Masukครั้นได้ตัวยาที่ผสมโลหิตอมตะของอุปราชปีศาจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พระหัตถ์ตรงเข้าคว้าขวดยารักษาทุกโรคมาเพิ่มอีกหนึ่งขวด พระองค์หันหลังกลับเสด็จออกจากห้องปรุงยาไปอย่างรวดเร็วก่อนจะเร้นกายเลือนหายไปโดยพลัน
พรึบ! เพียงชั่วอึดใจพระวรกายสูงใหญ่ปรากฏอยู่ด้านนอกประตูห้องหนังสือ ก่อนจะหยุดชะงักเมื่อทอดพระเนตรร่างองค์หญิงน้อยกำลังยืนอ้าปากค้างอยู่เช่นนั้น ด้วยเพราะเห็นการปรากฏพระวรกายของอุปราชปีศาจเข้าให้พอดีด้วยความบังเอิญ “เพ่ยเอ๋อร์!!!”รับสั่งเพรียกหาองค์หญิงน้อยพร้อมเสด็จก้าวเข้าไปหานาง ในขณะที่องค์หญิงน้อยก็รู้สึกตัวขึ้นมาทันใดเมื่อได้ยินสุระเสียงของอุปราชปีศาจกำลังเรียกชื่อของนาง ดวงตาที่กำลังตกตะลึงเริ่มกะพริบขึ้นลงติดต่อกันก่อนสะบัดหน้าไปมา “ทะ...ท่านปู่!”องค์หญิงน้อยเรียกตามความเคยชินพร้อมรีบถามกลับไปทันที “เมื่อครู่ข้าเห็นท่านปู่จู่ๆ ก็ปรากฏกายออกมา ท่านปู่มีวิชาหายตัวได้อย่างนั้นเหรอเจ้าคะ”องค์หญิงน้อยถามกลับไปพลางจ้องพระพักตร์อุปราชปีศาจไม่วางตา พระพักตร์หล่อเหลาพยักขึ้นลงเป็นการยอมรับไม่ปฏิเสธนางแต่อย่างใดพลางมีรับสั่ง “ข้าฝึกวรยุทธ์ขั้นสูงจึงสามารถใช้วิชายุทธ์เช่นนั้นได้ เอาไว้หากเจ้าอยากจะเรียนวิชายุทธ์เมื่อไร ข้าก็จะถ่ายทอดให้เอง”รับสั่งออกไปตามความตั้งใจของพระองค์ องค์หญิงน้อยฉีกยิ้มกว้างแก้มแทบแตกออกมาเลยทีเดียวครั้นได้ยินเช่นนั้น “จริงๆ นะเจ้าค่ะท่านปู่ที่จะสอนวิชาล่องหนให้กับข้า ดีใจจังเลยต่อไปก็ไม่ต้องเดินให้เหนื่อยอีกต่อไปแล้ว เวลาข้ามาหาท่านปู่ที่ตำหนักนี้จะได้ล่องหนหายตัวมาได้ เก็บแรงเอาไว้ทำอย่างอื่น”องค์หญิงน้อยรับสั่งพลางหัวเราะคิกคักเป็นการใหญ่ อุปราชปีศาจส่ายพระพักตร์ไปมาด้วยความระอาเมื่อได้ยินองค์หญิงน้อยกล่าวออกมาเช่นนั้น “เจ้าหัดเดินมากๆ เสียบ้างเถอะเพ่ยเอ๋อร์ ดูร่างของเจ้าตอนนี้สิอ้วนกลมไปหมดแล้ว ข้าเห็นเจ้าตั้งแต่หกขวบจนปีนี้เจ้าอายุสิบขวบแล้ว นับวันตัวเจ้ายิ่งอ้วนกลมเจ้าเนื้อสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ”อุปราชปีศาจรับสั่งด้วยความเป็นห่วงองค์หญิงน้อย “ก็ต้องโทษท่านปู่นั่นแหละ! โทษข้าไม่ได้หรอก ตำหนักของท่านปู่มีพ่อครัวและแม่ครัวที่ทำของกินมีแต่เลิศรสทั้งนั้นเลย