LOGINตอนที่ 7: กลิ่นแปลกปลอมและความบ้าคลั่ง
เสียงสายฝนกระหน่ำซัดสาดเข้าใส่บานเกล็ดกระจกห้องพักชั้นหกของคอนโดมิเนียมเก่าในซอยลึกย่านอารีย์ แสงไฟสีส้มจากเสาไฟฟ้าข้างทางส่องสะท้อนม่านน้ำบนกระจกจนเกิดเงาวูบวาบพาดผ่านเพดานห้องปูนเปลือย ภายในห้องสตูดิโอขนาดกะทัดรัดมีเพียงเสียงหึ่งเบาๆ ของพัดลมตั้งโต๊ะที่ส่ายไปมา และความเงียบงันที่ทับถมจนรู้สึกอึดอัด ธันยกรนอนตะแคงอยู่บนเตียงเดี่ยวขนาดสามฟุตครึ่ง เสื้อยืดคอกลมตัวบางกับกางเกงผ้าฝ้ายขาสั้นเป็นชุดนอนเรียบง่ายที่เขาคุ้นเคย ร่างกายยังคงปวดร้าวสะสมจากงานเอกสารและแรงกระแทกกระทั้นบนเตียงหรูเมื่อสองคืนก่อน เปลือกตาคู่เรียวเพิ่งจะปิดลงได้ไม่ถึงชั่วโมง สมองที่พยายามกดทับภาพใบเสร็จโรงแรมแกรนด์ โอเชียน กำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทรา ปัง! ปัง! ปัง! เสียงกำปั้นทุบกระแทกบานประตูไม้หน้าห้องดังสนั่นทะลุเสียงฟ้าร้อง จนกลอนประตูด้านในสั่นสะเทือน ธันย์สะดุ้งสุดตัว ลืมตาขึ้นในความมืดด้วยความตระหนก หัวใจกระตุกรัวเร็วอย่างคุมไม่อยู่ เขายันกายลุกขึ้นนั่ง มองตัวเลขเรืองแสงสีเขียวของนาฬิกาดิจิทัลข้างหัวเตียง… ตีหนึ่งสิบแปดนาที ในเวลานี้ไม่ควรจะมีใครสามารถก้าวผ่านประตูด้านล่างขึ้นมาได้หากไม่มีคีย์การ์ด ปัง! ปัง! “ธันย์! เปิดประตู!” เสียงคำรามทุ้มต่ำที่คุ้นเคยตวาดกร้าวลอดช่องใต้ประตูเข้ามาอย่างร้อนรนและไร้ความอดทน ธันย์ชะงักค้างไปในทันที นั่นคือเสียงของเจตนิพัทธ์… ผู้ชายที่ไม่เคยลดตัวลงมาเหยียบสถานที่พักซอมซ่อแห่งนี้ตลอดเวลาหนึ่งปีที่ตกลงมีความสัมพันธ์ลับต่อกัน เจตน์มักจะเรียกตัวเขาไปพบที่ห้องทำงาน หรือไม่ก็ส่งรถมารับไปที่เพนต์เฮาส์เท่านั้น การที่ประธานบริษัทมายืนทุบประตูห้องเขาในเวลาตีหนึ่งกว่าท่ามกลางพายุฝน ไม่ใช่เรื่องปกติอย่างแน่นอน ธันย์รีบก้าวลงจากเตียง สาวเท้าตรงไปที่ประตู มือเรียวปลดกลอนลูกบิดแล้วดึงบานประตูเปิดออก ทันทีที่บานไม้แง้มออกเพียงครึ่งเดียว ร่างสูงใหญ่ที่เปียกโชกไปด้วยละอองฝนก็โถมดันเข้ามาด้านในอย่างรุนแรงจนธันย์เซถอยหลังไปชนขอบโต๊ะเขียนหนังสือ เจตน์ใช้ส้นเท้าถีบประตูปิดกระแทกเสียงดังลั่นตามด้วยเสียงหมุนล็อกกลอนอย่างรวดเร็ว “คุณเจตน์… เกิดอะไร…” คำถามยังไม่ทันหลุดพ้นริมฝีปาก แผ่นหลังของธันย์ก็ถูกผลักไปกระแทกเข้ากับผนังห้องอย่างจัง มือหนาของเจตน์พุ่งเข้าคว้าคอเสื้อยืดของเขาไว้แน่น กลิ่นไอฝนเย็นชื้นและกลิ่นวิสกี้เข้มข้นแผ่ซ่านออกมาจากลมหายใจที่หอบกระชั้นของคนตรงหน้า แต่สิ่งที่ทำให้ร่างของธันย์ชาวาบไปจนถึงปลายนิ้ว… ไม่ใช่ความเปียกปอนของน้ำฝน มันคือกักขังของกลิ่นน้ำหอมผู้หญิงที่รุนแรงและฉุนกึก กลิ่นดอกซ่อนกลิ่นผสมความหวานเลี่ยนของวานิลลา กลิ่นเดียวกับที่เคยติดอยู่บนการ์ดคำเชิญของไฮโซสาวอย่างวริศรา กลิ่นที่เขาเป็นคนเลือกแพ็กเกจดินเนอร์และห้องเพรสซิเดนเชียลสูทให้ด้วยมือของตัวเองเมื่อตอนบ่าย เวลานี้มันกลับติดแน่นอยู่บนคอเสื้อเชิ้ตที่เปียกชื้นและปกเสื้อสูทที่เจตน์สวมใส่อยู่ รอยลิปสติกสีแดงสดจางๆ ตรงรอยพับคอเสื้อเชิ้ตสีขาวของเจตน์ ปรากฏชัดเจนอยู่ใต้แสงไฟหลอดฟลูออเรสเซนต์ ธันย์ยืนนิ่ง ร่างกายแข็งทื่อ สบตามองใบหน้าคมคายที่กำลังบิดเบี้ยวด้วยแรงอารมณ์ เจตน์ไม่ได้สวมเนกไทแล้ว ผมเผ้าเปียกน้ำฝนลู่ลงมาปรกหน้าผาก แววตาคมดุวาวโรจน์ด้วยความสับสน ความโกรธแค้น และความพ่ายแพ้ที่อัดแน่นจนทะลัก เจตน์ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาบดขยี้ริมฝีปากของธันย์อย่างบ้าคลั่งทันที “อื้อ!” ธันย์เบี่ยงหน้าหนีตามสัญชาตญาณ แต่กลับถูกมือหนาอีกข้างเอื้อมมาบีบขากรรไกรแน่น บังคับให้แหงนหน้ารับแรงกระแทกจากริมฝีปากที่ไร้ความปรานี เจตน์บดจูบลงมาอย่างหนักหน่วง ฟันคมขบกัดกลีบปากล่างของธันย์จนปริแตก ลิ้นร้อนแทรกผ่านเข้าไปในโพรงปากอย่างหิวกระหายและรุนแรง มันไม่ใช่จูบที่โหยหาความรัก แต่เป็นจูบของคนที่กำลังคลุ้มคลั่งและต้องการลบล้างความอัปยศที่เพิ่งเผชิญมา รสชาติของลิปสติกแปลกปลอมที่ยังตกค้างอยู่บนริมฝีปากของเจตน์ซึมผ่านเข้ามาในปากของธันย์ รสขี้ผึ้งหวานเลี่ยนปนเค็มปร่าของเลือดทำให้ลำคอของธันย์ตีบตันด้วยความสะอิดสะเอียน เจตน์ผละริมฝีปากออกเพียงนิดเพื่อกอบโกยลมหายใจ ก่อนจะก้มลงซุกไซ้ซอกคอขาวของเลขาฯ หนุ่มอย่างรวดเร็ว ปลายลิ้นร้อนตวัดเลียผิวเนื้อเนียน สลับกับการดูดดึงและกัดย้ำๆ จนธันย์ต้องหลุดเสียงร้องด้วยความเจ็บ “อึก… คุณเจตน์! ปล่อย… พอแล้ว!” ธันย์พยายามยกสองมือขึ้นดันแผงอกเปียกชื้นของเจตน์ออก แรงผลักนั้นเต็มไปด้วยความรังเกียจที่ไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป “ไปให้พ้น… อย่ามาทำแบบนี้ที่นี่!” “เงียบ!” เจตน์คำรามเสียงแหบต่ำ นัยน์ตาแดงก่ำจ้องมองธันย์ราวกับคนเสียสติ “อย่าคิดสั่งผม ธันย์… มองผม! ดูให้ชัดๆ ว่าตอนนี้ใครอยู่ตรงหน้าคุณ!” เจตน์กระชากร่างของธันย์ ลากตรงไปยังเตียงนอนหลังเล็กกลางห้อง เขาเหวี่ยงร่างโปร่งลงไปบนฟูกนอนอย่างไม่ออมแรง จนสปริงเตียงเก่าส่งเสียงดังลั่น ธันย์พยายามจะพลิกตัวคลานหนีไปอีกฝั่ง แต่ข้อเท้าเรียวกลับถูกมือหนาคว้าหมับไว้แน่น เจตน์ออกแรงกระตุกดึงเพียงครั้งเดียว ร่างของธันย์ก็ไถลกลับมาอยู่ใต้ร่างกำยำที่โถมทับลงมาทันที “ปล่อยผม! คุณเพิ่งไปหาเธอมาไม่ใช่เหรอ!” ธันย์เค้นเสียงสั่น น้ำตาหยดแรกรื้นขึ้นมาคลอเบ้าด้วยความเจ็บปวดที่ทนแบกรับไม่ไหว “คุณเปิดห้องกับเธอ… แล้วคุณจะมาหาผมทำไม! ปล่อย!” คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้สติของเจตน์พังทลายลง ภาพความล้มเหลวที่ห้องสูท