LOGINเกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเสียสติ งั้นก็แกล้งบ้าคุยกับต้นไม้ใบหญ้าไปเลยแล้วกัน หรือจะแกล้งพระเอกธงแดงดี พี่ใหญ่! พี่ใหญ่! ท่านหน้าเหมือนกบเลย แต่ดูดีดีก็เหมือนจอมมาร ฮ่าฮ่า
View Moreสายลมในฤดูร้อนกำลังพัดผ่านลานกว้างของมหาวิทยาลัยการแพทย์ชื่อดังในปักกิ่ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ผสานกับความตื่นเต้นที่อบอวลอยู่ในอากาศทำผู้คนโดยรอบรู้สึกชื่นบานนัก
ซือหลินที่อยู่ในชุดครุยสีดำขลิบเขียวมองดูใบปริญญาบัตรในมือด้วยหัวใจที่พองโต ความเหนื่อยยากตลอดหลายปีในคณะแพทยศาสตร์สิ้นสุดลงแล้ว วันนี้เธอคือหมอเต็มตัว “ซือหลิน มาทางนี้มาเข้าเฟรมหน่อย” เสียงเพื่อนสนิทตะโกนเรียกอยู่ริมสระน้ำโบราณภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งตรงนี้คือจุดแลนด์มาร์คที่ใคร ๆ ก็ต้องมาถ่ายรูปกัน ซือหลินหัวเราะร่า รวบชายชุดครุยแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปหาเพื่อน ๆ ที่ยืนโพสต์ท่าอยู่บนขอบหินแกะสลักริมคลองขุดเก่าแก่ “มาแล้ว ๆ อย่าเพิ่งกดชัตเตอร์นะ รอฉันด้วย” เธอก้าวขึ้นไปยืนบนขอบหินโดยไม่ทันได้มองว่ามันมีคราบตะไคร่น้ำ ในจังหวะที่เธอกำลังจัดระเบียบชุดและหันไปยิ้มให้กล้อง เท้าเจ้ากรรมก็เสียหลักลื่นไถลอย่างไม่คาดฝัน “ว้าย!” เสียงอุทานสั้น ๆ ขาดหายไปพร้อมกับร่างที่หงายหลังลงสู่ผืนน้ำเย็นเฉียบ ซือหลินพยายามไขว่คว้าหาที่ยึดเกาะ ทว่าชุดครุยที่หนักอึ้งเมื่อเปียกน้ำกลับกลายเป็นโซ่ตรวนพันธนาการร่างกายเธอเอาไว้ใต้น้ำโดยอัตโนมัติ “ซือหลิน! ช่วยด้วย! มีคนตกน้ำ!” เสียงกรีดร้องของเหล่าเพื่อน ๆ ดังขึ้น ตามด้วยเสียงกระโดดน้ำลงไปช่วย ทว่า! ผืนน้ำที่สงบนิ่ง กลับมีคลื่นใต้น้ำอันน่าสะพรึงซ่อนอยู่ ซือหลินพยายามตะเกียกตะกายขึ้นสู่เบื้องบน แต่ทว่ามวนน้ำด้านล่างกลับฉุดดึงร่างของเธอลงสู่ก้นบึ้งอย่างรวดเร็ว ความเย็นเยียบกัดกินไปถึงกระดูก ปอดของเธอแสบร้อนจากการพยายามไขว่คว้าหาอากาศหายใจ ภาพสุดท้ายที่เห็นคือแสงสว่างรำไรบนผิวน้ำที่ค่อย ๆ เลือนหายไป พร้อมกับสติที่หลุดลอยและวูบดับลง หนาว! ทำไมมันถึงหนาวขนาดนี้ นั่นคือความรู้สึกแรกที่แล่นเข้าสู่ประสาทสัมผัส ก่อนที่เธอจะสำลักน้ำออกมาอย่างรุนแรง ซึ่งคนเป็นหมอเข้าใจได้ว่ามันเกิดจากอะไร เพราะเธอจมน้ำนานมันถึงได้เป็นแบบนี้ “ฟื้นแล้ว! คุณหนูสี่ฟื้นแล้ว!” เสียงแหลมเล็กของใครบางคนดังขึ้นที่ข้างหู ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าโกลาหลของคนมากมาย ซือหลินลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพที่เห็นพร่าเลือนจนต้องกะพริบตาซ้ำถี่ ๆ สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่สวนของมหาลัยหรือเพดานสีขาวของโรงพยาบาล หรือใบหน้าของเพื่อน ๆ แต่กลับเป็นเพดานไม้สลักลวดลายโบราณและยังมีม่านมุ้งสีชมพูกลีบบัวปกคลุมเอาไว้แต่ตอนนี้มันเปิดอยู่แค่ทางเดียว ‘ที่นี่ที่ไหน? หรือเรากำลังอยู่ในความฝัน’ เธอพยายามขยับตัว แต่ร่างกายกลับอ่อนแรงจนต้องนอนนิ่งเหมือนเคย “เหมยเหมย… เหมยเหมยของพี่ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” เสียงทุ้มต่ำที่แฝงด้วยความกังวลดังขึ้นข้างเตียง ซือหลินรีบหันมองชายหนุ่มรูปงามในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าคมคายแฝงไปด้วยความวิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด นัยน์ตาของเขาสั่นระริกขณะจ้องมองเธอ “คุณ... คุณเป็นใคร?” ร่างบางรีบขยับถอยพลางยกผ้าห่มขึ้นมาปิดจนถึงคอ คิ้วสวยเริ่มผูกเป็นปม เธอไม่รู้จักเขา เขาคนนี้เป็นใคร แล้วเสื้อผ้าที่สวมอยู่ทำไมไม่เหมือนคนปกติ ‘หรือที่นี่จะเป็นกองถ่าย ไม่ใช่สิ… เพราะเราตกน้ำที่มหาลัย เราจะมาอยู่ที่กองถ่ายได้ยัง น้ำก็เป็นน้ำสระพัดมาไม่ได้หรอก' ความคิดของเธอเริ่มตีรวน ยิ่งมองเห็นผู้คนทางด้านหลังเขา ซือหลินก็ยิ่งกลัวว่าตัวเองอาจจะถูกจัดฉากอะไรบางอย่าง ทางด้านชายหนุ่มที่ถามเมื่อครู่เขาก็ได้แต่ชะงักไปชั่วครู่ แววตาที่เจ็บปวดอยู่แล้วยิ่งหม่นแสงลง เขาหันไปหาสตรีอีกคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “อาหนิง... ดูเหมือนอาการเสียสติของน้องสี่จะยิ่งรุนแรงขึ้น ขนาดข้านางก็จำไม่ได้แล้ว” สตรีที่ชื่ออาหนิงหรือเฉินอวี้หนิง พี่สาวคนรองที่แต่งงานออกไปแล้ว ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา นางรีบประคองมืออีกข้างของซือหลินขึ้นมาแนบแก้ม “เหมยเหมย อย่าทำให้พวกเราตกใจสิ นี่พี่ใหญ่ เฉินหยวนซี พี่ชายที่เจ้าชอบขี่คอตอนเด็ก ๆ อย่างไรเล่า” พี่ใหญ่… พี่สาว…นี่ฉันฝันหรือกำลังโดนแกล้งอยู่กันแน่ แต่ไม่สิ เราตกน้ำนะ ใครจะเอาคนตกน้ำที่หมดสติไปแล้วมาแกล้งในที่บ้า ๆ แบบนี้กัน คิดได้แบบนั้นเธอก็ลืมตาให้กว้างขึ้น กวาดสายตามองไปรอบห้อง ซึ่งในห้องนี้ไม่มีอุปกรณ์การแพทย์ ไม่มีสายน้ำเกลือ มีเพียงกลิ่นกำยานหอมอ่อน ๆ และเครื่องเรือนไม้คลาสสิกที่เหมือนหลุดออกมาจากกองถ่ายหนังย้อนยุค ‘หรือที่นี่เป็นฉากละครย้อนยุค หรือว่าฉันดูซีรี่ส์มากไปจนเก็บไปฝัน ตอนนี้เราอาจจะหมดสติอยู่ในโรงพยาบาลก็ได้' เธอคิด ก่อนจะลองหยิกที่แขนตัวเอง “โอ๊ย! เจ็บ” 'บ้าจริงนี่ไม่ใช่ฝันเหรอ' “เหมยเหมย เจ้าทำตนเองทำไม เจ็บหรือไม่” หยวนซีรีบดึงแขนนางมาหมายจะลูบให้เหมือนอย่างเคยยามนางเจ็บตัว ทว่าน้องสาวที่ไร้เดียงสากลับชักมือกลับทันใด “คุณอยู่ห่าง ๆ ฉันก่อนได้ไหม ขอฉันตั้งสติก่อน” เธอรีบบอก พลางขยับกายที่อ่อนแรงลุกขึ้นมานั่งที่มุมอีกฝั่งของเตียง “ฉัน? ตั้งสติ?” สองพี่น้องกล่าวประสานเสียงขึ้นมา พลางหันหน้ามองหน้ากันแล้วหันกลับไปมองน้องสาวตนอีก “ฉันหมายถึง ขอเวลาฉันก่อนได้ไหม” “เจ้าอยากพักสินะ อาหนิงเรากลับกันก่อนเถอะให้น้องสี่นอนพักอีกสักหน่อย แล้วค่อยกลับมาเยี่ยมนางอีกทีดีกว่า” “ก็ได้ ทว่าข้ามาอีกไม่ได้แล้วนะพี่รอง ยามนี้แม่สามีข้าป่วย อาการไม่ค่อยสู้ดีนัก หากออกมาบ่อย ๆ เป็นได้ถูกตำหนิแน่” “ไม่เป็นไร ที่นี่มีข้าอยู่ อีกไม่กี่วันท่านพ่อกับพี่ใหญ่ก็จะกลับมาแล้ว เจ้าอย่าได้ห่วงกังวลไป กลับไปทำหน้าที่ของตนให้ดีเถิด” หยวนซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นเคย “เช่นนั้น น้องสี่พี่ไปนะ ขอให้เจ้าหายป่วยไวไวล่ะ มาคราวหน้าพี่จะเอาน้ำตาลปั้นมาให้เจ้าเยอะ ๆ เลย” อวี้หนิงเอ่ยพลางขยับมาจับมือน้องสาวลูบเบา ๆ ดวงตานั้นก็คลอไปด้วยน้ำใส ทว่าคนที่มองอยู่กลับเผยยิ้มแหยที่ไร้ความจริงใจให้ ‘ทำไมเขาถึงได้แสดงเก่งจัง’ ซือหลินนึกชมอีกฝ่ายในใจ ก่อนจะมองตามร่างบางที่หมุนตัวเดินออกไปด้วยท่วงท่าสง่างาม เพรียบพร้อมเหมือนกุลสตรีที่ถูกสอนสั่งมาอย่างเข้มงวด ‘สมจริงเกินไปแล้ว อย่างกับหลุดมาอยู่ในยุคโบราณจริง ๆ เลยแฮะ’ เธอยิ้มออกมา แต่เพียงชั่วอึดใจรอยยิ้มนั้นก็หุบลง ‘ไม่สิ ที่นี่มันสมจริงเกินไป คน สถานที่ คำพูด ถึงจะดูเหมือนกองถ่าย แต่ว่าที่นี่ก็ไม่มีกล้อง สายไฟ สปอร์ตไลฟ์ก็ไม่มี แล้วมันจะเป็นกองถ่ายอย่างที่เราคิดได้ไง ระ…หรือว่า’ คิดได้ดั่งนั้น ร่างที่อ่อนแรงก็ตั้งท่าจะลุก แต่เธอก็ต้องทรุดนั่งลงอีก เพราะร่างกายในตอนนี้อ่อนแรงมาก “น้องสี่ เจ้าคิดจะทำอันใด” หยวนซีรีบถาม พลางตั้งท่าจะประคองนาง ทว่ามือน้อยกลับยกขึ้นมาห้ามเอาไว้เสียก่อน “ไม่ต้อง ขอกระจกได้ไหม มีกระจกหรือเปล่า” เธอรีบบอกความต้องการ เพราะนี่อาจเป็นหนทางเดียวที่จะพิสูจน์เรื่องทุกอย่างได้ และสาวใช้คนสนิทก็รีบทำตามในทันที เพราะหากขัดใจ คุณหนูสี่ผู้นี้จะต้องอาละวาดแน่นอน ทันทีที่กระจกถูกยื่นมาตรงหน้า ซือหลินก็นิ่งงันไป ‘นะ…นี่ใครกัน ตัวเรางั้นเหรอ?’ชิงชิงชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่าความน้อยเนื้อต่ำใจที่สะสมมาทั้งวันยังไม่จางหาย “ถึงมิใช่คุณหนูผู้นี้ วันหน้าท่านก็ต้องแต่งกับสตรีที่คู่ควรอยู่ดี... ฉะนั้นท่านอย่าได้ยุ่งเกี่ยวกับแม่ค้าเช่นข้าเลย หากครอบครัวท่านรู้ ท่านอาจถูกลงโทษเอาก็ได้” หยวนซีเผยยิ้มกับความห่วงใยที่นางมีให้เขา ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกว่า “ใครที่ไหนจะกล้าลงโทษข้า อีกอย่าง… จะให้ข้าเลิกยุ่งกับเจ้าไม่มีทางเสียหรอก” หยวนซีคลายอ้อมแขนออก ก่อนจะจับไหล่นางให้หมุนตัวหันกลับมาเผชิญหน้ากัน มือหนาทั้งสองข้างกุมไหล่บางไว้มั่นราวกับกลัวนางจะหนี สายตาคมกริบที่เคยอ้างว่าตรวจงานราชการ บัดนี้กลับส่องประกายความจริงใจไม่ปิดบัง “ที่ข้าหายหน้าไปสามวัน เพราะข้าต้องเตรียมการต้อนรับญาติผู้ใหญ่ที่เดินทางมาเยี่ยม และคิดหาจังหวะพูดคุยกับท่านพ่อเรื่องที่ข้า... เอ่อ… มีสตรีที่พึงใจแล้ว” เขาเว้นจังหวะพลางใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยน้ำตาบนแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา “ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นใคร มาจากไหน หรือมีสมบัติเท่าใด เพราะสำหรับข้าแล้ว เจ้าคือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดของข้า รอยยิ้มของเจ้า ข้าอยากเห็นมันทุกวัน ตั้งแต่ตื่นนอนกระทั่งหลับไปในอ้อมกอดของกันและกัน” ชิงชิงเงย
ยามบ่าย… เมื่อแดดเริ่มอ่อนลง ทั้งสี่รวมถึงผู้ติดตามก็มานั่งล้อมวงกันที่ชานเรือนริมน้ำ หยวนซีรับหน้าที่ผ่าแตงโมเพราะเป็นงานง่าย และน่าจะทำได้ดีกว่าการตรวจดูว่าผลไหนสุกแล้ว เขาใช้มีดสั้นผ่าแตงโมที่แช่น้ำจนเย็นจัดออกเป็นชิ้น ๆ เนื้อสีแดงสดส่งกลิ่นหอมหวานทำเอาเจ้าแฝดถึงกับน้ำลายสอ “ข้าเอาชิ้นนี้” หลินหลินเอ่ยขึ้น ก่อนจะรับแตงโมชิ้นใหญ่มาถืออย่างมีความสุข “อืม… หวานมากเลยเจ้าค่ะพี่สาว” “ชอบก็กินเยอะ ๆ ถือว่าข้ามอบให้เป็นค่าตอบแทนที่พวกเจ้ามาช่วยงานก็แล้วกัน” ชิงชิงเอ่ยบอกพลางลูบศีรษะเด็กน้อย “ดีเลยขอรับ ข้าจะเอาไปฝากท่านแม่ด้วย” เสิ่นอวี้รีบบอก “หากเจ้าจะเอากลับจวน จะต้องจ่ายเงินนะห้ามเอาของซื้อของขายไปเปล่า ๆ รู้หรือไม่” หยวนซีสอนสั่งหลานทั้งสอง “ขอรับ / เจ้าค่ะ” เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมารับคำ ทั้งที่ปากนั้นยังเคี้ยวเนื้อแตงโม ทำให้น้ำหวานของมันไหลย้อยลงมา ชิงชิงเห็นเช่นนั้นก็หยิบผ้ามาเช็กปากให้ด้วยความเอ็นดู ภาพตรงหน้าทำเอารองเจ้าเมืองถึงกับนิ่งงัน พลางนั่งยิ้มราวกับสิ่งที่เห็นมันคือภาพครอบครัวของตน ความเรียบง่ายที่เขาโหยหา ความสงบที่เงินทองซื้อไม่ได้ และความละมุนละไมของแม่ค้าผักนางน
