LOGIN“เอาเหมือนเดิม รู้แล้วยังจะมาถามฉันอีก” เขาดุให้เลขาสาว แต่ทว่าเจ้าหล่อนกลับทำหน้าระรื่นไม่ได้รู้สึกน้อยใจแต่อย่างใด
“ถ้าอย่างนั้นรอสักครู่นะคะ”
หลังจากเธอไปแล้วผมก็หันไปสนใจเขาอีกครั้ง เราจ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร ราวกับว่าก่อนหน้านี้เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทหรือผิดใจกันมาก่อน
“คุณมองผมอย่างนั้นหมายความว่ายังไงครับ” ผมเป็นคนเอ่ยถามขึ้นมาก่อน เพราะเขาเอาแต่จ้องมองแต่ไม่ยอมเอ่ยอะไร
“ทำไม? ผมมองคุณไม่ได้งั้นเหรอ คุณเป็นคนอยากเข้ามาที่นี่จนตัวสั่น คุณก็ต้องทนนิสัยผมให้ได้” เขาเอ่ยกับผมอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ผมทนได้แน่นอนครับ เพราะผมตั้งใจเข้ามาที่นี่เพราะอยากจะช่วย แต่ถ้าผู้บริหารอย่างคุณจะทำตัวไม่เข้าท่าอย่างนี้ ผมก็จะไม่ถือสา คิดเสียว่ามันเป็นสันดานที่แก้ไม่ได้” ในเมื่อเขาไม่ยอมเปลี่ยนนิสัยใจคอ ให้เข้ากับคนอื่นอย่างนี้ ผมเองก็ไม่มีทางยอมก้มหัวให้เด็ดขาด เพราะเกมนี้ผมจะเป็นคนคุมมันเอง
“นี่คุณ! มันจะมากไปแล้วนะ ผมให้คุณมาเป็นที่ปรึกษาผม ไม่ใช่ให้มาเป็นเจ้านายคิดอยากจะพูดอะไรก็ได้ อย่าคิดว่าตัวเองมีเงินแล้วจะทำก็ได้ ถ้าคุณยังทำตัวแย่ ๆ อย่างนี้ ผมเองนี่ล่ะจะเขี่ยคุณออกจากที่นี่” พอโดนด่าเข้าให้ก็เริ่มจะหัวร้อน เฮ้อ! ผู้ชายคนนี้สงสัยจะดัดสันดานไม่ได้แล้วจริง ๆ
“คุณอย่าคิดว่าจะทำอะไรคนอื่นได้เพียงฝ่ายเดียว ผมไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่จะต้องรองรับอารมณ์คุณหรอกนะ ลืมไปแล้วเหรอว่าผมไม่ใช่ลูกน้องคุณ จะพูดจะจาอะไรก็ระวังปากบ้างนะ”
“ผมไม่น่าเอาคุณมาเป็นหอกข้างแคร่เลยจริง ๆ” เขาส่ายหน้าอย่างหัวเสีย สงสัยคิดว่าการตัดสินใจเอาผมเข้ามาที่นี่ เป็นเรื่องผิดพลาดซะเหลือเกินกระมัง
ในระหว่างนั้นเลขาสาวก็เดินเข้ามาเสิร์ฟกาแฟ
“ขออนุญาตนะคะ ดิฉันเอากาแฟมาเสิร์ฟค่ะ”
“ครับผม” ผมยิ้มรับ
จากนั้นเมษาก็ยกแก้วกาแฟมาวางตรงหน้าผม ก่อนจะเดินอ้อมไปฝั่งที่พี่ธีนั่งอยู่ แล้วยกถ้วยกาแฟร้อน ๆ ให้เช่นกัน ดูท่าทางแล้วคงจะอ่อยเจ้านายสินะ เสื้อสีขาวเว้าลึกจนเห็นเนินอกทรงโต แต่ทว่าพี่ธีกลับไม่ได้สนใจเธอเลย
“ออกไปได้ อ้อ...ถ้าไม่ได้สั่งห้ามเข้ามา ฉันมีธุระจะคุยกับคุณอี้เฟย”
“ค่ะท่านประธาน” เธอตอบรับด้วยสีหน้าไม่ค่อยพอใจนัก ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง
ผมเกลียดสายตาคู่นั้น ที่เอาแต่จ้องมองมาที่ผมอยู่ตลอดเวลา ราวกับต้องการกดดันผมให้รู้สึกอึดอัด แต่ผมไม่ยอมทำให้เขาสมใจแน่ หากเล่นเกมจ้องตากันอย่างนี้ ผมก็จะยอมเล่นด้วย ดูซิว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะในเกมนี้
“หน้าผมมีอะไรติดอยู่งั้นเหรอครับ”
“ก็เปล่า” เขาว่าพลางจิบกาแฟในถ้วยไปด้วยอย่างสบายอุรา
“เปล่าแล้วมองมาเพื่อ ถ้าอาหยางมาด้วยคงจะกระชากตัวคุณให้นอนหมอบลงกับพื้นไปแล้ว ไม่เคยมีใครจ้องหน้าผมได้นานเท่าคุณมาก่อนเลย”
“นี่สินะนิสัยของพวกมาเฟีย ใช้แต่กำลัง”
