LOGIN“นอกเวลางานเราไม่มีสถานะ” คือกฎที่เขาเป็นคนตั้ง แต่วันที่ผมยอมรับมันและเดินจากไป… ท่านประธานกลับเป็นฝ่ายแทบคลั่งตาย
View Moreตอนที่ 1: หน้ากากมืออาชีพ
เสียงส้นรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนขัดมันบนชั้นสี่สิบสองของ อัศว คอร์ปอเรชัน ดังสะท้อนเป็นจังหวะสม่ำเสมอท่ามกลางบรรยากาศเงียบกริบยามเช้าตรู่ ที่นี่คือศูนย์กลางบัญชาการของกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ สถานที่ซึ่งไม่มีที่ว่างให้กับความผิดพลาดแม้แต่เศษเสี้ยววินาที ธันยกรยืนอยู่หลังโต๊ะกระจกนิรภัยหน้าห้องทำงานประธาน มือเรียวจัดเรียงแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำสามแฟ้มแยกตามลำดับความสำคัญ เสื้อเชิ้ตสีขาวคัตติ้งเนี้ยบกลัดกระดุมถึงเม็ดบนสุด ผูกเนกไทสีกรมท่าเข้มเข้าคู่กับสูทพอดีตัว ใบหน้าขาวสะอาดเกลี้ยงเกลาซ่อนอารมณ์ไว้ใต้กรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยมมน ดวงตาคู่เรียวนิ่งสงบดั่งผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น เขาก้มมองหน้าปัดนาฬิกาข้อมือระบบเข็มที่กำลังขยับเข้าใกล้เวลาแปดโมงยี่สิบเก้านาที ติ๊ง สัญญาณลิฟต์ผู้บริหารดังขึ้นเพียงแผ่วเบา ประตูกระจกเปิดออกพร้อมการปรากฏตัวของร่างสูงโปร่งในชุดสูทสามชิ้นสีเทาชาร์โคลสั่งตัดพิเศษ เจตนิพัทธ์ก้าวออกมาด้วยจังหวะมั่นคง แผงไหล่กว้างเหยียดตรง ใบหน้าคมคายราวกับสลักจากหินผาปราศจากรอยยิ้ม กลิ่นไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศผสานกับกลิ่นน้ำหอมไม้สนซีดาร์เข้มข้นลอยนำมาก่อนตัว ธันย์ขยับเท้าก้าวประกบด้านข้างเยื้องไปทางด้านหลังครึ่งก้าวในทันทีโดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายออกปาก จังหวะการเดินของเขาสอดรับกับช่วงขายาวของเจ้านายได้อย่างแม่นยำ “กำหนดการเช้านี้ครับ” น้ำเสียงของธันย์ราบเรียบและชัดถ้อยชัดคำ “เก้าโมงตรง ประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการบริพัตรริเวอร์ไซด์ร่วมกับบอร์ดบริหารที่ห้องประชุมสิบสอง สิบเอ็ดโมงครึ่ง เซ็นอนุมัติปรับลดงบประมาณการตลาดไตรมาสสี่ บ่ายสอง มีนัดตรวจไซต์งานกับตัวแทนกลุ่มทุนวรโภคินทร์ครับ” เจตน์ไม่ชะลอฝีเท้า สายตาคมดุมองตรงไปยังบานประตูกระจกทึบของห้องทำงานส่วนตัว “รายงานของฝ่ายจัดซื้อส่งมาหรือยัง” “ผมคัดแยกข้อเสนอที่มีส่วนต่างเกินสองเปอร์เซ็นต์ออกให้เรียบร้อยแล้วครับ เอกสารเปรียบเทียบซัพพลายเออร์สามเจ้าย่อยู่ในแฟ้มสีน้ำเงินบนโต๊ะ” “ดี” คำตอบรับสั้นห้วนในลำคอคือคำชมที่สูงที่สุดจากปากของประธานหนุ่มวัยสามสิบเอ็ดปี ชายผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาด บ้างาน และไม่เคยปล่อยให้ความอ่อนแอแทรกซึมเข้ามาในพื้นที่ธุรกิจ ธันย์ก้าวตามเข้าไปในห้องทำงานกว้างขวาง