ขนาดห้องเครื่องหลวงยังมีฝีมือทำอาหารทัดเทียมไม่ได้ครึ่งเลยเจ้าค่ะ ข้าเองเป็นคนที่รักษาน้ำใจผู้อื่น หากกินเหลือกลัวคนทำจะเสียกำลังใจก็เลยกินหมดทุกอย่างไม่มีเหลือ อีกอย่างยามหน้าหนาวมาเยือน ความอ้วนของข้าจึงทำให้ไม่หนาวมากเหมือนกับคนอื่นๆ อีกด้วยนะเจ้าคะ”องค์หญิงน้อยเถียงกลับไปข้างๆ คู ด้วยติดใจอาหารทุกอย่างที่ทำออกมาจากห้องเครื่องของพระตำหนักลืมเลือน อุปราชปีศาจได้แต่อ่อนอกอ่อนใจครั้นได้ยินคำตอบขององค์หญิงน้อยเช่นนั้น ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ อยู่ในลำคอพร้อมยื่นขวดยาที่ผสมโลหิตอมตะของพระองค์ให้กับองค์หญิงน้อยรับเอาไว้ “นี่คือยาของเจ้ากินตรงนี้เลยต่อหน้าข้า จะได้ล่วงรู้ว่าเจ้าดื่มยาจนหมดขวดไม่แอบคายทิ้งไปเสียก่อน ข้ารู้ว่าเจ้ากินยายากเพ่ยเอ๋อร์”รับสั่งอย่างรู้เท่าทัน องค์หญิงน้อยทำหน้าพะอืดพะอมขึ้นมาทันใดครั้นล่วงรู้ว่าจะต้องกินยา พลางจับจ้องขวดหยกขนาดย่อมตรงหน้าที่อยู่ในพระหัตถ์ของอุปราชปีศาจ “ข้าก็แค่รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเท่านั้นเองท่านปู่ ยังไม่ทันได้จับไข้เสียหน่อยเหตุใดจึงต้องรีบให้กินยาด้วย”รับสั่งพร้อมยกพระหัตถ์ขึ้นปิดปากของตัวเอง “เจ้าจะกินยาเองหรือจะให้ข้าป้อน แต่ขอบอกไว้ก่อนนะหากเจ้าไม่ยอมกินยาเสียแต่โดยดีจนต้องให้ข้าลงมือป้อนเจ้าด้วยตัวเอง เจ้าจะไม่ได้เห็นข้ากับตำหนักลืมเลือนอีกต่อไป และจะไม่ได้เข้ามาภายในนี้อีก” อุปราชปีศาจงัดไม้ตายขึ้นมาขู่ ด้วยทรงล่วงรู้ดีว่าสำหรับองค์หญิงน้อยแล้วตำหนักลืมเลือนถือเป็นที่พำนักที่นางโปรดปรานและชอบคลุกคลีตลอดสี่ปีที่ผ่านมา “โอโห่! ท่านปู่ใจร้าย..เล่นขู่ข้าแบบนี้ไม่อยากกินก็ต้องรีบกินแล้วละ”องค์หญิงน้อยพูดพลางรีบรับขวดยาจากพระหัตถ์ อึก! อึก! อึก! เสียงดื่มยาดังออกมาอย่างไม่ขาดสายพร้อมใบหน้าที่เริ่มแหยแกบ่งบอกว่ารสชาติของยาที่อยู่ในขวดหยกดังกล่าวช่างพิลึกพิลั่นจริงเชียว ก่อนจะยกขวดขึ้นสูงค่อยๆ เอาออกจากปาก อึ้ยยยย!!! บรื้อออ!!! องค์หญิงน้อยส่งเสียงในลำคอพร้อมทำท่าขุนลุกขนพองออกมาเมื่อดื่มยาที่ผสมโลหิตอมตะของอุปราชปีศาจจนหมดขวด ท่ามกลางความพึงพอพระทัยของพระองค์ “รสชาติของยาทำไมถึงได้พิลึกพิลั่นชอบกลนักท่านปู่ มิหนำซ้ำยังรู้สึกว่ามีกลิ่นคาวเลือดเจือปนอยู่ในตัวยานี้ด้วย..โอ้ยย..