Masukตอนที่ 3 ขุนอัครเดช
เพลาเดียวกัน ภายในอุโบสถวัดพุทไธศวรรย์
ภายในโถงอุโบสถปกคลุมด้วยกระไอหมอกแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ควันจางขาวจากธูปเทียนลอยคว้างอวลตลบในมวลอากาศระคนกลิ่นหอมดอกมะลิที่ลอยอยู่ในอ่างน้ำมนต์ หมุนวนเบา ๆ ด้วยน้ำตาเทียนหยดลงจากลำแท่งสีเหลืองอ่อนในมือคล้ำเข้ม
ลำแสงสีทองรุ่งอรุณสาดส่องลอดผ่านช่องลมด้านบน เกิดเส้นทอยาวพาดผ่านยังพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเกิดแสงระยิบระยับพาให้คนในพิธีเลื่อมใสโน้มหน้าลงกราบด้วยความศรัทธา
ขุนอัครเดช บวรเวทย์ จอมเวทย์แห่งวังหลวงอโยธยาเปล่งเสียงพึมพำทุ้มต่ำ ดวงตากร้าวเพ่งสมาธิยามท่องบทสวดไชยมงคล เอาฤกษ์เอาชัยออกศึกสงครามแก่พระยากลาโหมและไพร่พลทหาร รวมไปถึงขุนนางที่มากันล้นหลามเบียดจนทะลักออกนอกอุโบสถ
เสียงลมหวีดหวิวพัดไหวใบโพธิ์ลานวัดน่าครั่นคร้าม ต่างพากันก้มกราบพึมพำถึงความลี้ลับและอาคมอันแกร่งกล้าของจอมเวทย์ผู้เกรียงไกร
เรือนกายแข็งแกร่งสมชายชาตรี ไหล่กว้าง อกแน่นตึงสมเป็นลูกหลานในวงศ์ตระกูลจอมเวทย์ นุ่งโจงกระเบนผ้าไหมเนื้อดีสีเข้มแนบลำตัว ตัวเสื้อแขนยาวสีขาว ทรงผมมหาดไทยหวีเรียบร้อย
ใบหน้าแกร่งเหลี่ยมจมูกโด่งขึ้นสันใหญ่ คิ้วดกหนารับนัยน์เนตรดั่งนิลคมกล้าล้ำลึก เฉียบคมฉลาดเฉลียว มองทุกสิ่งด้วยความลุ่มลึกระคนร้อนแรงราวไฟโลกันต์ เพียงได้สบตาใครผู้นั้นถึงขนาดหวาดหวั่นจนขวัญหาย
ริมฝีปากล่างหนาด้านบนบางกว่าค่อยเอ่ยเสียงทุ้มพร่าเล็กน้อยจากการท่องบทสวดมานาน “ขุนภพ”
“ขอรับ”
“เอ็งเอาขันน้ำมนต์ให้พระยากลาโหมแบ่งส่วนดื่มกิน บางส่วนนำใส่ตุ่มน้ำให้ไพร่พลทหารอาบกิน”
“ขอรับ”
ขุนภพ ทหารคนสนิทเป็นดั่งมือขวาของขุนอัครเดช รั้งตำแหน่งขุนกรมเวทย์ คลานเข่ารับขันน้ำมนต์ก่อนจะค่อยเคลื่อนถอยออก เรือนกายสูงโปร่งทว่าแกร่งด้วยมัดกล้ามสวมชุดคล้ายคลึงกับขุนอัครเดชเพียงแค่ว่าผ้าไหมโจงกระเบนเนื้อผ้าไม่ดีเท่า
“ขุนอัครเดช” น้ำเสียงทุ้มต่ำระคนร้อนใจดังขึ้นไม่ห่างทำให้ขุนอัครเดชชะงักร่างขณะที่กำลังยืนขึ้น