จัดการวางแก้วกาแฟอเมริกาโนร้อนเมล็ดคั่วเข้มอุณหภูมิหกสิบห้าองศาเซลเซียสลงบนจานรองไม้โอ๊กตรงตำแหน่งสี่สิบห้าองศาทางขวามือของแฟ้มงานอย่างพอดิบพอดี ก่อนจะถอยหลังออกมาสองก้าว ประสานมือไว้ข้างหน้าด้วยท่าทีสำรวมตามกรอบหน้าที่เลขาฯ ไม่มีการทักทายเรื่องส่วนตัว ไม่มีสายตาที่ทอดมองเกินจำเป็น ทุกอย่างดำเนินไปตามระบบที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้อย่างสมบูรณ์แบบ การประชุมบอร์ดบริหารตอนเก้าโมงเช้าเต็มไปด้วยความตึงเครียด อุณหภูมิในห้องประชุมใหญ่ดูเหมือนจะลดต่ำลงทันทีที่เจตน์ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หนังพนักสูงหัวโต๊ะ บรรดาผู้บริหารฝ่ายต่าง ๆ พากันก้มหน้าหลบสายตาดุดันที่กวาดมองไปรอบห้อง ผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อเริ่มมีเหงื่อซึมตามไรผมขณะยืนนำเสนอตัวเลขงบประมาณที่บานปลาย “งบประมาณส่วนโครงสร้างเหล็กเพิ่มขึ้นสิบแปดเปอร์เซ็นต์โดยไม่มีเอกสารชี้แจงความจำเป็นล่วงหน้า” เจตน์เอ่ยปากขึ้น น้ำเสียงไม่ได้ตวาดหรือเกรี้ยวกราด ทว่าระดับเสียงที่นิ่งเรียบและเย็นเยียบกลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนไม่มีใครกล้าแม้แต่จะขยับตัว “ถ้าคุณปราโมทย์คิดว่าบอร์ดชุดนี้มีหน้าที่แค่เซ็นชื่ออนุมัติเงินโดยไม่ต้องตรวจสอบ ผมคงต้องพิจารณาโครงสร้างฝ่ายจัดซื้อใหม่ยกชุด” ความเงียบงันโรยตัวเข้าปกคลุมห้องจนได้ยินเสียงกลืนน้ำลาย เจตน์ยกมือขวาขึ้นขนานกับโต๊ะ ธันย์ที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหลังก้าวขยับเข้าหาทันที มือเรียวยื่นแท็บเล็ตและเอกสารหลักฐานสัญญาเดิมวางลงบนฝ่ามือหนาได้อย่างพอเหมาะพอดียิ่งกว่าการจับวาง ปลายนิ้วโป้งหยาบกร้านของเจตน์ปัดผ่านหลังมือนุ่มของธันย์เพียงเสี้ยววินาที สัมผัสที่บางเบาจนแทบไม่รู้สึกกลับทำให้กล้ามเนื้อใต้ร่มผ้าของธันย์เกร็งตัวขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ชีพจรตรงซอกคอเต้นกระตุก ทว่าสีหน้าภายใต้กรอบแว่นสายตายังคงสงบไร้ร่องรอยความรู้สึก เจตน์เปิดพลิกเอกสารโดยไม่แม้แต่จะเหลือบสายตามองคนส่ง ทิ้งให้ธันย์ถอยกลับมายืนก้มหน้าประสานมือในเงามืดด้านหลังเช่นเดิม ตลอดหนึ่งปีเต็ม ทุกคนในอัศว คอร์ปอเรชัน ต่างยอมรับว่าธันยกรคือเลขาฯ คู่บุญ เป็นมือขวาที่รู้ใจและรองรับอารมณ์ร้ายกาจของท่านประธานได้ดีที่สุด ไม่มีใครเคยเห็นธันย์ทำเอกสารพลาด ไม่มีใครเคยเห็นธันย์มาทำงานสาย และที่สำคัญ… ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ภายใต้ท่าทางสุขุมและระยะห่างทางธุรกิจที่เคร่งครัด มีความลับดำมืดที่ถูกซ่อนไว้หลังม่านบังตามานานเกือบสิบสองเดือน แสงสีส้มทองของดวงอาทิตย์ยามเย็นริมแม่น้ำเจ้าพระยาค่อย ๆ ถูกความมืดมิดของราตรีกลืนกิน