LOGINเสียงกรีดร้องแผ่วเบาในลำคอประสานไปกับเสียงหวีดร้องอย่างลืมตัวของเหล่านักศึกษาสาวคณะสังคมสงเคราะห์ที่กำลังทำกิจกรรมรับน้องอยู่ดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ปีสี่หรือเฟรชชี่หน้าใสที่เพิ่งก้าวเข้าสู่รั้ว มหาวิทยาลัย RRJ มหาวิทยาลัยเอกชนระดับท็อปที่ขึ้นชื่อว่าค่าเทอมแพงที่สุดและโอ่อ่าที่สุดบนพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ
ต้นเหตุของความโกลาหลขนาดย่อมนั้นหนีไม่พ้นร่างสูงสง่าในชุดนักศึกษา ของกลุ่มนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ เอกวิศวกรรมการบินชั้นปีที่สี่ทั้งห้าคนที่กำลังก้าวเท้าผ่านลานกิจกรรม ทว่าท่ามกลางกลุ่มคนหนุ่มที่ดูดีจนลืมหายใจ หนึ่งในนั้นกลับโดดเด่นจนกลบรัศมีคนรอบข้างได้อย่างสิ้นเชิง อวัช เรืองฤทธิ์เดชสกุล หลานชายเจ้าของมหาวิทยาลัยเจ้าของส่วนสูงเฉียดร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ก้าวเดินด้วยท่วงท่าราบเรียบทว่าทรงอำนาจ ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะนิ่งเฉยราวกับรูปสลักนั้นเป็นดั่งแม่เหล็กที่ดึงดูดสายตาจากทุกสารทิศ... และเขาก็รู้ดีว่าตนเองนั้นมีอิทธิพลมากแค่ไหนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ "นั่นพี่วัช..." รุ่นพี่ปีสองรีบกระซิบกระซาบพร้อมกับสะกิดแขนเพื่อนข้างกายรัวๆ สายตาเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้ขณะมองกลุ่มลูกรักพระเจ้าที่กำลังเดินผ่าน "พี่ท้องฟ้าก็โคตรเท่เลยแก..." "อิจฉาพี่เรนนี่ชะมัด ที่ได้อยู่ท่ามกลางหนุ่มฮอตแบบนั้น เป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มที่โชคดีที่สุดในโลกแล้วมั้ง" "แต่ฉันว่าพี่ซันเท่กว่าใครนะ ดูทรงแบดบอยมาก กรี๊ด... เขาหันมามองทางนี้ด้วย!" "ส่วนฉันจองพี่หมอกจ้ะ นิ่งๆ ขรึมๆ แบบนั้นแหละสเปกเลย" เสียงพูดคุยของเหล่านักศึกษาสาวดังระงมไปทั่วบริเวณ แต่ละคนต่างพยายามนำเสนอความเพอร์เฟกต์ของหนุ่มๆ ทั้งสี่ที่ตัวเองชอบ โดยหารู้ไม่ว่าหนึ่งในห้านั้นกำลังกวาดสายตาคมกริบผ่านฝูงชนไปอย่างไม่แยแส... จนกระทั่งความนิ่งเฉยนั้นพังลงเพียงเพราะร่างหนึ่งที่สะดุดตา จริยา หรือ อุ่น เฟรชชี่ปีหนึ่งที่พยายามทำตัวให้กลมกลืนกับแผ่นหลังของเพื่อนร่วมรุ่นที่สุด เธออยู่ในชุดนักศึกษาใหม่เอี่ยมที่พอดีตัว เสื้อสีขาวสะอาด กระโปรงพลีทความยาวเสมอเข่า และรองเท้าผ้าใบสีขาว หญิงสาวพยายามก้มหน้าและหลบหลังกลุ่มเพื่อนอย่างสุดความสามารถ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก เพราะหนึ่งในคนที่โดดเด่นที่สุดนั้น คือลูกชายของเจ้านายแม่เธอเอง ใช่แล้ว... จริยาเป็นเพียงลูกสาวแม่บ้านที่ทำงานให้ตระกูล เรืองฤทธิ์เดชสกุล มาตั้งแต่เธอยังไม่ลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาในรั้วคฤหาสน์หลังเดียวกันกับเขา