“หลวงพิริยเดช”
เขาทักทายตอบอย่างสงสัย เนื่องยามปกติหลวงพิริยเดชกับเขาหน้าที่การงานในพระราชวังไม่ได้สัมพันธ์กันเท่าไรจึงมิค่อยสุงสิพูดคุย
“ท่านพอมีเวลาสักเล็กน้อยหรือไม่ ข้ามีเรื่องจักปรึกษา”
หลวงพิริยเดชทำน้ำเสียงอ้อมแอ้ม ภายในหลวงเองก็อึดอัดกับสถานการณ์นี้ ซ้ำยังไม่ทันได้ปรึกษาภรรยา แต่ด้วยความร้อนใจจึงเร่งมาหลังจากทราบข่าวว่าจอมเวทย์ลงพิธีด้วยตนเอง
“เวลามิสะดวกสักเท่าใด ต้องไปหาพระครูยังเรือนด้านหลัง หากท่านหลวงรีบร้อนขอจงไปยังเรือนในยามบ่าย”
“ดียิ่งท่านขุน เช่นนั้นข้าจะไปยังเรือนท่านในยามบ่าย”
ขุนอัครเดชพยักหน้ารับผ่าน ๆ ไม่ใคร่ใส่ใจ ท่านหลวงคงไม่มีเรื่องใดร้อนใจนอกจากเรื่องบุตรสาว คงหมายใจจะทาบทามพูดคุยผูกเกี่ยวดอง
ตัวเขานั้นอายุล่วงสามสิบปี แต่มิเคยคิดเรื่องรับหญิงมาเป็นภรรยาแม้แต่น้อย ด้วยวิชาอาคมในตัวแข็งกล้านัก ศรีภรรยาจำต้องเป็นหญิงผู้มีดวงชะตาแข็งแกร่ง
ขุนจอมเวทย์ออกจากอุโบสถทันทีเมื่อขุนภพกลับเข้ามาอีกครั้ง ไม่แวะกล่าววาจากับผู้ใด ตรงไปยังด้านหลังของวัดเพื่อแวะกราบไหว้พ่อครูที่ตนนับถือเป็นครูบาอาจารย์
“ไอ้สิน”
“ขอรับ”
สิน ข้าหลวงกรมจอมเวทย์อายุสักยี่สิบต้น ๆ รูปร่างไม่ได้สูงใหญ่เท่าขุนอัครเดชและขุนภพ ทว่ามีใบหน้าดั่งมาลีล่อลวงผีเสื้อ อ่อนใสไร้เดียงสาบฉาบด้วยความแพรวพราวเจ้าชู้
“มึงรู้จักแม่หญิงบ้านหลวงพิริยเดชหรือไม่”
ขุนภพและสินยกคิ้วโก่งสูงทันควัน หันควับไปยังท่านขุน
“ท่านขุนเอ่ยถามนี่...” ขุนภพเปรยเสียงเบา
“เมื่อครู่หลวงแวะทักทายอย่างประหลาดนัก ข้าจึงคาดเดาคงเรื่องบุตรสาว”
“ท่านขุนถามถูกคนแล้วขอรับ ไอ้สินคนนี้ย่อมรู้ดีกว่าผู้ใด ฮ่า ฮ่า”
“รู้ดีก็พูดมาอย่าชักช้าให้น่ารำคาญฝ่าตีน”
แม้ขุนอัครเดชมิได้ลงเสียงหนัก ทว่าไอ้สินเองพลันสะดุ้งโหย่ง เร่งฝีเท้าขึ้นใกล้เยื้องด้านหลังเพียงเล็กน้อย
“ว่ากันว่า งามนักกว่าผู้ใดในอโยธยา อรชรอ้อนแอ้นดั่งกินรีไม่มีใครเกิน เนตรงามขลับดั่งกวาง ดวงหน้าหวานหยดยิ่งกว่าน้ำผึ้ง”
“แล้วเหตุใดจึงยังไม่ออกเรือน”
“ว่ากันว่า...”
