LOGINเมื่อประตูห้องเปิดออก ภัทรวดีต้องอ้าปากค้าง ห้องที่อยู่ตรงหน้ามันกว้างใหญ่กว่าห้องพักของเธอและแม่เสียอีก เตียงนอนขนาดคิงไซซ์ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง
ปลอกหมอนผ้าซาตินสีขาวเนียน ผนังห้องทาสีครีมอ่อน พรมขนนุ่มสีงาช้างปูเต็มพื้น มีตู้เสื้อผ้าบานเลื่อนกระจก กระจกแต่งตัวขนาดใหญ่ ในห้องน้ำส่วนตัวที่เห็นจากทางเข้ามีอ่างอาบน้ำหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์
“นี่...ห้องนี้สำหรับฉันเหรอคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่แทบไม่เชื่อตาตัวเอง
“ใช่ค่ะ คุณภัทรวดี กรุณาเตรียมตัวด้วยค่ะ คุณมนสิชาจะมาหาคุณตอนสายๆ”
คุณแม่บ้านกล่าวจบ ก็โค้งคำนับเล็กน้อย ก่อนจะเดินจากไป โดยที่ไม่แนะนำชื่อแซ่อะไรของตนเองทั้งนั้น
หญิงสาวถอนหายใจแรงเฮือกใหญ่ ภัทรวดีวางกระเป๋าลงกับพื้น แล้วเดินเข้าไปในห้องด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด
เธอแตะผ้าห่มนุ่มๆ ด้วยปลายนิ้ว เปิดตู้เสื้อผ้าบานใหญ่ที่ภายในมีชุดคลุมอาบน้ำ และชุดนอนหลายชุดเตรียมไว้ให้เรียบร้อย
‘เงินซื้อได้ทุกอย่างจริงๆ นะ...แม้กระทั่งร่างกายของคน’ อดไม่ได้ที่กระแนะกระแหนตัวเอง
เธอเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ มองลงไปเห็นสวนด้านหลังคฤหาสน์ที่มีดอกไม้นานาพันธุ์และน้ำพุขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ตรงกลางสวน ทุกอย่างดูงดงามเหมือนในฝัน
แต่ทว่า... มันคือฝันร้ายของเธอต่างหาก ภัทรวดีไม่ได้ชื่นชม หรือยินดีกับเรื่องนี้สักนิด แม้จะรู้ว่าเงินที่ได้ไป แก้ปัญหาได้ทุกเรื่องก็ตาม...
ประมาณสองชั่วโมงต่อมา ภัทรวดีที่เปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงยาวสีขาวที่ใส่สบายตัวเดินไปเปิดประตู หญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้ากระจก เช็กตัวเองอีกครั้ง แม้จะเศร้าสร้อยแค่ไหน ก็อย่าให้รู้ว่าตนเองเศร้า
เธอแต่งหน้าทาปาก และเช็กเสื้อผ้าที่สวมใส่กับรูปร่าง เขาคงจะเห็นว่าภัทรวดีสูงโปร่ง ผิวขาว และดูสะอาดสะอ้าน จึงได้เสนอให้เธอมาเป็นแม่ แต่ใบหน้าที่ซูบซีด จนเห็นเส้นเลือดสีม่วงจางๆ ทำให้เธอต้องปัดแป้งทับลงไปอีก และปากที่สีซีดจัด เธอก็ทาสีเคลือบเป็นสีชมพูอ่อน
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ หญิงสาวจึงรีบไปเปิดประตูให้
ภัทรวดีเอียงหน้ามองผู้หญิงตรงหน้า ดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อน และใบหน้ารูปไข่ที่งดงามราวกับตุ๊กตา ผมสีดำยาวสลวยถูกมัดไว้ด้วยโบผ้าซาตินสีชมพู
สีเดียวกับลิปสติกแท่งที่เธอทานั้น ทำให้ภัทรวดีรู้ว่า คนที่เตรียมทุกอย่างในห้องนี้ น่าจะเป็นผู้หญิงคนนี้
“สวัสดีค่ะ” กลีบปากซีดจางเอื้อนเอ่ย
‘มนสิชา’ เธอคือภรรยาของพีรวิชญ์ หญิงสาวที่ป่วยเป็นมะเร็ง คนที่ภัทรวดีจะต้องอุ้มท้องให้
