LOGINจริยาเปลี่ยนความตั้งใจที่จะไปบอกลาบรรดาป้า ๆ ในครัวทันที หญิงสาวรีบหันหลังกลับแล้วออกตัววิ่งตรงไปยังรถแท็กซี่ของอาชัยอย่างไม่คิดชีวิต ความหวาดกลัวที่ยังสั่นประสาททำให้เธอต้องการออกไปจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
"อุ่น... เป็นอะไร" "รีบไป... รีบไปกันเถอะค่ะอาชัย อุ่นอยากไปจากที่นี่แล้ว" จริยาตอบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า พยายามใช้หลังมือปาดน้ำตาและรอยสัมผัสที่น่ารังเกียจบนริมฝีปากออกอย่างเอาเป็นเอาตาย ชัยยศมองดูหลานสาวด้วยความสงสาร เขาเข้าใจไปเองว่าจริยาคงไม่อาจทนเห็นสถานที่ที่เคยมีความทรงจำร่วมกับแม่ได้อีก อาหนุ่มจึงรีบก้าวไปยังตำแหน่งคนขับ ทว่าในจังหวะที่กำลังจะเปิดประตูรถ สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นร่างสูงสง่าของลูกชายคนเล็กเจ้าของบ้านที่ยืนนิ่งอยู่กลางสวน อวัชไม่ได้ขยับเขยื้อน เขาเพียงแค่ยืนจ้องมองมาด้วยสายตาเย็นเยียบและไม่เป็นมิตรอย่างรุนแรง แววตาคู่นั้นทำให้ชัยยศรู้สึกขนลุกซู่ อาหนุ่มไม่รอช้า เขารีบก้าวขึ้นรถและสตาร์ทเครื่องยนต์ทันที รถแท็กซี่เก่า ๆ เคลื่อนตัวออกจากรั้วคฤหาสน์เรืองฤทธิ์เดชสกุล จริยาพิงแผ่นหลังกับเบาะรถพลางหลับตาลงอย่างอ่อนแรง เธอรู้สึกเหมือนเพิ่งหนีออกมาจากขุมนรก "ลูกชายคนเล็กของคุณผู้หญิง... เขาทำอะไรอุ่นหรือเปล่า" ชัยยศถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงความห่วงใย โดยที่สายตายังคงจดจ้องอยู่กับถนนเบื้องหน้า สัญชาตญาณลูกผู้ชายด้วยกันมันบอกเขาว่า แววตาที่อวัชใช้มองเขานั้นไม่ใช่เพียงแค่ความถือตัว แต่มันคือแววตาของเจ้าของที่กำลังโกรธเมื่อเห็นใครบางคนกำลังจะพรากของรักไปจากมือ "เปล่าค่ะ... ไม่มีอะไร" จริยาตอบเสียงเรียบ พยายามคุมโทนเสียงไม่ให้สั่นไปตามจังหวะหัวใจที่ยังเต้นระรัว ชัยยศพยักหน้าช้าๆ แม้จะไม่เชื่อสนิทใจแต่เขาก็ไม่อยากคาดคั้น เขารู้ดีว่าต่อให้อวัชจะทำรุนแรงกับเธอแค่ไหน จริยาก็คงเลือกที่จะเก็บมันเอาไว้ เพราะตระกูลเรืองฤทธิ์เดชสกุลมีบุญคุณท่วมหัวจนไม่รู้จะชดใช้อย่างไรหมด ไหนจะค่าเทอมและอนาคตทางการศึกษาที่เธอยังต้องพึ่งพาบารมีของมหาเศรษฐีตระกูลนี้ต่อไปอีกสี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัย อวัชยืนมองท้ายรถแท็กซี่ที่เคลื่อนลับตาไปจนพ้นเขตรั้วบ้าน มือหนายกโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดต่อสายหาเพื่อนสนิท "สืบให้หน่อยสิ... ทะเบียน ฒฐ 235 ใช่... รถแท็กซี่เก่า ๆ คันหนึ่ง" เขาเงียบฟังปลายสายที่กำลังสอบถามข้อมูลเบื้องต้นอย่างใจเย็น มุมปากกระตุกยิ้มร้าย "กูต้องการประวัติทั้งหมดของคนขับนั่น... เป็นใคร