LOGINตอนที่ 10: การสมยอมที่ไร้วิญญาณ
เข็มยาวของนาฬิกาแขวนผนังเหนือตู้เอกสารเคลื่อนผ่านเวลาสี่ทุ่มสี่สิบนาที ชั้นสี่สิบสองของ อัศว คอร์ปอเรชัน ตกอยู่ใต้ความเงียบสงัดและแสงสลัว แสงไฟสปอตไลต์หน้าโถงลิฟต์ผู้บริหารส่องสะท้อนพื้นหินอ่อนเป็นทางยาว บ่งบอกว่าผู้คนส่วนใหญ่เดินทางกลับไปหมดแล้ว เหลือเพียงแสงไฟจากโคมตั้งโต๊ะทำงานหน้าห้องประธานที่ยังคงสว่างอยู่ เจตนิพัทธ์ก้าวออกจากลิฟต์ส่วนตัวด้วยจังหวะเท้าที่รีบร้อน เสื้อสูทตัวนอกถูกถอดพาดไว้บนท่อนแขนตั้งแต่ก้าวลงจากรถ คอเสื้อเชิ้ตสีเข้มถูกปลดกระดุมออกสามเม็ดจนเห็นแผงอก กลิ่นไวน์แดงและกลิ่นอายความเย็นจากชั้นดาดฟ้าของโรงแรมหรูยังคงจางอยู่ในลมหายใจ ทว่าดวงตาคมกริบที่มักจะเยือกเย็นอยู่เสมอ เวลานี้กลับมีรอยคล้ำและแฝงความกระวนกระวายที่ข่มไม่มิด การทิ้งวริศราไว้กลางคันที่เดอะริทซ์การ์เดนไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ของเขาดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ภาพธันยกรยืนจดออเดอร์ช่อดอกไม้ด้วยสีหน้าราบเรียบยังคงตามมาหลอกหลอนจนประสาทตึงเปรี๊ยะ และสิ่งที่ทำให้เจตน์ต้องเหยียบคันเร่งกลับมาที่นี่ ก็คือความกลัวที่ไร้ที่มาว่าคนตรงหน้าอาจจะหายไป และธันย์ก็ยังนั่งอยู่ตรงนั้น เลขาฯ หนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบร้อย กลัดกระดุมคอและผูกเนกไทแน่นหนาตามปกติ มือเรียวกำลังจัดเก็บเอกสารเข้าแฟ้ม ทว่าสิ่งที่ทำให้สายตาของเจตน์ชะงักงัน คือกล่องกระดาษสีน้ำตาลใบย่อมที่วางอยู่ข้างโต๊ะทำงาน ภายในกล่องมีแก้วน้ำเซรามิกสีขาว ปากกาหมึกซึมด้ามส่วนตัว สมุดโน้ตปกหนังเล่มเก่า และของใช้จิปาถะที่ธันย์เคยวางไว้บนโต๊ะมาตลอดทั้งปี ข้าวของเหล่านั้นถูกรวบรวมลงกล่องอย่างเป็นระเบียบ ท่วงท่าที่มองดูคล้ายกับการเตรียม ‘ส่งมอบพื้นที่’ มากกว่าการเคลียร์โต๊ะประจำวัน ภาพนั้นกระตุกเส้นประสาทของเจตน์จนสันกรามบดแน่น กริ๊ก เจตน์กดรีโมตในกระเป๋ากางเกง ประตูกระจกบานใหญ่เลื่อนเปิดออกพร้อมกับระบบปรับกระจกใสให้กลายเป็นสีฝ้าทึบทันที “ธันย์ เข้ามาข้างใน” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านออกมาจากห้องกว้างขวางเต็มไปด้วยความกดดัน ธันย์วางเอกสารแผ่นสุดท้ายลงบนโต๊ะ ชะงักปลายนิ้วไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ร่างโปร่งลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เรียบตรง แล้วก้าวเดินเข้าไปในห้องทำงานประธานอย่างเชื่องช้า บานประตูด้านหลังเลื่อนปิดสนิทลงพร้อมเสียงล็อกของระบบแม่เหล็ก “ท่านประธานมีงานอะไรเร่งด่วนให้ผมตรวจสอบอีกหรือครับ” ธันย์หยุดยืนตรงตำแหน่งเดิม เว้นระยะห่างสามก้าวอย่างแม่นยำ ดวงตาคู่เรียวใต้กรอบแว่นมองตรงไปยังแนวเนกไทที่หลุดลุ่ยของเจตน์ ไม่ยอมเลื่อนสายตาขึ้นมาสบมองใบหน้าคมคายตรงๆ เจตน์โยนเสื้อสูททิ้งลงบนโซฟารับแขกอย่างไม่ใส่ใจ ก้าวเท้าเข้าหาเลขาฯ หนุ่มช้าๆ ท่าทางคุกคามจนเงาร่างสูงใหญ่ทาบทับร่างโปร่งไว้จนมิด “คืนนี้ผมกลับมาทำไม คุณไม่รู้จริงๆ หรือ” เจตน์เค้นเสียงถาม หยุดยืนประชิดตัวจนปลายรองเท้าหนังเกือบแตะกัน กลิ่นไม้สนซีดาร์เจือกลิ่นไวน์ลอยวนอยู่รอบตัว “ผมไม่ทราบครับ ถ้าเป็นเรื่องเอกสารงบประมาณไตรมาสสี่ ผมเตรียมข้อมูลเปรียบเทียบวางไว้บนโต๊ะให้แล้ว ส่วนเรื่องการจองโต๊ะอาหารกับคุณวิเวียน ทางโรงแรมประสานงานเรียบร้อยดีใช่ไหมครับ” คำตอบที่ลื่นไหลและไร้ระลอกคลื่นแห่งความรู้สึก กลายสภาพเป็นเชื้อเพลิงที่จุดระเบิดโทสะในอกของเจตน์ให้ปะทุ “เลิกพูดจาเป็นหุ่นยนต์สักที ธันยกร!” มือหนาพุ่งเข้าคว้าต้นแขนทั้งสองข้างของธันย์ ออกแรงกระชากเข้าหาตัวอย่างแรงจนร่างของเลขาฯ เซถลาเข้ามาปะทะกับแผงอกกว้าง เจตน์ก้มลงสูดดมกลิ่นกายสะอาดที่เขาโหยหามาตลอดทั้งคืน กลิ่นสบู่อ่อนจางที่คุ้นเคยช่วยชะล้างความอึดอัดจากน้ำหอมของหญิงอื่นออกไปจากโพรงจมูก ทว่าความเฉยชาของร่างในอ้อมแขนกลับทำให้หัวใจของเขาเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม ร่างกายของธันย์ไม่ขัดขืน ไม่มีการเกร็งต้าน ไม่มีความพยายามจะยกมือขึ้นดันเขาออก แต่มันกลับนิ่งสนิท ทิ้งน้ำหนักตัวลงมาอย่างเฉยเมย ราวกับเขากำลังกอดร่างที่ไร้ความรู้สึก “ทำไมไม่มองหน้าผม” เจตน์เอ่ยถามเสียงสั่นพร่า มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมไปดึงแว่นสายตาของธันย์ออกแล้วเหวี่ยงทิ้งลงบนโต๊ะทำงาน ปลายนิ้วหยาบกร้านสัมผัสเข้ากับผิวแก้มเนียนที่เย็นชืด “มองผมสิธันย์ โกรธผมไม่ใช่เหรอ หึงที่ผมไปกับเขาใช่ไหม พูดออกมาสิ!” ธันย์ค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้นมอง ดวงตาคู่เรียวคู่นั้นเปิดกว้าง สบประสานเข้ากับดวงตาคมดุของเจตน์ในระยะประชิด ทว่าสิ่งที่สะท้อนอยู่ในแก้วตากลับว่างเปล่าอย่างน่ากลัว ธันย์ไม่ได้มองใบหน้าของเจตน์ สายตาคู่นั้นมองทะลุผ่านหัวไหล่กว้าง มองข้ามออกไปยังความมืดมิดนอกกระจกบานใหญ่เบื้องหลัง ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหึงหวง และไม่มีประกายของความรักหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ความว่างเปล่านั้นกรีดลึกเข้าไปในใจของเจตน์จนเจ็บแปลบ ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงไป บดขยี้ริมฝีปากลงบนกลีบปากอิ่มของธันย์อย่างรวดเร็วและหิวกระหาย ลิ้นร้อนแทรกผ่านเข้าไปในโพรงปาก กวาดต้อนดูดดึงอย่างรุนแรงเพื่อเรียกร้องหาปฏิกิริยาตอบสนอง ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความเย็นชา ธันย์เผยอริมฝีปากออก ยอมให้ลิ้นของอีกฝ่ายรุกล้ำเข้ามาตามอำเภอใจ ทว่าลิ้นเล็กกลับอยู่นิ่งสนิท ไม่มีการขยับตอบรับ ไม่มีการดูดดึง และไม่มีเสียงครางประท้วงใดๆ หลุดรอดออกมา รสสัมผัสที่ไร้ชีวิตทำให้เจตน์ยิ่งกระวนกระวายใจจนแทบคลั่ง ชายหนุ่มผละริมฝีปากออก หอบหายใจกระชั้นชิด มือหนากระชากเนกไทของธันย์ออกอย่างรวดเร็ว ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวของเลขาฯ หนุ่มออกทีละเม็ดจนสาบเสื้อแยกออกจากกัน เผยให้เห็นแผ่นอกเนียนที่มีรอยช้ำสีเข้มอมม่วงจากคืนวันศุกร์หลงเหลืออยู่ประปราย เจตน์ก้มลงซุกไซ้ซอกคอขาว ตวัดปลายลิ้นเลียไล้รอยแผลเดิม ขบกัดเนื้อนุ่มจนจมเขี้ยว หวังจะได้ยินเสียงหวีดร้องหรืออาการสะดุ้งสุดตัวเหมือนทุกครั้ง ทว่าธันย์เพียงแค่ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ร่างกายไม่แม้แต่จะกระตุกเกร็ง แขนทั้งสองข้างทิ้งดิ่งลงข้างลำตัว ไม่ขยับยกขึ้นมาสัมผัสหรือผลักดันแผงอกของเขาเลยแม้แต่น้อย “ธันย์…” เจตน์กระซิบเรียกเสียงสั่น ดวงตาคมดุเริ่มไหวระริกด้วยความตื่นตระหนก “กอดผมสิ ยกมือขึ้นมากอดผมเดี๋ยวนี้” ธันย์ค่อยๆ ยกแขนขึ้นอย่างเชื่องช้า วางฝ่ามือราบลงบนหัวไหล่หนาของเจตน์ตามคำสั่ง ทว่ามันเป็นเพียงการวางทาบไว้เฉยๆ ปลายนิ้วไม่แม้แต่จะจิกเกร็ง ไม่มีการออกแรงดึงรั้ง สัมผัสนั้นไร้น้ำหนักราวกับเศษผ้าที่ตกลงมาแตะเนื้อตัว เจตน์ขบกรามแน่น ความกลัวที่ไม่อาจอธิบายได้กำลังกลืนกินสติสัมปชัญญะ ชายหนุ่มยกตัวธันย์ขึ้น นั่งลงบนขอบโต๊ะทำงานไม้โอ๊กตัวหนา มือหนารูดซิปกางเกงสแล็กและชั้นในของธันย์ลงไปกองไว้ที่ข้อเท้าอย่างรวดเร็ว แยกเรียวขาขาวออกจากกันกว้าง โดยไม่ต้องรอคำสั่งซ้ำ ธันย์เอนแผ่นหลังทิ้งตัวลงนอนราบไปกับผิวโต๊ะทำงานที่เย็นเฉียบ ดวงตาเหม่อมองขึ้นไปยังหลอดไฟบนเพดานอย่างเลื่อนลอย ยอมรับทุกการกระทำโดยไม่เอ่ยปากถาม ไม่ร้องขอการเล้าโลม และไม่เบี่ยงตัวหลบหนี เจตน์คว้าขวดเจลหล่อลื่นขึ้นมา ชโลมของเหลวใสลงบนนิ้วมือแล้วสอดแทรกเข้าไปในช่องทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว ช่องทางคับแคบยังคงบอบช้ำและมีอาการระบมตึง ทว่าเมื่อนิ้วแกร่งกดเน้นย้ำลงไปบนจุดกระสันด้านในเพื่อกระตุ้น ธันย์กลับเพียงแค่กะพริบตาช้าๆ หน้าท้องขาวเนียนไม่แม้แต่จะหดเกร็ง ไม่มีเสียงครางสั่น ไม่มีหยาดเหงื่อแห่งความวาบหวาม มีเพียงจังหวะลมหายใจสม่ำเสมอจนน่าใจหาย “มองผม!” เจตน์คำรามเสียงแหบต่ำ ชายหนุ่มถอนนิ้วออก ปลดกางเกงของตัวเองลง งัดแก่นกายร้อนผ่าวขนาดใหญ่โตที่ตื่นตัวด้วยความกระวนกระวายออกมา ปลายหัวมนจ่อลงตรงปากทางที่เปิดอ้าเล็กน้อย ก่อนจะกดแทรกตัวตนเข้าไปจนสุดความยาวในคราวเดียว “อึก…” มีเพียงเสียงกลืนน้ำลายและเสียงสะอึกเบาๆ ในลำคอของธันย์เมื่อร่างกายถูกรุกล้ำอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วช่วงล่างจนคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเพียงเล็กน้อย