LOGIN"เมื่อความอดทน 5 ปีสิ้นสุดลง... สิ่งเดียวที่เหลือไว้ คืออิสระที่แลกมาด้วยความเจ็บปวด" ตลอด 5 ปีของการแต่งงาน 'ริน' ทำหน้าที่ภรรยาที่ดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เขาอดทนต่อความเฉยชาของ 'ภีมพัตร์' สามีอัลฟ่าจ่าฝูงที่มองว่าเขาเป็นเพียง 'ของประดับบ้าน' และ 'พันธะทางธุรกิจ' เท่านั้น แต่ความหวังที่จะใช้ความรักเอาชนะใจกลับพังทลาย เมื่อ 'รักแรก' ของสามีเดินกลับเข้ามาในบ้าน รินกลายเป็นคนส่วนเกินที่ไม่มีใครต้องการ แม้กระทั่งในวันที่เขารู้ตัวว่ากำลังตั้งครรภ์ 'ลูกแฝด'... เขากลับได้รับเพียงสายตาที่มองข้ามไปราวกับอากาศธาตุ รินจึงเลือกตัดพันธะที่ไร้ค่า เดินออกจากกรงทองพร้อมลูกในท้องเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยไม่รู้เลยว่าการหายไปของเขา จะทำให้คนที่เคยเฉยชาอย่างภีมพัตร์แทบคลั่งตาย! • พระเอกโหมด "โบ้" ระดับ 10: เตรียมสะใจไปกับความพ่ายแพ้ของอัลฟ่าจ่าฝูงที่ต้องคุกเข่าอ้อนวอนกลางสายฝนเพื่อขอโอกาสจากเมียที่เขาเคยทิ้งขว้าง • คู่รองสุดแซ่บ: การปะทะกันของ 'หมอสูติฯ สุดนิ่ง' กับ 'มือขวาจอมกวน' ที่จะมาเพิ่มสีสันให้เรื่องราว
View Moreตอนที่ 1: เมียแต่งของอัลฟ่าจ่าฝูง
เสียงหยดน้ำฝนที่กระทบลงบนใบวาสนาหน้าคฤหาสน์ดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของ ‘ริน’ เขาลืมตาตื่นขึ้นมาในความมืดสลัวที่หนาวเหน็บกว่าทุกวัน ความหนาวนี้ไม่ได้มาจากอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศราคาแพง แต่มันมาจากที่ว่างข้างกาย... ที่ว่างบนเตียงขนาดคิงไซส์ที่ยังคงเรียบตึง ไร้ร่องรอยการซุกตัวของใครอีกคน ไร้แม้แต่ไออุ่นที่ควรจะมีในฐานะ ‘คู่ครอง’ ตลอดห้าปีที่ผ่านมา รินใช้ชีวิตอยู่ในห้องนอนที่เหมือนสุสานหรูหราแห่งนี้ กลิ่นฟีโรโมน ‘ดอกลิลลี่ขาว’ ของเขามันเคยหอมหวานและบริสุทธิ์ แต่ในวันนี้มันกลับจืดจางจนแทบไม่ได้กลิ่น ราวกับร่างกายของเขากำลังประท้วงว่าความรักที่มอบให้ไปนั้นมันสูญเปล่า กลิ่นหอมที่ไม่มีใครต้องการดม ก็ไม่ต่างอะไรกับกลิ่นของดอกไม้เหี่ยวเฉาที่รอวันทิ้งลงถังขยะ รินพยุงกายที่บอบบางลุกขึ้นช้าๆ ความเหนื่อยล้าสะสมจากการรอคอยทำให้ขอบตาเขาร้อนผ่าว เขาเดินไปที่กระจกเงา สะท้อนภาพโอเมก้าหนุ่มที่มีผิวพรรณดีแต่ดวงตากลับหม่นแสง เขาแต่งงานในฐานะ ‘เมียแต่ง’ ของอัลฟ่าจ่าฝูงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ความจริงเขาก็เป็นเพียงนักโทษทางการเมืองระหว่างตระกูลที่ถูกลืมไว้ในกรงทองแห่งนี้เท่านั้น ภายในห้องครัวโอ่อ่า รินยืนอยู่หน้าเตาเพียงลำพัง เสียงมีดที่กระทบเขียงไม้ ฉึก... ฉึก... เป็นจังหวะที่ฟังดูเหงาจับใจ เขาบรรจงหั่นผักทุกชิ้นให้มีขนาดเท่ากัน ใส่ใจแม้กระทั่งอุณหภูมิของน้ำที่ใช้เคี่ยวซุป เพราะเขารู้ว่า ‘ภีมพัตร์’ เป็นคนรักความสมบูรณ์แบบ "คุณหนูรินคะ... ให้ดิฉันทำเถอะค่ะ คุณหนูดูไม่ค่อยสบายนะคะ" ป้าแม่บ้านที่เห็นรินมาตั้งแต่แต่งเข้าบ้านเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ เธอสงสารคุณหนูผู้แสนดีคนนี้เหลือเกิน "ไม่เป็นไรครับป้า... ผมอยากให้คุณภีมได้ทานของที่ผมตั้งใจทำจริงๆ เผื่อว่าสักวัน... เขาจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของผมบ้าง" รินยิ้ม แต่มันคือรอยยิ้มที่น่าสงสารที่สุดในโลก รอยยิ้มที่พยายามปกปิดความเจ็บปวดเอาไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย เขานำซุปไปจัดวางบนโต๊ะอาหารยาวเหยียดที่นั่งได้นับสิบคน แต่วันนี้เขาวางจานเพียงสองใบ... จานสองใบที่มักจะเหลือเพียงใบเดียวที่มีร่องรอยการใช้งาน รินนั่งรอ... มองเข็มนาฬิกาที่เดินไปอย่างช้าๆ ทุกวินาทีที่ผ่านไปเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงใจ เขาซ้อมบทพูดในหัว 'อรุณสวัสดิ์ครับคุณภีม' 'เหนื่อยไหมครับ' 'ทานซุปหน่อยนะครับ' แต่ละประโยคถูกกลั่นกรองมาอย่างดี เพียงเพื่อให้ได้บทสนทนาสั้นๆ กลับมา เสียงเครื่องยนต์คำรามกึกก้องอยู่ที่ลานจอดรถ หัวใจของรินเต้นรัวเหมือนกลองรบ เขารีบเดินไปที่ประตูทันที ภาวนาในใจขอให้วันนี้เป็นวันที่ดี แต่ทันทีที่ประตูเปิดออก กลิ่นฟีโรโมน ‘ไม้กฤษณาและฝน’ ที่รุนแรงและเย็นชาของ ภีมพัตร์ อัศวเหมันต์ ก็พุ่งเข้าปะทะหน้าจนรินแทบทรุด ภีมพัตร์ในชุดสูทสีกรมท่าดูสง่างาม แต่ออร่ารอบกายกลับเต็มไปด้วยความหงุดหงิด สายตาคมกริบที่มองมายังรินนั้นไม่มีความอ่อนโยนแม้แต่เศษเสี้ยว "คุณภีม... กลับมาแล้วเหรอครับ รินเตรียม..." "ถอยไปริน" ภีมเอ่ยเสียงต่ำโดยไม่แม้แต่จะหยุดมองหน้าเมียตัวเอง "ผมมีเวลาแค่สิบนาทีในการเปลี่ยนชุด" "แต่รินทำซุปกุ้งไว้ ของโปรดคุณนะครับ ทานแค่คำเดียวก็ยังดี..." รินพยายามเอื้อมมือไปจับแขนเสื้อของสามี แต่มันกลับเป็นข้อผิดพลาดที่ร้ายแรง ภีมสะบัดแขนออกอย่างแรงจนรินเสียหลักไปชนกับขอบโต๊ะ "ผมบอกว่าไม่มีเวลา ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง? หรือห้าปีที่ผ่านมามันไม่ได้ทำให้คุณฉลาดขึ้นเลยหรอว่าผมไม่เคยต้องการให้คุณทำสิ่งเหล่านี้ให้ผม!" คำพูดนั้นร้ายแรงกว่าแรงกระแทก รินยืนนิ่ง งัน มือที่สั่นเทากุมขอบโต๊ะไว้แน่น "รินแค่เป็นห่วง..." "ความห่วงของเธอคือความรำคาญของผม" ภีมหยุดที่เชิงบันไดแล้วปรายตามองซุปกุ้งที่ควันกรุ่น "เทมันทิ้งซะ แล้วจำใส่หัวไว้ว่าอย่าพยายามทำตัวเป็นเมียที่ดี เพราะต่อให้เธอทำจนตาย เธอก็เป็นได้แค่คนที่ถูกซื้อมาคั่นเวลาเท่านั้น" ภีมเดินขึ้นชั้นบนไป ทิ้งให้รินยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบที่บาดลึกถึงกระดูก กลิ่นซุปที่ตั้งใจทำ ตอนนี้กลับเหม็นหืนและจืดชืดในความรู้สึกของรินเหลือเกิน หลังจากที่ภีมพัตร์ออกจากบ้านไปโดยไม่แตะต้องอาหารแม้แต่คำเดียว รินถูกเรียกตัวไปพบ ‘คุณหญิงมณฑา’ แม่ของภีมที่ห้องรับแขก บรรยากาศที่นี่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก "ห้าปี... ริน เธอกินเงินตระกูลอัศวเหมันต์ไปเท่าไหร่แล้ว?" คุณหญิงวางถ้วยน้ำชาเบาๆ แต่เสียงกลับดังสะท้อน "แค่ทายาทสักคนเธอก็ให้ฉันไม่ได้ ความไร้ประสิทธิภาพของโอเมก้าชั้นต่ำอย่างเธอมันเริ่มจะชัดเจนเกินไปแล้วนะ" "ผม... ผมพยายามแล้วครับคุณแม่" "พยายาม? หรือภีมเขาไม่เอาเธอเองล่ะ?" คุณหญิงหัวเราะในลำคอ "อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าลูกชายฉันไม่เคยนอนห้องเดียวกับเธอ ถ้าเธอไร้ความสามารถในการยั่วยวนสามีตัวเองขนาดนั้น ก็หลีกทางให้คนที่เขามีคุณสมบัติพร้อมกว่านี้เถอะ ฉันกำลังพิจารณาเรื่อง 'เมียรอง' ที่จะมาผลิตทายาทแทนเธอ" รินก้มหน้าจนคางชิดอก ความอัปยศพุ่งพล่านไปทั้งกาย เขาเป็นเมียแต่งที่มีเกียรติเพียงในนาม แต่ในความเป็นจริง เขาถูกเหยียบย่ำทั้งจากสามีและครอบครัวของสามี ช่วงเย็น รินนั่งอยู่ที่โซฟาตัวเดิม สายตามองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะส่งข้อความหาภีมว่าเย็นนี้จะกลับไหม แต่ทว่า... แจ้งเตือนข่าวบันเทิงกลับเด้งขึ้นมาเสียก่อน [พาดหัว: รักแรกคืนรัง! ภีมพัตร์ อัศวเหมันต์ ควงคู่ 'น่านฟ้า' อดีตคนรักที่สนามบิน หลังเจ้าตัวกลับจากเมืองนอก] ในภาพนั้น... ภีมพัตร์ที่เพิ่งดุด่าเขาเมื่อเช้า กำลังยิ้ม... ยิ้มในแบบที่รินไม่เคยเห็นมาตลอดห้าปี มือหนาที่เคยสะบัดรินออกอย่างรังเกียจ กลับกำลังประคองเอวชายหนุ่มร่างบางอีกคนอย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะแตกสลายหากสัมผัสแรงเกินไป สายตาของภีมในรูปนั้นมันเต็มไปด้วยความรัก ความคิดถึง และความโหยหา... สิ่งที่รินพยายามร้องขอมาตลอด5ปี แต่น่านฟ้ากลับได้มันไปเพียงแค่ก้าวเท้าลงจากเครื่องบิน "อึก..." รินสะอื้นออกมาจนตัวโยน หยดน้ำตาบดบังทัศนียภาพบนหน้าจอ ความจริงที่แสนเจ็บปวดกระแทกเข้ากลางใจ... ที่ภีมบอกว่า 'ไม่ว่าง' คือไม่ว่างเพื่อริน แต่ว่างเสมอเพื่อ 'คนนั้นคน' ที่ภีมบอกว่า 'รำคาญ' เพราะคนที่ทำคือริน แต่ถ้าเป็นน่านฟ้า ภีมคงจะเต็มใจทำทุกอย่างให้ รินมองไปที่แจกันดอกลิลลี่ขาวบนโต๊ะ เขาเดินไปหยิบมันขึ้นมาแล้วปาลงพื้นจนแตกกระจาย เศษแก้วและดอกไม้ที่บอบช้ำกระจัดกระจายไม่ต่างจากหัวใจของเขาในตอนนี้ "ห้าปีที่ผมให้คุณไป... มันไม่มีค่าอะไรเลยใช่ไหมคุณภีม?" รินพึมพำกับความว่างเปล่า "ต่อจากนี้ไป... ผมจะไม่เป็นคนโง่ที่รอความรักจากคนที่ไม่มีหัวใจอีกแล้ว" ความเศร้าโศกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชา รินปาดน้ำตาออกอย่างลวกๆ แม้ในใจจะยังสั่นสะท้าน แต่ดวงตาของเขากลับเริ่มมีความเด็ดเดี่ยวบางอย่างผุดขึ้นมา... เป็นครั้งแรกในรอบห้าปีตอนที่ 9: วันที่ผมเลือกเดินออกมาแสงสีเงินยวงของรุ่งเช้ายังไม่ทันจับขอบฟ้า คฤหาสน์อัศวเหมันต์ที่เคยดูยิ่งใหญ่ กลับตกอยู่ในความเงียบงันราวกับสุสานที่หรูหราซึ่งฝังกลบวิญญาณของผมไว้มานานนับห้าปีผมลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดมิดที่คุ้นเคย ความเย็นเยียบจากเครื่องปรับอากาศดูจะเสียดแทงผิวหนังมากกว่าทุกวัน ราวกับมันกำลังขับไล่สิ่งแปลกปลอมอย่างผมให้ออกไปจากพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เสียที ผมลุกขึ้นนั่งช้าๆ แผ่นหลังพิงกับหัวเตียงที่ครั้งหนึ่งผมเคยหลงผิดคิดว่ามันคือสรวงสวรรค์ที่ปลอดภัยที่สุดในชีวิตในมือของผม... มีเพียงแท่งพลาสติกพยานแห่งชีวิตที่ปรากฏขีดสีแดงเข้มสองขีดเด่นชัดผมลูบหน้าท้องที่ยังคงราบเรียบเบาๆ สัมผัสนั้นแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยกระแสความโหยหาและคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นกว่าขุนเขา ‘ต่อจากนี้ไป... ป๊าจะดูแลพวกหนูเอง’ผมตัดสินใจแล้ว ความเป็นความตายของดวงใจทั้งสองดวงนี้สำคัญกว่าศักดิ์ศรีที่เหลือเพียงเศษซากในใจผมเสียงรูดซิบกระเป๋าเดินทางดังก้องในความเงียบราวกับเสียงคำรามของปีศาจ ผมไม่ได้หยิบฉวยอะไรไปมากนัก เสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุดที่ซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงส่วนตัว เอกสารสำคัญ และสมุดบัญชีที่มีตัวเลขเ
ตอนที่ 8: คำพูดที่ทำให้ผมตัดสินใจท่ามกลางความหนาวเหน็บที่หยั่งรากลึกในขั้วหัวใจ แสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดทอผ่านม่านไหมเนื้อดีกลับดูจืดชืดและไร้ความหมาย มันไม่ได้ช่วยให้ร่างกายที่สั่นเทาของผมอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย ‘ริน’ ลืมตาขึ้นมาพบกับความเงียบงันที่แสนคุ้นเคย ทว่าสิ่งแรกที่ผมทำในวันนี้ไม่ใช่การรีบดีดตัวลุกขึ้นไปเตรียมเสื้อผ้าหรือมื้อเช้าให้สามีเหมือนห้าปีที่ผ่านมา มือของผมสั่นเทายามที่เอื้อมไปหยิบ ‘แผ่นฟิล์มใบเล็ก’ ที่ซุกซ่อนไว้ใต้หมอนขึ้นมาดูอีกครั้ง จุดเล็กๆ สองจุดที่ดูเลือนลางในสายตาคนอื่น กลับเป็นแสงสว่างเดียวที่ยึดเหนี่ยววิญญาณของผมเอาไว้ในโลกที่มืดมิดใบนี้ผมวางฝ่ามือลงบนหน้าท้องที่ยังคงเรียบตึง สัมผัสนั้นแผ่วเบาราวกับกลัวว่าความเปราะบางของผมจะไปสะเทือนถึงพวกเขา“แม่จะเข้มแข็งเพื่อพวกหนูนะ...” ผมกระซิบด้วยน้ำเสียงที่พร่าสั่นแต่เต็มไปด้วยแรงกล้า “ป๊าจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพวกหนู หรือทำให้หนูต้องรู้สึกไร้ค่า... เหมือนที่ป๊าเป็นอยู่ตอนนี้เด็ดขาด”ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ จัดเก็บความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไว้ในหุบเหวที่ลึกที่สุดของใจ ก่อนจะพยุงร่างที่อ่อนล้าลงไปยังชั้นล่าง... เพื่อเผชิ