แสงไฟนีออนจากตึกระฟ้าเบื้องล่างสว่างพร่างพรายขึ้นมาแทนที่ การสะสางงานที่คั่งค้างดำเนินไปจนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านสองทุ่มเศษ พนักงานและผู้บริหารคนสุดท้ายออกจากชั้นสี่สิบสองไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเงียบสงัดที่เข้ายึดครองทุกพื้นที่ ธันย์รวบรวมเอกสารชุดสุดท้ายบนโต๊ะประชุมเข้าแฟ้ม มือเรียวจัดมุมกระดาษเคาะเบา ๆ กับผิวโต๊ะจนเสมอกัน เขาขยับกรอบแว่นที่เริ่มเลื่อนลงเล็กน้อย ถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยล้า พลางหมุนตัวเพื่อเตรียมกล่าวลาเจ้านายตามมารยาท กริ๊ก เสียงระบบล็อกแม่เหล็กที่ประตูกระจกบานคู่ทำงานโดยอัตโนมัติ พร้อมกับแผ่นฟิล์มอัจฉริยะบนกระจกใสที่ปรับเปลี่ยนเป็นสีฝ้าทึบแสงในพริบตา ตัดขาดบรรยากาศภายในห้องออกจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ความอบอุ่นบางเบาที่ค้างอยู่ในอกของธันย์พลันเหือดแห้งไปในทันที เขายังไม่ทันได้หันกลับไปเต็มตัว แผ่นหลังบางก็ถูกประกบชิดด้วยแผงอกกว้างที่ก้าวเข้ามารวดเร็วไร้เสียงฝีเท้า กลิ่นไม้สนซีดาร์ปนกลิ่นเหงื่อจาง ๆ โอบล้อมรอบกายจนแทบสำลัก ท่อนแขนแกร่งตวัดรัดเข้าที่เอวคอด ดึงร่างของเลขาฯ คนเก่งเข้าไปปะทะกับลำตัวสูงใหญ่จนแผ่นหลังแนบสนิทไปกับเรือนร่างกำยำ “อึก…” ธันย์หลุดเสียงครางเบาในลำคอ แฟ้มเอกสารในมือเกือบหลุดร่วง แต่สัญชาตญาณความรับผิดชอบทำให้เขายังคงกอดมันไว้แน่น ร่างทั้งร่างถูกดันถอยหลังจนสะโพกชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงานไม้โอ๊กตัวหนาอย่างจัง เจตน์ถอดเสื้อสูทตัวนอกพาดทิ้งไว้บนเก้าอี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เสื้อเชิ้ตสีเทาเข้มถูกปลดกระดุมคอออกสามเม็ด เผยให้เห็นลำคอแกร่งและกล้ามเนื้อไหปลาร้าชัดเจน เนกไทถูกดึงให้คลายออกอย่างไม่ใส่ใจ ดวงตาคมคู่เดิมที่เคยใช้มองผลประกอบการอย่างเย็นชา เวลานี้กลับวาวโรจน์ด้วยแรงปรารถนาดิบเถื่อนที่ไม่มีใครเคยได้เห็น มือหนาเอื้อมขึ้นมาดึงกรอบแว่นสายตาของธันย์ออกอย่างไม่ปรานี ก่อนจะโยนมันลงบนโต๊ะทำงานเสียงดังจนน่ากลัวว่าเลนส์จะแตก “วันนี้มองคุณปราโมทย์บ่อยไปหรือเปล่า” น้ำเสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวเนื้ออ่อนไหวจนธันย์ขนลุกชัน ธันย์พยายามสูดลมหายใจเพื่อควบคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่น “ผมมองตามเอกสารที่ฝ่ายจัดซื้อกำลังอธิบายครับ ท่านประธาน” “ผมบอกคุณกี่ครั้งแล้ว…” นิ้วหัวแม่มือที่หยาบกร้านกดลงบนริมฝีปากล่างของธันย์ บดขยี้จนเนื้ออ่อนเริ่มระบม ดวงตาคมดุหรี่ลงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเรียวที่กำลังไหวระริก “เวลาที่ประตูนี่ล็อก คุณไม่มีสิทธิ์เรียกผมด้วยตำแหน่งบ้าบอนั่น” ธันย์กลืนก้อนแข็ง