปลิ้นปล้อนที่สุด’ หญิงสาวเดือดดาลในใจ เพราะเขาทำให้เธอไร้ค่าในสายตาของทุกคน เริ่มเลย...ก็คุณแม่บ้านคนนี้แหละ

ภัทรวดีผ่านทางเดินที่เต็มไปด้วยภาพวาดสีน้ำมันของบรรพบุรุษตระกูลวรเศรษฐ์ ดวงตาของคนในภาพดูเหมือนจับจ้องมาทางเธอด้วยความดูถูกเหยียดหยาม... ยิ่งทำให้ใจคอของเธอสั่นไหวไปหมด

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธะรักแม่อุ้มบุญ   บทที่ 24 เพราะผิดหวัง

    “อย่าให้พูดเลยค่ะคุณภัทร...” คุณแม่บ้านทอดถอนใจ“ตั้งแต่เมื่อวานหลังจากที่คุณมนเก็บห่อผ้าออกไป คุณพีก็ล็อกตัวเองอยู่ในห้องทำงานชั้นล่างทั้งคืน ไม่ยอมออกมากินข้าวกินปลาเลยค่ะ ป้าเคาะประตูเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตอบ พอเช้ามืดป้าแอบแง้มประตูเข้าไปดู... โอย... คุณภัทรเอ๋ย สภาพดูไม่ได้เลยค่ะ กลิ่นเหล้าหึ่งไปทั้งห้อง ขวดยาเหล้าฝรั่งราคาแพงวางเกลื่อนกลาดเต็มพื้นไปหมด แกดื่มจนเมาพับหลับคาที่เลยค่ะ พอตื่นมา ก็ยกแก้วดื่มต่ออีก เมาวนเวียนอยู่แบบนั้นเลยค่ะ”ฟังถึงตรงนี้ หัวใจของภัทรวดีก็กระตุกวูบ ความรู้สึกห่วงใยอันประหลาดแล่นปราดขึ้นมากลางอกอย่างห้ามไม่อยู่ภาพชายหนุ่มร่างสูงผู้เคยทระนง สุขุม และเย่อหยิ่ง ยามนี้กลับต้องมาจมกองสุรา เพราะความจริงอันเจ็บปวดเรื่องเขาเมานี่ ตบหน้าเธอให้รู้สึกวูบโหวงตามไปด้วย เพราะนั่นหมายถึง ชายหนุ่มรักมนสิชามาก สีหน้าของเธอละเหี่ยลงอย่างชัดเจน ใจเจ็บหนึบ เหมือนกับคนอกหักเพราะรักเขาข้างเดียว‘เขาคงเจ็บปวดมากสินะ... ตลอดที่ผ่านมา เขาคิดมาตลอดว่า กำลังดูแลผู้หญิงที่รัก และใกล้จะตาย แต่สุดท้ายกลับเป็นเพียงเรื่องโกหกลวงโลก’ภัทรวดีพยายามกดความรู้สึกสงสาร และสมเพชตัวเองด้วย

  • พันธะรักแม่อุ้มบุญ   บทที่ 23 หมดใจกับคนทรยศ

    พีรวิชญ์ส่ายหน้า มองมนสิชาด้วยความสมเพช“ผมมอบโอกาส มอบเงินทอง ที่อยู่อาศัย และความเมตตาให้คุณมามากเกินพอแล้ว... มันน่าเสียใจ และผมบอกได้เลย ผมแค้นนะที่คุณตอบแทนผมด้วยการหลอกลวง และพยายามฆ่าลูกของผมให้ตาย อย่าทำให้ผมรู้สึกสะอิดสะเอียนคุณมากไปกว่านี้เลย นี่ยังถือว่าผมปรานีคุณอยู่” เขาสะบัดขาออกจากการกุมรัดอย่างเด็ดขาด“ไปซะ” มนสิชากองลงกับพื้นพรม ร้องไห้สะอื้นจนแทบขาดใจ“พี... มนรักพีนานแล้วนะ... มนรักพี... หรือว่าเพราะอีนั่น คุณเปลี่ยนใจจากมนเพราะอี...”เพล้ง... เขาปัดแก้วลงจากโต๊ะ ก่อนที่มนสิชาจะพูดจบ เสียงแก้วแตกและกระจัดกระจายเป็นสัญญาณว่า เขาไม่ทนฟังคำแก้ตัวของมนสิชา พีรวิชญ์ไม่หันกลับไปมองอีก เขาก้าวตรงไปที่ประตู ผลักบานประตูเปิดออกกว้างแล้วหันกลับมาส่งสัญญาณสุดท้าย“ผมให้เวลาคุณหนึ่งชั่วโมง ไสหัวออกไปจากที่นี่ ก่อนที่ผมจะสั่งให้ยามมาลากตัวคุณออกไป” พูดจบ เขาก็ก้าวออกจากห้องทำงานไปทันที ทิ้งให้มนสิชาร้องไห้คร่ำครวญอยู่กับความจริงเพียงลำพังหนึ่งชั่วโมงต่อมา...หน้าบานประตูเหล็กดัดโค้งก็เปิดออก มนสิชายืนอยู่ข้างกระเป๋าเดินทางใบโตสองใบ ใบหน้าที่เคยตกแต่งสวยงามบัดนี้ทรุดโทรม นัยน์ต