ขมคอ...อ้วกกก”องค์หญิงน้อยพูดพลางทำท่าจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้ “อย่าอาเจียนออกมาเป็นอันขาดนะเพ่ยเอ๋อร์ ยาขวดนี้ที่เจ้าเพิ่งกินลงไปจะทำให้เจ้าไม่มีวันต้องเจ็บป่วยหรือแม้กระทั่งถูกยาพิษร้ายแรงเข้าไปเจ้าก็จะไม่เป็นอะไรตราบจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตเลยทีเดียว”รับสั่งอธิบายในสิ่งที่องค์หญิงน้อยจะทรงได้รับจากการดื่มยาดังกล่าว ในขณะที่องค์หญิงน้อยที่ทำท่าจะโก่งคออาเจียนออกมาอยู่ในเวลานั้น หยุดชะงักไปทันทีครั้นได้ยินอุปราชปีศาจมีรับสั่งออกมา นางรีบพยายามกลืนกลับเข้าไปดั่งเดิมอย่างรวดเร็วพร้อมมีรับสั่ง “โอโห่! ท่านปู่ยังมียาวิเศษถึงเพียงนี้ด้วยเหรอเจ้าคะ เหตุใดภายในตำหนักลืมเลือนแห่งนี้ล้วนมีแต่สิ่งลึกลับและแฝงเร้นปริศนาชวนให้ตื่นตาตื่นใจอยู่ตลอดเวลายามที่ได้ล่วงรู้” รับสั่งขององค์หญิงน้อยทำให้อุปราชในตำนานยกยิ้มที่มุมปากออกมาบางๆ พลางยื่นขวดยาที่อยู่ในพระหัตถ์ส่งให้ “ขวดหยกนี้คือยาของพี่หญิงเจ้า รีบกลับไปยังตำหนักโดยเร็วนำยาขวดนี้ให้นางดื่มทันทีที่ไปถึงนะเพ่ยเอ๋อร์ หาไม่แล้วตัวยาจะเสื่อมสรรพคุณลงและจะทำให้พี่หญิงของเจ้ายากต่อการรักษาและเยียวยาจนนางและทารกในครรภ์ไม่สามารถมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปได้อีก”อุปราชปีศาจรับสั่งกำชับ รับสั่งของอุปราชนำตานทำให้องค์หญิงน้อยที่กำลังยื่นพระหัตถ์ไปรับขวดยาดังกล่าวชะงักงันไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบรับขวดยาดังกล่าวเอาไว้อย่างรวดเร็วทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น “อาการของพี่หญิงหนักมากกว่าที่คิดอย่างนั้นเหรอเจ้าคะท่านปู่”องค์หญิงน้อยถามกลับไปด้วยความอยากรู้ “ตอนนี้อย่าเพิ่งถามอะไรข้าให้มากความ ต่อเมื่อหนหลังข้าจะอธิบายให้ฟัง รีบกลับตำหนักลู่เหวินโดยเร็วเถิด ชักช้าจะช่วยพี่หญิงและหลานของเจ้าไม่ทันการ”รับสั่งพร้อมหันพระวรกายกลับพระดำเนินนำหน้าออกไปจากบริเวณหน้าห้องหนังสือ ครั้นองค์หญิงน้อยทอดพระเนตรเช่นนั้น รีบก้าวเดินตามหลังไปติดๆ เพราะล่วงรู้ดีว่าท่านปู่ของนางกำลังเดินไปส่งองค์หญิงน้อยออกจากตำหนักลืมเลือนนั้นเอง แอดดดด!!!! ประตูพระตำหนักลืมเลือนถูกเปิดออกจากทางด้านใน