หากแต่สถานะที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวนั้นทำให้ทั้งคู่แทบไม่มีโอกาสได้พบกัน อวัชเรียนโรงเรียนประจำมาโดยตลอด ส่วนเธอก็ใช้ชีวิตอยู่เพียงในเขตบ้านพักคนงาน ความทรงจำครั้งสุดท้ายที่ชัดเจนที่สุด คือตอนที่เธออายุย่างเข้าสิบห้าปี... ด้วยความรู้อยากเห็นตามประสาเด็กสาว เธอแอบไปที่สระว่ายน้ำเพื่อแอบดู คุณวัช ในวัยสิบแปดปีที่กำลังว่ายน้ำ แต่แล้วเธอก็ถูกเขาจับได้ด้วยสายตาคมกริบที่มองมาอย่างตำหนิ นับแต่นั้นมา จริยาก็สาบานกับตัวเองว่าจะไม่เฉียดเข้าใกล้ผู้ชายอันตรายคนนี้อีกเลย ทว่าโชคชะตากลับกลั่นแกล้ง เพราะเพียงแค่เงยหน้าขึ้นในวันนี้ สายตาที่เธอพยายามหลบเลี่ยงมาตลอด... กลับจ้องตรงมาที่เธออย่างไม่ลดละ อวัชหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง คิ้วหนาขมวดเข้าหากันจนแทบเป็นเส้นตรง หัวใจที่เคยนิ่งสงบกลับกระตุกวูบเมื่อเห็น ยัยเด็กถ่ำมอง ในวันนั้น กลายเป็นหญิงสาวสะพรั่งในชุดนักศึกษาจนน่ารำคาญใจ... เขาถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอเพื่อระงับแรงอารมณ์แปลกประหลาดที่พลุ่งพล่านขึ้นมาโดยไม่มีใครสังเกตเห็น เขาทำเพียงปรายตามองอย่างเหยียดหยามครู่หนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าเดินเลยผ่านไป ทิ้งไว้เพียงเสียงกรีดร้องหวีดหวิวของสาวๆ ที่เริ่มดังระงมขึ้นอีกครั้งราวกับจะส่งท้ายกลุ่มเทวดา "ปีหนึ่ง! เงียบ!!!" เสียงทรงพลังของพี่ว๊ากประจำคณะสังคมสงเคราะห์แผดลั่นขึ้นจนลานกิจกรรมที่เคยคึกคักกลับเงียบกริบลงในทันตา จริยาสะดุ้งสุดตัวรีบก้มหน้าลงจนคางชิดอก ความเย็นวาบจากสายตาของอวัชเมื่อครู่ทำให้หญิงสาวแทบอยู่ไม่สุข "เธอๆ ..." เสียงเรียกแผ่วเบาดังมาจากหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งที่นั่งข้างกันตอนกิจกรรมรับน้อง เธอขยับเข้ามาสะกิดแขนจริยาอย่างเป็นมิตร "มีอะไรหรือเปล่า" จริยาเงยหน้าขึ้นถาม ขณะที่มือบางยังคงวุ่นอยู่กับการเก็บสมุดโน้ตและเอกสารประกอบการเรียนวันแรกของการเปิดเทอมลงกระเป๋า "เราชื่อวันใหม่นะ" "เราชื่ออุ่นนะ...ยินดีที่ได้รู้จัก" จริยาส่งยิ้มตอบกลับไป "อุ่นจะเข้าชมรมอะไร" วันใหม่ถามอย่างกระตือรือร้น "เราอยากเข้าชมรมจิตอาสาน่ะ" จริยาตอบอย่างมั่นใจ เพราะมันตรงกับสิ่งที่เธอเรียนและนิสัยชอบช่วยเหลือคนอื่น "ว้า... เสียดายจัง ใหม่น่ะอยากเป็นสโมสรนักศึกษาใจจะขาด" วันใหม่เอ่ยเสียงหวานพร้อมแววตาเพ้อฝัน "ทำไมถึงอยากเป็นสโมฯ ล่ะ งานหนักนะนั่น" "ก็เพราะพี่วัช รุ่นพี่ปีสี่วิศวะการบินคนนั้นไงแก!" วันใหม่แทบจะกรีดร้องออกมาเบาๆ พลางยกมือกุมแก้มตัวเอง "เขาหล่อจนใจเจ็บเลยนะอุ่น... เมื่อตอนเช้าที่เขาเดินผ่านคณะเรา ใหม่แทบจะละลายกองไปกับพื้น ไม่เคยเห็นใครหล่อเท่สมบูรณ์แบบขนาดนั้นมาก่อนเลย ฮือ... อยากไปช่วยงานสโมฯ จะได้อยู่ใกล้ๆ เขาบ้าง" จริยาทำได้เพียงยิ้มแหยๆ เธอพยักหน้าแกนๆ ให้กับเพื่อนใหม่ที่กำลังตกอยู่ในห้วงเพ้อฝัน อวัชไม่ได้เป็นนายกสโมสรนักศึกษา ทว่าเขาคืออุปนายก โดยมีเรนนี่เพื่อนสนิทหญิงเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มนั้นรั้งตำแหน่งนายกสโมสรฯ เอาไว้ ภาพที่เรนนี่เดินเคียงคู่กับอวัชและกลุ่มหนุ่มฮอตวิศวะการบิน จึงเป็นภาพที่ทั้งน่าเกรงขามและน่าอิจฉาสำหรับนักศึกษาทั่วไป "อุ่น... ไปเป็นเพื่อนหน่อยได้ไหม" วันใหม่เอ่ยเสียงอ้อนพลางส่งสายตาเว้าวอนเหมือนลูกแมว "แต่เราไม่ได้อยากเป็นสโมฯ นะใหม่" จริยารีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน เธอตั้งใจจะหลบหน้าอวัชให้ถึงที่สุด แล้วจะพาตัวเองไปหาเขาได้อย่างไร "ก็ไม่ได้บอกให้สมัครเข้าสโมสรด้วยกันเสียหน่อย แค่ไปเป็นเพื่อน... นะอุ่นนะ เราเขินพี่วัชน่ะ แค่เห็นหน้าไกลๆ เมื่อเช้ายังสั่นขนาดนี้ ถ้าต้องเดินเข้าไปใกล้ๆ มีหวังเราทำปากกาหล่นแน่" "เขา... เขาคงไม่มานั่งรับสมัครด้วยตัวเองหรอกมั้ง" จริยาพึมพำเบาๆ "นะนะ อุ่นนะ... เราไม่มีเพื่อนเลย ดูสิ ทุกคนในเซกฯต่างก็แห่ไปสมัครชมรมจิตอาสากันหมด แค่เรียนสังคมสงเคราะห์ก็ตารางแน่นจะแย่แล้ว ยังจะหาเรื่องไปลำบากเป็นจิตอาสาเพิ่มอีก แต่เราน่ะอยากทำกิจกรรมที่มันได้เจอคนเท่ๆ แบบนั้นบ้าง" จริยาถอนหายใจยาว เมื่อเห็นความมุ่งมั่นในดวงตาของเพื่อนใหม่และไม่อยากให้วันใหม่ต้องไปเคว้งคว้างคนเดียว "ก็ได้... เดี๋ยวเราไปเป็นเพื่อน" "เย้ อุ่นน่ารักที่สุดเลย ไปกันเถอะ ก่อนที่แถวจะยาว" วันใหม่รีบคว้าข้อมือเพื่อนใหม่ให้เดินตามไปอย่างรวดเร็ว โดยที่จริยาไม่ทันได้ตั้งตัว เธอทำได้เพียงเดินตามแรงลากไป ห้องสโมสรนักศึกษา ห้องโถงขนาดกว้างถูกแบ่งสัดส่วนอย่างเป็นระเบียบ มีโต๊ะทำงานของแต่ละฝ่ายตั้งเรียงราย พร้อมด้วยมุมพักผ่อนที่มีโซฟาหนังขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง ลึกเข้าไปด้านในเป็นประตูไม้บานหรูที่เป็นห้องทำงานส่วนตัวของนายกสโมสรและอุปนายกอีกสามคน เหล่ารุ่นพี่แต่ละฝ่ายกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างแข็งขัน เพราะอยู่ในช่วงสัปดาห์รับน้องที่วุ่นวายที่สุด เพอร์ ประธานฝ่ายกิจกรรมพิเศษ รุ่นพี่ปีสามจากคณะบริหารที่หน้าตาหล่อเหลาไม่แพ้ใคร กำลังนั่งจัดการเอกสารอยู่ที่โต๊ะพอดีในจังหวะที่วันใหม่และจริยาก้าวเท้าเข้ามาในห้อง "มีอะไรหรือเปล่าครับน้องๆ" เพอร์เงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจตามสไตล์หนุ่มบริหาร "สะ... สวัสดีค่ะพี่ คือพวกหนูอยากมาสมัครเข้าสโมสรน่ะค่ะ" วันใหม่เอ่ยเสียงสั่นด้วยความตื่นเต้น จริยาทำเพียงยิ้มแห้งๆ ส่งไปให้ หัวใจที่เต้นระรัวเริ่มผ่อนจังหวะลงเมื่อเห็นว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนกลุ่มนั้น... หรือบางทีเธออาจจะกลัวมากจนหูแว่วไปเองที่ได้ยินวันใหม่พูดเหมาพวกหนูทั้งที่เธอแค่มาเป็นเพื่อน "อ้อ... สโมสรยังไม่เปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการเลยครับ" เพอร์ตอบเสียงนุ่ม "แต่ถ้าน้องสนใจจริงๆ ลงชื่อพร้อมคณะและเบอร์โทรทิ้งเอาไว้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวพี่ให้คนในฝ่ายโทรไปแจ้งวันนัดสัมภาษณ์อีกที ดีไหมครับ" "ได้เลยค่ะ ขอบคุณนะคะพี่..." "ครับ พี่เพอร์... เรียกพี่เพอร์ก็ได้ครับ" เพอร์ส่งยิ้มสดใสให้รุ่นน้องอย่างเป็นกันเอง "ค่ะพี่เพอร์" วันใหม่ขานรับเสียงหวาน ก่อนจะรีบส่งกระดาษที่จดชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองให้ประธานฝ่ายกิจกรรมพิเศษด้วยท่าทีขวยเขิน จริยาแอบยิ้มลิงโลดอยู่ในใจ ความโล่งอกแล่นพล่านไปทั่วร่างเมื่อรู้ว่าเธอกำลังจะได้ก้าวเท้าออกจากห้องที่น่าอึดอัดนี้เสียที มือบางรีบสะกิดแขนเพื่อนใหม่ยิกๆ เป็นเชิงเร่งให้รีบเดินออกไปกันได้แล้ว หญิงสาวกึ่งเดินกึ่งวิ่งนำหน้าเพื่อจะไปผลักประตูออก ทว่าด้วยความดีใจจนไม่ได้มองทางมัวแต่หันไปพยักหน้าเรียกวันใหม่ ทำให้เธอผลักประตูออกไปปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่สวนเข้ามาพอดี "อุ๊ย ขอโทษ..." เสียงหวานขาดหายไปในลำคอ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตระหนกขีดสุดเมื่อเห็นว่าร่างสูงใหญ่ที่เธอเปิดประตูชนคือใคร อวัชหลับตาลงช้าๆ เขาถอนหายใจยาวพลางข่มอารมณ์เดือดดาลที่พุ่งขึ้นสูง ...ยัยเด็กถ้ำมองคน มาทำอะไรที่นี่... "พะ... พี่วัช สวัสดีค่ะ" วันใหม่ที่เพิ่งตั้งสติได้รีบกุลีกุจอเดินมาขนาบข้างเพื่อนใหม่ เธอส่งยิ้มหวานหยดไปให้รุ่นพี่คนดังด้วยความตื่นเต้น จริยาทำได้เพียงก้มหน้ามองพื้นตรงหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลานชายเจ้าของมหาวิทยาลัยก้าวเข้ามาในห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีสายตาก็ปะทะเข้ากับรองเท้าหนังเงาวับราคาแพงที่หยุดยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเธอเสียแล้ว จริยาค่อยๆ เลื่อนสายตาจากรองเท้าหนังขึ้นมาตามแนวขากางเกงสแล็ก จนกระทั่งต้องเงยหน้าขึ้นเพื่อมองคนที่ยืนขวางทางอยู่ หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบเมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาคมกริบที่จ้องลึกเข้ามาคล้ายจะสำรวจทุกอณูความรู้สึก หญิงสาวก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติด้วยความหวาดกลัว ทว่าสะดุดเท้าของเพื่อนใหม่ที่ยืนเหวออยู่ด้านหลัง หมับ! ฝ่ามือหนาที่ร้อนจัดคว้าหมับเข้าที่เอวคอดกิ่วของเธอไว้ทันควัน แรงบีบที่เอวทำให้ร่างของจริยาถูกกระชากเข้าหาแผงอกกว้างที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อเชิ้ตนักศึกษาเนื้อบางเบา