ทว่าสีหน้าส่วนอื่นยังคงราบเรียบ ธันย์ไม่ส่งเสียงร้อง ไม่บิดตัวหนี และไม่แม้แต่จะหลั่งน้ำตาออกมาสักหยดเดียว เจตน์เริ่มขยับสะโพก โถมแรงกระแทกกระทั้นเข้าใส่อย่างหนักหน่วงและบ้าคลั่ง พั่บ… พั่บ… พั่บ… เสียงผิวเนื้อกระทบกันดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องทำงานอันเงียบสงัด โต๊ะไม้โอ๊กสั่นสะเทือนตามแรงส่งอันดิบเถื่อน เจตน์โน้มตัวลงมาทาบทับ สองมือสอดประสานเข้ากับมือเรียวของธันย์บนโต๊ะ บีบกระชับแน่นจนข้อนิ้วแทบแหลก ชายหนุ่มก้มลงจูบซับเหงื่อที่ผุดพรายตามไรผมของคนใต้ร่าง ขบเม้มริมฝีปากที่แห้งผาก ซอยสะโพกเข้าใส่จุดที่ลึกที่สุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาทำทุกอย่างเหมือนเดิม… ทุกท่วงท่าที่เคยทำให้ธันย์ร้องไห้อ้อนวอน ทุกจังหวะที่เคยทำให้ธันย์ส่งเสียงครางเรียกชื่อเขาจนแทบขาดใจ แต่วันนี้… มันกลับว่างเปล่า ธันย์ปล่อยให้ร่างกายโยกคลอนไปตามแรงขับเคลื่อนของเจตน์ราวกับหุ่นไม้ที่ไร้ชีวิต สองมือที่ถูกสอดประสานไม่ได้ออกแรงบีบตอบแม้แต่น้อย ปล่อยให้นิ้วมือของเจตน์เกาะกุมความว่างเปล่าเอาไว้ สายตาของเลขาฯ หนุ่มยังคงทอดมองข้ามหัวไหล่ของเขาไป มองออกไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิดหลังกระจกบานใหญ่ แววตาคู่นั้น… ตัดขาดความรู้สึกกับโลกใบนี้ไปแล้วโดยสิ้นเชิง “ธันย์… พูดอะไรหน่อยสิ” เจตน์กระซิบสั่งเสียงสั่นพร่า ลมหายใจหอบกระชั้น เหงื่อเม็ดโป้งไหลหยดลงบนแผ่นอกขาวของธันย์ “ด่าผมสิ… ร้องออกมา! บอกผมว่าคุณเจ็บ!” ความเงียบงันคือคำตอบเดียวที่เจตน์ได้รับ ธันย์เพียงแค่นอนนิ่ง ปล่อยให้ร่างกายทำหน้าที่เป็น ‘ของเล่น’ ที่ถูกซื้อไว้ด้วยเงินเดือนตามที่เจตน์เคยประกาศิตไว้ ความเจ็บปวดทางกายไม่ได้ซึมลึกเข้าไปถึงความรู้สึกอีกต่อไป เพราะหัวใจของเขาได้ตายด้านไปตั้งแต่วินาทีที่เห็นใบเสร็จของโรงแรมหรูแผ่นนั้นแล้ว เขาแค่กำลังทำหน้าที่… หน้าที่ครั้งสุดท้ายก่อนที่พันธะทั้งหมดจะสิ้นสุดลง ความเฉยชาดุจท่อนไม้ทำให้เจตน์รู้สึกเหมือนกำลังมีอะไรกับร่างที่ไร้วิญญาณ ความอุ่นแน่นของช่องทางด้านในไม่อาจมอบความสุขสมให้เขาได้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งเขากระแทกกายเข้าไปลึกเท่าไหร่ ช่องว่างในอกข้างซ้ายของเขากลับยิ่งขยายกว้างและกลวงโบ๋จนหนาวเหน็บ เจตน์เร่งจังหวะสะโพกอย่างบ้าคลั่ง โถมน้ำหนักตัวลงไปบดขยี้อย่างรุนแรงเป็นชุดสุดท้าย ไม่ใช่เพราะความใคร่ที่พุ่งทะยาน แต่เพราะความหวาดกลัวที่กำลังบีบคั้นจนแทบเป็นบ้า ชายหนุ่มกระแทกเน้นย้ำเข้าไปจนสุดโคน กัดฟันคำรามลั่นในลำคอด้วยความเจ็บปวดที่ไร้ที่มา ร่างสูงเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง ปลดปล่อยสายธารอุ่นร้อนฉีดพุ่งเข้าไปในกายของธันย์จนล้นทะลัก