โดยมีทหารหลวงของอุปราชปีศาจเฝ้าอารักขาเป็นผู้เปิดประตูดังกล่าว ติดตามด้วยพระวรกายอ้วนกลมสมบูรณ์ขององค์หญิงเย่วเพ่ยเพ่ย ก้าวเดินออกมาจากประตูพระตำหนักก่อนจะเริ่มวิ่งตรงไปยังสระหยกมณีเพื่อลัดเลาะข้ามสะพานที่ขวางกั้นกลางระหว่างพระราชวังถังเฉี่ยน และพระตำหนักลืมเลือนอยู่ในเวลานั้นสิบปีผ่านไปตำหนักลืมเลือน ท้องฟ้าเบื้องบนในยามราตรีของค่ำคืนนี้เต็มไปด้วยหมู่ดาวนับหมื่นล้านดวง แผ่นฟ้าเบื้องบนเต็มไปด้วยดวงดาวมากมายกำลังส่องแสงแวววาวแข่งขันกันจนงดงามอย่างไร้ที่ติ เสียงเด็กทารกที่เพิ่งจะมีอายุครบเดือนกำลังนอนหลับสนิทอยู่ในอ้อมแขนของพระมารดา ในเวลานี้ไป๋ฮองเฮาได้มอบพระโอรสให้แก่เฟิงหลงฮ่องเต้ติดต่อกันถึงแปดพระองค์ และเพิ่งประสูติพระราชธิดาเพียงหนึ่งเดียวเป็นลำดับที่เก้า นำความปลาบปลื้มยินดีให้แก่พระบิดาอย่างยิ่งยวดด้วยองค์หญิงน้อยนั้นช่างงดงามและน่าเอ็นดูเสียนี่กระไร ในขณะที่ไป๋ฮองเฮาได้ร้องขอพระสวามีว่าขอหยุดการตั้งครรภ์เอาไว้เพียงเท่านี้ ด้วยตลอดสิบปีที่ผ่านมาพระนางไม่ได้พักเลย ตั้งครรภ์ติดต่อกันให้แก่พระสวามีมาโดยตลอดและดูเหมือนว่าการร้องขอของพระนางนั้นไร้ผล เพราะภายในราชสำนักต้าเฟิงมีเพียงไป๋ฮองเฮาเท่านั้นที่ต้องถวายงานให้แก่พระสวามีอยู่ทุกค่ำคืน ไม่ว่าจะอาณาจักรใดหรือแคว้นใดต้องการส่งองค์หญิงต่างแคว้นมาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์แต่เฟิงหลงฮ่องเต้ไม่ทรงรับ โดยให้เหตุผลว่าเบื่อหน่ายวังหลังที่จะต้องมาแย่งชิงพระองค์ ขอมีเพียงไป๋ฮองเฮาเท่านั
บริเวณหน้าประตูวังหลวง “พวกเจ้าเปิดประตูให้ข้าเข้าไปภายในเขตพระราชฐานเดี๋ยวนี้เลยนะ! ข้าจะไปหาบุตรสาวของข้าเพื่ออวยพรไม่รู้อย่างนั้นเหรอว่าข้าคือบิดาแท้ๆของฮองเฮาพระองค์ปัจจุบัน”เจ้าเมืองหยวนไท่ไม่วายโอ้อวดทหารหลวงที่กำลังยืนรักษาการณ์อยู่ในขณะนั้น ท่ามกลางเสียงหัวเราะขบขันของบรรดาทหารหลวงที่ตรึงกำลังเอาไว้หน้าประตูวังอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันคนร้ายแปลกปลอมเข้ามาภายในวังหลวงถังเฉี่ยนซึ่งมีอายุนับหลายพันปี ทหารแต่ละนายต่างพากันส่ายหน้าไปมาด้วยความระอาและเต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายเพราะเจ้าเมืองหยวนไท่ตะโกนก้องอยู่เช่นนี้มานานสองชั่วยามแล้ว “ท่านกลับไปเสียเถิดวันนี้เป็นวันมงคลของฝ่าบาทและฮองเฮา ทั้งสองพระองค์ไม่ลงมาเล่นอะไรกับเจ้าหรอกนะ แล้วจะบอกอะไรให้อย่างฮองเฮาของพวกข้าเป็นธิดาบุญธรรมของราชครูไป๋ เป็นชาวต้าเฟิงไม่ใช่ขาวต้าซ่งเช่นเจ้าเข้าใจผิดแล้ว แซ่ของเจ้ามีใช้เพียงแค่นี้อย่างนั้นเหรอทั่วหล้าไม่มีใช้เหมือนกับเจ้าหรืออย่างไง ไป! ไป!