“ไอ้สิน” ขุนภพแทรกขึ้น “มึงเอาแต่ ว่ากันว่า ว่ากันว่า แล้วไอ้ว่ากันว่านี่มันเรื่องจริงหรือไม่ หรือมึงแค่จับเรื่องซุบซิบของชาวบ้านมาปรุงแต่งให้เกินจริง”
“ปัดโธ่! พี่ภพ คนอย่างข้าเที่ยวล่องเลาะไปทั่วทุกป่า คนในหมู่บ้าน ในเมืองหลวง ล้วนรู้จักไอ้สินคนนี้ดี เวลามีเรื่องให้พูดคุยนินทาย่อมมีข้าอยู่ทุกวง”
“หยุดทั้งสองคน ไอ้สินถ้ามึงไม่เล่ามาให้ดี ๆ จงหยุดเสีย กูชักรำคาญ”
ตอนพิเศษหลายเดือนถัดมา ยามเช้าวันพระราชทานสมรส ณ เรือนบวรเวทย์กาลเวลาผันผ่านล่วงแปรเปลี่ยนเป็นคิมหันตฤดู ฤกษ์งามยามดีที่เรือนศรีสงครามเร่งหามาได้ดั่งใจท่านขุนต้องการสายลมเหนือพัดเอื่อยเรี่ยผิวน้ำหน้าเรือนบวรเวทย์ที่บัดนี้คราคร่ำไปด้วยเรือลำน้อยใหญ่แขกเหรื่อมากมายต่างเห่แหนมาร่วมแสดงความยินดีในพิธีพระราชมงคลสมรส ซึ่งองค์เหนือหัวทรงโปรดเกล้าให้เจ้าฟ้าธรรมาเทพเป็นตัวแทนในพระองค์เจิมหน้าผากด้วยแป้งมงคลปลุกเสกจากวังหลวงดารากางดงามยิ่งในชุดสไบสีชมพูอ่อนทับซ้อนด้วยสไบโปร่งทักทอลายด้วยดิ้นทองพาดเฉียงยาว ซิ่นชมพูเข้มลายยกดอกพุดซ้อนปักดิ้นด้วยมือเป็นปุ่มแทรกเม็ดพลอยเข็มขัดทองเก่าแก่ตกทอด เกล้าผมมวยต่ำแซมมีเพียงรัดเกล้าเพชรชมพูทวีปเท่านั้นประดับศีรษะข้างกายของเธอในยามนี้คือท่านขุนจอมเวทย์สวมเต็มยศ กระโจงเบนผ้าไหมลายกนกทอยกด้วยดิ้นทองบนผืนผ้าน้ำตาลอ่อน ตัวบนเสื้อแขนยาวนวลตาทับด้วยเสื้อคลุมกรมท่าโปร่งทอสลับดิ้นเงิน องคาพยับล้วนน่าเกรงขาม สง่างาม ทว่าดวงหน้ากลับอ่อนโยนแลมีรอยยิ้มอ่อนหวานให้เธอเพียงคนเดียว“เช้านี้อากาศค่อนข้างเย็น น้องหญิงหนาวหรือไม่”“ไม่เจ้าค่ะ ท่านพี่อย่าเพิ่งชวนคุยสิเจ้าค่
48 การง้อของท่านขุน จบบริบูรณ์หลายวันถัดมา ยามเช้า ณ ท่าน้ำวัดพุทไธศวรรย์ กระไอหมอกขาวเบาบางลอยอ้อยอิ่งเหนือแผ่นน้ำเจ้าพระยา ลำน้ำแห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงอโยธยามาเนิ่นนาน แสงยามเช้ายังไม่ทันจับคุ้งฟ้าทว่าผู้คนมากมายพากันหลั่งไหลมายังวัดพุทไธศวรรย์ ศูนย์รวมจิตใจแห่งศรัทธาดารากาเยื้องย่างแช่มช้อยในชุดแม่หญิงงดงามด้วยซิ่นไหมเนื้อดีสีม่วงอ่อนทอลายวิจิตร คาดเข็มขัดทองพอเหมาะสมตัว ท่อนบนห่มสไบไหมเรียบลื่นสีเหลืองนวลพาดเฉียง สวมสร้อยทองทับทิมลายสุโฆฑะยะ มวยผมเยี่ยงที่พึงใจร้อยรัดด้วยดอกพุดซ้อนวันนี้คือคราแรกที่แม่หญิงมาวัดด้วยชื่อของตนเอง มิใช่พี่ดารานีอีกต่อไป “พี่นี”แม่หญิงน้อยซอยเท้าแม้ว่าจะสวมชุดผ้าซิ่นรัดเรือนร่าง โอษฐ์อิ่มคลี่ออกเผยรอยยิ้มงดงามราวดอกไม้แรกแย้ม“ดารา”“วันนี้คนมากันมากเหลือเกินนะเจ้าคะ” เธอจับมือพี่สาวแล้วออกเดินไปทางอุโบสถ“เช้านี้เจ้าฟ้าธรรมาเทพมาด้วยพระองค์เอง คนเลยมากันแน่นขนัด”“น้องเพิ่งจะเคยเห็น พิธีห่มสไบหลวงพ่อ”ดารานีส่งรอยยิ้มอย่างละอายใจพลางบีบมือ “แต่ต่อนี้ไป น้องไม่ต้องหลบซ่อนแล้วจริงหรือไม่”“เจ้าค่ะ”ดารากาพยักพเยิดด้วยรอยยิ้ม ทว่าไม่ทันจะเดินขึ้นทา