“ใช่ครับพวกผมเป็นมาเฟีย แต่ก็เล่นงานซึ่ง ๆ หน้าอย่างลูกผู้ชาย ไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมลอบทำร้ายคนอื่นอย่างกับไอ้พวกหน้าตัวเมียหรอกครับ” ผมว่าพลางแสยะยิ้มใส่อย่างไม่ยี่หระ
“คุณคงไม่ได้ว่าผมหรอกนะ”
“ถ้าคุณไม่ใช่คนแบบนั้นก็อย่าร้อนตัวครับ สรุปว่าเราจะคุยเรื่องงานกันได้หรือยัง อย่าบอกนะว่าจะให้ผมมาเป็นเพื่อนคุยเรื่องไร้สาระแบบนี้ไปทั้งวัน”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะ”
“ไม่มีปัญหาครับ อย่างน้อยผมก็ได้รู้แล้วว่า ที่บริษัทกำลังจะเจ๊งมันมีสาเหตุมาจากอะไร”
“ก็แล้วแต่คุณจะคิด เพราะผมรู้ดีว่ามันมีสาเหตุมาจากอะไร มันมีพวกจ้องจะทำลายธุรกิจผม ตอนนี้กำลังตามสืบอยู่ อีกไม่นานหรอกจะได้รู้ว่าพวกมันเป็นใคร และต้องการอะไรกันแน่” สายตาคมที่จ้องมองมานั้น ราวกับมั่นใจเสียเหลือเกิน ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังคือผม ได้ยินอย่างนี้แล้วผมจะต้องบอกให้อาหยางระวังตัวมากขึ้นไปอีก
“เห็นไหมล่ะว่าลูกอยากให้เราอยู่ด้วยกัน เพราะงั้นนายช่วยรับช่อดอกไม้นี้ไว้ได้ไหม”“ไม่ได้หรอกเพราะผมไม่ได้รักคุณ”“ไม่เชื่อหรอกว่าไม่ได้รัก ฉันจะพิสูจน์ให้ดูว่านายรักฉัน”อาหยางเดินเข้าไปในระยะประชิด ก่อนจะรั้งตัวฮอนเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าทั้งสองอยู่กันใกล้กันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารด เพียงเสี้ยววินาทีนั้นอาหยางได้ฉกฉวยโอกาสครอบครองริมฝีปากอวบอิ่ม บดเบียดอย่างเนิบนาบแต่ทว่าหนักหน่วง ปลุกความร้อนรุ่มภายในกายของอีกฝ่ายให้ตื่นจากอาการหลับไหลอย่างง่ายดาย“อือ...”เสียงครางฮือในลำคอบ่งบอกว่าร่างหนาพอใจกับรสจูบอันเร่าร้อนนี้มากเพียงใด ฮอนพยายามละใบหน้าออกมาแต่อาหยางไม่ยอมง่าย ๆ กระชับตัวให้แนบชิดยิ่งขึ้น เมื่อหนำใจแล้วก็ยอมปล่อยให้ร่างเล็กเป็นอิสระ รสจูบที่สุดแสนจะหนักหน่วงทำเอาฮอนหายใจเหนื่อยหอบเลยทีเดียว“คุณทำบ้าอะไร ไม่อายคนอื่นบ้างเหรอ”“อายทำไม ในเมื่อวันนี้ฉันตั้งใจจะเอาชนะใจนายให้ได้ ไม่ว่าจะต้องอายมากกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าก็จะยอมทำโดยไม่มีข้อแม้”“ถ้าทุ่มเทมากนักผมจะสั่งคุณให้ทำอะไรก็ได้ใช่ไหม” คนพูดยกยิ้มมุมปากเมื่อคิดแผนแกล้งชายผู้เป็นที่รักได้“ได้! ฉันยอมทำทุกอย่า
ช่วงค่ำของวันนี้ทุกคนเดินทางมาส่งฮอนกลับเมืองไทยกันอย่างพร้อมหน้า ยกเว้นอาม่าที่ไม่สะดวกในการเดินทางไกลเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ส่วนคนที่สำคัญที่สุดอย่างอาหยางได้แจ้งล่วงหน้าแล้วว่าไม่ได้มาส่งแม้จะสนทนากับคนอื่นอย่างยิ้มแย้มเป็นปกติ หากทว่าภายในใจยังคงโหยหาคนที่ชื่ออาหยาง อยากให้เขามาส่งเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าตัวแอบส่องสายตามองหาอยู่เรื่อย ๆ เผื่อว่าจะเห็นหน้าของใครบางคนอีกสักครั้งก่อนกลับเมืองไทยในระหว่างรอขึ้นเครื่องเสี่ยวซือและต้นกล้าได้ใช้โอกาสนี้สนทนาปรับทุกข์และเปิดใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนไม่มีอะไรติดค้างกันอีกแล้ว“ขอบใจนะอาซือที่ไม่โกรธเกลียดฉัน แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกผิดมันจะยังคงอยู่กับฉันไปตลอดชีวิตเหมือนเดิมนั่นล่ะ” ต้นกล้ากล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ทว่าแววตานั้นฉายความอ่อนล้าออกมาให้เห็น“ลืมมันไปซะเถอะ แล้วกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยให้มีความสุข ฉันเป็นกำลังใจให้นะ”“ขอบใจนะ ฉันก็ขอให้นายมีความสุขเช่นกัน” ว่าแล้วก็หันไปเอ่ยกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างผู้เป็นแม่ “เป็นเด็กดีนะครับหลานหลาน เชื่อฟังม๊าของหนูให้มาก ๆ นะ”เด็กชายพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ นั่นเพราะไม่รู้สึกคุ้นเคยกับต
เสี่ยวซือจับมือพร้อมส่งรอยยิ้มให้กำลังใจ ภายในใจยังคงเชื่อมั่นว่าคนทั้งสองรักกันมาก แต่คงมีบางเรื่องที่อาจจะทำให้ไม่เข้าใจกัน แต่เชื่อว่าความรักและความโหยหาจะทำให้คนทั้งสองต้องโคจรกลับมาพบกันในสักวัน“คุยกันเสร็จหรือยัง จะได้ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก วันนี้ครอบครัวเราอยู่กันพร้อมหน้าทั้งที” เป็นอาจูที่เดินเข้ามายืนอยู่ข้างคนรัก ยกมือขึ้นวางพาดบนบ่าน้อย ๆ ของเสี่ยวซือแสดงความเป็นเจ้าของ เห็นอย่างนั้นฮอนก็ยิ้มอย่างรู้สึกยินดีด้วย“เอาสิ ไปกันเลยไหม” ฮอนตอบ“แต่เฮียหยางยังไม่ลงมาเลย ซ้อช่วยไปตามให้หน่อยได้ไหมครับ” อาจูออกอุบายให้พี่ชายและพี่สะใภ้มีโอกาสได้พูดคุยกัน เผื่อว่าจะทำให้อะไรดีขึ้น“อาจูไปเองเถอะ พี่ว่าจะไปดูลูกสักหน่อย ขอตัวก่อนนะ”ฮอนส่งยิ้มทิ้งท้ายแล้วเดินไปหาลูกชายที่กำลังนั่งเล่นอยู่กับเสี่ยวหลานและอาม่า อาจูและเสี่ยวซือได้แต่มองหน้ากันด้วยสีหน้าหมดหวัง ก่อนที่อาจูจะเป็นฝ่ายไปเรียกพี่ชายลงมาข้างล่างเพื่อถ่ายรูปครอบครัว..ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว ฮอนและลูกชายมาร่ำลาอาม่าก่อนเดินทาง แน่นอนว่าการจากลาเป็นอะไรที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนแก่อย่างอาม่า ไ
ในที่สุดฮอนก็จะได้กลับเมืองไทยสมใจอยากโดยไม่มีอาหยางคอยห้ามปรามเหมือนที่ผ่านมา เจ้าตัวรู้ดีว่าเป็นเพราะตนสนทนากับอาไฉวันนั้นจนทำให้อาหยางน้อยอกน้อยใจ มันคือแผนที่จะทำให้ตนได้กลับเมืองไทยโดยไม่มีห่วง อย่างน้อยก่อนกลับก็ได้มีโอกาสพบหน้าเสี่ยวซืออีกครั้ง หลังจากจัดงานศพให้พี่ชายแล้วเสี่ยวซือและลูกก็มาหาที่บ้าน พาเสี่ยวหลานมาทำความรู้จักกับญาติฝ่ายพ่อเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะคนตระกูลเดียวกันในขณะที่ทุกคนกำลังรวมตัวกันอยู่ภายในห้องนั่งเล่น มีเพียงอาหยางคนเดียวเท่านั้นที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียงห้อง ปล่อยควันสีขาวให้ลอยคลุ้งไปกับสายลม วันนี้ฮอนและลูกจะต้องเดินทางกลับเมืองไทยแล้ว เขาจึงไม่อยากจะต้องเสียน้ำตาต่อหน้าใคร ไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอโดยเฉลาะลูกชาย“ขอให้นายโชคดีนะฮอน”กล่าวสั้น ๆ ก่อนจะยืนอยู่อย่างนั้น คิดเรื่องต่าง ๆ ในหัวไปพร้อมกับหัวใจที่แตกสลาย แต่อีกไม่นานหรอกความเจ็บมันก็จะหายไป เวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งให้กลับคืนมาเป็นปกติภายในห้องนั่งเล่นตอนนี้เด็ก ๆ กำลังวิ่งเล่นกันอย่างซุกซน อาม่านั่งมองและยิ้มด้วยความอบอุ่นหัวใจ เมื่อเห็นลูกหลานอยู่กันอย่างพร้อมหน้าเช่นนี้ ฮอนรู