ภาพของวิเวียนที่ชี้หน้าด่าว่าเขานกเขาไม่ขันและน่าสมเพช ผุดวาบขึ้นมาตอกย้ำอีโก้ที่แหลกเหลว ชายหนุ่มต้องการพิสูจน์ ต้องการยืนยันว่าความเป็นชายของเขาไม่ได้พังทลาย และมีเพียงร่างกายของคนตรงหน้านี้เท่านั้นที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรีของเขากลับมาได้ “ก็เพราะคุณไง!” เจตน์ตวาดกลับเสียงกร้าว สองมือกระชากเสื้อยืดของธันย์จนขาดวิ่นออกจากกัน เศษผ้าหลุดลุ่ยเผยให้เห็นแผ่นอกเนียนขาวที่กระเพื่อมไหวตามแรงหอบ “เพราะคุณคนเดียวที่ทำให้ผมเป็นบ้าแบบนี้!” มือหนากระชากกางเกงขาสั้นและชั้นในของธันย์ร่นลงไปจนพ้นปลายเท้าในคราวเดียว ปล่อยให้ร่างโปร่งเปลือยเปล่าต่อสายตาท่ามกลางแสงสลัว เจตน์ไม่เปิดโอกาสให้ธันย์ได้ตั้งหลัก ชายหนุ่มไม่สนใจแม้แต่จะหยิบเจลหล่อลื่นที่ไม่มีอยู่ในห้องนี้ เขาปลดเข็มขัดและรูดซิปกางเกงของตัวเองลงอย่างลนลาน งัดท่อนลำขนาดใหญ่โตที่เวลานี้กลับมาแข็งขึงและปวดหนึบจนเส้นเลือดปูดโปนออกมา เพียงแค่ได้เห็นเรือนร่างของธันย์ ได้กลิ่นกายสะอาดที่ไร้การปรุงแต่ง ร่างกายที่เคยตายด้านต่อหน้าหญิงอื่นกลับตื่นตัวเต็มที่จนแทบระเบิด เจตน์จับเรียวขาทั้งสองข้างของธันย์ดันขึ้นแนบอก แยกสะโพกมนออกกว้าง มือหนาป้ายน้ำลายลงบนช่องทางคับแคบด้านหลังอย่างลวกๆ สอดนิ้วยาวเข้าไปเพียงนิ้วเดียวเพื่อเบิกร่องแคบอย่างรีบร้อน “อ๊า! เจ็บ… อึก… คุณเจตน์ อย่านะ!” ธันย์กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บแปลบ ช่องทางที่แห้งผากและไม่ได้รับการเตรียมพร้อมตอดรัดแน่นจนเสียดสี แต่เจตน์ไม่รอให้อีกฝ่ายปรับตัว ชายหนุ่มถอนนิ้วออกทันที แล้วกดส่วนหัวมนที่ปริ่มน้ำจ่อลงตรงปากทางที่สั่นระริก ก่อนจะโถมสะโพกสอบ กดแทรกกายเข้าไปรวดเดียวจนสุดความยาว “อึก… ฮือออ…” เสียงกรีดร้องสั้นๆ ขาดหายไปในลำคอ กลายเป็นเสียงสะอื้นไห้ที่แหลกสลาย ความเจ็บปวดจากการฉีกขาดแล่นริ้วขึ้นมาจนธันย์ตัวสั่นเทิ้ม ร่างกายเหมือนถูกผ่าออกเป็นสองซีก แผ่นหลังบางแอ่นโค้งขึ้นจากฟูก เล็บมือจิกแน่นลงบนหมอนจนเนื้อผ้าแทบขาด ร่างกายถูกเติมเต็มด้วยความป่าเถื่อนและเอาแต่ใจอย่างถึงที่สุด เจตน์กัดฟันกรอด สูดปากครางต่ำในลำคอด้วยความคับแน่นที่บีบรัดตัวตนของเขาจนปวดร้าว ทว่าความเจ็บปวดนั้นกลับกลายเป็นเครื่องยืนยันว่าเขายังคงมีความรู้สึก เขายังคงควบคุมร่างกายตัวเองได้ และเขายังคงเป็นผู้ครอบครองเลขาฯ คนนี้อย่างเบ็ดเสร็จ ชายหนุ่มไม่ปล่อยให้ธันย์ได้พักหายใจ เขากระชากสะโพกของธันย์ให้ลอยขึ้นมาเล็กน้อย แล้วเริ่มขยับโถมตัวกระแทกกระทั้นเข้าไปอย่างหนักหน่วงและเร็ว พั่บ! พั่บ! พั่บ! เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องแคบๆ ปะปนกับเสียงสปริงเตียงที่ลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามแรงส่งอันไร้ความปรานี เจตน์ก้มตัวลงมาทาบทับ แผ่นอกเปียกเหงื่อและละอองฝนแนบชิดกับแผ่นอกเนียน ใบหน้าคมคายซุกไซ้ลงข้างแก้มของธันย์ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวเนื้อ ขณะที่ปลายคางสากถูไถไปกับซอกคอ ทว่าทุกครั้งที่เจตน์ขยับตัว กลิ่นน้ำหอมของวิเวียนที่ติดอยู่บนตัวเขากลับยิ่งฟุ้งกระจายออกมาอย่างชัดเจน กลิ่นของคนอื่น… กลิ่นของความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ น้ำตาเม็ดโตไหลรินออกจากหางตาของธันย์ไม่ขาดสาย หยดลงซึมลึกเข้าสู่เนื้อผ้าปูที่นอนสีหม่น ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความแหลกสลายในอกข้างซ้าย เขาแอบรักผู้ชายคนนี้มาตลอดหนึ่งปี ยอมอยู่ในเงามืด ยอมทำตามกฎบ้าบอที่ถูกตั้งขึ้น ยอมถูกตราหน้าว่าเป็นของเล่นเพื่อแลกกับการได้อยู่ใกล้ชิด… แต่ในค่ำคืนนี้ ทุกอย่างกลับแจ่มชัดยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เขาไม่ได้มีความหมายอะไรเลย เขาเป็นเพียง ‘ที่ระบาย’ ยามที่เจตน์สับสน เป็นเพียงเครื่องมือคลายความเครียดที่เจตน์ใช้กอบกู้ศักดิ์ศรีของตัวเองกลับคืนมา เมื่อตระหนักได้เช่นนั้น ร่างกายของธันย์ที่เคยพยายามดิ้นรนขัดขืนก็ค่อยๆ อ่อนยวบลง สองมือที่เคยผลักไสท่อนแขนแกร่งตกลงข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาคู่เรียวเบือนหนีไปมองความมืดมิดนอกหน้าต่าง แววตาว่างเปล่าและเย็นชาดั่งคนไร้ความรู้สึก ไม่มีเสียงครางหวาน ไม่มีการกอดตอบ มีเพียงความเงียบงันและหยาดน้ำตาที่ไหลนองหน้า เจตน์เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ ความเฉยชาที่ผิดธรรมชาติของธันย์ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังร่วมรักกับร่างที่ไร้ลมหายใจ ความกระวนกระวายใจจุดประกายขึ้นมาในอก ชายหนุ่มโน้มตัวลงไปจับใบหน้าของธันย์ให้หันกลับมา “ธันย์… ครางออกมา ร้องเรียกชื่อผมสิ!” เจตน์สั่งเสียงพร่า เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มใบหน้า สะโพกยังคงกระแทกกระทั้นเข้าไปในส่วนลึกอย่างดุดัน “อย่ามองไปทางอื่น! มองผม!” ธันย์ค่อยๆ เลื่อนสายตากลับมามองสบกับดวงตาคมดุคู่นั้น แววตาของเลขาฯ คนเก่งไม่มีความโกรธ ไม่มีความเกลียดชัง หลงเหลือเพียงความว่างเปล่าที่ลึกสุดหยั่ง ราวกับเขากำลังมองคนแปลกหน้าที่ไม่มีความสำคัญใดๆ ในชีวิตอีกต่อไป สายตาคู่นั้น… ทำให้เจตน์รู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งร่าง เพื่อกลบเกลื่อนความกลัวที่ผุดขึ้นมาในใจ เจตน์เร่งจังหวะสะโพกเข้าใส่ช่องทางคับแน่นอย่างบ้าคลั่ง โถมน้ำหนักตัวลงไปบดขยี้อย่างรุนแรงเป็นชุดสุดท้าย รอยเลือดและคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนไปทั่วจุดที่ทั้งสองร่างแนบชิด “อึก… ธันย์…” เจตน์คำรามลั่นในลำคอ กระแทกกายเข้าไปจนสุดความยาวเป็นครั้งสุดท้าย ร่างสูงเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง ปลดปล่อยสายธารอุ่นร้อนฉีดพุ่งเข้าไปในกายของธันย์จนล้นทะลัก ร่างกายของเขาได้รับการปลดปล่อยจนสมบูรณ์แบบ ทว่าจิตใจกลับจมดิ่งลงสู่ความว่างเปล่ายิ่งกว่าเดิม เสียงหอบหายใจหนักหน่วงของเจตน์ดังก้องท่ามกลางเสียงสายฝนที่เริ่มซาเม็ดลงภายนอก เจตน์ทิ้งน้ำหนักตัวลงมาทับร่างบางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ถอนตัวตนออก ของเหลวสีขาวขุ่นผสมเลือดจางๆ ไหลซึมย้อนออกมาเลอะผ้าปูที่นอนเป็นวงกว้าง ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่งบนขอบเตียง มือสั่นเทาขณะเอื้อมไปรูดซิปกางเกงของตัวเองขึ้น ใบหน้าคมคายเต็มไปด้วยความสับสนและเหนื่อยล้า เขาหันกลับไปมองคนที่นอนอยู่บนเตียง ธันย์ยังคงนอนนิ่งอยู่ในท่าเดิม ไม่ขยับตัว ไม่แม้แต่จะดึงผ้าห่มขึ้นมาปกปิดร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยช้ำและคราบคาว แขนข้างหนึ่งก่ายอยู่บนหน้าผาก เปลือกตาปิดสนิท มีเพียงรอยคราบน้ำตาที่แห้งกรังข้างแก้มที่บอกว่าคนคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ “ธันย์…” เจตน์เอ่ยปากเรียก น้ำเสียงแหบพร่าและแฝงความไม่มั่นใจเป็นครั้งแรกในชีวิต ไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่นอนอยู่ ความเงียบงันที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมห้องพักแคบๆ อีกครั้ง เจตน์นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่แทบไม่เคยมีเริ่มตีตื้นขึ้นมาจุกคอ แต่ทิฐิและความเย่อหยิ่งก็ยังคงบีบบังคับให้เขาต้องลุกขึ้นยืน “ผม… ต้องกลับแล้ว” เจตน์พูดเสียงเบา สายตาเหลือบมองรอยเลือดบนผ้าปูที่นอนด้วยความรู้สึกใจหายวาบ “พรุ่งนี้… ไม่ต้องเข้าบริษัทเช้าก็ได้” ชายหนุ่มหมุนตัวเดินตรงไปที่ประตูห้อง คว้าลูกบิดแล้วเปิดออก ก่อนจะก้าวขาออกจากห้องไปโดยไม่ได้หันกลับมามองอีก เสียงประตูปิดลงตามด้วยเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ห่างออกไป ทันทีที่เสียงฝีเท้าเงียบหายไปในความมืด ธันย์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาที่เคยมืดมนกลับมานิ่งสงบและแจ่มชัดอย่างน่าประหลาด มือเรียวที่สั่นเทายกขึ้นลูบผ่านรอยแผลที่ริมฝีปากและคราบเลือดที่แห้งกรังตรงโคนขา กลิ่นน้ำหอมของวิเวียนยังคงลอยอบอวลอยู่ในอากาศ คอยย้ำเตือนถึงความโง่เขลาของตัวเขาเองตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา พอกันที หยาดน้ำตาเม็ดสุดท้ายแห้งเหือดไปจากดวงตาคู่เรียว ธันย์ค่อยๆ พยุงกายที่ปวดร้าวขึ้นมานั่ง ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วทุกตารางนิ้ว