47 รอวันฟ้าเปิดขุนภพเดินกลับไปยังเปี่ยมด้วยท่าทีสงสัย แม่หญิงดาราการับของไว้ทุกสิ่ง แต่ไยจึงฝากถ้อยคำที่ขุนศึกเช่นเขามิเข้าใจแม้แต่น้อย หรือเขามันด้อยปัญญาจนมิอาจเฉลยได้“ลูก..ดารา” คุณหญิงจันทร์ฉายเรียกด้วยเสียงอ้อมแอ้ม เดินกลับออกมาเมื่อขุนภพลงเรือนแล้ว“ท่านแม่” ดารากายังจิ้มขนมเข้าปาก นั่งอมยิ้มหน้าแดงซ่าน“ท่านขุนฝากกระไรมาหรือออเจ้า”“ขนมเจ้าค่ะ ท่านแม่มาชิมสิเจ้าค่ะ หยกมณี ลูกเพิ่งจะเคยได้กิน”จันทร์ฉายหย่อนร่างลงนั่งข้างกันก้มมองขนมสีเขียวแล้วให้สะท้านใจ ขนมชนิดนี้ตัวเธอและลูกดารานีเคยได้ชิมแล้วบ่อย ๆ ยามออกงานมงคลเรือนขุนนาง แต่เธอมิกล้าพูดออกมาด้วยความละอายใจจึงเออออจิ้มขนมเข้าปาก“เจ้ามิใจอ่อนให้ท่านขุนสักหน่อยหรือ” จันทร์ฉายลองแย้มพรายเสียงเบา ลอบมองลูกสาวที่ทำหน้าเฉยชา“แม่เพียงพูดขึ้นเท่านั้น มิได้ว่ากระไรดอกหากออเจ้ามิยินยอม แม่กับพ่อเลี้ยงดูเจ้าได้ตลอดชีวิต”ดารากาชะงักหยุดเสมือนว่ามือเริ่มสั่นเทา ช้อนดวงหน้าขึ้น“จริงหรือเจ้าคะ หากลูกมิแต่งงานออกเรือน ขออยู่ที่เรือนนี้จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ท่านแม่กับท่านพ่อยังยินดีหรือเจ้าคะ”จันทร์ฉายขยับมุมปากเป็นรอยยิ้ม ค่อยคลี่อย่าง
46 กลอนรักแทนใจหลายวันต่อมา ณ เรือนบวรเวทย์ยามฝนร่วงหล่นลงมาจากฟ้าฟากในเพลาสายพาให้บรรยากาศเศร้าหมอง เมฆครึ้มมืดแผ่ขยายคลุมทั่วเมืองอโยธยา คงคล้ายดั่งความรู้สึกของแม่หญิงดารากาในเพลานี้เรือนร่างอรชรนอนนิ่งบนเตียงมิทำสิ่งใดนอกจากกอดหมอนใบเล็กซุกหน้าลงสะท้านด้วยกลิ่นผูกพันธะอบอวล“ข้าชังท่าน” เสียงหวานอู้อี้ในหมอนทว่ามือกลับลูบไล้เนื้อผ้าขยำเบา ๆ ราวกับว่าเจ้าก้อนนุ่มในอ้อมแขนคือเขาผู้นั้น“ท่านง้อข้าเพียงเท่านั้นดอกหรือ ขุนอัครเดช”เธอยังบ่นกระเง้ากระงอดผู้เดียวหลับตาก็พลันมีแต่ภาพจอมเวทย์ลอยเข้ามา ยังรู้สึกถึงไออุ่นยามอิงแอบแนบกาย“ข้าจักหนีจากท่านได้เยี่ยงไรกัน”แม่หญิงน้อยทิ้งร่างนอนหงายเหม่อลอยดวงตาจดจ้องขื่อคาน เม้มริมฝีปากกรุ่นโกรธขึ้นมาอีกครา“ท่านมันจอมมุสา ปากหวานในบางเพลา ทว่าพอข้ามิยินยอมท่านก็ถอดใจ”ดารากายังทอดถอนใจออกมาอีกครากระทั่งได้ยินเสียงบ่าวบัวเดินถัดฝีเท้าหนักเข้ามาด้วยความเร่งรีบ“คุณหนู คุณหนู!”“มีกระไรพี่บัว” เธอเอียงหน้าไปทางประตู ขมวดคิ้วยามเห็นบ่าวบัวเปียกปอน“ขุนภพมายังเรือนใหญ่เจ้าค่ะ”“เรือนใหญ่?”“เจ้าค่ะ คุณหญิงให้มาตามคุณหนูไปเรือนใหญ่”“ไม่ดอก ข้าไ