ทว่าในวินาทีที่หยาดอารมณ์ถูกปลดปล่อยจนหมดสิ้น… เจตน์กลับไม่รู้สึกถึงความผ่อนคลายเลยแม้แต่นิดเดียว มันมีเพียงความวูบโหวง… ความรู้สึกใจหายวาบราวกับกำลังยืนมองสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตหลุดลอยหายไปในความมืดมิดโดยที่ไม่สามารถยื่นมือไปคว้าไว้ได้ เจตน์ทับร่างลงมา หายใจหอบโยนอยู่บนซอกคอขาว ใบหน้าคมคายซุกลงกับแผ่นอกของธันย์ สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่แผ่วเบาและราบเรียบของคนใต้ร่าง หัวใจของธันย์ยังคงเต้นอยู่… แต่ไม่ได้เต้นเพื่อเขาอีกต่อไปแล้ว เจตน์ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น ยืนมองสภาพของเลขาฯ คนสนิทด้วยแววตาสับสนและหวาดหวั่น ธันย์ยังคงนอนนิ่งอยู่บนโต๊ะทำงาน แผ่นอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจช้าๆ ขาทั้งสองข้างที่เปิดอ้ามีคราบน้ำรักสีขาวขุ่นไหลย้อนออกมาเปรอะเปื้อนขอบโต๊ะ ทว่าบนใบหน้าขาวสะอ้านนั้นไม่มีหยาดน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ไม่มีแม้กระทั่งร่องรอยของความเสียใจ ธันย์ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า ความเจ็บร้าวแล่นผ่านช่วงล่างจนหน้ามืดไปชั่วครู่ แต่มือเรียวยังคงเอื้อมไปหยิบทิชชูมาเช็ดทำความสะอาดร่างกายและคราบบนโต๊ะทำงานอย่างประณีตและใจเย็น ท่วงท่าสุขุมเหมือนกำลังทำความสะอาดคราบน้ำที่หกเลอะเทอะ ธันย์ดึงกางเกงชั้นในและกางเกงสแล็กขึ้นมาสวม รูดซิป กลัดกระดุม ติดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวทีละเม็ดจนถึงคอหอย ผูกเนกไทสีกรมท่ากลับเข้าที่อย่างเรียบร้อย หยิบแว่นสายตาขึ้นมาสวม ทุกการกระทำดำเนินไปด้วยความเงียบงันที่กดดันจนเจตน์แทบจะหยุดหายใจ เมื่อแต่งตัวเสร็จสมบูรณ์ ธันย์ก็ก้าวลงจากโต๊ะทำงาน ยืนตัวตรง ประสานมือไว้ข้างหน้าในท่าทางของเลขาฯ ผู้ภักดี ดวงตาคู่เรียวใต้กรอบแว่นสบมองตรงมายังเจตน์อย่างสุภาพและเหินห่างที่สุด “ถ้าท่านประธานไม่มีคำสั่งอื่นแล้ว…” น้ำเสียงของธันย์นิ่งสงบ ไร้ร่องรอยความสั่นไหว “ผมขออนุญาตกลับห้องพักครับ” เจตน์ยืนนิ่ง ลำคอแห้งผากจนพูดไม่ออก สองมือที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม ความเย่อหยิ่งและอำนาจทั้งหมดที่เคยมีมลายหายไป เหลือเพียงความหวาดระแวงที่เกาะกุมหัวใจจนเย็นเยียบ ธันย์ไม่รอฟังคำตอบ ร่างโปร่งก้มศีรษะลงทำความเคารพอย่างสมบูรณ์แบบ หมุนตัวแล้วก้าวเดินออกจากห้องทำงานประธานไปอย่างเงียบเชียบ เสียงประตูกระจกเลื่อนปิดสนิทลง ตัดขาดโลกของคนทั้งสองออกจากกัน ทิ้งให้เจตนิพัทธ์ยืนจมอยู่กับความมืดมิดและความหนาวเหน็บเพียงลำพัง โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า… ค่ำคืนนี้คือครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้สัมผัสร่างกายนี้ในฐานะผู้ควบคุม