ทว่าจิตใจของเขากลับนิ่งสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กรงขังแห่งนี้… ถึงเวลาที่เขาจะต้องเดินออกไปด้วยตัวเองแล้วตอนที่ 25 (ตอนจบ) : พันธะนิรันดร์ [20+]ลมทะเลสายัณห์พัดพากลิ่นไอเค็มจางๆ ผสมผสานกลิ่นหอมของดอกลั่นทมเข้ามาทางระเบียงไม้สักของบ้านพักตากอากาศส่วนตัวริมชายหาดปราณบุรี แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดลำแสงสีส้มทองอมชมพูพาดผ่านผืนน้ำระยิบระยับ เสียงเกลียวคลื่นซัดกระทบแนวสันทรายสม่ำเสมอ แผ่วเบาและเงียบสงบ แตกต่างจากความวุ่นวายในเมืองหลวงและชั้นสี่สิบสองของตึกอัศว คอร์ปอเรชัน อย่างสิ้นเชิงบนระเบียงกว้างที่ยื่นออกไปรับลมทะเล ธันยกรยืนเท้าแขนอยู่กับราวไม้สัก ร่างโปร่งสวมเพียงเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีขาวตัวหลวมที่ปลดกระดุมคอลงมาสองเม็ด ชายเสื้อสะบัดพลิ้วตามแรงลม กางเกงผ้าฝ้ายขาสั้นสีเบจเผยให้เห็นเรียวขาขาวสะอาด สองเท้าเปลือยเปล่าย่ำอยู่บนพื้นไม้ที่ยังคงอุ่นจากแดดบ่าย กรอบแว่นสายตาถูกถอดวางไว้บนโต๊ะข้างแก้วน้ำส้มคั้น ใบหน้าขาวสะอ้านผ่อนคลาย ดวงตาคู่เรียวทอดมองเส้นขอบฟ้าด้วยความสงบที่แท้จริงเสียงฝีเท้าก้าวเหยียบบนพื้นไม้อย่างเชื่องช้า ก่อนที่อ้อมแขนแกร่งจะค่อยๆ สอดเข้ามาโอบรัดรอบเอวบางจากทางด้านหลัง แผ่นอกกว้างที่สวมเพียงเสื้อยืดคอกลมสีดำแนบชิดเข้ากับแผ่นหลังของธันย์อย่างนุ่มนวล กลิ่นสบู่อ่อนๆ และไออุ่นคุ้นเค
ตอนที่ 24: สอบสัมภาษณ์ตลอดชีวิตบรรยากาศการประชุมคณะกรรมการบริหารฝ่ายยุทธศาสตร์และการเงินบนชั้นสี่สิบเอ็ดในบ่ายวันอังคาร ดำเนินไปด้วยความเคร่งเครียดตามปกติของการจัดสรรงบประมาณประจำไตรมาสใหม่ หลังจากการถอนตัวจากโครงการมิกซ์ยูสริมแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านพ้นไป บริษัทจำเป็นต้องปรับโครงสร้างกระแสเงินสดและกระจายความเสี่ยงไปยังที่ดินแปลงอื่นในแถบระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนรายย่อยหัวหน้าแผนกสี่ฝ่ายหลักนั่งล้อมรอบโต๊ะประชุมกระจกรูปวงรี เอกสารตัวเลขงบดุลและแผนภูมิความเสี่ยงถูกฉายขึ้นบนจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ด้านหน้า เจตนิพัทธ์นั่งประจำตำแหน่งหัวโต๊ะในชุดสูทสากลสีเทาเข้ม ชายหนุ่มสวมบทบาทประธานเจ้าหน้าที่บริหารผู้สุขุมและเด็ดขาด ปลายนิ้วเคาะเบาๆ บนแฟ้มหนังขณะรับฟังรายงานผลการดำเนินงานจากผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจข้างกายทางขวามือของเจตน์… คือตำแหน่งของธันยกรเลขาฯ หนุ่มอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าเข้มพอดีตัว คอเสื้อเชิ้ตกลัดกระดุมมิดชิด แว่นสายตากรอบบางรับกับใบหน้าขาวสะอ้าน นิ้วเรียวยาวขยับจดบันทึกสาระสำคัญของการประชุมลงในแท็บเล็ตอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าสงบและเปี่ยมไปด้วยความ
