LOGINตอนที่ 2:รักแรกของเขา
ความเงียบทำงานได้ทรงพลังกว่าคำด่าทอเสมอ โดยเฉพาะในคฤหาสน์ตระกูลอัศวเหมันต์ที่กว้างขวางจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สั่นพร่าของตัวเอง หลังจากเสียงเครื่องยนต์รถซูเปอร์คาร์ของ ‘ภีมพัตร์’ จางหายไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นไอเสียและรอยล้อรถที่บดขยี้หยดน้ำฝนบนพื้นถนน ‘ริน’ ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มือที่กำผ้ากันเปื้อนไว้แน่นสั่นระริกจนควบคุมไม่ได้ เขาพยายามกลืนก้อนแข็งๆ ลงคอ แต่มันกลับติดหนึบราวกับเศษแก้วที่ทิ่มแทงอยู่ข้างใน แสงแดดรำไรยามสายส่องกระทบจานซุปกุ้งที่เขาตั้งใจเคี่ยวตั้งแต่รุ่งสาง บัดนี้มันเย็นชืดและเริ่มจับตัวเป็นก้อนไขขาวๆ น่ารังเกียจ ไม่ต่างจากสถานะของเขาในบ้านหลังนี้ที่ครั้งหนึ่งเคยสำคัญ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากแตะต้อง "คุณรินคะ... ให้ดิฉันเก็บโต๊ะเลยไหมคะ?" เสียงของสาวใช้คนหนึ่งดังขึ้นเบาๆ ราวกับกลัวว่าแค่แรงสั่นของเสียงจะทำให้รินพังทลายลงตรงหน้า รินกะพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่หมอกจางในดวงตา "ไม่เป็นไรครับ... รินจัดการเอง" เขามองแผ่นหลังของเหล่าคนรับใช้ที่เดินเลี่ยงออกไปด้วยสายตาสงสาร รินรู้ดีว่าลับหลังเขา ทุกคนคงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘คุณหนูรินช่างน่าเวทนา’ เขาค่อยๆ ยกจานซุปนั้นขึ้นมา เทมันทิ้งลงในถังขยะช้าๆ ทีละนิด... ทีละนิด มองดูความพยายามตลอด 5 ชั่วโมงที่ผ่านไปในพริบตา มันไม่ได้หายไปแค่ซุป... แต่มันคือเศษเสี้ยวของหัวใจที่รินพยายามต่อมันเข้าด้วยกันทุกเช้าเพื่อรอให้ภีมมาทำลายมันซ้ำในทุกเย็น รินทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาในห้องนั่งเล่นที่ถูกจัดวางตามหลักฮวงจุ้ยอย่างสมบูรณ์แบบ แต่มันกลับไร้ซึ่งความอบอุ่นของ ‘คำว่าบ้าน’ เขายกสมาร์ทโฟนขึ้นมาด้วยนิ้วมือที่เย็นเฉียบ หน้าจอที่สว่างวาบแสดงการแจ้งเตือนข่าวสังคม ที่เขาแอบเปิดดูซ้ำๆ ราวกับคนเสพติดความเจ็บปวด ภาพของภีมพัตร์ที่ยืนเคียงข้างชายหนุ่มร่างโปร่งที่มีรอยยิ้มสว่างไสวราวกับดวงอาทิตย์ ชายคนนั้นคือ ‘พฤกษ์’ คำว่า ‘รักแรก’ ในพาดหัวข่าวมันตัวใหญ่เท่าบ้านสำหรับริน พฤกษ์เป็นโอเมก้าที่มีกลิ่นฟีโรโมนหอมหวานของดอกไม้เมืองหนาว แตกต่างจากกลิ่นลิลลี่ขาวของรินที่ภีมเคยบอกว่า ‘จืดชืดและน่ารำคาญ’ รินย้อนนึกไปถึงคืนวันแต่งงาน... วันที่เขาสวมชุดสูทสีขาวบริสุทธิ์ เดินเข้าสู่ประตูวิวาห์ท่ามกลางคำอวยพรที่จอมปลอม ภีมพัตร์สวมแหวนให้เขาด้วยใบหน้าเรียบเฉย สายตาที่มองมาในวันนั้นไม่มีความตื่นเต้น ไม่มีความยินดี มีเพียงความว่างเปล่าเย็นชาที่ลึกสุดหยั่ง “ริน... อย่าคิดว่าการจดทะเบียนสมรสจะทำให้เธอกลายเป็นเจ้าของ ของผมจริงๆ” ภีมกระซิบที่ข้างหูเขาในคืนหอ ขณะที่รินกำลังเอื้อมมือไปจะถอดเนกไทให้สามี “ผมแต่งเพราะหน้าที่... และหน้าที่ของคุณคือการอยู่เงียบๆ อย่าทำตัวน่ารำคาญ” คำว่า ‘น่ารำคาญ’ กลายเป็นแผลเป็นที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตคู่ 5 ปีที่ผ่านมา รินพยายามเป็นเมียที่สมบูรณ์แบบ เขาเรียนรู้การทำอาหารที่ภีมชอบ เรียนรู้วิธีการจัดบ้านให้ภีมพอใจ แต่สิ่งที่เขาไม่เคยเรียนรู้ได้เลยคือ... วิธีทำให้คนไม่มีหัวใจให้กันหันมามองเขาบ้าง รินเดินออกไปที่สวนหย่อมเพื่อสูดอากาศ แต่ความอัดอั้นกลับตามเขาไปทุกที่ เสียงฝีเท้าของเขาหยุดกะทันหันเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยจากหลังพุ่มไม้ใหญ่ "นี่... เห็นรูปคุณชายกับคุณพฤกษ์หรือยัง? เหมาะสมกันยังกับกิ่งทองใบหยก" "จริงด้วย สายตาคุณชายที่มองคุณพฤกษ์น่ะ ฉันไม่เคยเห็นเขามองคุณรินแบบนั้นเลยนะ" "ก็แน่ล่ะสิ คุณพฤกษ์เขาทั้งเก่ง และเป็นรักแรกของคุณภีม แว่วมาว่าที่จริงคุณชายจะแต่งกับคนนี้แต่แรก แต่ตระกูลอัศวเหมันต์ต้องการคอนนไม่มีอำนาจย่างคุณรินมาเป็นหุ่นเชิดมากกว่า" "โถ... ของปลอมยังไงก็สู้ของจริงไม่ได้หรอกจ้า" คำว่า ‘ของปลอม’ ทำให้รินรู้สึกเหมือนถูกตบหน้ากลางที่สาธารณะ เขารีบก้าวเดินหนีไปจากตรงนั้น แต่ทุกก้าวที่เหยียบลงบนพื้นหญ้ากลับรู้สึกสั่นคลอนไปหมด เขาไม่ใช่คนไม่มีหัวใจ... เขาเจ็บเป็น ร้องไห้เป็น แต่ในบ้านหลังนี้ เขาถูกฝึกให้เป็นเพียงแค่‘หุ่นเชิด’ ที่สวยงามไว้ประดับบารมีเท่านั้น "เธอนั่งเหม่ออะไรอยู่ ริน?" น้ำเสียงเย็นเฉียบของคุณหญิงนวลจันทร์ทำให้รินสะดุ้ง เขานั่งพับเพียบลงบนพื้นเบื้องหน้าแม่สามีที่มองมาด้วยสายตาเหยียดหยาม "ริน... ขอโทษครับคุณแม่" "ฉันไม่ได้ต้องการคำขอโทษ ฉันต้องการความคืบหน้า" คุณหญิงวางถ้วยน้ำชาลงบนจานรองดัง แกร็ก "ข่าวลือเรื่องภีมกับพฤกษ์มันหนาหูขึ้นทุกวัน เธอเป็นเมียภาษาอะไรถึงปล่อยให้สามีไปกกกับรักเก่าจนเป็นข่าวหน้าหนึ่ง?" "คุณภีมเขา... ไปทำงานครับ" รินตอบเสียงสั่น "ทำงานงั้นเหรอ? งานที่ต้องเอามือโอบเอวกันน่ะเหรอ!" คุณหญิงตวาด "อย่าลืมว่าเธอแต่งเข้าบ้านนี้เพราะอะไร