และเช้าวันพรุ่งนี้… ฝันร้ายที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อซองจดหมายสีขาวถูกวางลงบนโต๊ะทำงานตัวนี้อย่างเป็นทางการตอนที่ 25 (ตอนจบ) : พันธะนิรันดร์ [20+]ลมทะเลสายัณห์พัดพากลิ่นไอเค็มจางๆ ผสมผสานกลิ่นหอมของดอกลั่นทมเข้ามาทางระเบียงไม้สักของบ้านพักตากอากาศส่วนตัวริมชายหาดปราณบุรี แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดลำแสงสีส้มทองอมชมพูพาดผ่านผืนน้ำระยิบระยับ เสียงเกลียวคลื่นซัดกระทบแนวสันทรายสม่ำเสมอ แผ่วเบาและเงียบสงบ แตกต่างจากความวุ่นวายในเมืองหลวงและชั้นสี่สิบสองของตึกอัศว คอร์ปอเรชัน อย่างสิ้นเชิงบนระเบียงกว้างที่ยื่นออกไปรับลมทะเล ธันยกรยืนเท้าแขนอยู่กับราวไม้สัก ร่างโปร่งสวมเพียงเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีขาวตัวหลวมที่ปลดกระดุมคอลงมาสองเม็ด ชายเสื้อสะบัดพลิ้วตามแรงลม กางเกงผ้าฝ้ายขาสั้นสีเบจเผยให้เห็นเรียวขาขาวสะอาด สองเท้าเปลือยเปล่าย่ำอยู่บนพื้นไม้ที่ยังคงอุ่นจากแดดบ่าย กรอบแว่นสายตาถูกถอดวางไว้บนโต๊ะข้างแก้วน้ำส้มคั้น ใบหน้าขาวสะอ้านผ่อนคลาย ดวงตาคู่เรียวทอดมองเส้นขอบฟ้าด้วยความสงบที่แท้จริงเสียงฝีเท้าก้าวเหยียบบนพื้นไม้อย่างเชื่องช้า ก่อนที่อ้อมแขนแกร่งจะค่อยๆ สอดเข้ามาโอบรัดรอบเอวบางจากทางด้านหลัง แผ่นอกกว้างที่สวมเพียงเสื้อยืดคอกลมสีดำแนบชิดเข้ากับแผ่นหลังของธันย์อย่างนุ่มนวล กลิ่นสบู่อ่อนๆ และไออุ่นคุ้นเค
ตอนที่ 24: สอบสัมภาษณ์ตลอดชีวิตบรรยากาศการประชุมคณะกรรมการบริหารฝ่ายยุทธศาสตร์และการเงินบนชั้นสี่สิบเอ็ดในบ่ายวันอังคาร ดำเนินไปด้วยความเคร่งเครียดตามปกติของการจัดสรรงบประมาณประจำไตรมาสใหม่ หลังจากการถอนตัวจากโครงการมิกซ์ยูสริมแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านพ้นไป บริษัทจำเป็นต้องปรับโครงสร้างกระแสเงินสดและกระจายความเสี่ยงไปยังที่ดินแปลงอื่นในแถบระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนรายย่อยหัวหน้าแผนกสี่ฝ่ายหลักนั่งล้อมรอบโต๊ะประชุมกระจกรูปวงรี เอกสารตัวเลขงบดุลและแผนภูมิความเสี่ยงถูกฉายขึ้นบนจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ด้านหน้า เจตนิพัทธ์นั่งประจำตำแหน่งหัวโต๊ะในชุดสูทสากลสีเทาเข้ม ชายหนุ่มสวมบทบาทประธานเจ้าหน้าที่บริหารผู้สุขุมและเด็ดขาด ปลายนิ้วเคาะเบาๆ บนแฟ้มหนังขณะรับฟังรายงานผลการดำเนินงานจากผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจข้างกายทางขวามือของเจตน์… คือตำแหน่งของธันยกรเลขาฯ หนุ่มอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าเข้มพอดีตัว คอเสื้อเชิ้ตกลัดกระดุมมิดชิด แว่นสายตากรอบบางรับกับใบหน้าขาวสะอ้าน นิ้วเรียวยาวขยับจดบันทึกสาระสำคัญของการประชุมลงในแท็บเล็ตอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าสงบและเปี่ยมไปด้วยความ