ตอนที่ 23: ใต้บัญชาการของเลขาฯ [20+]เวลาหนึ่งทุ่มสามสิบห้านาทีแสงไฟนีออนตามแนวตึกระฟ้าของกรุงเทพมหานครส่องประกายระยิบระยับอยู่เบื้องล่าง ทว่าภายในห้องทำงานประธานกรรมการบริหารบนชั้นสี่สิบสอง ม่านม้วนไฟฟ้าสีเทาเข้มได้ถูกกดเลื่อนลงมาปิดทึบจนบดบังทัศนียภาพภายนอกไปจนหมดสิ้น แสงสลัวสีส้มอบอุ่นจากโคมไฟตั้งพื้นมุมห้องทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงเดียว ขับเน้นบรรยากาศเงียบสงัดและเป็นส่วนตัวจนได้ยินเพียงเสียงแอร์ที่ทำงานแผ่วเบาเสียงระบบล็อกประตูดัง คลิก เมื่อธันยกรกดปุ่มล็อกอัตโนมัติจากรีโมตในมือร่างโปร่งหมุนตัวกลับมา ชายหนุ่มไม่ได้เดินไปหยิบแฟ้มงาน และไม่ได้ยืนประสานมือรอรับคำสั่งเหมือนในเวลากลางวัน ทว่าธันย์กลับก้าวเท้าช้าๆ อ้อมโต๊ะทำงานไม้โอ๊กตัวใหญ่ ตรงเข้าไปยังเก้าอี้หนังพนักสูงของประธานบริษัทธันย์ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้นอย่างผ่อนคลาย แผ่นหลังพิงพนักหนังแท้ที่โอบรับสรีระ ชายหนุ่มยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดไขว่ห้าง ปลายนิ้วเรียวยื่นไปปลดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกทั้งสองข้าง พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอก ก่อนจะดึงเนกไทให้คลายออกแล้วปลดกระดุมคอเสื้อสองเม็ดบน เผยให้เห็นแนวไหปลาร้าขาวเนีย
ตอนที่ 22: สลับขั้วอำนาจกลิ่นหอมสะอาดของชาขาวพีชที่คุ้นเคยกลับมาอบอวลอยู่บริเวณโถงทางเดินชั้นสี่สิบสองอีกครั้งในเช้าวันพฤหัสบดีโต๊ะทำงานไม้สีอ่อนตัวเดิมหน้าห้องประธานกรรมการบริหาร ซึ่งเคยว่างเปล่าและเย็นชืดมานานหลายสัปดาห์ บัดนี้ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แฟ้มเอกสารประจำวันถูกคัดแยกตามลำดับความเร่งด่วนด้วยแถบสี ปากกาหมึกซึม แท็บเล็ตประจำตำแหน่ง และแก้วเซรามิกสีขาววางอยู่ในตำแหน่งองศาเดิมอย่างพอดิบพอดี ราวกับช่วงเวลาแห่งความบาดหมางและการแยกย้ายไม่เคยเกิดขึ้นจริงธันยกรนั่งหลังตรงอยู่หลังโต๊ะทำงาน สวมเสื้อเชิ้ตคัตติ้งเนี้ยบสีกรมท่าเข้ม พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงกึ่งกลางปลายแขนอย่างคล่องแคล่ว ใบหน้าขาวสะอ้านใต้กรอบแว่นสายตามีชีวิตชีวา ผิวพรรณสดใส ปราศจากร่องรอยความหม่นหมองที่เคยแบกรับมาตลอดหนึ่งปีหลังจากค่ำคืนแห่งพายุฝนและการยอมจำนนที่คอนโดมิเนียม ธันย์ตัดสินใจกลับเข้ามาทำงานในตำแหน่งเดิมตามเงื่อนไขใหม่ที่เขาเป็นคนร่างขึ้นมาเอง สัญญาที่ปรึกษาโครงการเก้าสิบวันถูกยกเลิกไปพร้อมกับดีลมิกซ์ยูสที่พับโต๊ะลง และถูกแทนที่ด้วยสัญญาจ้างงานเลขาธิการบริหารฉบับใหม่ที่ผ่านการปรับแก้เงื่อนไขโดยไ