เพราะเธอเป็นคนที่ควบคุมง่ายและไม่มีปากเสียง แต่ถ้าตอนนี้เธอไม่มีน้ำยาแม้แต่จะรั้งสามีเอาไว้ในโอวาท ฉันก็คงต้องพิจารณาตำแหน่งนี้ใหม่" รินกำหมัดแน่นบนตัก... ตำแหน่ง ‘สะใภ้’ ที่เขาพยายามรักษาไว้ด้วยชีวิต แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงหัวโขนที่คนอื่นพร้อมจะกระชากออกไปเมื่อไหร่ก็ได้ ช่วงบ่าย รินพยายามหลบหนีความวุ่นวายในบ้านด้วยการออกไปซื้อของใช้เพียงลำพัง รถยนต์ส่วนตัวจอดติดสัญญาณไฟแดงหน้าคาเฟ่หรูใจกลางเมือง สายตาที่เหม่อลอยของเขาทอดผ่านกระจกรถออกไป... และนั่นคือจุดที่ทำให้โลกทั้งใบของเขาพังครืน ภีมพัตร์นั่งอยู่ที่นั่น... ริมหน้าต่างกระจกใสของคาเฟ่ ฝั่งตรงข้ามของเขาคือพฤกษ์ ภีมดูต่างไปจากคนที่ดุด่ารินเมื่อเช้าอย่างสิ้นเชิง เขาดูผ่อนคลาย มุมปากขยับยิ้มจางๆ ตลอดเวลาที่พฤกษ์พูดคุย และที่ทำให้รินใจสลายที่สุดคือตอนที่พฤกษ์เอื้อมมือไปลูบแขนเสื้อของภีม... ภีมไม่ได้สะบัดออก ไม่ได้เบี่ยงตัวหลบ แต่กลับจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโหยหา ในจังหวะที่รถเคลื่อนตัวช้าๆ ภีมเงยหน้าขึ้นมาสบตากับรินพอดี สายตาสองคู่ประสานกันผ่านกระจก... รินหัวใจเต้นผิดจังหวะ เขาคาดหวังความตกใจ ความรู้สึกผิด หรือแม้แต่ความโกรธจากภีม... แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมาคือ ‘ความเฉยชา’ ภีมมองเขาราวกับมองก้อนหินริมทาง ไร้ความรู้สึก ไร้การทักทาย ก่อนจะหันกลับไปสนใจพฤกษ์ต่อทันที ราวกับว่ารินไม่มีตัวตนอยู่ในโลกใบนี้เลย หยดน้ำตาร่วงหล่นกระทบลงบนตัก รินสะอื้นออกมาเบาๆ จนไหล่บางสั่นเทา 5 ปีที่เขาทุ่มเท 5 ปีที่เขาอดทน มันพ่ายแพ้ให้กับรอยยิ้มเดียวของ ‘คนในใจ’ ของภีมพัตร์อย่างราบคาบ "ผมเข้าใจแล้ว..." รินกระซิบกับตัวเองท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้า "ต่อให้ผมรักคุณแทบตาย... คุณก็ไม่มีวันเห็นผมอยู่ในสายตา" ความเจ็บปวดในครั้งนี้ไม่ได้มาพร้อมกับความแค้น แต่มันมาพร้อมกับความว่างเปล่า... ความว่างเปล่าที่บอกรินว่า ‘มันควรจบลงได้แล้วการแต่งงานจอมปลอมนี้’ตอนที่ 14: กำแพงที่พี่ชายสร้างให้เช้าวันใหม่ในจังหวัดแถบชายฝั่งทะเลช่างแตกต่างจากเช้าที่หม่นหมองในคฤหาสน์อัศวเหมันต์ราวกับคนละโลก แสงแดดอ่อนยามเช้ารำไรทอแสงผ่านผ้าม่านสีครีมของอพาร์ตเมนต์สุดหรู สะท้อนกับหยดน้ำค้างบนยอดหญ้าในสวนหย่อมด้านล่าง บรรยากาศเงียบสงบมีเพียงเสียงคลื่นคลอเบาๆ มาตามลมทว่าภายในห้องโถงกว้างขวางของอพาร์ตเมนต์เพนท์เฮาส์ บรรยากาศกลับดูเคร่งขรึมขึ้นผิดตา เมื่อ 'ราเชนทร์' เริ่มลงมือทำหน้าที่ 'พี่ชายสายปกป้อง' อย่างเต็มกำลัง เขายืนเหยียดกายตรงริมหน้าต่างบานยักษ์ แผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มดูมั่นคงดั่งภูเขาหินมือหนาถือสมาร์ทโฟนแนบหู ดวงตาคมกริบจ้องมองออกไปที่เส้นขอบฟ้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา แต่น้ำเสียงที่ใช้สั่งการลูกน้องปลายสายนั้นกลับเย็นเฉียบจนบรรยากาศโดยรอบดูหนาวเหน็บขึ้นมาทันที"ปิดข้อมูลที่อยู่ของรินให้มิดชิดที่สุด ห้ามให้หลุดไปถึงหูคนของอัศวเหมันต์แม้แต่คำเดียว... แม้แต่ชื่อโรงแรมที่ฉันถือหุ้นอยู่ก็ห้ามให้มันระแคะระคาย" ราเชนทร์เว้นจังหวะ ก่อนจะสั่งเสียงเข้มขึ้น "และสั่งคนของเรา กระจายตัวรอบที่พักรินไว้ 24 ชั่วโมง ถ้ามีใครหน้าไหนป้วนเปี้ยนหรือดูผิดสังเกต
ตอนที่ 13: บ้านที่ผมยังมีคนรออยู่ความวุ่นวายและกลิ่นอายอันน่าสะอิดสะเอียนของเมืองหลวงถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงระยะทางที่ตัดขาดอดีตอันขมขื่นให้กลายเป็นเพียงภาพจำที่พร่าเลือน...ภายในอพาร์ตเมนต์ขนาดกะทัดรัด ณ จังหวัดทางภาคเหนือที่อากาศเริ่มโรยตัวด้วยความเย็นจางๆ แสงแดดรำไรยามเช้าทอแสงผ่านบานหน้าต่างกระจกใส เข้ามาลูบไล้ไปตามเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนอย่างอ่อนโยน 'รินรดา' ค่อยๆ ปรือตาตื่นขึ้นบนเตียงนอนที่แม้จะไม่ได้ตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีหรือหนานุ่มเท่าเตียงในคฤหาสน์อัศวเหมันต์ แต่มันกลับมอบสัมผัสที่อุ่นซ่านไปถึงขั้วหัวใจ... เป็นความอุ่นใจที่เขาไม่เคยได้รับมาตลอดห้าปีเขาลุกขึ้นนั่งช้าๆ ปล่อยให้ความเงียบสงบโอบกอดร่างกาย กระเป๋าเดินทางใบย่อมที่วางเปิดอ้าอยู่มุมห้อง ข้าวของไม่กี่ชิ้นที่ติดตัวมาคือหลักฐานของอิสรภาพที่แลกมาด้วยความเด็ดเดี่ยว รินเดินไปที่หน้าต่าง เฝ้ามองวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คนเบื้องล่าง ก่อนจะวางฝ่ามือลงบนหน้าท้องที่ยังคงราบเรียบ แต่ข้างในนั้น... เขารับรู้ได้ถึงแรงสั่นไหวของสองชีวิตที่กำลังเติบโต"อรุณสวัสดิ์ครับเด็กๆ ..."เสียงหวานกระซิบแผ่วเบา รอยยิ้มที่เคยเลือนหายไป