ไป! เกะกะหากยังขืนดื้อดึงอยู่เช่นนี้พวกข้าทำอะไรรุนแรงลงไปมาว่ากันไม่ได้หรอกนะ ข้าทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย”ทหารรักษาการณ์กล่าวเตือน “เจ้าพวกทห
แคว้นต้าเฟิงพิธีอภิเษกสมรส ในยามนี้แผ่นดินต้าเฟิงเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุขและความรักแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง พิธีอภิเษกสมรสของเฟิงหลงฮ่องเต้ผู้รูปงามดั่งชาวสวรรค์และท่านหญิงไป๋เพ่ยอิง ธิดาคนโตของเจ้าเมืองหยวนไท่ซึ่งเฟิงหลงฮ่องเต้มีพระบัญชาให้นางเป็นผู้มีตัวตนในแผ่นดินต้าเฟิง เป็นชาวเมืองต้าเฟิงจากการรับรองของพระองค์เอง ซึ่งตระกูลไป๋ในแผ่นดินต้าเฟิงนั้นใช่ว่าจะไม่มี และในราชสำนักต้าเฟิงนั้นมีขุนนางที่มาจากตระกูลไป๋ด้วยเช่นกันนั้นก็คือราชครูไป๋หวางนั่นเอง ซึ่งราชครูผู้นี้จงรักภักดีและศรัทธาต่ออุปราชในตำนานสร้างแคว้นเป็นยิ่งนัก เป็นอีกผู้หนึ่งที่ล่วงรู้ว่าเฟิงหลงฮ่องเต้แท้จริงแล้วคืออุปราชในตำนาน จึงคอยเฝ้าถวายงานอย่างใกล้ชิดและได้เข้ามารับรองสถานะการมีตัวตนในแผ่นดินต้าเฟิงของท่านหญิงคนงามโดยการรับนางมาเป็นธิดาบุญธรรม ฮ่องเต้หนุ่มมีพระบัญชาให้ราชครูไป๋หวางรับรองสถานะการมีตัวตนของคนรัก โดยรับนางมาเป็นบุตรบุญธรรมให้บันทึกเอาไว้ว่าได้เก็บนางมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเป็นทารกวัยเพียงหกเดือนเท่านั
ร่างอรชรต้องเข้าสวมกอดร่างใหญ่องอาจที่กำลังอ้าแขนทั้งสองข้างออกกว้างรับร่างของท่านหญิงคนงามนำมาสวมกอดเอาไว้แนบอกอย่างรวดเร็ว “เพ่ยเอ๋อร์ของข้า! ในที่สุดเจ้าก็กลับคืนสู่อ้อมกอดของข้าแล้ว! เจ้ากลับมาหาข้าแล้ว”ฮ่องเต้หนุ่มรูปงามเฝ้าเพียรรับสั่งกับโฉมตรูอยู่เช่นนั้นมิรู้วาย “ข้าเฝ้ารอท่านมาโดยตลอด รอทั้งที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังรอคอยอยู่นั้นจะเป็นจริงหรือไม่ ชาติที่แล้วข้าอยากจะเป็นพระชายาของท่านมากแค่ไหน