LOGINตอนที่ 9: กับดักการลองใจที่ว่างเปล่า
แฟ้มเอกสารปกหนังสีดำที่มีสลิปใบเสร็จของโรงแรมแกรนด์ โอเชียน วางสงบนิ่งอยู่กึ่งกลางโต๊ะทำงานไม้โอ๊ก ลายเซ็นกำกับด้วยหมึกซึมสีน้ำเงินตวัดอย่างประณีตตรงมุมขวาบนของเอกสาร ไม่มีรอยลบ ไม่มีรอยเปื้อน และไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของหยดน้ำตาที่อาจร่วงหล่นลงมาทำลายเนื้อกระดาษ เจตนิพัทธ์นั่งจ้องลายมือที่เป็นระเบียบนั้นมานานกว่ายี่สิบนาที เถ้าบุหรี่ในจานแก้วข้างตัวมอดดับไปนานแล้ว ทว่าความขุ่นมัวในอกกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงช่วงบ่าย ธันยกรยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างไร้ที่ติ ทุกจังหวะการเดิน การส่งแฟ้ม และการจัดคิวเข้าพบของผู้บริหารระดับสูงดำเนินไปตามตารางเวลาอย่างแม่นยำ ทุกครั้งที่ก้าวเข้ามาในห้องทำงาน ธันย์จะเว้นระยะห่างสามก้าวเสมอ สรรพนามที่หลุดออกจากปากมีเพียงคำว่า ‘ท่านประธาน’ ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่นแห่งความสะเทือนใจ ไม่มีการตั้งคำถาม ไม่มีสายตาตัดพ้อ ไม่มีแม้กระทั่งความเงียบที่แฝงความประชดประชัน ความนิ่งสนิทที่สมบูรณ์แบบเกินไปกำลังปั่นประสาทของเจตน์จนนั่งไม่ติดเก้าอี้ คนที่ยอมให้เขากดทับอยู่ใต้ร่างมาตลอดหนึ่งปี คนที่เคยนอนสะอื้นไห้เพราะกลิ่นน้ำหอมแปลกปลอมในคืนฝนตกที่ห้องพักซอยอารีย์… วันนี้กลับตรวจรับรองบิลค่าห้องพักหรูที่เขาไปเปิดกับผู้หญิงอื่นได้อย่างเยือกเย็นราวกับกำลังตรวจเช็กค่าเครื่องเขียนในออฟฟิศ เจตน์ขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูน ปิดแฟ้มเอกสารกระแทกลงบนโต๊ะเสียงดัง ก่อนจะเอื้อมมือไปกดปุ่มอินเตอร์คอมเชื่อมต่อไปยังโต๊ะหน้าห้อง “ธันย์ เข้ามาพบผมหน่อย” ไม่ถึงครึ่งนาที เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสองครั้งอย่างมีมารยาท บานประตูกระจกเปิดออกพร้อมร่างโปร่งของเลขาฯ ส่วนตัวที่ก้าวเข้ามาอย่างสุขุม ในมือถือสมุดจดงานเล่มบางและปากกาพร้อมจดบันทึก ใบหน้าขาวสะอ้านใต้กรอบแว่นสายตายังคงสงบนิ่ง รอยฟันและรอยช้ำตรงซอกคอถูกซ่อนไว้มิดชิดใต้ปกเสื้อเชิ้ตคอแข็งที่กลัดกระดุมจนถึงเม็ดบนสุด “ท่านประธานมีงานเร่งด่วนอะไรให้จัดการครับ” เจตน์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนัง หมุนปากกาโลหะในมือเล่นด้วยท่าทีผ่อนคลายที่แกล้งสร้างขึ้น ทว่าสายตาคมกริบกลับจับจ้องทุกอณูบนใบหน้าของคนตรงหน้าอย่างไม่ยอมให้คลาดสายตา เขาต้องการกระชากหน้ากากเลขาฯ ผู้ไร้อารมณ์นี้ทิ้ง ต้องการเห็นรอยร้าวในดวงตาคู่นั้น เพื่อพิสูจน์ให้แน่ใจว่าธันย์ไม่ได้เฉยชาต่อเขาจริงๆ “คืนนี้ผมมีนัดสำคัญ” เจตน์เอ่ยปาก น้ำเสียงเนิบช้าแต่จงใจทอดจังหวะ “จองโต๊ะอาหารอิตาเลียนบนรูฟท็อปโรงแรมหรูที่ไหนสักแห่ง ขอซุ้มคาบาน่าที่เป็นส่วนตัวที่สุด… สำหรับสองที่” ธันย์ไม่แม้แต่จะกระพริบตา ปลายนิ้วเรียวจรดปลายปากกาลงบนหน้ากระดาษ “รับทราบครับ สองที่นั่ง โซนส่วนตัว บรรยากาศโรแมนติก ต้องการระบุร้านเป็นพิเศษไหมครับ” “แล้วแต่คุณจะจัดการ คุณเป็นเลขาฯ รู้อยู่แล้วว่าระดับผมควรไปนั่งที่ไหน” เจตน์หยุดสายตาไว้ที่ริมฝีปากที่ยังมีรอยแตกแห้งของธันย์ ก่อนจะทิ้งระเบิดลูกสำคัญลงมากลางห้อง “แล้วก็สั่งช่อดอกไม้สดให้ผมด้วย เอาช่อใหญ่ที่สุด จัดส่งไปวางไว้ที่โต๊ะก่อนหนึ่งทุ่มตรง… เตรียมไว้ให้คุณวิเวียน” ชื่อของ ‘วิเวียน’ ถูกเน้นย้ำอย่างชัดถ้อยชัดคำ เจตน์เพ่งมองข้อนิ้ว ม่านตา และจังหวะลมหายใจของธันย์เพื่อจับพิรุธ เขารอคอยที่จะเห็นมือเรียวนั้นชะงัก รอฟังน้ำเสียงที่อาจจะสั่นพร่า หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือการหลุบสายตาลงต่ำเพื่อซ่อนความน้อยเนื้อต่ำใจ ทว่า… สิ่งที่สะท้อนกลับมามีเพียงความว่างเปล่า ธันย์เปิดหน้ากระดาษใหม่ ลากเส้นตารางจดบันทึกอย่างคล่องแคล่ว ไม่มีอาการสั่นเทาที่ปลายนิ้วแม้แต่น้อย ใบหน้าของเลขาฯ หนุ่มไม่มีการเปลี่ยนสีแม้แต่เฉดเดียว “คุณวิเวียนชอบดอกไม้โทนสีขาวและชมพูพาสเทลครับ” ธันย์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ นุ่มนวล ราวกับกำลังแนะนำข้อมูลทางสถิติ “ถ้าเป็นช่อใหญ่ระดับพรีเมียม ผมแนะนำเป็นกุหลาบเอกวาดอร์สีขาวบริสุทธิ์แซมด้วยดอกพีโอนี จะดูหรูหราและเข้ากับภาพลักษณ์ของคุณวิเวียนมากกว่ากุหลาบแดงทั่วไป ส่วนการ์ดข้อความ ท่านประธานต้องการระบุอะไรเป็นพิเศษไหมครับ หรือจะให้ทางร้านแนบการ์ดเปล่าไว้ให้คุณเขียนเองที่โต๊ะ” คำแนะนำที่คล่องแคล่วและใส่ใจในรสนิยมของ ‘ผู้หญิงของเจ้านาย’ ทำเอาเจตน์ถึงกับสะอึก ลมหายใจสะดุดไปชั่วครู่ “เขียนไปว่า…” เจตน์เค้นเสียงตอบ ลอบสังเกตปฏิกิริยาอีกฝ่ายซ้ำอีกครั้ง “ขอโทษสำหรับเรื่องเมื่อคืนวันศุกร์” คืนวันศุกร์… คืนที่เขาหนีออกมาจากห้องสูทแล้วไปทำร้ายธันย์ถึงเตียงนอนในซอยอารีย์ ธันย์ย่อมรู้ดีที่สุดว่าคำว่าขอโทษนี้หมายถึงเหตุการณ์ไหน แต่ธันย์กลับเพียงแค่พยักหน้ารับอย่างสงบ ปลายปากกาตวัดเขียนข้อความนั้นลงในสมุดอย่างประณีต “รับทราบครับ ผมจะประสานงานกับร้านดอกไม้ประจำให้จัดส่งการ์ดข้อความนี้ตามเวลา ส่วนร้านอาหาร ผมแนะนำห้องอาหารรูฟท็อปของเดอะริทซ์การ์เดน วิวโค้งน้ำมุมสูงและมีคาบาน่าส่วนตัวที่ตัดเสียงรบกวนได้ดี เหมาะสำหรับการพูดคุยปรับความเข้าใจ เมนูคอร์สทรัฟเฟิลดำและไวน์บาร์เบอราน่าจะถูกปากคุณวิเวียน ผมจะทำการจองในนามของท่านประธานทันทีครับ” “ธันย์” เจตน์เรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงเข้ม ความหงุดหงิดที่พลุ่งพล่านขึ้นมาบีบให้เขาต้องลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ค้ำฝ่ามือลงกับขอบโต๊ะทำงาน ธันย์เงยหน้าขึ้น สบตากับเจตน์ตรงๆ ผ่านเลนส์แว่นใส แววตาคู่นั้นสงบนิ่งดั่งแผ่นกระจกที่ไร้รอยสะท้อนทางอารมณ์ “ครับท่านประธาน มีรายละเอียดส่วนไหนที่ต้องการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมไหมครับ” “คุณ… ไม่มีอะไรจะพูดกับผมหน่อยเหรอ” คำถามที่หลุดออกจากปากเต็มไปด้วยความกระหายที่จะได้ยินคำประท้วง เจตน์ยอมทิ้งมาดซีอีโอผู้เย่อหยิ่งลงไปชั่วขณะ เพียงเพื่ออยากได้ยินธันย์ถามว่าทำไมต้องส่งดอกไม้ให้คนอื่น ทำไมต้องพาเธอไปกินข้าว หรือแม้แต่คำก่นด่าด้วยความหึงหวงสักคำก็ยังดีกว่าการยืนนิ่งเป็นหุ่นยนต์แบบนี้ ธันย์เอียงคอเล็กน้อย ริมฝีปากบางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ รอยยิ้มของพนักงานบริการที่สมบูรณ์แบบจนน่าใจหาย “ไม่มีครับ” น้ำเสียงของธันย์นุ่มนวล ทว่าความหมายกลับตัดรอนอย่างเลือดเย็น “หน้าที่ของผมคือการอำนวยความสะดวกให้ท่านประธาน ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว การจัดเตรียมมื้อค่ำและของขวัญให้คนสำคัญของคุณ เป็นหนึ่งในขอบเขตงานที่ผมได้รับเงินเดือนเพื่อมาจัดการให้อยู่แล้วครับ ท่านประธานไม่ต้องกังวล ผมจะดูแลทุกขั้นตอนให้เรียบร้อยที่สุด” คำว่า ‘หน้าที่’ และ ‘เงินเดือน’ ถูกตอกกลับมาอย่างสุภาพ ทว่ามันกลับทำหน้าที่เหมือนค้อนหนักๆ ที่ทุบลงกลางแสกหน้าของคนฟัง เจตน์ยืนนิ่งค้าง มือหนาที่ยันโต๊ะอยู่กำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความรู้สึกพ่ายแพ้ที่จับต้องไม่ได้แล่นริ้วเข้ามาจุกแน่นในลำคอ เขาเป็นคนตั้งกฎเรื่องการไม่มีสถานะขึ้นมาเอง เป็นคนผลักไสธันย์ให้ยืนอยู่ในมุมมืด แต่ในวันที่ธันย์ยอมรับกติกานั้นอย่างเคร่งครัดและปฏิบัติต่อเขาเหมือนเจ้านายคนหนึ่งตามหน้าที่… เขากลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะสำลักอากาศตาย “ออกไปได้แล้ว” เจตน์เค้นเสียงสั่ง ลอดไรฟันออกมาด้วยความยากลำบาก “ขอบคุณครับท่านประธาน” ธันย์โค้งศีรษะลงตามองศาที่ถูกต้อง หมุนตัวแล้วก้าวเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้เจตน์ยืนเคว้งอยู่ท่ามกลางความเงียบงันเพียงลำพัง เวลาหนึ่งทุ่มสิบห้านาที เสียงดนตรีแจ๊สจังหวะนุ่มนวลบรรเลงคลอเคลียไปกับสายลมเย็นบนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมหรู แสงเทียนสีนวลตาจัดวางไว้อย่างประณีตภายในซุ้มคาบาน่าส่วนตัว ช่อดอกกุหลาบเอกวาดอร์สีขาวและดอกพีโอนีขนาดใหญ่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง วางเด่นอยู่ข้างเก้าอี้ของวริศรา การ์ดข้อความขอโทษที่เขียนด้วยลายมือประณีตของร้านดอกไม้วางแนบอยู่ข้างกัน ทุกอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ… สมบูรณ์แบบตามมาตรฐานของธันยกรทุกกระเบียดนิ้ว “วิเวียนตกใจมากเลยนะคะที่คุณเจตน์ส่งดอกไม้ช่อใหญ่ขนาดนี้ไปให้” หญิงสาวในชุดราตรีเกาะอกสีแดงสดแย้มยิ้มหวาน ยกแก้วแชมเปญขึ้นมาจิบ แววตาเปล่งประกายด้วยความพึงพอใจที่สามารถสยบซีอีโอหนุ่มผู้เย่อหยิ่งลงได้ “แถมยังจองโต๊ะมุมที่ดีที่สุดให้อีก แสดงว่าสำนึกผิดจริงๆ ใช่ไหมคะที่ทิ้งวิเวียนไว้คืนนั้น” วิเวียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เอื้อมมือมาแตะท่อนแขนของเจตน์อย่างสนิทสนม ทว่าเจตน์กลับแทบไม่ได้ยินสิ่งที่หญิงสาวพูดเลยแม้แต่น้อย ร่างสูงนั่งนิ่งอยู่ในชุดสูทสีดำสนิท สายตาไม่ได้จับจ้องอยู่ที่ใบหน้าสวยเฉี่ยวของคู่ควง หรือวิวแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนที่ระยิบระยับด้วยแสงไฟ จานเนื้อวากิวย่างและพาสต้าทรัฟเฟิลดำกลิ่นหอมกรุ่นที่วางอยู่ตรงหน้า รสชาติกลับฝาดเฝื่อนจนกลืนไม่ลงตั้งแต่คำแรก เจตน์กินอาหารแทบไม่ได้เลย ในหัวของเขามีแต่ภาพใบหน้าขาวสะอ้านของธันย์ตอนที่ยืนจดออเดอร์ช่อดอกไม้นี้ มีแต่แววตาราบเรียบที่มองทะลุผ่านตัวเขาไปราวกับเขาไม่มีตัวตน ‘ตอนนี้ธันย์กำลังทำอะไรอยู่?’ ‘กลับถึงห้องพักหรือยัง?’ ‘รอยแผลที่ริมฝีปากนั่น… ได้ทายาบ้างไหม?’ ‘แล้วคืนนี้… ธันย์จะยอมออกไปกินข้าวกับใครอีกหรือเปล่า?’ ความคิดพวกนี้วนเวียนซ้ำซากอยู่ในหัวจนเจตน์แทบจะเป็นบ้า ชายหนุ่มยกแก้วไวน์แดงขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว หวังให้แอลกอฮอล์ช่วยดับความกระวนกระวายในอก ทว่ามันกลับยิ่งทำให้ไฟแห่งความพลุ่งพล่านลุกโชนขึ้นกว่าเดิม เขายกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาเป็นรอบที่นับไม่ถ้วน สองทุ่มสิบห้านาที ครืด… ครืด… โทรศัพท์มือถือส่วนตัวที่วางอยู่ข้างจานอาหารสั่นเตือน เจตน์คว้ามันขึ้นมาดูแทบจะในเสี้ยววินาทีด้วยความหวังที่ผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ หวังลึกๆ ว่าอาจจะเป็นข้อความจากใครบางคนที่ทนความเงียบไม่ไหว ทว่าสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอกลับเป็นเพียงการแจ้งเตือนยอดสรุปดัชนีหุ้นต่างประเทศจากระบบอัตโนมัติ มือหนากำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วลั่นเปรี๊ยะ ความผิดหวังแล่นริ้วเข้ามาทับถมจนแผ่นอกหนักอึ้ง “คุณเจตน์คะ? เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ดูใจลอยจังเลย” วิเวียนเอ่ยทัก น้ำเสียงเริ่มแสดงความหงุดหงิดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่นั่งจ้องหน้าจอโทรศัพท์และเหม่อลอยตลอดเวลา “อาหารไม่อร่อยเหรอคะ หรือว่าวิเวียนพูดอะไรขัดหูคุณ” เจตน์สูดลมหายใจเข้าลึก คว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงกับโต๊ะ “เปล่าครับ งานมีปัญหานิดหน่อย” “งานอีกแล้วเหรอคะ ดินเนอร์กับวิเวียนทั้งที เลิกคิดเรื่องงานสักสองชั่วโมงไม่ได้เหรอคะ” หญิงสาวทำเสียงกระเง้ากระงอด ขยับตัวเข้ามาใกล้ วางมือทาบลงบนหลังมือของเขา “คืนนี้… คุณเจตน์จะไปส่งวิเวียนที่คอนโดไหมคะ ดอกไม้สวยขนาดนี้ วิเวียนอยากขอบคุณคุณให้คุ้มค่าจังเลยค่ะ” คำเชิญชวนที่เปิดเผยกลับทำให้เจตน์รู้สึกอึดอัดจนแทบสำลัก ชายหนุ่มชักมือตัวเองออกจากการเกาะกุมของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว เขาวางผ้าเช็ดปากลงบนโต๊ะอาหาร แล้วยกมือเรียกบริกรมาเพื่อเช็กบิลทันทีโดยไม่รอให้อาหารจานของหวานถูกนำมาเสิร์ฟ “ขอโทษด้วยครับวิเวียน คืนนี้ผมมีเอกสารด่วนที่ต้องกลับไปเซ็นที่บริษัท” เจตน์เอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็นชา ชายหนุ่มยื่นบัตรเครดิตให้บริกรโดยไม่แม้แต่จะมองยอดเงิน “ผมสั่งให้คนขับรถรอรับคุณไปส่งที่คอนโดแล้ว” “อ้าว! คุณเจตน์คะ แต่เราเพิ่งนั่งกันได้ไม่ถึงชั่วโมงเลยนะคะ!” วิเวียนหน้าเหวอ ร้องประท้วงด้วยความเสียหน้าอย่างรุนแรง “ผมมีงานด่วนจริงๆ หวังว่าคุณจะเข้าใจ” เจตน์ไม่รอฟังคำคัดค้านใดๆ อีก ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ติดกระดุมสูท แล้วหมุนตัวก้าวออกจากห้องอาหารรูฟท็อปทันที ทิ้งให้หญิงสาวและช่อดอกไม้ราคาแพงนั่งเคว้งอยู่เบื้องหลัง กับดักที่เขาตั้งใจขุดขึ้นมาเพื่อลองใจธันย์ เพื่อหวังจะเห็นอีกฝ่ายทุรนทุรายด้วยความหึงหวง… บัดนี้มันกลับย้อนมาบดขยี้ตัวเขาเองจนแหลกละเอียด ไม่มีใครติดกับดักนี้เลยสักคน นอกจากตัวเขาเอง… ที่กำลังคลุ้มคลั่งเพราะความว่างเปล่าที่ตัวเองเป็นคนสร้างขึ้นมากับมือตอนที่ 25 (ตอนจบ) : พันธะนิรันดร์ [20+]ลมทะเลสายัณห์พัดพากลิ่นไอเค็มจางๆ ผสมผสานกลิ่นหอมของดอกลั่นทมเข้ามาทางระเบียงไม้สักของบ้านพักตากอากาศส่วนตัวริมชายหาดปราณบุรี แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดลำแสงสีส้มทองอมชมพูพาดผ่านผืนน้ำระยิบระยับ เสียงเกลียวคลื่นซัดกระทบแนวสันทรายสม่ำเสมอ แผ่วเบาและเงียบสงบ แตกต่างจากความวุ่นวายในเมืองหลวงและชั้นสี่สิบสองของตึกอัศว คอร์ปอเรชัน อย่างสิ้นเชิงบนระเบียงกว้างที่ยื่นออกไปรับลมทะเล ธันยกรยืนเท้าแขนอยู่กับราวไม้สัก ร่างโปร่งสวมเพียงเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีขาวตัวหลวมที่ปลดกระดุมคอลงมาสองเม็ด ชายเสื้อสะบัดพลิ้วตามแรงลม กางเกงผ้าฝ้ายขาสั้นสีเบจเผยให้เห็นเรียวขาขาวสะอาด สองเท้าเปลือยเปล่าย่ำอยู่บนพื้นไม้ที่ยังคงอุ่นจากแดดบ่าย กรอบแว่นสายตาถูกถอดวางไว้บนโต๊ะข้างแก้วน้ำส้มคั้น ใบหน้าขาวสะอ้านผ่อนคลาย ดวงตาคู่เรียวทอดมองเส้นขอบฟ้าด้วยความสงบที่แท้จริงเสียงฝีเท้าก้าวเหยียบบนพื้นไม้อย่างเชื่องช้า ก่อนที่อ้อมแขนแกร่งจะค่อยๆ สอดเข้ามาโอบรัดรอบเอวบางจากทางด้านหลัง แผ่นอกกว้างที่สวมเพียงเสื้อยืดคอกลมสีดำแนบชิดเข้ากับแผ่นหลังของธันย์อย่างนุ่มนวล กลิ่นสบู่อ่อนๆ และไออุ่นคุ้นเค
ตอนที่ 24: สอบสัมภาษณ์ตลอดชีวิตบรรยากาศการประชุมคณะกรรมการบริหารฝ่ายยุทธศาสตร์และการเงินบนชั้นสี่สิบเอ็ดในบ่ายวันอังคาร ดำเนินไปด้วยความเคร่งเครียดตามปกติของการจัดสรรงบประมาณประจำไตรมาสใหม่ หลังจากการถอนตัวจากโครงการมิกซ์ยูสริมแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านพ้นไป บริษัทจำเป็นต้องปรับโครงสร้างกระแสเงินสดและกระจายความเสี่ยงไปยังที่ดินแปลงอื่นในแถบระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนรายย่อยหัวหน้าแผนกสี่ฝ่ายหลักนั่งล้อมรอบโต๊ะประชุมกระจกรูปวงรี เอกสารตัวเลขงบดุลและแผนภูมิความเสี่ยงถูกฉายขึ้นบนจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ด้านหน้า เจตนิพัทธ์นั่งประจำตำแหน่งหัวโต๊ะในชุดสูทสากลสีเทาเข้ม ชายหนุ่มสวมบทบาทประธานเจ้าหน้าที่บริหารผู้สุขุมและเด็ดขาด ปลายนิ้วเคาะเบาๆ บนแฟ้มหนังขณะรับฟังรายงานผลการดำเนินงานจากผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจข้างกายทางขวามือของเจตน์… คือตำแหน่งของธันยกรเลขาฯ หนุ่มอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าเข้มพอดีตัว คอเสื้อเชิ้ตกลัดกระดุมมิดชิด แว่นสายตากรอบบางรับกับใบหน้าขาวสะอ้าน นิ้วเรียวยาวขยับจดบันทึกสาระสำคัญของการประชุมลงในแท็บเล็ตอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าสงบและเปี่ยมไปด้วยความ