“สวัสดีค่ะ” เสียงของมนสิชาเอ่ยอย่างอ่อนโยนอีกครั้ง เพราะเห็นว่าเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ไม่ตอบ เธอยังอึ้งอยู่
และกำลังพิจารณาร่างกายที่อ่อนแอราวกับสายลมที่พัดผ่านพาเธอคนนี้วูบหายไปได้
“ฉันชื่อมนสิชา...ดีใจที่ได้พบคุณนะคะ”
ภัทรวดีทำอะไรไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้
“สวัสดีค่ะ...ฉันภัทรวดี เข้ามาในห้องก่อนสิคะ”
มนสิชายิ้มบางๆ ก่อนจะเดินผ่านเธอเข้าไปในห้องอย่างช้าๆ ทุกก้าว... ดูเหมือนเธอต้องใช้ความพยายามอย่างมาก
ภัทรวดีปิดประตู แล้วเดินตามไป มนสิชานั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงอย่างแผ่วเบา มือเรียวเล็กทั้งสองข้างวางบนตัก
“ขอโทษนะคะที่ทำให้คุณต้องมาลำบาก” มนสิชาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“ฉันรู้ว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้หญิงคนไหน ที่จะต้องทำแบบนี้” ภัทรวดีนั่งลงตรงข้ามเธอ ไม่รู้จะตอบอะไรดี
“แต่ฉัน...ฉันอยากมีลูกของพีมากค่ะ หมอบอกว่า ฉันไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ เพราะร่างกายอ่อนแอเกินไป และยาเคมีบำบัด ก็ทำให้ไข่ของฉันเสียหาย เราไม่มีทางเลือกอื่น” มนสิชาก้มหน้าลง น้ำตาคลอเบ้า
“ฉันเข้าใจค่ะ” ภัทรวดีตอบเสียงเบา
“พีเขาบอกว่า คุณกำลังมีปัญหาทางการเงินใช่ไหมคะ? ฉันขอโทษจริงๆ ที่ต้องใช้สถานการณ์แบบนี้ มาขอความช่วยเหลือจากคุณนะคะ” ภัทรวดีเม้มปาก เธอรู้สึกเหมือนถูกเตือนถึงความตกต่ำของตัวเองอีกครั้ง
“ค่ะ...มันก็...ชีวิตมันเป็นแบบนั้นแหละค่ะ ฉันก็แค่ยอมรับข้อเสนอ แต่จะว่าไป คุณเองนั่นแหละ ไม่มีปัญหาใช่ไหมคะ” มนสิชายกมือขึ้นปาดน้ำตา
“อื้อ... ไม่ค่ะ ที่มาเจอกับคุณในตอนนี้ แค่ฉันจะมาบอกว่า ฉันขอให้คุณดูแลตัวเองให้ดีนะคะ เพราะในท้องของคุณคือชีวิตของฉันและพี... ลูกน้อยคนนี้จะกลายเป็นทุกอย่างของเราสองคนค่ะ”
ประโยคนั้นเหมือนมีดที่คมกริบแทงเข้าที่หัวใจของภัทรวดี
‘ในท้องของคุณคือชีวิตของฉันและพี’
เธอไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากเครื่องผลิตลูกให้สองผัวเมียนี่ ร่างกายของภัทรวดีถูกยืมมาใช้เป็นภาชนะ หรือที่เรียกว่า ภาชนะใส่ลูก
“ฉันจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุดค่ะ” ภัทรวดีตอบ แม้ว่าในใจจะรู้สึกบาดเจ็บแค่ไหนก็ตาม มนสิชาหยิบกระเป๋าสะพายข้างสีชมพูออกมา หยิบสร้อยคอเส้นเล็กๆ ที่มีจี้รูปหัวใจสีทองประดับพลอยสีชมพูยื่นให้
“นี่เป็นของขวัญต้อนรับค่ะ ฉันขอให้เราเป็นเพื่อนกันนะคะ”
ภัทรวดีมองสร้อยคอเส้นนั้นด้วยความลังเล ก่อนจะรับมา
“ขอบคุณค่ะ”
“ดีใจที่ได้เจอกัน”
“ค่ะ ฉันคงต้องไปแล้ว หมอนัดฉันตอนเที่ยง เดี๋ยวเราค่อยคุยกันใหม่นะคะ”
“ค่ะ” มนสิชายิ้มอย่างอ่อนโยน