พักอยู่ที่ไหน มีจุดอ่อนตรงไหนบ้าง มึงรีบหามาให้กูให้เร็วที่สุด เท่าไหร่กูก็จ่าย" เมื่อกดวางสาย อวัชก็ใช้นิ้วโป้งปาดคราบเลือดที่เริ่มแห้งกรังตรงมุมปากช้า ๆ ความเจ็บแปลบที่ริมฝีปากไม่ได้ทำให้เขาโมโหจนขาดสติ แต่มันกลับเป็นตัวกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าในตัวเขาให้ตื่นตัวขึ้นอย่างรุนแรง บรรยากาศภายในคลับหรูระดับเอ็กซ์คลูซีฟ เสียงเพลงเบาๆ แสงไฟสลัวสีแดงและเขียวพาดผ่านผนังห้องสลับไปมา ดูลึกลับและเย้ายวนใจ อวัชนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังตัวยาวในมุมที่มืดที่สุด มือหนาถือแก้วบรรจุของเหลวสีอำพันวนไปวนมาอย่างช้าๆ นัยน์ตาเย็นชาและไร้ความรู้สึก แม้จะมีสายตาจากหญิงสาวสวยหลายคนที่พยายามส่งสัญญาณเชิญชวนอย่างเปิดเผยเพียงใด ทว่าเขากลับมองเห็นเพียงความว่างเปล่า ผู้หญิงพวกนี้... ไม่มีใครที่มีกลิ่นหรือสัมผัสที่ทำให้เขารู้สึกคลั่งได้เท่ากับเด็กสาวที่เพิ่งฝังคมเขี้ยวลงบนริมฝีปากเขาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ชายหนุ่มยกแก้วเหล้าขึ้นจิบช้าๆ ปล่อยให้ความร้อนแรงของแอลกอฮอล์ไหลผ่านบาดแผลที่มุมปาก ความเจ็บแปลบที่เกิดขึ้นกลับทำให้อวัชกระตุกยิ้มอย่างพึงใจ เธอกำลังทำให้ผู้หญิงทั้งโลกกลายเป็นของน่าเบื่อ... ยัยเด็กถ้ำมอง ในมืออีกข้าง เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูความคืบหน้าจากเพื่อนสนิท ความอดทนของเขามันต่ำเตี้ยเรี่ยดินเหลือเกินเมื่อเป็นเรื่องของจริยา ยังไม่ทันที่อวัชจะกดโทร.จิกถามความคืบหน้า ร่างสูงสง่าของชายหนุ่มในชุดเชิ้ตสีดำที่จงใจปลดกระดุมลงมาถึงสามเม็ดก็ก้าวตรงเข้ามา แสงไฟสลัวในคลับขับเน้นแผงอกและเสน่ห์เหลือร้ายจนสาวๆ ที่เคยจ้องมองอวัชต้องหันขวับไปมองผู้มาใหม่เป็นตาเดียว สายตาหลายคู่สื่อความหมายพร้อมจะพลีกายให้ชายหนุ่มคนนี้อย่างไม่ปิดบัง อาทิตย์กระตุกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ เขายื่นไอแพดกระแทกเข้าที่อกเพื่อนสนิทเบาๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างกัน ชายหนุ่มเอียงคอนิดๆ โปรยเสน่ห์กลับไปให้บรรดาสาวๆ ที่ส่งยิ้มมาให้ ก่อนจะรับแก้วเหล้าจากบริกรมาถือไว้ "ช้าฉิบหาย... กูรอนานมาก" อวัชเอ่ยอย่างหัวเสีย ดวงตาจดจ้องไอแพดในมือราวกับมันคือขุมทรัพย์ "คุณอวัชครับ... นี่ถือว่าเร็วที่สุดเท่าที่คนของป๊ากูจะสืบให้มึงได้แล้วนะ" อาทิตย์ไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ อวัชไม่สนใจคำประชดประชัน เขาใช้นิ้วเลื่อนเปิดหน้าจอไอแพดทันที แสงสว่างจากหน้าจอสะท้อนในดวงตาที่วาวโรจน์ด้วยความคลั่งไคล้และกระหายการเอาชนะ ข้อมูลประวัติของชัยยศ พิกัดห้องเช่าราคาถูก "ใครวะ... ชัยยศ" อาทิตย์เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ปกติคุณชายผู้สูงส่งอย่างอวัชมักจะไม่เคยลดตัวลงมาสนใจเรื่องของใคร "นี่มึงเปลี่ยนรสนิยมไปชอบคนขับแท็กซี่ตั้งแต่เมื่อไร หรือมึงจะสลับขั้วไปเล่นของแปลก" อวัชทำเพียงปรายสายตาเย็นชาไปมองเพื่อนเพียงนิดเดียว ก่อนจะกลับไปจดจ้องที่ข้อมูลสำคัญบนหน้าจอต่อ... และแล้วเขาก็พบสิ่งที่ต้องการ ...ติดหนี้นอกระบบ... อวัชจ้องมองมาร์คสีแดงเข้มที่ลูกน้องของพ่อเพื่อนวงเน้นย้ำมาให้ ก่อนจะเหยียดยิ้มร้ายที่มุมปาก แผลที่ริมฝีปากยังคงเจ็บแปลบแต่มันกลับทำให้เขารู้สึกเหนือกว่าขึ้นมาทันที "แค่คนขับแท็กซี่ที่มีหนี้เกินตัว" อวัชพึมพำเสียงต่ำ "คุณอวัชครับ... เพื่อนคนนี้ก็นั่งรอฟังคำตอบอยู่นะครับ" อาทิตย์กดเสียงต่ำ ความอดทนของเขามันต่ำเตี้ยเรี่ยดินยิ่งกว่าอวัชเสียอีก "ซัน... มึงไม่รู้สักเรื่องจะได้ไหมวะ" อวัชถามเพื่อนเสียงแข็ง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าคนอย่างอาทิตย์ถ้าอยากรู้ขึ้นมา ต่อให้เอาช้างมาฉุดก็หยุดไม่ได้ "ตอบกูมา... อย่ามาเฉไฉ" "ก็แค่อยากรู้ว่าเด็กในบ้านหนีไปอาศัยอยู่กับใคร" อวัชตอบเสียงเรียบ พยายามรักษามาดนิ่งเหมือนไม่คิดอะไร ทว่านิ้วที่เคาะแก้วเหล้ากลับทรยศความใจเย็นของเขา "เด็กในบ้าน..." อาทิตย์ทวนคำนั้นช้า ๆ ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อภาพเหตุการณ์ที่มหาลัยไหลกลับเข้ามาในหัว "นี่อย่าบอกนะว่ามึงกำลังคลั่งยัยเด็กปีหนึ่งที่ซุ่มซ่ามจนกระโปรงเปิดวันนั้นน่ะ เด็กคนนั้นเป็นเด็กในบ้านมึงเหรอวะ" อวัชไม่ได้ปฏิเสธ เขาทำเพียงจิบเหล้าเข้าปากเพื่อดับอารมณ์พลุ่งพล่าน "ใช่... แม่เพิ่งเสียไป วันนี้เลยขนของออกจากบ้านกูไปหมด" "แล้วทำไม... คุณชายผู้สูงส่งอย่างมึงถึงทนไม่ได้" อาทิตย์แค่นยิ้มล้อเลียน แววตารู้ทัน "กะอีแค่เด็กในบ้านย้ายออก มึงถึงขั้นต้องให้คนของป๊ากูสืบทะเบียนรถแท็กซี่เลยเหรอวะวัช" "อาของยัยเด็กนั่น... ติดหนี้ป๊ามึงอยู่ใช่ไหม" อวัชถามกลับเสียงเรียบ เมินเฉยต่อคำล้อเลียนของเพื่อนสนิท อาทิตย์ขมวดคิ้วพลางหยิบไอแพดขึ้นมาไล่ดูรายละเอียดในส่วนของหนี้สินอีกครั้ง ก่อนจะผิวปากออกมาเบา ๆ เมื่อเห็นตัวเลขยอดรวมที่ถูกมาร์คไว้ "หืม... สองล้านเลยเหรอวะเนี่ย ขับแท็กซี่กี่ชาติจะใช้หมดล่ะนั่น" "ให้คนของป๊ามึงไปทวงหน่อยสิ" อวัชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก ราวกับกำลังคุยเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไปจริยาหอบหายใจ ร่างกายอ่อนปวกเปียก ความซ่านสยิวที่เพิ่งมอดดับลงทิ้งไว้เพียงความรู้สึกน่ารังเกียจที่ถาโถมเข้ามาทิ่มแทงใจ เธอนอนแผ่อยู่บนโต๊ะทำงานด้วยสภาพชุดหลุดลุ่ย