ๆ ที่แล่นขึ้นมาจุกคอลงไปอย่างยากลำบาก “ครับ… คุณเจตน์” สิ้นคำตอบรับ ริมฝีปากหยักหนาก็กดทับลงมาทันทีอย่างรวดเร็วและไร้ความอ่อนโยน มันไม่ใช่จูบของคนรักที่โหยหากันและกัน แต่เป็นการบดขยี้เพื่อช่วงชิงการควบคุม เจตน์สอดลิ้นร้อนเข้าไปกวาดต้อนอย่างเอาแต่ใจ ขบกัดริมฝีปากล่างของธันย์จนได้รสคาวปร่าของเลือดจาง ๆ ราวกับต้องการลงทัณฑ์ที่อีกฝ่ายกล้ามีข้ออ้าง สองมือของธันย์ที่กำแฟ้มเอกสารไว้แน่นเริ่มสั่นระริก ปลายนิ้วเย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึก เขาไม่กล้าแม้แต่จะยกมือขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งตรงหน้า ทำได้เพียงยืนนิ่ง ปล่อยให้ร่างกายถูกอีกฝ่ายตักตวงความสุขตามอำเภอใจ เจตน์ถอนริมฝีปากออกช้า ๆ เลื่อนมือลงมาบีบปลายคางมน บังคับให้ธันย์เงยหน้าขึ้นสบตาในระยะประชิด แววตาของประธานหนุ่มเต็มไปด้วยความถือดี เย่อหยิ่ง และไร้ร่องรอยของความรู้สึกผูกพัน “อย่าลืมกฎของเรา ธันยกร” คำเตือนนั้นเย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าอุณหภูมิในห้องประชุมตอนเช้า “นอกเวลางาน เราไม่มีสถานะ คุณไม่มีสิทธิ์หึงหวง ไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง และที่สำคัญที่สุด… อย่าคิดล้ำเส้นความรู้สึกกับผมเด็ดขาด” คำว่า ‘ไม่มีสถานะ’ กรีดลึกลงบนแผลเดิมในใจของธันย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนด้านชา หนึ่งปีเต็มที่เขายอมเอาตัวเองเข้ามาขังไว้ในกรงที่มองไม่เห็น ยอมเป็นเพียงของเล่นชั่วคราวที่ถูกหยิบใช้หลังประตูปิดลง เพียงเพราะความรู้สึกงี่เง่าที่เผลอยกหัวใจให้ผู้ชายคนนี้ไปตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาทำงาน ธันย์ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ สลายระลอกคลื่นแห่งความสั่นไหวในแววตาให้กลับมานิ่งสนิท ใบหน้าเรียบเฉยถูกดึงกลับมาสวมทับอีกครั้งอย่างสมบูรณ์แบบ “ทราบครับ” ธันย์ตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบที่สุด “ผมไม่เคยลืม” เจตน์จ้องมองใบหน้าที่กลับมาสงบนิ่งนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ความว่างเปล่าในแววตาของเลขาฯ คนสนิทจุดประกายความหงุดหงิดขึ้นในอกอย่างประหลาด ความรู้สึกเหมือนกำลังจะสูญเสียการควบคุมผุดวาบขึ้นมาในใจ แต่เขาก็ปัดมันทิ้งไปในทันที คนอย่างเจตนิพัทธ์ควบคุมได้ทุกสิ่ง ทั้งบริษัทมูลค่าหมื่นล้าน… และคนตรงหน้านี้ “ดี” เจตน์กระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้เสื้อสูท ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของธันย์ออกทีละเม็ดอย่างชำนาญ “ถ้างั้นคืนนี้… ทำหน้าที่ของคุณให้คุ้มกับเงินเดือนที่ผมจ่ายหน่อยแล้วกัน” ธันย์หลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้ร่างสูงดันตัวเขาลงไปบนโซฟาหนังสีดำตัวยาว