ชาตินี้ก็ไม่ต่างกันแต่พี่หลงจะมาขอข้าไปเป็นชายาได้อย่างไรเจ้าคะเพราะไม่เคยเสมือนคนไม่มีตัวตน” พระพักตร์ของฮ่องเต้หนุ่มแย้มยิ้มออกมา ฝ่าพระหัตถ์ที่กำลังโอบกอดร่างระหงเอาไว้แนบอกยังคงเฝ้าลูบไล้แผ่นหลังของนางไปมาอยู่เช่นนั้นไม่คลาดครา “เป็นเช่นนั้นแหละดีแล้วเพราะข้าจะจัดการให้เจ้าเป็นผู้มีตัวตนในแผ่นดินต้าเฟิง ในขณะที่บิดาของเจ้าจะไม่มีทางแสวงหาประโยชน์จากการที่เจ้าได้เป็นฮองเฮาเคียงข้างกายข้าแม้แต่น้อย นับตั้งแต่เวลานี้เป็นต้นไปตระกูลไป๋และเจ้าไม่เกี่ยวข้องกันอีกถูกตัดขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง ให้สมกับที่บิดาของเจ้าต้องการให้ไป๋เพ่ยอิงตายไปตั้งแต่อ
เรือนท้ายจวนภายในห้องหนังสือ ปลายพู่กันสะบัดสีลงบนภาพวาดของสถานที่แลดูคล้ายตำหนักขนาดใหญ่ ภาพในความทรงจำที่ท่านหญิงคนงามได้เห็นในความฝันมาโดยตลอดนับตั้งแต่วัยเยาว์จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ยิ่งแจ่มชัดมากขึ้นทุกวัน ครั้นเมื่ออายุครบยี่สิบปีภาพในความฝันที่เคยเห็นเลือนลางกลับชัดเจนขึ้นมาอย่างน่าประหลาด และถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ราวกับว่าเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับนางมาแล้วในครั้งอดีต บุรุษรูปงาม ผู้มีร่างสูงใหญ่น่าเกรงขามสวมอาภรณ์ขาวและมีเส้นผมสีเงินยวงตลอดทั่วทั้งศีรษะกำลังจูงมือเด็กหญิงตัวน้อยเดินเล่นอยู่ภายในสวนเคียงคู่ไปด้วยกัน จวบจนกระทั่งเด็กหญิงตัวน้อยเติบใหญ่กลายเป็นสาวสะพรั่งบุรุษรูปงามที่เคยจูงมือนางเดินเคียงคู่ไปด้วยกัน บัดนี้กลับกลายเป็นว่าถูกบุรุษรูปงามประทับจุมพิตลงบนหน้าผากกว้างด้วยความรักที่มีต่อกันระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวในฐานะคนรัก ท่านหญิงคนงามกำลังเพลิดเพลินไปกับการวาดภาพที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากความฝันของนาง จนไม่ล่วงรู้เลยว่าบัดนี้สองพี่เลี้ยงคนซื่อได้นำ
“คะ...