ไม่นานนักรถม้าคันใหญ่ของจวนสกุลเฉินก็เคลื่อนตัวออกจากเมือง มุ่งหน้าสู่ชายป่าที่ขนาบข้างด้วยแม่น้ำสายเล็ก ๆ ทัศนียภาพสองข้างทางเปลี่ยนจากบ้านเรือนเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี จนกระทั่งหยุดลงที่หน้ากระท่อมไม้หลังเล็กแต่สะอาดตา หลังบ้านคือภาพที่ทำให้เฉินหยวนซีถึงกับลืมพัดในมือ พื้นที่ดินสม่ำเสมอถูกจัดสรรเป็นแปลงผักอย่างเป็นระเบียบ มีพืชผักเขียวขจีและหัวไชเท้าที่ชูใบสลอนรับแดด ถัดไปไม่ไกลคือลานดินกว้างที่เต็มไปด้วยเถาแตงโมเลื้อยพันกันอย่างมีชีวิตชีวา หากมองดีดีจะเห็นลูกแตงโมกลมมนซ่อนตัวอยู่ใต้ใบกว้างรอวันสุกงอม “พี่สาว ท่านปลูกทั้งหมดนี่คนเดียวหรือขอรับ” อาเสิ่นตื่นเต้นจนรีบกระโดดลงจากรถม้า วิ่งไปชะโงกหน้าดูเจ้าลูกแตงโมลายสวยที่ถูกใบของมันปิดบังเอาไว้เห็นเพียงแค่เสี้ยวเท่านั้น “ใช่แล้ว ลำบากหน่อยแต่ก็ภูมิใจ โชคดีที่เมืองนี้ดินดีปลูกสิ่งใดก็งอกงาม” ชิงชิงยิ้มบางพลางเดินนำไปยังสวน “เชิญท่านรองเจ้าเมืองตามสบายนะเจ้าคะ หากเดินชมจนเหนื่อย ที่หน้ากระท่อมมีน้ำเย็น ๆ จากบ่อน้ำหลังบ้าน ชาดีดีที่ท่านเคยดื่มไม่มีนะเจ้าคะ ข้าจนไม่มีเงินซื้อเจ้าค่ะ” ชิงชิงตั้งใจบอกเช่นนั้นเพื่อเตือนให้เขารู้ว่า ความเป็นอ
แสงแดดยามเช้าในตลาดเมืองเชียงยังคงคึกคัก ทว่าวันนี้ เฉินหยวนซี รองเจ้าเมืองหนุ่มผู้สง่างามกลับยืนนิ่งค้างดั่งถูกสาป สายตาคมกริบที่เคยใช้ตรวจงานราชการอย่างเคร่งเครียด บัดนี้กลับจับจ้องดรุณีนางหนึ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดวางผักสด นางผู้นี้สวมใส่ชุดผ้าป่านเรียบง่าย ทว่าใบหน้าที่เกลี้ยงเกลาและรอยยิ้มซื่อ ๆ ยามต่อรองราคากับชาวบ้านกลับตราตรึงใจเขายิ่งนัก “ท่านลุง ท่านยืนมองแม่นางขายผักจนน้ำลายจะหกแล้วนะเจ้าคะ ท่านลุงชอบนางหรือ” อาหลิน แฝดผู้พี่เอ่ยขึ้น “เจ้าเด็กคนนี้! พูดจาเหลวไหลใช่ที่ไหนกัน ลุงแค่กำลังตรวจตราดูว่า ผักที่พวกเขาเอามาขาย สดใหม่ตามความต้องการของชาวเมืองหรือไม่ก็เท่านั้นเอง” หยวนซีรีบเก็บอาการ พลางสะบัดพัดในมือรัวเร็ว ราวกับอากาศวันนี้ร้อนนักหนา “แล้วเหตุใดท่านลุงไม่ตรวจร้านอื่นบ้างขอรับ หลานเห็นยืนมองแม่นางร้านนี้นานแล้วนะ ไม่เห็นจะตรวจอะไรเลย” อาเสิ่นเอ่ย แล้วหันมากินถังหูลู่ในมือตนพลางมองผู้เป็นลุงไปด้วย “เจ้าสองคนเป็นเด็กจะไปรู้อะไร วิธีตรวจก็คือการดูว่าลูกค้าที่มาซื้อนั้น จะกล่าวเช่นใดต่างหาก” หยวนซีกล่าวแถไปเรื่อย “แล้วเหตุใดเราไม่ซื้อผักไปปรุงเองเลยล่ะเจ้าคะ” หลิ












reviews