“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น รีบเก็บของ ฉันจะพากลับไปหาพี่ชายนาย”ได้ยินอย่างนั้นร่างเล็กก็ชะงักงัน คิ้วเรียวขมวดมุ่นครุ่นคิดในใจว่าเหตุใดเขาจึงเปลี่ยนใจปุบปับเช่นนี้ หรือเป็นเพราะกลัวว่าตนกับลูกจะหนีไปจากชีวิตงั้นสินะ“ใจคนเรามันไม่มีทางเปลี่ยนไปได้ง่าย ๆ หรอก กลัวว่าฉันจะพาลูกหนีไปสินะ”“ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย ฉันรู้แล้วว่าปัจจุบันสำคัญที่สุด ไม่ว่าอดีตจะทำร้ายเราแค่ไหนแต่มันก็เป็นได้แค่อดีต นายกับลูกคือปัจจุบันของฉัน เป็นความสุขที่ฉันไม่อยากให้หายไปจากชีวิต เพราะงั้นนับจากนี้ฉันจะลืมเรื่องราวบาดหมางระหว่างพี่ชายนาย ปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับเสี่ยวซ่งก็แล้วกัน”“ฉันจะเชื่อใจนายได้ยังไงกัน ไม่ใช่ว่าวันใดวันหนึ่งคิดจะทำร้ายฉันกับลูกหรอกนะ”“ทำไมพูดอย่างนั้น ฉันไม่มีวันทำร้ายคนที่ฉันรักหรอกนะ เสี่ยวซือ...ได้โปรดเชื่อใจฉันเถอะนะ ฉันอยากใช้ชีวิตร่วมกับนายและลูกอย่างมีความสุข เราจะเป็นครอบครัวที่เข้าอกเข้าใจกัน ช่วยกันเลี้ยงดูหลานหลานให้โตขึ้นเป็นคนดี ฉันเชื่อว่านายก็คิดแบบเดียวกัน”อาจูคว้ามือเรียวของร่างเล็กมาถือไว้ ส่งแววตาอันลึกซึ้งและจริงใจให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าตนพร้อมจะดูแลและใช้ชีวิตร่วมกันไ
“สำนึกผิดเรื่องอะไรครับ”“ทุกเรื่องที่ทำให้นายไม่ชอบ ทุกเรื่องที่ทำให้นายต้องเจ็บปวดและทรมานใจ ทุกเรื่องที่ฉันทำผิดพลาดมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกัน แต่สิ่งที่ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองพลาดเลยนั่นคือการพานายเข้าบ้านตั้งแต่ครั้งนั้น”“ไม่จริง คุณพาผมมาเพราะหน้าผมเหมือนใครบางคนที่อยู่ในใจคุณ”“ก็ใช่ ในตอนนั้นมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ฉันรักนาย รักนายมาโดยตลอด รักมากกว่าคุณอี้เฟยซะอีก เชื่อฉันเถอะนะ รู้ไหมวันที่ไปวัดกันตอนนั้นฉันไปถอนคำสาบานที่เคยบอกว่าจะรักคุณอี้เฟยคนเดียวตลอดไป เพราะตอนนั้นฉันรักนายเข้าให้แล้ว เชื่อฉันเถอะนะฮอน”“ผมเชื่อคุณก็ได้ แต่ถึงยังไงผมก็จะพาลูกกลับเมืองไทย เราคงไม่ใช่เนื้อคู่กันตั้งแต่แรก”กล่าวจบแล้วก็แกะมือเขาออก เดินเข้าไปในบ้านโดยไม่แม้จะหันไปมอง นั่นเพราะตอนนี้แก้มทั้งสองแปดเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา มันรู้สึกตื้นตันใจเหลือเกินที่ได้ยินคำนี้ คำที่อยากได้ยินปากจากเขาอย่างจริงใจ หากทว่าตอนนี้มันสองจิตสองใจ ไม่รู้จะเดินหน้าต่อไปหรืออยู่จุดนี้ดีคนที่ยืนมองตามหลังรู้ดีว่ามันยากกับการได้ใจฮอนกลับคืนมา แต่ตนก็ยังจะรั้นสู้ต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ แม้