น้ำตารื้นขึ้นมาจนมองภาพเบื้องหน้าพร่ามัวทว่าอวัชกลับไม่ปล่อยให้เธอได้พักนานนัก ชายหนุ่มหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาแทรกตัวอยู่ระหว่างเรียวขาคู่สวยที่ยังอ้าค้างอยู่ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสั่นระริกของเธอ ขณะที่มือหนาเลื่อนลงไปจับที่หัวเข็มขัดหนังราคาแพงแล้วเริ่มปลดมันออกอย่างเชื่องช้า "มะ... ไม่นะคะ คุณบอกว่าจะไปเจอกันคืนนี้ไง"จริยาได้สติรีบตะเกียกตะกายหนี มือเล็กยันพื้นโต๊ะหมายจะถอยร่นไปอีกทาง ทว่าอวัชกลับเร็วกว่า เขาใช้ฝ่ามือใหญ่เพียงข้างเดียวขยุ้มลงบนหัวไหล่มนแล้วกดร่างเธอกลับลงไปราบกับโต๊ะตามเดิม"ฉันเปลี่ยนใจแล้ว... แค่ชิมมันไม่พอว่ะอุ่น เธอทำฉันแม่ง... ปวดไปหมดแล้วเนี่ย"เขาแค่นเสียงสบถอย่างหิวกระหาย แววตาคู่นั้นไม่มีวี่แววของความล้อเล่น เขารูดซิปกางเกงลงจนเกิดเสียงที่ทำให้จริยาใจหายวาบ ความแข็งขึงและร้อนแรงที่ซ่อนอยู่ภายในเริ่มขยับขยายจนคนตัวเล็กรับรู้ได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา"อย่า... อุ
ภายในห้องสโมสรนักศึกษาเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งประธานฝ่ายต่าง ๆ และเหล่าสมาชิกที่กำลังเร่งเคลียร์งานเพื่อเตรียมจัดงานเฟรชชี่ไนท์ในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ เสียงพูดคุยและเสียงเลื่อนโต๊ะดังระงมไปทั่ว ทว่าสำหรับจริยาที่ยืนแข็งทื่ออยู่หน้าประตู เสียงเหล่านั้นกลับดูห่างไกลออกไปทุกทีเธอยืนกำสายกระเป๋าสะพายแน่น พลางกวาดสายตามองหาเจ้าของข้อความที่เรียกเธอมาที่นี่ด้วยความไม่เข้าใจหญิงสาวตัดสินใจรวบรวมความกล้าผลักประตูเข้าไป ทว่าบรรยากาศภายในกลับผิดคาด คนอื่น ๆ ที่กำลังวุ่นกับการเตรียมงานไม่ได้เหลือบมองเธอด้วยความสงสัยเลยแม้แต่น้อย ทุกคนทำงานกันอย่างขะมักเขม้นราวกับเห็นเธอเป็นเพียงสมาชิกคนหนึ่งที่เดินเข้าออกเป็นปกติ จนกลายเป็นจริยาเองที่เริ่มทำตัวไม่ถูก"มาหาใครคะน้อง" เสียงใส ๆ ดังขึ้นพร้อมกับร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่ขยับเขยื้อนอยู่ในถุงนอนสีเขียวแก่ ก่อนจะโผล่หน้าออกมาทักทายอย่างเป็นกันเองจนจริยาแอบตกใจ ช่างเป็นภาพที่แปลกตานัก... ทำไมถึงเข้าไปอยู่ในถุงนอนทั้งที่ยังไม่มืด"เอ่อ... มาหาคุณ... เอ้อ พี่อวัชค่ะ" "อ๋อ... เดินตรงไปห้องกระจกข้างในเลยค่ะ พี่วัชรออยู่" รุ่นพี่สาวแย้มยิ้มพลางชี้มือไปทางห้
จริยาตัดสินใจเล่าเรื่องของชัยยศให้อวัชฟังจนหมดเปลือก ทว่าชายหนุ่มกลับทำเพียงรับฟังด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย เขาออกคำสั่งให้เธอขึ้นรถเพื่อไปส่งที่หอพัก และในระหว่างทางเขาก็ยึดโทรศัพท์มือถือของเธอไปเพื่อกดโทรเข้าเบอร์ของเขา เพื่อที่จะได้รู้เบอร์"เธอไม่ต้องไป... ฉันจะไปจัดการใช้หนี้ให้อาของเธอเอง" อวัชเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงพลังขณะที่รถจอดสนิทหน้าหอพักของจริยาเขายัดโทรศัพท์มือถือคืนให้แก่หญิงสาวที่ยังคงนั่งตัวสั่นเทาอยู่เบาะข้างๆ สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว"ส่วนเธอ... กลับขึ้นห้องไปซะ แล้วจำใส่หัวเอาไว้ด้วยจริยา..."เขานิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะขยับเข้าใกล้หญิงสาวมากขึ้น"รอรับโทรศัพท์จากฉัน... และเมื่อไรที่ฉันเรียก เธอต้องมาหาฉันทันที"จริยาเดินกลับเข้ามาในห้องพักขนาดเล็กที่กลายเป็นบ้านหลังใหม่ หญิงสาวไม่มีน้ำตาหลงเหลือให้ไหลรินอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยเธอก็ได้รับคำยืนยันว่าอาชัยจะปลอดภัยจากเจ้าหนี้แต่เธอก็รู้ดี... ว่าอิสรภาพของอานั้นมีราคาที่ต้องจ่าย และเธอก็คือสิ่งของที่อวัชเลือกไว้จริยานั่งลงบนเตียง นึกถึงสายตาคุกคามและคำพูดดูหมิ่นของคุณชายเล็ก เ
จริยายืนสั่นสะท้านอยู่หน้าประตูบานยักษ์ของคฤหาสน์เรืองฤทธิ์เดชสกุล สถานที่ที่เธอเพิ่งจะแบกข้าวของย้ายออกไปเมื่อตอนบ่าย เธอไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตจะเล่นตลกให้เธอต้องซมซานกลับมาที่นี่เร็วขนาดนี้หญิงสาวไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมมือไปกดกริ่งรบกวนเวลาพักผ่อนของเจ้าของบ้าน แต่โชคดีที่เธอโทรหา ยายหมวย หัวหน้าแม่บ้านไว้ก่อนที่จะมาถึงแล้ว ไม่นานนัก ประตูเล็กด้านข้างก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างท้วมของหญิงอาวุโสที่เดินออกมาต้อนรับ"เข้ามาก่อนอุ่น... มีอะไรหรือเปล่าลูก" ยายหมวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวลใจอย่างปิดไม่มิด เพราะนี่มันก็เกือบจะตีสามเข้าไปแล้ว"อุ่น... อุ่นมารอพบคุณผู้หญิงค่ะยาย" จริยาเอ่ยตอบเสียงสั่นเครือ นัยน์ตาแดงก่ำจากการผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก"อุ่นเอ๊ย... นี่อุ่นไม่รู้เหรอว่าคุณผู้หญิงท่านเพิ่งจะเดินทางไปเชียงใหม่เมื่อค่ำนี้เอง เห็นว่ามีงานด่วนน่ะลูก" ยายหมวยถอนหายใจยาว "แล้วนี่มันเรื่องคอขาดบาดตายอะไรกัน ทำไมถึงต้องมาหาท่านเอาป่านนี้ละลูก"จริยากัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด ความหวังสุดท้ายพังทลายลงต่อหน้าต่อตา เงินอีกหนึ่งล้านบาทที่ขาดไปเธอจะไปหาจากที่ไหนในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่เหลืออยู่"อุ่