ตอนที่ 23: ใต้บัญชาการของเลขาฯ [20+]เวลาหนึ่งทุ่มสามสิบห้านาทีแสงไฟนีออนตามแนวตึกระฟ้าของกรุงเทพมหานครส่องประกายระยิบระยับอยู่เบื้องล่าง ทว่าภายในห้องทำงานประธานกรรมการบริหารบนชั้นสี่สิบสอง ม่านม้วนไฟฟ้าสีเทาเข้มได้ถูกกดเลื่อนลงมาปิดทึบจนบดบังทัศนียภาพภายนอกไปจนหมดสิ้น แสงสลัวสีส้มอบอุ่นจากโคมไฟตั้งพื้นมุมห้องทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงเดียว ขับเน้นบรรยากาศเงียบสงัดและเป็นส่วนตัวจนได้ยินเพียงเสียงแอร์ที่ทำงานแผ่วเบาเสียงระบบล็อกประตูดัง คลิก เมื่อธันยกรกดปุ่มล็อกอัตโนมัติจากรีโมตในมือร่างโปร่งหมุนตัวกลับมา ชายหนุ่มไม่ได้เดินไปหยิบแฟ้มงาน และไม่ได้ยืนประสานมือรอรับคำสั่งเหมือนในเวลากลางวัน ทว่าธันย์กลับก้าวเท้าช้าๆ อ้อมโต๊ะทำงานไม้โอ๊กตัวใหญ่ ตรงเข้าไปยังเก้าอี้หนังพนักสูงของประธานบริษัทธันย์ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้นอย่างผ่อนคลาย แผ่นหลังพิงพนักหนังแท้ที่โอบรับสรีระ ชายหนุ่มยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดไขว่ห้าง ปลายนิ้วเรียวยื่นไปปลดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกทั้งสองข้าง พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอก ก่อนจะดึงเนกไทให้คลายออกแล้วปลดกระดุมคอเสื้อสองเม็ดบน เผยให้เห็นแนวไหปลาร้าขาวเนีย
ตอนที่ 22: สลับขั้วอำนาจกลิ่นหอมสะอาดของชาขาวพีชที่คุ้นเคยกลับมาอบอวลอยู่บริเวณโถงทางเดินชั้นสี่สิบสองอีกครั้งในเช้าวันพฤหัสบดีโต๊ะทำงานไม้สีอ่อนตัวเดิมหน้าห้องประธานกรรมการบริหาร ซึ่งเคยว่างเปล่าและเย็นชืดมานานหลายสัปดาห์ บัดนี้ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แฟ้มเอกสารประจำวันถูกคัดแยกตามลำดับความเร่งด่วนด้วยแถบสี ปากกาหมึกซึม แท็บเล็ตประจำตำแหน่ง และแก้วเซรามิกสีขาววางอยู่ในตำแหน่งองศาเดิมอย่างพอดิบพอดี ราวกับช่วงเวลาแห่งความบาดหมางและการแยกย้ายไม่เคยเกิดขึ้นจริงธันยกรนั่งหลังตรงอยู่หลังโต๊ะทำงาน สวมเสื้อเชิ้ตคัตติ้งเนี้ยบสีกรมท่าเข้ม พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงกึ่งกลางปลายแขนอย่างคล่องแคล่ว ใบหน้าขาวสะอ้านใต้กรอบแว่นสายตามีชีวิตชีวา ผิวพรรณสดใส ปราศจากร่องรอยความหม่นหมองที่เคยแบกรับมาตลอดหนึ่งปีหลังจากค่ำคืนแห่งพายุฝนและการยอมจำนนที่คอนโดมิเนียม ธันย์ตัดสินใจกลับเข้ามาทำงานในตำแหน่งเดิมตามเงื่อนไขใหม่ที่เขาเป็นคนร่างขึ้นมาเอง สัญญาที่ปรึกษาโครงการเก้าสิบวันถูกยกเลิกไปพร้อมกับดีลมิกซ์ยูสที่พับโต๊ะลง และถูกแทนที่ด้วยสัญญาจ้างงานเลขาธิการบริหารฉบับใหม่ที่ผ่านการปรับแก้เงื่อนไขโดยไ