ตอนที่ 23: ใต้บัญชาการของเลขาฯ [20+]เวลาหนึ่งทุ่มสามสิบห้านาทีแสงไฟนีออนตามแนวตึกระฟ้าของกรุงเทพมหานครส่องประกายระยิบระยับอยู่เบื้องล่าง ทว่าภายในห้องทำงานประธานกรรมการบริหารบนชั้นสี่สิบสอง ม่านม้วนไฟฟ้าสีเทาเข้มได้ถูกกดเลื่อนลงมาปิดทึบจนบดบังทัศนียภาพภายนอกไปจนหมดสิ้น แสงสลัวสีส้มอบอุ่นจากโคมไฟตั้งพื้นมุมห้องทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงเดียว ขับเน้นบรรยากาศเงียบสงัดและเป็นส่วนตัวจนได้ยินเพียงเสียงแอร์ที่ทำงานแผ่วเบาเสียงระบบล็อกประตูดัง คลิก เมื่อธันยกรกดปุ่มล็อกอัตโนมัติจากรีโมตในมือร่างโปร่งหมุนตัวกลับมา ชายหนุ่มไม่ได้เดินไปหยิบแฟ้มงาน และไม่ได้ยืนประสานมือรอรับคำสั่งเหมือนในเวลากลางวัน ทว่าธันย์กลับก้าวเท้าช้าๆ อ้อมโต๊ะทำงานไม้โอ๊กตัวใหญ่ ตรงเข้าไปยังเก้าอี้หนังพนักสูงของประธานบริษัทธันย์ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้นอย่างผ่อนคลาย แผ่นหลังพิงพนักหนังแท้ที่โอบรับสรีระ ชายหนุ่มยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดไขว่ห้าง ปลายนิ้วเรียวยื่นไปปลดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกทั้งสองข้าง พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอก ก่อนจะดึงเนกไทให้คลายออกแล้วปลดกระดุมคอเสื้อสองเม็ดบน เผยให้เห็นแนวไหปลาร้าขาวเนีย
ตอนที่ 22: สลับขั้วอำนาจกลิ่นหอมสะอาดของชาขาวพีชที่คุ้นเคยกลับมาอบอวลอยู่บริเวณโถงทางเดินชั้นสี่สิบสองอีกครั้งในเช้าวันพฤหัสบดีโต๊ะทำงานไม้สีอ่อนตัวเดิมหน้าห้องประธานกรรมการบริหาร ซึ่งเคยว่างเปล่าและเย็นชืดมานานหลายสัปดาห์ บัดนี้ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แฟ้มเอกสารประจำวันถูกคัดแยกตามลำดับความเร่งด่วนด้วยแถบสี ปากกาหมึกซึม แท็บเล็ตประจำตำแหน่ง และแก้วเซรามิกสีขาววางอยู่ในตำแหน่งองศาเดิมอย่างพอดิบพอดี ราวกับช่วงเวลาแห่งความบาดหมางและการแยกย้ายไม่เคยเกิดขึ้นจริงธันยกรนั่งหลังตรงอยู่หลังโต๊ะทำงาน สวมเสื้อเชิ้ตคัตติ้งเนี้ยบสีกรมท่าเข้ม พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงกึ่งกลางปลายแขนอย่างคล่องแคล่ว ใบหน้าขาวสะอ้านใต้กรอบแว่นสายตามีชีวิตชีวา ผิวพรรณสดใส ปราศจากร่องรอยความหม่นหมองที่เคยแบกรับมาตลอดหนึ่งปีหลังจากค่ำคืนแห่งพายุฝนและการยอมจำนนที่คอนโดมิเนียม ธันย์ตัดสินใจกลับเข้ามาทำงานในตำแหน่งเดิมตามเงื่อนไขใหม่ที่เขาเป็นคนร่างขึ้นมาเอง สัญญาที่ปรึกษาโครงการเก้าสิบวันถูกยกเลิกไปพร้อมกับดีลมิกซ์ยูสที่พับโต๊ะลง และถูกแทนที่ด้วยสัญญาจ้างงานเลขาธิการบริหารฉบับใหม่ที่ผ่านการปรับแก้เงื่อนไขโดยไ