ตอนที่ 7: ความจริงที่ผมต้องเก็บไว้คนเดียวโลกทั้งใบของผมคล้ายจะหยุดชะงักและบิดเบี้ยวไปชั่วขณะในเช้าวันใหม่ แสงตะวันที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านดูสว่างจ้าจนพร่าเลือน ผมพยายามยันกายลุกขึ้นจากเตียงกว้างที่อ้างว้าง แต่มวลความรู้สึกหนักอึ้งกลับถาโถมเข้าใส่จนศีรษะหมุนคว้าง ทัศนียภาพรอบกายสั่นคลอนราวกับภาพวาดที่ถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัดผมทรุดตัวลงนั่งพักที่ขอบเตียงอีกครั้ง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสะกดกั้นมวลความพะอืดพะอมที่ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ 'คงเพราะเมื่อคืนร้องไห้หนักไป' ผมบอกตัวเองแบบนั้น พยายามหลอกลวงหัวใจที่บอบช้ำว่านี่คือผลลัพธ์ของความโศกเศร้า ทว่ายามที่ก้าวเดินลงบันได ทุกฝีเท้ากลับหนักอึ้งและเปราะบางเหลือเกินภายในห้องครัวที่เคยเป็นสถานที่สร้างความสุขจอมปลอมของผม กลิ่นของน้ำมันที่เริ่มร้อนและเครื่องเทศที่เคยคุ้นชิน บัดนี้กลับกลายเป็นกลิ่นอายที่แปลกปลอมและรุนแรงจนน่าสะอิดสะเอียน ทันทีที่ไอร้อนกระทบใบหน้า ร่างกายของผมก็ปฏิกิริยาตอบโต้โดยอัตโนมัติ ผมรีบวางตะหลิวลงก่อนจะกึ่งวิ่งกึ่งเดินหนีออกมาจากที่นั่น มุ่งตรงไปยังห้องน้ำที่ใกล้ที่สุดราวกับต้องการจะอาเจียนเอาความขมขื่นทั้งหมดออกมา"อ้ว
ตอนที่ 6: คำพูดที่ไม่มีที่ให้ผมความเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกเข้าไปในกระดูก ไม่ได้เกิดจากร่างกายที่ตรากตรำทำงานหนัก หากแต่เป็นหัวใจที่ถูกบดขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมอดไหม้เหลือเพียงเถ้าถ่านที่พร้อมจะปลิวไปตามลมผมยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกเงาบานยาวในห้องแต่งตัว จ้องมองเงาของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ดูแปลกตาไปจากเมื่อห้าปีก่อน ดวงตาที่เคยส่องประกายด้วยความหวัง บัดนี้กลับหม่นแสงและรื้นไปด้วยรอยคล้ำจางๆ ราวกับถ่านที่มอดดับ ค่ำคืนที่ผ่านมาผมไม่ได้หลับใหล... เพราะเสียงหัวเราะของพฤกษ์ยังคงวนเวียนเป็นภาพหลอน ตอกย้ำถึงความพ่ายแพ้ที่ผมไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไปผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนเจ็บแปลบที่กลางอก พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของพละกำลังเพื่อลงไปทำหน้าที่เดียวที่ผมยังเหลืออยู่ หน้าที่ที่เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่เชื่อมผมไว้กับบ้านหลังนี้... แม้ในใจจะรู้ดีว่าอาหารเช้าของผมในวันนี้ อาจไม่มีใครอยากจะลิ้มรสเลยก็ตามภายในครัวที่เคยเป็นดินแดนส่วนตัวของผม บัดนี้กลับถูกแทรกซึมด้วยความเย็นเหยียบ เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาไม่ได้เบาแรง แต่มันกลับทำให้ผมรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ"ยังฝืนตื่นมาทำเองอีกเหรอครับริน?" น้ำเสียงนุ่มนวลทว







![[แบตเตอรี่ที่สมบูรณ์แบบระดับ SS]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