กลิ่นกายหอมสะอาดของชายหนุ่มพุ่งเข้าจู่โจมประสาทสัมผัสจนเธอเผลอกลั้นหายใจ "นึกว่าใคร..." อวัยเอ่ยเสียงนุ่ม เขาก้มลงไปจนชิดใบหูของจริยา ก่อนจะเอ่ย "ยัยเด็กถ้ำมอง" เชิงอรรถ ^ “Section” (เซกชัน)ภายในห้องสโมสรนักศึกษาเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งประธานฝ่ายต่าง ๆ และเหล่าสมาชิกที่กำลังเร่งเคลียร์งานเพื่อเตรียมจัดงานเฟรชชี่ไนท์ในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ เสียงพูดคุยและเสียงเลื่อนโต๊ะดังระงมไปทั่ว ทว่าสำหรับจริยาที่ยืนแข็งทื่ออยู่หน้าประตู เสียงเหล่านั้นกลับดูห่างไกลออกไปทุกทีเธอยืนกำสายกระเป๋าสะพายแน่น พลางกวาดสายตามองหาเจ้าของข้อความที่เรียกเธอมาที่นี่ด้วยความไม่เข้าใจหญิงสาวตัดสินใจรวบรวมความกล้าผลักประตูเข้าไป ทว่าบรรยากาศภายในกลับผิดคาด คนอื่น ๆ ที่กำลังวุ่นกับการเตรียมงานไม่ได้เหลือบมองเธอด้วยความสงสัยเลยแม้แต่น้อย ทุกคนทำงานกันอย่างขะมักเขม้นราวกับเห็นเธอเป็นเพียงสมาชิกคนหนึ่งที่เดินเข้าออกเป็นปกติ จนกลายเป็นจริยาเองที่เริ่มทำตัวไม่ถูก"มาหาใครคะน้อง" เสียงใส ๆ ดังขึ้นพร้อมกับร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่ขยับเขยื้อนอยู่ในถุงนอนสีเขียวแก่ ก่อนจะโผล่หน้าออกมาทักทายอย่างเป็นกันเองจนจริยาแอบตกใจ ช่างเป็นภาพที่แปลกตานัก... ทำไมถึงเข้าไปอยู่ในถุงนอนทั้งที่ยังไม่มืด"เอ่อ... มาหาคุณ... เอ้อ พี่อวัชค่ะ" "อ๋อ... เดินตรงไปห้องกระจกข้างในเลยค่ะ พี่วัชรออยู่" รุ่นพี่สาวแย้มยิ้มพลางชี้มือไปทางห้
จริยาตัดสินใจเล่าเรื่องของชัยยศให้อวัชฟังจนหมดเปลือก ทว่าชายหนุ่มกลับทำเพียงรับฟังด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย เขาออกคำสั่งให้เธอขึ้นรถเพื่อไปส่งที่หอพัก และในระหว่างทางเขาก็ยึดโทรศัพท์มือถือของเธอไปเพื่อกดโทรเข้าเบอร์ของเขา เพื่อที่จะได้รู้เบอร์"เธอไม่ต้องไป... ฉันจะไปจัดการใช้หนี้ให้อาของเธอเอง" อวัชเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงพลังขณะที่รถจอดสนิทหน้าหอพักของจริยาเขายัดโทรศัพท์มือถือคืนให้แก่หญิงสาวที่ยังคงนั่งตัวสั่นเทาอยู่เบาะข้างๆ สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว"ส่วนเธอ... กลับขึ้นห้องไปซะ แล้วจำใส่หัวเอาไว้ด้วยจริยา..."เขานิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะขยับเข้าใกล้หญิงสาวมากขึ้น"รอรับโทรศัพท์จากฉัน... และเมื่อไรที่ฉันเรียก เธอต้องมาหาฉันทันที"จริยาเดินกลับเข้ามาในห้องพักขนาดเล็กที่กลายเป็นบ้านหลังใหม่ หญิงสาวไม่มีน้ำตาหลงเหลือให้ไหลรินอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยเธอก็ได้รับคำยืนยันว่าอาชัยจะปลอดภัยจากเจ้าหนี้แต่เธอก็รู้ดี... ว่าอิสรภาพของอานั้นมีราคาที่ต้องจ่าย และเธอก็คือสิ่งของที่อวัชเลือกไว้จริยานั่งลงบนเตียง นึกถึงสายตาคุกคามและคำพูดดูหมิ่นของคุณชายเล็ก เ