คุณชายท่านนั้นเองหรือนี่”เจ้าของร้านปักผ้าพูดตะกุกตะกักหน้าเสียขึ้นมาทันพร้อมเสียงของฉิงซูดังแทรกขึ้น “นี่เจ้ารับงานมาถึงสองร้อยตำลึงแต่ให้ค่าจ้างพวกข้าเพียงน้อยนิดมิหนำซ้ำยังคดโกงไม่ทำตามคำพูดแม้แต่น้อย เกิดเป็นคนด้วยกันเหตุใดต้องเอารัดเอาเปรียบกันถึงเพียงนี้ด้วย”เสียงของฉิงซูก่นด่าออกมาด้วยความโกรธเคืองเป็นที่สุด นางเป็นเดือดเป็นแค้นอย่างยิ่งยวดเพราะงานปักที่สู้อุตส่าห์รับมาทำนั้น ท่านหญิงผู้น่าสงสารของนางตั้งอกตั้งใจทำออกมาอย่างดีที่สุดแต่ก็ต้องมาพานพบกับคนเอารัดเอาเปรียบเช่นนี้ ยิ่งย้อนคิดเห็นใบหน้าแสนสวยเต็มไปด้วยรอยยิ้มของความดีใจครั้นได้ยินว่าได้รับค่าจ้างเพิ่มเป็นแปดสิบตำลึง ยิ่งทำให้นางพยายามทุกวิถีทางเพื่อทวงเงินค่าแรงดังกล่าวกลับคืนมาให้ได้ตามที่ได้ตกลลงกันเอาไว้แต่แรก "เอาเงินค่าจ้างที่ตกลงกันไว้แปดสิบตำลึงจ่ายมาให้ครบเลยนะ ยังขาดอีกยี่สิบตำลึงถ้าพวกข้ายังไม่ได้”ฉิงซู่ทวงเงินส่วนที่เหลือกลับไปทันใด “เหตุใดท่านป้าจึงเรียกร้องเงินจำนวนเพียงแค่นั้น ในเมื่อความเป็นจริงแล้วค่าจ้างที่ข้าจ่ายไปให้กับนางคือสองร้อยตำลึง”เฟิงหลงฮ่องเต้รับสั่งถามกลับไปอย่างสงสัย “พวกข้าต
ท่ามกลางอาการตกใจของเหล่านางกำนัลคนสนิททั้งสองครั้นได้ยินเช่นนั้น ต่างพากันสบตาพยายามจะเอ่ยคัดค้านความคิดอันน่ากลัวของจีฟูเหรินเอาไว้ก่อนจะลุกลามใหญ่โตไปมากกว่านี้ “พระนางเพคะดูท่าหากจะทำเช่นนั้นจริงๆ หม่อมฉันเกรงว่าฝ่าบาทจะทรงไม่ให้ความร่วมมือด้วยนะสิเพคะ เพราะจารึกของปฐมราชวงศ์เป่ยถังทรงจา
ท่ามกลางสายพระเนตรของอุปราชปีศาจ ทรงยืนทอดพระเนตรอยู่ภายในอุทยานส่วนพระองค์ หากแต่ไม่สามารถทอดพระเนตรองค์หญิงน้อยได้อีกต่อไป ญาณหยั่งรู้ต่างๆของพระองค์ไม่สามารถใช้ได้กับองค์หญิงเย่วเพ่ยเพ่ยได้อีกต่อไปแล้ว ทันทีที่ได้ดื่มพระโลหิตอมตะของพระองค์เข้าไป “หวังว่าเจ้าจะช่วยพี่สาวและหลานชายของเจ้าได
พรึบ! ภาพเหตุการณ์บางอย่างปรากฏขึ้นมาให้อุปราชปีศาจได้ทอดพระเนตร ด้วยญาณหยั่งรู้ที่พระองค์ได้มาจากวิชาอมตะที่อยู่คู่พระวรกายมาโดยตลอด ซึ่งภาพดังกล่าวคือร่างอันไร้วิญญาณขององค์หญิงน้อยเต็มไปด้วยโลหิตที่กระอักออกมาเพราะสำลักพิษร้ายแรงอยู่ภายในห้องพระบรรทมของเย่วฮองเฮา ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ของ
สี่ปีผ่านไป ทั่วทั้งพระราชวังหลวงของถังเฉี่ยนในเวลานี้เต็มไปด้วยหิมะที่กำลังโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย มองไปแห่งหนใดขาวโพลนละลานตาไปจนหมด อากาศเย็นยะเยียบช่างจับไปจนถึงขั้วหัวใจเลยทีเดียว ภายในแต่ละตำหนักต้องจุดโคมไฟเพื่อเพิ่มความอบอุ่น และ