  • พันธะรักแม่อุ้มบุญ   บทที่ 22 วันที่หน้ากากหลุด

    “พีขา... มีอะไรหรือเปล่าคะ เรียกมนมาหาเสียด่วนเชียว” เธอส่งเสียงออเซาะขณะก้าวตรงเข้ามาพีรวิชญ์ไม่ตอบ เขาทำเพียงนิ่งเงียบ สายตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยเพื่อจับสังเกต มนสิชาเริ่มชะงัก รอยยิ้มบนริมฝีปากเริ่มเจื่อนลง เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีความกดดันอันเย็นยะเยือก เธอค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม“พี... ทำไมมองมนด้วยสายตาแบบนั้นละคะ?”ชายหนุ่มวางฝ่ามือลงบนกองแฟ้มเอกสาร ก่อนจะใช้นิ้วดันมันข้ามโต๊ะไปหยุดลงตรงหน้าเธอ“เปิดอ่านดูสิ” มนสิชามองแฟ้มทั้งสามด้วยความงุนงง ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอื้อมมือเรียวไปหยิบแฟ้มสีน้ำตาลเข้มขึ้นมาเปิดข้างในเต็มไปด้วยใบรับรองแพทย์ รายงานผลเลือด ตารางการตรวจร่างกาย และผลสแกนสมองย้อนหลังนับสิบฉบับสายตาของเธอไล่อ่านทีละบรรทัด... และเสี้ยววินาทีนั้นเอง ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มสีสันสดใสก็เริ่มถอดสีทีละน้อย มือเรียวที่จับขอบกระดาษเริ่มสั่นสะท้านจนเอกสารไหว“พี... นี่มัน...”“เปิดแฟ้มสีดำ” เสียงของเขายังคงราบเรียบไร้จังหวะขึ้นลงมนสิชาวางเอกสารฉบับแรกลงด้วยมือที่สั่นๆ เธอเปิดแฟ้มสีดำออกดู... ข้างในบรรจุเส้นทางการโอนเงินข้ามบัญชี รายการสั่งซื้อทองคำแท่

  • พันธะรักแม่อุ้มบุญ   บทที่ 21 ข้อเท็จจริง

    พีรวิชญ์เดินตรงไปยังหน้าต่างกระจกบานโต มองออกไปสู่สวนกว้างด้านนอกคฤหาสน์ สายตาที่เคยสุขุมบัดนี้เต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความอาฆาต ภาพความหลังเมื่อหลายปีก่อนพรั่งพรูเข้ามาในหัวฉากแล้วฉากเล่า...วันที่มนสิชากลับเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้งหลังจากหายหน้าไปนาน เธอปรากฏตัวด้วยสภาพซีดเซียว น้ำตานองหน้า ถือใบรับรองแพทย์ปลอมๆ ฉบับนั้นมาสะอื้นไห้ต่อหน้าเขาเธอบอกว่าเธอเหลือเวลาอีกไม่นาน เธอบอกว่ามะเร็งร้ายกำลังจะคร่าชีวิตเธอไป และความปรารถนาสุดท้าย ก่อนจากโลกคือการได้ใช้ชีวิตที่เหลือในฐานะภรรยาของเขา ด้วยความที่พีรวิชญ์เป็นคนยึดมั่นในสัจจะและบุญคุณครอบครัวของมนสิชาเคยยื่นมือเข้าช่วยพ่อของเขาในยามวิกฤติตอนเริ่มตั้งบริษัท เขาจึงรู้สึกว่าตัวเองมีหนี้ชีวิตที่ต้องตอบแทนประกอบกับความสงสารจับใจที่เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะตาย... เขาจึงยอมละทิ้งหัวใจตัวเอง ยอมเซ็นใบสมรส ยอมยกตำแหน่งยกเกียรติยศทุกอย่างให้เธอครอบครองแท้จริงแล้ว... เธอไม่ได้ป่วย มนสิชาแค่ใช้ความสงสาร และคุณธรรมของเขาเป็นเกราะป้องกันความล้มเหลวในชีวิต ใช้เขาเป็นบ่อเงินบ่อทองเพื่อพยุงฐานะที่กำลังล้มละลายของครอบครัวตัวเองที่เลวร้ายที่สุด... คือกา