จริยาตัวแข็งทื่อ มือที่ถือโทรศัพท์สั่นระริก เมื่อเสียงที่ลอดออกมาจากปลายสายไม่ใช่คำทักทายที่คุ้นเคย แต่กลับเป็นเสียงหอบหายใจ ตามมาด้วยเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของผู้เป็นอา"ทำไม... พวกคุณทำอะไรอาชัย" จริยาละล่ำละลักถามเสียงขาดห้วง หัวใจเต้นรัวแรงจนเจ็บหน้าอก สมองของหญิงสาวขาวโพลนไปหมดจนประมวลผลอะไรไม่ทัน"หูหนวกหรือไง บอกให้เตรียมเงินมาใช้หนี้ให้อามึงไง"เสียงปลายสายตวาดกลับมาอย่างเหี้ยมเกรียม ทันใดนั้นเสียงหมัดที่กระทบเนื้อเข้าอย่างจังก็ดังแทรกขึ้นมา ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนอย่างแสนสาหัสของชัยยศที่ทำให้จริยาต้องยกมือขึ้นปิดปากเพื่อไม่ให้ตัวเองกรีดร้องออกมา"อย่าทำอาชัย..." น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความตระหนก "หนี้อะไรกันคะ อาชัยไปติดหนี้พวกคุณตอนไหน""สองล้านบาท" เสียงหัวเราะหยันดังขึ้น "ถ้าพรุ่งนี้เช้าไม่มีเงินมาวาง... เตรียมเก็บศพมันไปเผาพร้อมแม่มึงได้เลย"สายโทรศัพท์ถูกตัดฉับทิ้งไว้เพียงความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว จริยาทรุดฮวบลงกับพื้นห้องพักที่เพิ่งจัดเสร็จอย่างหมดแรง...สองล้าน...เงินจำนวนมหาศาลนั้นจะหามาจากที่ไหนกัน จริยายกมือที่สั่นเทาขึ้นลูบใบหน้าด้วย มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ อาชัยของเธ
อาทิตย์ยืดหลังตรงขึ้นทันที นัยน์ตาที่เคยสนุกสนานกลับเคร่งขรึมขึ้นเมื่อหันไปมองใบหน้าของเพื่อนสนิทให้ชัด ๆ อีกครั้งหลังจากได้ยินคำสั่งนั้น เขาไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม..."ทวงตอนนี้เลยเหรอวะ มึงก็รู้ดีว่าคนของป๊ากูทำงานกันยังไง" อาทิตย์เปรยขึ้นพลางจิบเหล้าเข้าปากเพื่อดับความรู้สึกปั่นป่วนในใจ "ถ้าคนขับแท็กซี่นั่นไม่จ่าย... มันคงไม่ได้อยู่มีชีวิตขับรถต่อแน่ ๆ มึงกะเอาให้ถึงตายเลยหรือไง"อวัชไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที เขามองดูหยดน้ำที่เกาะอยู่ข้างแก้วเหล้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า มุมปากยกขึ้นนิดๆ"กูไม่ได้บอกให้ฆ่า... กูแค่บอกให้ทวง" อวัชเค้นเสียงต่ำ"ป๊ามึงไม่จำเป็นต้องฆ่าใครหรอก เพราะกูมั่นใจว่าคนขับแท็กซี่นั่นมีเงินมาจ่ายคืนให้แน่นอน"อาทิตย์ขมวดคิ้ว "มึงเอาความมั่นใจมาจากไหนวะ ประวัติมันบอกชัดว่าไม่มีทรัพย์สินอะไรเหลือแล้ว""ก็ยัยเด็กนั่นไง... อุ่นเป็นหลานเพียงคนเดียว และตอนนี้ในบัญชีก็มีเงินประกันจากการตายของแม่เป็นล้าน" อวัชเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "คนกตัญญูอย่างยัยนั่น... คงไม่ยอมปล่อยให้อาตัวเองโดนซ้อมจนพิการหรือโดนเก็บเพราะหนี้ท่วมหัวหรอก จริงไหม"อาทิตย์ถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นคว