ยอมรับสัมผัสที่ไร้หัวใจนั้นด้วยความเงียบงัน ซ่อนความเจ็บปวดลึกสุดใจไว้ใต้หน้ากากของเลขาฯ ผู้ภักดีที่ไม่มีวันปริปากพูดความจริงตอนที่ 25 (ตอนจบ) : พันธะนิรันดร์ [20+]ลมทะเลสายัณห์พัดพากลิ่นไอเค็มจางๆ ผสมผสานกลิ่นหอมของดอกลั่นทมเข้ามาทางระเบียงไม้สักของบ้านพักตากอากาศส่วนตัวริมชายหาดปราณบุรี แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดลำแสงสีส้มทองอมชมพูพาดผ่านผืนน้ำระยิบระยับ เสียงเกลียวคลื่นซัดกระทบแนวสันทรายสม่ำเสมอ แผ่วเบาและเงียบสงบ แตกต่างจากความวุ่นวายในเมืองหลวงและชั้นสี่สิบสองของตึกอัศว คอร์ปอเรชัน อย่างสิ้นเชิงบนระเบียงกว้างที่ยื่นออกไปรับลมทะเล ธันยกรยืนเท้าแขนอยู่กับราวไม้สัก ร่างโปร่งสวมเพียงเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีขาวตัวหลวมที่ปลดกระดุมคอลงมาสองเม็ด ชายเสื้อสะบัดพลิ้วตามแรงลม กางเกงผ้าฝ้ายขาสั้นสีเบจเผยให้เห็นเรียวขาขาวสะอาด สองเท้าเปลือยเปล่าย่ำอยู่บนพื้นไม้ที่ยังคงอุ่นจากแดดบ่าย กรอบแว่นสายตาถูกถอดวางไว้บนโต๊ะข้างแก้วน้ำส้มคั้น ใบหน้าขาวสะอ้านผ่อนคลาย ดวงตาคู่เรียวทอดมองเส้นขอบฟ้าด้วยความสงบที่แท้จริงเสียงฝีเท้าก้าวเหยียบบนพื้นไม้อย่างเชื่องช้า ก่อนที่อ้อมแขนแกร่งจะค่อยๆ สอดเข้ามาโอบรัดรอบเอวบางจากทางด้านหลัง แผ่นอกกว้างที่สวมเพียงเสื้อยืดคอกลมสีดำแนบชิดเข้ากับแผ่นหลังของธันย์อย่างนุ่มนวล กลิ่นสบู่อ่อนๆ และไออุ่นคุ้นเค
ตอนที่ 24: สอบสัมภาษณ์ตลอดชีวิตบรรยากาศการประชุมคณะกรรมการบริหารฝ่ายยุทธศาสตร์และการเงินบนชั้นสี่สิบเอ็ดในบ่ายวันอังคาร ดำเนินไปด้วยความเคร่งเครียดตามปกติของการจัดสรรงบประมาณประจำไตรมาสใหม่ หลังจากการถอนตัวจากโครงการมิกซ์ยูสริมแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านพ้นไป บริษัทจำเป็นต้องปรับโครงสร้างกระแสเงินสดและกระจายความเสี่ยงไปยังที่ดินแปลงอื่นในแถบระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนรายย่อยหัวหน้าแผนกสี่ฝ่ายหลักนั่งล้อมรอบโต๊ะประชุมกระจกรูปวงรี เอกสารตัวเลขงบดุลและแผนภูมิความเสี่ยงถูกฉายขึ้นบนจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ด้านหน้า เจตนิพัทธ์นั่งประจำตำแหน่งหัวโต๊ะในชุดสูทสากลสีเทาเข้ม ชายหนุ่มสวมบทบาทประธานเจ้าหน้าที่บริหารผู้สุขุมและเด็ดขาด ปลายนิ้วเคาะเบาๆ บนแฟ้มหนังขณะรับฟังรายงานผลการดำเนินงานจากผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจข้างกายทางขวามือของเจตน์… คือตำแหน่งของธันยกรเลขาฯ หนุ่มอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าเข้มพอดีตัว คอเสื้อเชิ้ตกลัดกระดุมมิดชิด แว่นสายตากรอบบางรับกับใบหน้าขาวสะอ้าน นิ้วเรียวยาวขยับจดบันทึกสาระสำคัญของการประชุมลงในแท็บเล็ตอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าสงบและเปี่ยมไปด้วยความ