จริยายืนสั่นสะท้านอยู่หน้าประตูบานยักษ์ของคฤหาสน์เรืองฤทธิ์เดชสกุล สถานที่ที่เธอเพิ่งจะแบกข้าวของย้ายออกไปเมื่อตอนบ่าย เธอไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตจะเล่นตลกให้เธอต้องซมซานกลับมาที่นี่เร็วขนาดนี้หญิงสาวไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมมือไปกดกริ่งรบกวนเวลาพักผ่อนของเจ้าของบ้าน แต่โชคดีที่เธอโทรหา ยายหมวย หัวหน้าแม่บ้านไว้ก่อนที่จะมาถึงแล้ว ไม่นานนัก ประตูเล็กด้านข้างก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างท้วมของหญิงอาวุโสที่เดินออกมาต้อนรับ"เข้ามาก่อนอุ่น... มีอะไรหรือเปล่าลูก" ยายหมวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวลใจอย่างปิดไม่มิด เพราะนี่มันก็เกือบจะตีสามเข้าไปแล้ว"อุ่น... อุ่นมารอพบคุณผู้หญิงค่ะยาย" จริยาเอ่ยตอบเสียงสั่นเครือ นัยน์ตาแดงก่ำจากการผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก"อุ่นเอ๊ย... นี่อุ่นไม่รู้เหรอว่าคุณผู้หญิงท่านเพิ่งจะเดินทางไปเชียงใหม่เมื่อค่ำนี้เอง เห็นว่ามีงานด่วนน่ะลูก" ยายหมวยถอนหายใจยาว "แล้วนี่มันเรื่องคอขาดบาดตายอะไรกัน ทำไมถึงต้องมาหาท่านเอาป่านนี้ละลูก"จริยากัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด ความหวังสุดท้ายพังทลายลงต่อหน้าต่อตา เงินอีกหนึ่งล้านบาทที่ขาดไปเธอจะไปหาจากที่ไหนในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่เหลืออยู่"อุ่
จริยาตัวแข็งทื่อ มือที่ถือโทรศัพท์สั่นระริก เมื่อเสียงที่ลอดออกมาจากปลายสายไม่ใช่คำทักทายที่คุ้นเคย แต่กลับเป็นเสียงหอบหายใจ ตามมาด้วยเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของผู้เป็นอา"ทำไม... พวกคุณทำอะไรอาชัย" จริยาละล่ำละลักถามเสียงขาดห้วง หัวใจเต้นรัวแรงจนเจ็บหน้าอก สมองของหญิงสาวขาวโพลนไปหมดจนประมวลผลอะไรไม่ทัน"หูหนวกหรือไง บอกให้เตรียมเงินมาใช้หนี้ให้อามึงไง"เสียงปลายสายตวาดกลับมาอย่างเหี้ยมเกรียม ทันใดนั้นเสียงหมัดที่กระทบเนื้อเข้าอย่างจังก็ดังแทรกขึ้นมา ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนอย่างแสนสาหัสของชัยยศที่ทำให้จริยาต้องยกมือขึ้นปิดปากเพื่อไม่ให้ตัวเองกรีดร้องออกมา"อย่าทำอาชัย..." น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความตระหนก "หนี้อะไรกันคะ อาชัยไปติดหนี้พวกคุณตอนไหน""สองล้านบาท" เสียงหัวเราะหยันดังขึ้น "ถ้าพรุ่งนี้เช้าไม่มีเงินมาวาง... เตรียมเก็บศพมันไปเผาพร้อมแม่มึงได้เลย"สายโทรศัพท์ถูกตัดฉับทิ้งไว้เพียงความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว จริยาทรุดฮวบลงกับพื้นห้องพักที่เพิ่งจัดเสร็จอย่างหมดแรง...สองล้าน...เงินจำนวนมหาศาลนั้นจะหามาจากที่ไหนกัน จริยายกมือที่สั่นเทาขึ้นลูบใบหน้าด้วย มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ อาชัยของเธ