เมื่อมนสิชาออกไปแล้ว ภัทรวดีก็ยังนั่งนิ่งอยู่กับที่ เธอมองสร้อยคอในมืออย่างปวดร้าว มันช่างแตกต่างกันนักระหว่างเธอกับผู้หญิงคนนั้น
คนหนึ่งมีทุกอย่าง มีคนรัก มีบ้านหลังใหญ่ มีเงินทอง แต่ป่วย จนแทบจะยืนไม่ได้ อีกคนหนึ่งร่างกายแข็งแรง แต่ไม่มีอะไรในชีวิตเลยสักอย่าง ชะตากรรมมันตลกจริงๆ
ตอนบ่ายสองตรง ณ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แพทย์หญิงวัยกลางคนได้ตรวจร่างกายภัทรวดีอย่างละเอียด ตั้งแต่การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ วัดความดัน เอกซเรย์ปอด
ไปจนถึงการตรวจภายใน ซึ่งทำให้ภัทรวดีรู้สึกอับอายอย่างที่สุด
“ร่างกายของคุณแข็งแรงดีค่ะ” แพทย์หญิงพูดด้วยความเป็นมืออาชีพ
“คุณพร้อมที่จะรับการฝากตัวอ่อนได้ทันที”
ภัทรวดีนอนอยู่บนเตียงตรวจ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่ชิ้นเนื้อ ที่กำลังถูกตรวจสอบคุณภาพ แพทย์หญิงหยุดเขียนบันทึก แล้วมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
“แต่มีเรื่องหนึ่งที่คุณหมออยากถาม...”
“อะไรคะ”
“คุณเคยมีประวัติเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตไหมคะ? เช่น ภาวะซึมเศร้า”
ภัทรวดีชะงัก “ไม่...ไม่ค่ะ”
“เพราะคุณกำลังจะทำสิ่งที่ส่งผลกระทบทางอารมณ์อย่างมาก การตั้งครรภ์แทน ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณจะต้องแบกลูกในท้องเก้าเดือน แล้วต้องยอมสละความสวยงามทางร่างกายด้วย คุณอาจจะได้ยินที่ว่า คุณแม่ซึมเศร้าในตอนแพ้ท้อง หรือว่าบางทีก็ใกล้คลอด หรือไม่ก็คลอดใหม่ๆ นะคะ อีกทั้งคุณรู้เงื่อนไขของคุณพีดี... อืม...”
แพทย์หญิงหยุดพูดราวกับกำลังเลือกคำที่เหมาะสม
“คุณเข้าใจใช่ไหมคะว่า... มันคืออะไร”
“ฉันเข้าใจค่ะ” ภัทรวดีตอบทั้งที่รู้ คำพูดนั้นมันหนักหนาสาหัสแค่ไหน บอกได้คำเดียวว่าสะเทือนใจ
“คุณหมอคะ ฉันพร้อมแล้วค่ะ”
แต่ลึกๆ ในใจ เธอไม่พร้อมเลยสักนิด ทั้งกลัว เพราะคำว่าแม่ ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเธอ แม้จะเป็นแค่ที่ฝากลูกของใครบางคน แต่หน้าท้องก็ต้องยื่น และแตกลาย นั่นหมายถึงเธอจะไม่ใช่คนเดิม
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ภัทรวดีเดินทางกลับไปบ้านของเขา ด้วยความรู้สึกอ่อนล้าทั้งกายและใจ
เธอเปิดประตูเข้าไป ภัทรวดีก็พบกับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างในห้องนอนของเธอ เขาหันหลังให้ ชุดสูทสีดำสนิทตัดกับแสงแดดที่สาดผ่านกระจก
“คุณพีรวิชญ์ คุณเข้ามาในห้องฉันได้ยังไง” ภัทรวดีเรียกชื่อของเขาอยู่ที่ประตู พีรวิชญ์หันกลับมา ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มไร้อารมณ์ใดๆ
“ก็นี่คือบ้านของผม ผมเข้าได้ทุกห้อง คุณไม่รู้หรือ”
“แต่นี่คือห้องของฉัน อย่างน้อยคุณควรจะ...”