ตอนที่ 21: คืนที่ไร้แผนการ & การคุกเข่า [20+]สายฝนกระหน่ำซัดสาดลงมาตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ เม็ดฝนหนาทึบกระทบกระจกหน้าต่างห้องนั่งเล่นบนชั้นเจ็ดของคอนโดมิเนียมในซอยอารีย์สัมพันธ์จนเกิดเสียงเปาะแปะสะท้อนก้อง ลมกรรโชกแรงพัดกิ่งไม้ข้างรั้วด้านล่างไหวเอน ไอความเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านรอยต่อของหน้าต่างเข้ามาจนห้องพักเงียบสงัดธันยกรยืนกอดอกอยู่ริมกระจกบานใหญ่ในความมืด แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟถนนเบื้องล่างส่องสะท้อนผิวน้ำที่เจิ่งนองเต็มพื้นถนนและตรงใต้เสาไฟริมรั้วหน้าทางเข้าโครงการ… เงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมมานานกว่าสองชั่วโมงเจตนิพัทธ์ไม่ได้นั่งหลบฝนอยู่ในรถเก๋งสีดำที่จอดดับเครื่องอยู่ข้างทาง ชายหนุ่มยืนตากฝนอยู่ริมทางเท้า เสื้อเชิ้ตสีขาวแนบลู่ติดไปกับแผงอกกว้างและแผ่นหลังหนาจนเห็นรอยกล้ามเนื้อชัดเจน เนื้อผ้าเปียกชุ่มจนโปร่งแสง เส้นผมสีดำสนิทลู่ลงมาปรกหน้าผากและข้างแก้ม หยาดน้ำฝนไหลรินผ่านสันกรามคมหยดลงบนพื้นซีเมนต์ไม่ขาดสาย ทว่าสองเท้าคู่นั้นกลับปักหลักนิ่ง ไม่ยอมขยับก้าวไปหลบใต้ชายคาของร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้ามแม้แต่ก้าวเดียวในมือข้างหนึ่งของเจตน์ มีถุงกระดาษที่ถูกห่อหุ้มด
ตอนที่ 20: “ไม่อยากเป็นคนแบบนั้นอีกแล้ว”พาดหัวข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจและสื่อออนไลน์ด้านเศรษฐกิจประจำเช้าวันอังคาร กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นคลอนแวดวงการลงทุนระดับประเทศ‘สะบั้นดีลยักษ์ริมเจ้าพระยา อัศว คอร์ปอเรชัน ประกาศถอนตัวจากโครงการมิกซ์ยูสหมื่นล้าน ยอมจ่ายค่าปรับผิดสัญญาบอร์ดบริหาร’ข้อความสั้นๆ บนหน้าจอแท็บเล็ตทำให้บรรยากาศภายในแผนกยุทธศาสตร์บนชั้นสี่สิบเอ็ดเงียบสงัดจนน่าอึดอัด พนักงานหลายคนจับกลุ่มส่งสายตาให้กันด้วยความตระหนก ทุกคนต่างรู้ดีว่านี่คือโครงการเรือธงที่บริษัททุ่มเทสรรพกำลังมาตลอดทั้งปี และเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่คาดหมายว่าจะดันมูลค่าบริษัทให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดทว่าสำหรับธันยกร… ความเงียบสงัดนั้นกลับนำมาซึ่งคำถามที่ไร้คำตอบธันย์นั่งมองหนังสือแจ้งการใช้สิทธิบอกเลิกข้อตกลงเบื้องต้นที่ส่งตรงมาจากสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการบริหาร คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น ในฐานะคนที่ลงมือร่างโมเดลทางการเงินและร่วมเจรจากับฝ่ายกฎหมายของกลุ่มทุนวรโภคินทร์มาตั้งแต่ต้น ธันย์รู้ดีที่สุดว่าโครงการนี้ไม่มีความเสี่ยงทางการเงินใดๆ ที่ร้ายแรงพอจะนำไปสู่การล้มโต๊ะเจรจาแบบกะทันหันเช่นนี้จนกร