อาทิตย์ยืดหลังตรงขึ้นทันที นัยน์ตาที่เคยสนุกสนานกลับเคร่งขรึมขึ้นเมื่อหันไปมองใบหน้าของเพื่อนสนิทให้ชัด ๆ อีกครั้งหลังจากได้ยินคำสั่งนั้น เขาไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม..."ทวงตอนนี้เลยเหรอวะ มึงก็รู้ดีว่าคนของป๊ากูทำงานกันยังไง" อาทิตย์เปรยขึ้นพลางจิบเหล้าเข้าปากเพื่อดับความรู้สึกปั่นป่วนในใจ "ถ้าคนขับแท็กซี่นั่นไม่จ่าย... มันคงไม่ได้อยู่มีชีวิตขับรถต่อแน่ ๆ มึงกะเอาให้ถึงตายเลยหรือไง"อวัชไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที เขามองดูหยดน้ำที่เกาะอยู่ข้างแก้วเหล้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า มุมปากยกขึ้นนิดๆ"กูไม่ได้บอกให้ฆ่า... กูแค่บอกให้ทวง" อวัชเค้นเสียงต่ำ"ป๊ามึงไม่จำเป็นต้องฆ่าใครหรอก เพราะกูมั่นใจว่าคนขับแท็กซี่นั่นมีเงินมาจ่ายคืนให้แน่นอน"อาทิตย์ขมวดคิ้ว "มึงเอาความมั่นใจมาจากไหนวะ ประวัติมันบอกชัดว่าไม่มีทรัพย์สินอะไรเหลือแล้ว""ก็ยัยเด็กนั่นไง... อุ่นเป็นหลานเพียงคนเดียว และตอนนี้ในบัญชีก็มีเงินประกันจากการตายของแม่เป็นล้าน" อวัชเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "คนกตัญญูอย่างยัยนั่น... คงไม่ยอมปล่อยให้อาตัวเองโดนซ้อมจนพิการหรือโดนเก็บเพราะหนี้ท่วมหัวหรอก จริงไหม"อาทิตย์ถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นคว
จริยาเปลี่ยนความตั้งใจที่จะไปบอกลาบรรดาป้า ๆ ในครัวทันที หญิงสาวรีบหันหลังกลับแล้วออกตัววิ่งตรงไปยังรถแท็กซี่ของอาชัยอย่างไม่คิดชีวิต ความหวาดกลัวที่ยังสั่นประสาททำให้เธอต้องการออกไปจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้"อุ่น... เป็นอะไร""รีบไป... รีบไปกันเถอะค่ะอาชัย อุ่นอยากไปจากที่นี่แล้ว" จริยาตอบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า พยายามใช้หลังมือปาดน้ำตาและรอยสัมผัสที่น่ารังเกียจบนริมฝีปากออกอย่างเอาเป็นเอาตายชัยยศมองดูหลานสาวด้วยความสงสาร เขาเข้าใจไปเองว่าจริยาคงไม่อาจทนเห็นสถานที่ที่เคยมีความทรงจำร่วมกับแม่ได้อีก อาหนุ่มจึงรีบก้าวไปยังตำแหน่งคนขับ ทว่าในจังหวะที่กำลังจะเปิดประตูรถ สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นร่างสูงสง่าของลูกชายคนเล็กเจ้าของบ้านที่ยืนนิ่งอยู่กลางสวนอวัชไม่ได้ขยับเขยื้อน เขาเพียงแค่ยืนจ้องมองมาด้วยสายตาเย็นเยียบและไม่เป็นมิตรอย่างรุนแรง แววตาคู่นั้นทำให้ชัยยศรู้สึกขนลุกซู่อาหนุ่มไม่รอช้า เขารีบก้าวขึ้นรถและสตาร์ทเครื่องยนต์ทันที รถแท็กซี่เก่า ๆ เคลื่อนตัวออกจากรั้วคฤหาสน์เรืองฤทธิ์เดชสกุลจริยาพิงแผ่นหลังกับเบาะรถพลางหลับตาลงอย่างอ่อนแรง เธอรู้สึกเหมือนเพิ่งหนีออกมาจากข