“คุณคือคนที่อยู่ในบ้านของผม คุณไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรทั้งนั้น แหม... คิดว่าตนเองเป็นเจ้าของบ้านหรือไง” เขาเก่งนักเรื่องพูดกระทบจิตใจ เธอถึงกับทำหน้างอเง้า พีรวิชญ์เดินเข้ามาหาเธออย่างช้าๆ
“หมอแจ้งผมแล้วว่า ร่างกายของคุณพร้อมแล้ว เราจะเริ่มกระบวนการพรุ่งนี้”
“หมายความว่ายังไงคะ ทำไมมันเร็วแบบนั้น” ภัทรวดีถอยหลังไปหนึ่งก้าว ความกลัวแล่นจับจิตใจ ยังไม่มีเวลาได้เตรียมใจเลยสักนิด
“อย่าให้พูดเลยค่ะคุณภัทร...” คุณแม่บ้านทอดถอนใจ“ตั้งแต่เมื่อวานหลังจากที่คุณมนเก็บห่อผ้าออกไป คุณพีก็ล็อกตัวเองอยู่ในห้องทำงานชั้นล่างทั้งคืน ไม่ยอมออกมากินข้าวกินปลาเลยค่ะ ป้าเคาะประตูเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตอบ พอเช้ามืดป้าแอบแง้มประตูเข้าไปดู... โอย... คุณภัทรเอ๋ย สภาพดูไม่ได้เลยค่ะ กลิ่นเหล้าหึ่งไปทั้งห้อง ขวดยาเหล้าฝรั่งราคาแพงวางเกลื่อนกลาดเต็มพื้นไปหมด แกดื่มจนเมาพับหลับคาที่เลยค่ะ พอตื่นมา ก็ยกแก้วดื่มต่ออีก เมาวนเวียนอยู่แบบนั้นเลยค่ะ”ฟังถึงตรงนี้ หัวใจของภัทรวดีก็กระตุกวูบ ความรู้สึกห่วงใยอันประหลาดแล่นปราดขึ้นมากลางอกอย่างห้ามไม่อยู่ภาพชายหนุ่มร่างสูงผู้เคยทระนง สุขุม และเย่อหยิ่ง ยามนี้กลับต้องมาจมกองสุรา เพราะความจริงอันเจ็บปวดเรื่องเขาเมานี่ ตบหน้าเธอให้รู้สึกวูบโหวงตามไปด้วย เพราะนั่นหมายถึง ชายหนุ่มรักมนสิชามาก สีหน้าของเธอละเหี่ยลงอย่างชัดเจน ใจเจ็บหนึบ เหมือนกับคนอกหักเพราะรักเขาข้างเดียว‘เขาคงเจ็บปวดมากสินะ... ตลอดที่ผ่านมา เขาคิดมาตลอดว่า กำลังดูแลผู้หญิงที่รัก และใกล้จะตาย แต่สุดท้ายกลับเป็นเพียงเรื่องโกหกลวงโลก’ภัทรวดีพยายามกดความรู้สึกสงสาร และสมเพชตัวเองด้วย
พีรวิชญ์ส่ายหน้า มองมนสิชาด้วยความสมเพช“ผมมอบโอกาส มอบเงินทอง ที่อยู่อาศัย และความเมตตาให้คุณมามากเกินพอแล้ว... มันน่าเสียใจ และผมบอกได้เลย ผมแค้นนะที่คุณตอบแทนผมด้วยการหลอกลวง และพยายามฆ่าลูกของผมให้ตาย อย่าทำให้ผมรู้สึกสะอิดสะเอียนคุณมากไปกว่านี้เลย นี่ยังถือว่าผมปรานีคุณอยู่” เขาสะบัดขาออกจากการกุมรัดอย่างเด็ดขาด“ไปซะ” มนสิชากองลงกับพื้นพรม ร้องไห้สะอื้นจนแทบขาดใจ“พี... มนรักพีนานแล้วนะ... มนรักพี... หรือว่าเพราะอีนั่น คุณเปลี่ยนใจจากมนเพราะอี...”เพล้ง... เขาปัดแก้วลงจากโต๊ะ ก่อนที่มนสิชาจะพูดจบ เสียงแก้วแตกและกระจัดกระจายเป็นสัญญาณว่า เขาไม่ทนฟังคำแก้ตัวของมนสิชา พีรวิชญ์ไม่หันกลับไปมองอีก เขาก้าวตรงไปที่ประตู ผลักบานประตูเปิดออกกว้างแล้วหันกลับมาส่งสัญญาณสุดท้าย“ผมให้เวลาคุณหนึ่งชั่วโมง ไสหัวออกไปจากที่นี่ ก่อนที่ผมจะสั่งให้ยามมาลากตัวคุณออกไป” พูดจบ เขาก็ก้าวออกจากห้องทำงานไปทันที ทิ้งให้มนสิชาร้องไห้คร่ำครวญอยู่กับความจริงเพียงลำพังหนึ่งชั่วโมงต่อมา...หน้าบานประตูเหล็กดัดโค้งก็เปิดออก มนสิชายืนอยู่ข้างกระเป๋าเดินทางใบโตสองใบ ใบหน้าที่เคยตกแต่งสวยงามบัดนี้ทรุดโทรม นัยน์ต