ตอนที่ 12: เขาหายไปจากทุกที่ความเงียบในคฤหาสน์อัศวเหมันต์เช้านี้... ช่างแตกต่างจนน่าใจหาย มันไม่ใช่ความสงบอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันคือความอ้างว้างที่แผ่ซ่าน กัดกินความรู้สึกของคนที่ยังติดอยู่กับภาพจำเดิมๆ อย่างเลือดเย็นฝ่าเท้าของ 'ภีมพัตร์' กระทบกับบันไดหินอ่อนหรูหราด้วยความเคยชิน สายตาคมปรายมองไปยังโต๊ะอาหารยาวเหยียดที่บัดนี้ดูโล่งตาจนประหลาด บนพื้นผิวไม้ขัดมันไร้ซึ่งแจกันดอกไม้สดที่เคยส่งกลิ่นหอมกรุ่นรับแสงตะวัน ไร้ไออุ่นจากซุปกุ้งหรือข้าวต้มปลาที่เขาเคยเมินเฉย มีเพียงถ้วยกาแฟเซรามิกสีพื้นชืดชาที่แม่บ้านวางทิ้งไว้ตามหน้าที่... ไร้ชีวิตชีวาและไร้หัวใจบรรยากาศรอบกายหนาวเหน็บอย่างไม่มีสาเหตุ ภีมทรุดตัวลงนั่งบนตำแหน่งประมุขของบ้าน คิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อความสะดวกสบายเล็กน้อยที่เคยได้รับจนกลายเป็นเรื่องปกติ... อันตรธานหายไปพร้อมกับคนที่เขาตราหน้าว่าเป็นเพียง 'ของตาย'ของเขา"ป้าแช่ม" ภีมเรียกเสียงเรียบ ทว่าแรงอารมณ์ที่เริ่มคุกรุ่นทำให้กระแสเสียงนั้นสั่นพร่า"ค่ะ คุณชาย" แม่บ้านเก่าแก่เดินเข้ามารับคำ แววตาที่เคยนอบน้อมบัดนี้กลับหม่นแสง ราวกับพยายามปกปิดรอยร้าวในใจ"รินไปไหน? ทำไมโต๊ะถึงว่า
ตอนที่ 11: เขาไปโดยไม่บอกอะไรเลยม่านหลุยส์เนื้อดีไม่อาจกั้นแสงอาทิตย์สีทองที่สาดเข้ามาได้ แต่มันกลับตอกย้ำความมืดมิดในคฤหาสน์อัศวเหมันต์ให้เด่นชัดขึ้น ภีมขยับปมเนกไทด้วยความเคยชิน ในจังหวะที่กวาดสายตามองไปยังโต๊ะอาหารตัวยาว ปลายนิ้วเขากลับสั่นพร่า... ที่ตรงนั้นเคยมียอดดวงใจนั่งประดับไว้ดั่งภาพวาดที่เขามักมองข้ามแต่ในเช้านี้ กลับเหลือเพียงความอ้างว้างที่นั่งรอเขาอยู่ไร้กลิ่นกรุ่นของเมล็ดกาแฟที่เขาโปรดปราน เงียบงันไร้เสียงพลิกหน้าหนังสือพิมพ์ที่เคยนึกรำคาญ และที่กรีดลึกที่สุดคือการหายไปของ 'รอยยิ้ม' ละมุนละไมที่เขามักบดขยี้ด้วยความเฉยเมยในทุกวันเขายืนนิ่งงันราวกับถูกสาปอยู่ตรงหัวโต๊ะ ในใจเผลอปลอบตัวเองว่ารินอาจแค่ติดพันงานในครัว หรือแอบไปเดินเล่นในสวนเร็วกว่าปกติ แต่เมื่อความเงียบเริ่มกัดกินเวลาเนิ่นนาน ความเยือกเย็นสายหนึ่งก็แล่นพล่านขึ้นมากลางอกอย่างไม่อาจห้ามห้องครัวที่เคยคุ้นตากลับดูโอ่โถงกลับเหน็บหนาวอย่างน่าประหลาด ภีมหยิบแก้วกระเบื้องเคลือบขึ้นมาถือค้างไว้... รู้สึกว่างเปล่า ปกติแล้วทุกสิ่งอย่างที่เขาสัมผัสจะถูกตระเตรียมไว้ในองศาที่พอดีมือ โดยที่เขาไม่เคยต้องเสียเวลาเอ่ยปากร