ตอนที่ 21: คืนที่ไร้แผนการ & การคุกเข่า [20+]สายฝนกระหน่ำซัดสาดลงมาตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ เม็ดฝนหนาทึบกระทบกระจกหน้าต่างห้องนั่งเล่นบนชั้นเจ็ดของคอนโดมิเนียมในซอยอารีย์สัมพันธ์จนเกิดเสียงเปาะแปะสะท้อนก้อง ลมกรรโชกแรงพัดกิ่งไม้ข้างรั้วด้านล่างไหวเอน ไอความเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านรอยต่อของหน้าต่างเข้ามาจนห้องพักเงียบสงัดธันยกรยืนกอดอกอยู่ริมกระจกบานใหญ่ในความมืด แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟถนนเบื้องล่างส่องสะท้อนผิวน้ำที่เจิ่งนองเต็มพื้นถนนและตรงใต้เสาไฟริมรั้วหน้าทางเข้าโครงการ… เงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมมานานกว่าสองชั่วโมงเจตนิพัทธ์ไม่ได้นั่งหลบฝนอยู่ในรถเก๋งสีดำที่จอดดับเครื่องอยู่ข้างทาง ชายหนุ่มยืนตากฝนอยู่ริมทางเท้า เสื้อเชิ้ตสีขาวแนบลู่ติดไปกับแผงอกกว้างและแผ่นหลังหนาจนเห็นรอยกล้ามเนื้อชัดเจน เนื้อผ้าเปียกชุ่มจนโปร่งแสง เส้นผมสีดำสนิทลู่ลงมาปรกหน้าผากและข้างแก้ม หยาดน้ำฝนไหลรินผ่านสันกรามคมหยดลงบนพื้นซีเมนต์ไม่ขาดสาย ทว่าสองเท้าคู่นั้นกลับปักหลักนิ่ง ไม่ยอมขยับก้าวไปหลบใต้ชายคาของร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้ามแม้แต่ก้าวเดียวในมือข้างหนึ่งของเจตน์ มีถุงกระดาษที่ถูกห่อหุ้มด
ตอนที่ 20: “ไม่อยากเป็นคนแบบนั้นอีกแล้ว”พาดหัวข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจและสื่อออนไลน์ด้านเศรษฐกิจประจำเช้าวันอังคาร กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นคลอนแวดวงการลงทุนระดับประเทศ‘สะบั้นดีลยักษ์ริมเจ้าพระยา อัศว คอร์ปอเรชัน ประกาศถอนตัวจากโครงการมิกซ์ยูสหมื่นล้าน ยอมจ่ายค่าปรับผิดสัญญาบอร์ดบริหาร’ข้อความสั้นๆ บนหน้าจอแท็บเล็ตทำให้บรรยากาศภายในแผนกยุทธศาสตร์บนชั้นสี่สิบเอ็ดเงียบสงัดจนน่าอึดอัด พนักงานหลายคนจับกลุ่มส่งสายตาให้กันด้วยความตระหนก ทุกคนต่างรู้ดีว่านี่คือโครงการเรือธงที่บริษัททุ่มเทสรรพกำลังมาตลอดทั้งปี และเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่คาดหมายว่าจะดันมูลค่าบริษัทให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดทว่าสำหรับธันยกร… ความเงียบสงัดนั้นกลับนำมาซึ่งคำถามที่ไร้คำตอบธันย์นั่งมองหนังสือแจ้งการใช้สิทธิบอกเลิกข้อตกลงเบื้องต้นที่ส่งตรงมาจากสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการบริหาร คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น ในฐานะคนที่ลงมือร่างโมเดลทางการเงินและร่วมเจรจากับฝ่ายกฎหมายของกลุ่มทุนวรโภคินทร์มาตั้งแต่ต้น ธันย์รู้ดีที่สุดว่าโครงการนี้ไม่มีความเสี่ยงทางการเงินใดๆ ที่ร้ายแรงพอจะนำไปสู่การล้มโต๊ะเจรจาแบบกะทันหันเช่นนี้จนกร