“พีขา... มีอะไรหรือเปล่าคะ เรียกมนมาหาเสียด่วนเชียว” เธอส่งเสียงออเซาะขณะก้าวตรงเข้ามาพีรวิชญ์ไม่ตอบ เขาทำเพียงนิ่งเงียบ สายตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยเพื่อจับสังเกต มนสิชาเริ่มชะงัก รอยยิ้มบนริมฝีปากเริ่มเจื่อนลง เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีความกดดันอันเย็นยะเยือก เธอค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม“พี... ทำไมมองมนด้วยสายตาแบบนั้นละคะ?”ชายหนุ่มวางฝ่ามือลงบนกองแฟ้มเอกสาร ก่อนจะใช้นิ้วดันมันข้ามโต๊ะไปหยุดลงตรงหน้าเธอ“เปิดอ่านดูสิ” มนสิชามองแฟ้มทั้งสามด้วยความงุนงง ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอื้อมมือเรียวไปหยิบแฟ้มสีน้ำตาลเข้มขึ้นมาเปิดข้างในเต็มไปด้วยใบรับรองแพทย์ รายงานผลเลือด ตารางการตรวจร่างกาย และผลสแกนสมองย้อนหลังนับสิบฉบับสายตาของเธอไล่อ่านทีละบรรทัด... และเสี้ยววินาทีนั้นเอง ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มสีสันสดใสก็เริ่มถอดสีทีละน้อย มือเรียวที่จับขอบกระดาษเริ่มสั่นสะท้านจนเอกสารไหว“พี... นี่มัน...”“เปิดแฟ้มสีดำ” เสียงของเขายังคงราบเรียบไร้จังหวะขึ้นลงมนสิชาวางเอกสารฉบับแรกลงด้วยมือที่สั่นๆ เธอเปิดแฟ้มสีดำออกดู... ข้างในบรรจุเส้นทางการโอนเงินข้ามบัญชี รายการสั่งซื้อทองคำแท่
พีรวิชญ์เดินตรงไปยังหน้าต่างกระจกบานโต มองออกไปสู่สวนกว้างด้านนอกคฤหาสน์ สายตาที่เคยสุขุมบัดนี้เต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความอาฆาต ภาพความหลังเมื่อหลายปีก่อนพรั่งพรูเข้ามาในหัวฉากแล้วฉากเล่า...วันที่มนสิชากลับเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้งหลังจากหายหน้าไปนาน เธอปรากฏตัวด้วยสภาพซีดเซียว น้ำตานองหน้า ถือใบรับรองแพทย์ปลอมๆ ฉบับนั้นมาสะอื้นไห้ต่อหน้าเขาเธอบอกว่าเธอเหลือเวลาอีกไม่นาน เธอบอกว่ามะเร็งร้ายกำลังจะคร่าชีวิตเธอไป และความปรารถนาสุดท้าย ก่อนจากโลกคือการได้ใช้ชีวิตที่เหลือในฐานะภรรยาของเขา ด้วยความที่พีรวิชญ์เป็นคนยึดมั่นในสัจจะและบุญคุณครอบครัวของมนสิชาเคยยื่นมือเข้าช่วยพ่อของเขาในยามวิกฤติตอนเริ่มตั้งบริษัท เขาจึงรู้สึกว่าตัวเองมีหนี้ชีวิตที่ต้องตอบแทนประกอบกับความสงสารจับใจที่เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะตาย... เขาจึงยอมละทิ้งหัวใจตัวเอง ยอมเซ็นใบสมรส ยอมยกตำแหน่งยกเกียรติยศทุกอย่างให้เธอครอบครองแท้จริงแล้ว... เธอไม่ได้ป่วย มนสิชาแค่ใช้ความสงสาร และคุณธรรมของเขาเป็นเกราะป้องกันความล้มเหลวในชีวิต ใช้เขาเป็นบ่อเงินบ่อทองเพื่อพยุงฐานะที่กำลังล้มละลายของครอบครัวตัวเองที่เลวร้ายที่สุด... คือกา
แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟสำริดตั้งโต๊ะ สาดกระทบกองเอกสารธุรกิจที่วางตั้งสูงเกือบครึ่งเมตรบนโต๊ะทำงานไม้สักทองสายตาของพีรวิชญ์ กลับไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเลขผลกำไร หรือกราฟหุ้นเหล่านั้นแม้แต่น้อย เขานั่งนิ่ง มือหนึ่งหมุนปากกาสเตนเลสไปมาด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ หากแต่ดวงตาคู่ลึกกลับทอดมองออกไปไกลอย่างไร้จุดหมายความคิดในหัวมวนซ่านคล้ายพายุหมุนที่เริ่มตั้งเค้า ช่วงหลายสัปดาห์มานี้ มีบางสิ่งบางอย่างผิดกลิ่นเกิดขึ้นภายในบ้านหลังนี้ มันเป็นความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่คอยกวนใจเขาอยู่ตลอดเวลา มันเป็นรอยร้าวลึก ที่เขาพยายามมองข้าม เพราะความเชื่อใจ แต่ยิ่งมองข้าม ก็ยิ่งสะกิดใจให้ระแวงทุกอย่างเริ่มต้นราวสองสัปดาห์ก่อน ในวันที่เขากลับเข้าบ้านเร็วกว่าปกติ พีรวิชญ์ตั้งใจเดินขึ้นไปยังชั้นสอง เพื่อเยี่ยมดูอาการของมนสิชา ภรรยาตามกฎหมายที่แต่งงานกันมานานหลังจากที่คุณแม่บ้านรายงานด้วยสีหน้าวิตกกังวลว่า อาการป่วยของเธอกำเริบหนักจนนอนซมทั้งวันเขาก้าวขาขึ้นบันไดทีละขั้นด้วยหัวใจที่หนักอึ้งและความห่วงใยเต็มเปี่ยม แต่แล้ววินาทีที่มือหนาผลักบานประตูไม้แกะสลักห้องนอนของเธอเข้าไป ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับตบหน้าเขาเข้าอย
ภัทรวดีนั่งอยู่ตรงระเบียงห้องนอน มองแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านซุ้มไม้เลื้อยลงมากระทบพื้นหินอ่อนเป็นลายตารางหญิงสาวลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนชัดขึ้นเรื่อยๆ อย่างเพลินมือ ลูกน้อยในครรภ์ดิ้นเบาๆ ราวกับรับรู้ว่าแม่กำลังคิดอะไรอยู่ช่วงนี้ภัทรวดีรู้สึกแปลกๆ กับบางอย่างที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์หลังนี้ มันเริ่มจากเรื่องเล็กๆ วันที่เธอเดินผ่านโถงทางเดินชั้นล่าง เพื่อไปห้องครัว เพราะอยากกินของเปรี้ยวๆ แบบที่คนท้องชอบระหว่างทางเธอเห็นประตูห้องนอนของมนสิชาเปิดแง้มไว้ เธอไม่ได้ตั้งใจจะแอบมอง แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างบางในชุดนอนผ้าไหม กำลังยืนอยู่หน้ากระจก มนสิชากำลังยืดตัวขึ้นสุดแขนอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะก้มลงแตะปลายเท้าติดพื้นได้สบายๆภัทรวดีชะงัก ‘คนที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย จะก้มแตะปลายเท้าได้ขนาดนั้นเชียวหรือ’ เธอเคยเห็นแม่ของตัวเองนอนป่วยอยู่บนเตียงมาสองปีเต็มแม้แต่จะลุกขึ้นนั่งยังต้องใช้เวลาเป็นนาที กว่าจะหายใจครบถ้วน แต่ผู้หญิงคนนี้กลับยืนตัวตรง กระดูกสันหลังโค้งงอได้อย่างคนสุขภาพดีภัทรวดีสะบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไป เธอบอกตัวเองว่า อาจจะคิดมากไปเอง ผู้ป่วยบางคนอาจจะมีช่วงที่ดีขึ้นบ้างก็ได้ แต่แ