ตอนที่ 10: บ้านที่ไม่มีเขาแล้วเข็มนาฬิกาบนผนังห้องโถงกลางยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ ทว่าเสียง ‘ติ๊ก ติ๊ก’ ที่เคยถูกกลบด้วยเสียงฝีเท้าเบาๆ และเสียงฮัมเพลงในลำคอของใครบางคน บัดนี้กลับดังก้องกังวานราวกับเสียงค้อนที่ตอกย้ำความอ้างว้างไปทั่วคฤหาสน์อัศวเหมันต์ป้าอุ่นยืนนิ่งอยู่กลางโถงสายตาจับจ้องไปยังบันไดวนที่ทอดยาวขึ้นไปสู่ชั้นบน ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างเกาะกุมหัวใจจนเย็นเฉียบ ปกติแล้วในช่วงเวลานี้ กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดและเสียงมีดกระทบเขียงไม้ควรจะเป็นท่วงทำนองที่ปลุกบ้านให้ตื่นจากนิทรา แต่เช้านี้... คฤหาสน์หลังโตกลับตกอยู่ในภวังค์ที่เงียบงันจนน่าใจหาย“คุณรินยังไม่ลงมาอีกเหรอป้า?”เสียงกระซิบจากเด็กรับใช้ข้างกายทำลายความเงียบ ป้าอุ่นไม่ได้ตอบในทันที นางเพียงขมวดคิ้วมองไปยังห้องครัวที่เคยเป็น ‘อาณาจักรส่วนตัว’ ของริน พื้นที่ตรงนั้นเคยสว่างไสวด้วยรอยยิ้มละมุนและแผ่นหลังบอบบางที่ขยับเขยื้อนอย่างขยันขันแข็ง บัดนี้เหลือเพียงเตาแก๊สที่เย็นชืดและเครื่องปรุงที่ถูกวางจัดระเบียบไว้อย่างไร้ชีวิตชีวา ราวกับเจ้าของของมันได้ทำการ ‘ร่ำลา’ และ ‘เก็บกวาด’ ร่องรอยของตนเองออกไปจนหมดสิ้นบ
ตอนที่ 9: วันที่ผมเลือกเดินออกมาแสงสีเงินยวงของรุ่งเช้ายังไม่ทันจับขอบฟ้า คฤหาสน์อัศวเหมันต์ที่เคยดูยิ่งใหญ่ กลับตกอยู่ในความเงียบงันราวกับสุสานที่หรูหราซึ่งฝังกลบวิญญาณของผมไว้มานานนับห้าปีผมลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดมิดที่คุ้นเคย ความเย็นเยียบจากเครื่องปรับอากาศดูจะเสียดแทงผิวหนังมากกว่าทุกวัน ราวกับมันกำลังขับไล่สิ่งแปลกปลอมอย่างผมให้ออกไปจากพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เสียที ผมลุกขึ้นนั่งช้าๆ แผ่นหลังพิงกับหัวเตียงที่ครั้งหนึ่งผมเคยหลงผิดคิดว่ามันคือสรวงสวรรค์ที่ปลอดภัยที่สุดในชีวิตในมือของผม... มีเพียงแท่งพลาสติกพยานแห่งชีวิตที่ปรากฏขีดสีแดงเข้มสองขีดเด่นชัดผมลูบหน้าท้องที่ยังคงราบเรียบเบาๆ สัมผัสนั้นแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยกระแสความโหยหาและคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นกว่าขุนเขา ‘ต่อจากนี้ไป... ป๊าจะดูแลพวกหนูเอง’ผมตัดสินใจแล้ว ความเป็นความตายของดวงใจทั้งสองดวงนี้สำคัญกว่าศักดิ์ศรีที่เหลือเพียงเศษซากในใจผมเสียงรูดซิบกระเป๋าเดินทางดังก้องในความเงียบราวกับเสียงคำรามของปีศาจ ผมไม่ได้หยิบฉวยอะไรไปมากนัก เสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุดที่ซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงส่วนตัว เอกสารสำคัญ และสมุดบัญชีที่มีตัวเลขเ