ตอนที่ 21: คืนที่ไร้แผนการ & การคุกเข่า [20+]สายฝนกระหน่ำซัดสาดลงมาตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ เม็ดฝนหนาทึบกระทบกระจกหน้าต่างห้องนั่งเล่นบนชั้นเจ็ดของคอนโดมิเนียมในซอยอารีย์สัมพันธ์จนเกิดเสียงเปาะแปะสะท้อนก้อง ลมกรรโชกแรงพัดกิ่งไม้ข้างรั้วด้านล่างไหวเอน ไอความเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านรอยต่อของหน้าต่างเข้ามาจนห้องพักเงียบสงัดธันยกรยืนกอดอกอยู่ริมกระจกบานใหญ่ในความมืด แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟถนนเบื้องล่างส่องสะท้อนผิวน้ำที่เจิ่งนองเต็มพื้นถนนและตรงใต้เสาไฟริมรั้วหน้าทางเข้าโครงการ… เงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมมานานกว่าสองชั่วโมงเจตนิพัทธ์ไม่ได้นั่งหลบฝนอยู่ในรถเก๋งสีดำที่จอดดับเครื่องอยู่ข้างทาง ชายหนุ่มยืนตากฝนอยู่ริมทางเท้า เสื้อเชิ้ตสีขาวแนบลู่ติดไปกับแผงอกกว้างและแผ่นหลังหนาจนเห็นรอยกล้ามเนื้อชัดเจน เนื้อผ้าเปียกชุ่มจนโปร่งแสง เส้นผมสีดำสนิทลู่ลงมาปรกหน้าผากและข้างแก้ม หยาดน้ำฝนไหลรินผ่านสันกรามคมหยดลงบนพื้นซีเมนต์ไม่ขาดสาย ทว่าสองเท้าคู่นั้นกลับปักหลักนิ่ง ไม่ยอมขยับก้าวไปหลบใต้ชายคาของร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้ามแม้แต่ก้าวเดียวในมือข้างหนึ่งของเจตน์ มีถุงกระดาษที่ถูกห่อหุ้มด
ตอนที่ 20: “ไม่อยากเป็นคนแบบนั้นอีกแล้ว”พาดหัวข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจและสื่อออนไลน์ด้านเศรษฐกิจประจำเช้าวันอังคาร กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นคลอนแวดวงการลงทุนระดับประเทศ‘สะบั้นดีลยักษ์ริมเจ้าพระยา อัศว คอร์ปอเรชัน ประกาศถอนตัวจากโครงการมิกซ์ยูสหมื่นล้าน ยอมจ่ายค่าปรับผิดสัญญาบอร์ดบริหาร’ข้อความสั้นๆ บนหน้าจอแท็บเล็ตทำให้บรรยากาศภายในแผนกยุทธศาสตร์บนชั้นสี่สิบเอ็ดเงียบสงัดจนน่าอึดอัด พนักงานหลายคนจับกลุ่มส่งสายตาให้กันด้วยความตระหนก ทุกคนต่างรู้ดีว่านี่คือโครงการเรือธงที่บริษัททุ่มเทสรรพกำลังมาตลอดทั้งปี และเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่คาดหมายว่าจะดันมูลค่าบริษัทให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดทว่าสำหรับธันยกร… ความเงียบสงัดนั้นกลับนำมาซึ่งคำถามที่ไร้คำตอบธันย์นั่งมองหนังสือแจ้งการใช้สิทธิบอกเลิกข้อตกลงเบื้องต้นที่ส่งตรงมาจากสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการบริหาร คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น ในฐานะคนที่ลงมือร่างโมเดลทางการเงินและร่วมเจรจากับฝ่ายกฎหมายของกลุ่มทุนวรโภคินทร์มาตั้งแต่ต้น ธันย์รู้ดีที่สุดว่าโครงการนี้ไม่มีความเสี่ยงทางการเงินใดๆ ที่ร้ายแรงพอจะนำไปสู่การล้มโต๊ะเจรจาแบบกะทันหันเช่นนี้จนกร


![What is a divorce? [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