45การง้อแม่หญิงสักคนแม้นว่าเรือนศรีสงครามบริเวณรอบบ้านมิได้กว้างใหญ่เท่าเรือนบวรเวทย์ ทว่าการเดินหาแม่หญิงสักคนกลับทำมิง่ายดายนักท่านขุนต้องหยุดถามบ่าวไพร่ในเรือนถึงสามครากว่าจะพบเจอบ่าวบัวที่พลันเห็นหน้าท่านขุนเท่านั้นก็ตัวสั่นเทาราวกับถูกผีสิงคุกเข่าลงพื้นเสียงดัง“ท่านขุน!!” มันก้มหน้าจดพื้นดินมิกล้าเงยด้วยเกรงอาญาฐานหลอกลวงข้าในพระองค์“เอ็งเห็นแม่หญิงดารากาหรือไม่”บ่าวบัวค่อยเอียงหน้าขึ้นทีละน้อยด้วยความประหลาดใจยิ่ง น้ำเสียงท่านขุนอ่อนโยนและเบากว่าที่มันเคยได้ยินมา“คุณหนูอยู่ยังท่าน้ำท้ายเรือนเจ้าค่ะ”“ท่าน้ำ”“เจ้าค่ะ เป็นท่าน้ำของพวกบ่าวไว้ใช้ซักผ้า กินอาบเจ้าค่ะ”บ่าวบัวสะดุ้งโหย่ง เมื่อครู่ดวงหน้าท่านขุนยังละมุนดั่งหนุ่มแรกรัก แล้วไยแปรเปลี่ยนกลายเป็นยักษ์อสูรแล้วเสียเล่า“พาข้าไป”“เจ้าค่ะ”ใจของจอมเวทย์หดเกร็งยามได้ยิน ‘ท่าน้ำของพวกบ่าว’ ไยดารากาแม่หญิงคนหนึ่งศักดิ์สูงยิ่งจึงได้ถูกกระทำเยี่ยงนี้จากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดามารดา บัดนี้จึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่ริมฝั่งน้ำ ดวงตาพยัคฆ์อ่อนแสงลงจดจ้องเพียงร่างของหญิงในดวงใจดารากาสวมใส่ชุดธรรมดายิ่งนักด้วยผ้าคาดรักหน้าอกสีอ่อน ซิ่น
44 ท่านขุนรู้ความจริงแล้วววหลายวันต่อมา ยามสาย ณ เรือนศรีสงครามเพราะงานพิธีสมรสของเจ้าฟ้าธรรมาเทพและธิดาหลวงพิริยเดช แม่หญิงดารานี กว่าจะแล้วเสร็จล่วงเลยใช้เวลาถึงอีกสี่วันจึงทำให้เพลานี้ท่านขุนอัครเดชเพิ่งมาง้อแม่หญิงดารากา ด้วยใจตุ่ม ๆ ต่อม ๆ มิรู้ว่าออเจ้านั่นจะแง่งอนหนักหนาปานใดแล้วเรือนศรีสงครามงดงามด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ท่ามกลางสวนไม้ดอกและหมากผลหลากหลายดั่งเช่นเรือนขุนนางทั่วไปท่านขุนแหงนมองลอดหลังคาเรือลำใหญ่โอ่อ่าอวดบารมีทั้งที่มิจำเป็น ภายในหนักอึ้งกับน้ำหนักของความรู้สึกผิด“ไอ้สิน ขุนภพ” จู่ ๆ ท่านขุนก็โพล่งขึ้นก่อนจะลงจากเรือน“ขอรับ?”“มึงว่าวันนี้กูแต่งกายเป็นเยี่ยงไรบ้าง”ขุนภพอ้าปากค้างมิกล้าเอ่ยตอบ คงเป็นไอ้สินปากเปราะ ดีดนิ้วแล้วส่งรอยยิ้มกว้างดั่งบ่าวประจบนาย“เช้านี้ท่านขุนสง่างามมากขอรับ ทั้งสีเสื้อ ทรงผม แล้วยัง...”ไอ้สินมิกล้าพูดต่อยามที่กวาดตาลงมายังข้อนิ้วที่บรรจุแหวนไว้เสียสี่วงหากเป็นบุรุษอโยธยาอื่นคงมิผิดแผกกระไร ทว่านี่คือขุนอัครเดชจอมเวทย์ มิเคยสวมใส่แหวนใดเนื่องจากต้องทำพิธีอยู่เสมอ จะพกก็เพียงดากไม้ตะพดเท่านั้น“กระไร?”จอมเวทย์ยังไม่ขยับลงจากเร