ตอนที่ 23: ใต้บัญชาการของเลขาฯ [20+]เวลาหนึ่งทุ่มสามสิบห้านาทีแสงไฟนีออนตามแนวตึกระฟ้าของกรุงเทพมหานครส่องประกายระยิบระยับอยู่เบื้องล่าง ทว่าภายในห้องทำงานประธานกรรมการบริหารบนชั้นสี่สิบสอง ม่านม้วนไฟฟ้าสีเทาเข้มได้ถูกกดเลื่อนลงมาปิดทึบจนบดบังทัศนียภาพภายนอกไปจนหมดสิ้น แสงสลัวสีส้มอบอุ่นจากโคมไฟตั้งพื้นมุมห้องทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงเดียว ขับเน้นบรรยากาศเงียบสงัดและเป็นส่วนตัวจนได้ยินเพียงเสียงแอร์ที่ทำงานแผ่วเบาเสียงระบบล็อกประตูดัง คลิก เมื่อธันยกรกดปุ่มล็อกอัตโนมัติจากรีโมตในมือร่างโปร่งหมุนตัวกลับมา ชายหนุ่มไม่ได้เดินไปหยิบแฟ้มงาน และไม่ได้ยืนประสานมือรอรับคำสั่งเหมือนในเวลากลางวัน ทว่าธันย์กลับก้าวเท้าช้าๆ อ้อมโต๊ะทำงานไม้โอ๊กตัวใหญ่ ตรงเข้าไปยังเก้าอี้หนังพนักสูงของประธานบริษัทธันย์ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้นอย่างผ่อนคลาย แผ่นหลังพิงพนักหนังแท้ที่โอบรับสรีระ ชายหนุ่มยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดไขว่ห้าง ปลายนิ้วเรียวยื่นไปปลดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกทั้งสองข้าง พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอก ก่อนจะดึงเนกไทให้คลายออกแล้วปลดกระดุมคอเสื้อสองเม็ดบน เผยให้เห็นแนวไหปลาร้าขาวเนีย
ตอนที่ 22: สลับขั้วอำนาจกลิ่นหอมสะอาดของชาขาวพีชที่คุ้นเคยกลับมาอบอวลอยู่บริเวณโถงทางเดินชั้นสี่สิบสองอีกครั้งในเช้าวันพฤหัสบดีโต๊ะทำงานไม้สีอ่อนตัวเดิมหน้าห้องประธานกรรมการบริหาร ซึ่งเคยว่างเปล่าและเย็นชืดมานานหลายสัปดาห์ บัดนี้ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แฟ้มเอกสารประจำวันถูกคัดแยกตามลำดับความเร่งด่วนด้วยแถบสี ปากกาหมึกซึม แท็บเล็ตประจำตำแหน่ง และแก้วเซรามิกสีขาววางอยู่ในตำแหน่งองศาเดิมอย่างพอดิบพอดี ราวกับช่วงเวลาแห่งความบาดหมางและการแยกย้ายไม่เคยเกิดขึ้นจริงธันยกรนั่งหลังตรงอยู่หลังโต๊ะทำงาน สวมเสื้อเชิ้ตคัตติ้งเนี้ยบสีกรมท่าเข้ม พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงกึ่งกลางปลายแขนอย่างคล่องแคล่ว ใบหน้าขาวสะอ้านใต้กรอบแว่นสายตามีชีวิตชีวา ผิวพรรณสดใส ปราศจากร่องรอยความหม่นหมองที่เคยแบกรับมาตลอดหนึ่งปีหลังจากค่ำคืนแห่งพายุฝนและการยอมจำนนที่คอนโดมิเนียม ธันย์ตัดสินใจกลับเข้ามาทำงานในตำแหน่งเดิมตามเงื่อนไขใหม่ที่เขาเป็นคนร่างขึ้นมาเอง สัญญาที่ปรึกษาโครงการเก้าสิบวันถูกยกเลิกไปพร้อมกับดีลมิกซ์ยูสที่พับโต๊ะลง และถูกแทนที่ด้วยสัญญาจ้างงานเลขาธิการบริหารฉบับใหม่ที่ผ่านการปรับแก้เงื่อนไขโดยไ

