  • พันธะรักแม่อุ้มบุญ   บทที่ 20 ความจริงที่ซ่อนอยู่

    แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟสำริดตั้งโต๊ะ สาดกระทบกองเอกสารธุรกิจที่วางตั้งสูงเกือบครึ่งเมตรบนโต๊ะทำงานไม้สักทองสายตาของพีรวิชญ์ กลับไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเลขผลกำไร หรือกราฟหุ้นเหล่านั้นแม้แต่น้อย เขานั่งนิ่ง มือหนึ่งหมุนปากกาสเตนเลสไปมาด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ หากแต่ดวงตาคู่ลึกกลับทอดมองออกไปไกลอย่างไร้จุดหมายความคิดในหัวมวนซ่านคล้ายพายุหมุนที่เริ่มตั้งเค้า ช่วงหลายสัปดาห์มานี้ มีบางสิ่งบางอย่างผิดกลิ่นเกิดขึ้นภายในบ้านหลังนี้ มันเป็นความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่คอยกวนใจเขาอยู่ตลอดเวลา มันเป็นรอยร้าวลึก ที่เขาพยายามมองข้าม เพราะความเชื่อใจ แต่ยิ่งมองข้าม ก็ยิ่งสะกิดใจให้ระแวงทุกอย่างเริ่มต้นราวสองสัปดาห์ก่อน ในวันที่เขากลับเข้าบ้านเร็วกว่าปกติ พีรวิชญ์ตั้งใจเดินขึ้นไปยังชั้นสอง เพื่อเยี่ยมดูอาการของมนสิชา ภรรยาตามกฎหมายที่แต่งงานกันมานานหลังจากที่คุณแม่บ้านรายงานด้วยสีหน้าวิตกกังวลว่า อาการป่วยของเธอกำเริบหนักจนนอนซมทั้งวันเขาก้าวขาขึ้นบันไดทีละขั้นด้วยหัวใจที่หนักอึ้งและความห่วงใยเต็มเปี่ยม แต่แล้ววินาทีที่มือหนาผลักบานประตูไม้แกะสลักห้องนอนของเธอเข้าไป ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับตบหน้าเขาเข้าอย

  • พันธะรักแม่อุ้มบุญ   บทที่ 19 เรื่องลับ

    ภัทรวดีนั่งอยู่ตรงระเบียงห้องนอน มองแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านซุ้มไม้เลื้อยลงมากระทบพื้นหินอ่อนเป็นลายตารางหญิงสาวลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนชัดขึ้นเรื่อยๆ อย่างเพลินมือ ลูกน้อยในครรภ์ดิ้นเบาๆ ราวกับรับรู้ว่าแม่กำลังคิดอะไรอยู่ช่วงนี้ภัทรวดีรู้สึกแปลกๆ กับบางอย่างที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์หลังนี้ มันเริ่มจากเรื่องเล็กๆ วันที่เธอเดินผ่านโถงทางเดินชั้นล่าง เพื่อไปห้องครัว เพราะอยากกินของเปรี้ยวๆ แบบที่คนท้องชอบระหว่างทางเธอเห็นประตูห้องนอนของมนสิชาเปิดแง้มไว้ เธอไม่ได้ตั้งใจจะแอบมอง แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างบางในชุดนอนผ้าไหม กำลังยืนอยู่หน้ากระจก มนสิชากำลังยืดตัวขึ้นสุดแขนอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะก้มลงแตะปลายเท้าติดพื้นได้สบายๆภัทรวดีชะงัก ‘คนที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย จะก้มแตะปลายเท้าได้ขนาดนั้นเชียวหรือ’ เธอเคยเห็นแม่ของตัวเองนอนป่วยอยู่บนเตียงมาสองปีเต็มแม้แต่จะลุกขึ้นนั่งยังต้องใช้เวลาเป็นนาที กว่าจะหายใจครบถ้วน แต่ผู้หญิงคนนี้กลับยืนตัวตรง กระดูกสันหลังโค้งงอได้อย่างคนสุขภาพดีภัทรวดีสะบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไป เธอบอกตัวเองว่า อาจจะคิดมากไปเอง ผู้ป่วยบางคนอาจจะมีช่วงที่ดีขึ้นบ้างก็ได้ แต่แ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status