로그인เช้าวันต่อมา เมลถูกปลุกด้วยน้ำหนักนุ่มๆ ที่ทับอยู่บนอก เธอลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย ก่อนจะเห็นก้อนขนสีส้มๆ นั่งจ้องหน้าอยู่ในระยะประชิด ดวงตากลมใสของเจ้ากะทิมองเธอนิ่งๆ ราวกับมันตื่นมานานแล้วและกำลังรอให้มนุษย์คนนี้รู้หน้าที่ของตัวเองเสียที
เมลกะพริบตาช้าๆ แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนยกมือขึ้นลูบหัวมันอย่างเอ็นดู
“ตื่นแล้วเหรอเจ้าอ้วน…”
กะทิร้อง “เมี้ยว” เบาๆ แล้วก้มหน้าลงมาเอาจมูกแตะปลายคางเธอหนึ่งที มุมปากของเมลยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“รู้แล้วๆ ลุกแล้ว ไม่ต้องมาอ้อนเลย ตัวก็หนักนั่งทับอกไม่เกรงใจเลย นึกว่าผีอำ”
ราวกับฟังรู้เรื่อง เจ้ากะทิกะพริบตาใส่เธอหนึ่งที ก่อนค่อยๆ ยกขาหน้าขึ้นเหยียบผ้าห่ม แล้วก้าวลงจากอกเธออย่างเชื่องช้า ท่าทางไม่รีบร้อนเลยสักนิด เหมือนเจ้านายที่เพิ่งตัดสินใจให้อภัยทาสรับใช้ที่ตื่นสาย เมลถึงกับผ่อนลมหายใจออกมา เมื่อแรงกดนุ่มๆ บนอกหายไปเสียที
เจ้ากะทิเหยียบผ้าห่มย่ำไปมาอีกสองสามครั้ง ก่อนทิ้งตัวนั่งลงข้างหมอนอย่างสบายใจ ราวกับห้องนี้เป็นของมันตั้งแต่แรก เมลมองท่าทางนั้นแล้วอดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้
“เมื่อคืนก็นอนเบียดเก่งมากนะเรา ตัวแค่นี้ทำไมกินที่เท่าคนหนึ่งคนได้”
กะทิเอียงคอมองเธอ หางสีส้มกวัดแกว่งช้าๆ อย่างอารมณ์ดี เมลยื่นนิ้วไปเกาคางให้มันเบาๆ
“โอเค ไม่บ่นแล้ว น่ารักขนาดนี้ใครจะไปด่าลง”
เจ้ากะทิเดินไปมา ก่อนกระโดดลงจากเตียงอย่างคล่องแคล่ว เมลมองตามมันไปพลางถอนหายใจอีกครั้ง แล้วค่อยๆ ดันตัวลุกขึ้นนั่ง ผมยาวยุ่งนิดๆ จากการนอน ใบหน้าสวยยังง่วงจัด แต่พอนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ต้องกลับไปดูคอนโด สติที่หายไปครึ่งหนึ่งก็เริ่มค่อยๆ กลับเข้าร่าง
“เก้าโมงครึ่ง…”
ยังไม่สาย แต่ก็ไม่ได้เช้าเท่าไรนัก เมลยกมือเสยผมลวกๆ แล้วลุกจากเตียง เดินออกจากห้องด้วยสภาพครึ่งตื่นครึ่งหลับ ตั้งใจว่าจะไปล้างหน้า หาอะไรกินนิดหน่อย แล้วค่อยลากเคนออกไปดูสภาพห้องพังๆ ของเธอ แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็ชะงักเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้
“เชี่ย งานไซต์…”
เมลรีบก้มลงกดโทรศัพท์ในมือ เปิดแชทของพี่ชัย หัวหน้าช่างที่เธอฝากงานไว้ประจำ ก่อนพิมพ์ข้อความอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ตายังปรืออยู่ครึ่งหนึ่ง
[พี่ชัย]
[เมล: พี่ชัยคะ วันนี้เมลไม่เข้าไซต์นะคะ พอดีคอนโดมีปัญหาด่วน ห้องน้ำท่วม ฝ้าถล่ม ต้องไปจัดการก่อน]
[เมล: ฝากพี่ช่วยคุมหน้างานให้หน่อยนะคะ]
[เมล: พรุ่งนี้เมลจะเข้าไปตรวจงานเองค่ะ ถ้ามีอะไรด่วน โทรหาเมลได้เลยนะคะ]
เธอกดส่งเสร็จแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนยืนมองหน้าจออยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานนัก ข้อความตอบกลับจากพี่ชัยก็เด้งขึ้นมา
[พี่ชัย: ได้ครับคุณเมล เดี๋ยวผมดูให้]
[พี่ชัย: คอนโดเป็นอะไรมากไหมครับ]
เมลอ่านแล้วเม้มปากนิดหนึ่ง ก่อนพิมพ์ตอบกลับไป
[เมล: หนักอยู่ค่ะพี่ ท่อน้ำห้องข้างบนแตก น้ำลงมาท่วมห้อง เมลต้องไปเคลียร์กับนิติก่อน]
[เมล: ฝากไซต์ด้วยนะคะ]
พี่ชัยตอบกลับมาแทบจะทันที
[พี่ชัย: รับทราบครับ]
เมลเห็นข้อความนั้นแล้วค่อยโล่งใจขึ้นมานิดหนึ่ง อย่างน้อยวันนี้ไซต์งานก็ยังมีคนช่วยดูให้ ไม่อย่างนั้นเธอคงต้องแยกร่างไปจัดการทั้งห้องพัง ทั้งลูกค้า ทั้งช่างพร้อมกันแน่ๆ
ถึงจะเป็นฟรีแลนซ์ แต่เมลดาไม่ได้รับแค่งานออกแบบแล้วส่งแบบให้ลูกค้าจบๆ ไป เธอรับงานตกแต่งภายในแทบครบวงจร ตั้งแต่คุยคอนเซ็ปต์ วางเลย์เอาต์ เลือกวัสดุ คุมงบ ไปจนถึงประสานทีมช่างหน้างานด้วยตัวเอง
ทีมช่างของเธอถือว่าเป็นทีมที่ไว้ใจได้ ทำงานด้วยกันมาหลายโปรเจกต์ รู้จังหวะ รู้มาตรฐาน และรู้ดีว่าอะไรที่เมลยอมได้ อะไรที่ห้ามแตะเด็ดขาด
แต่ถึงอย่างนั้น ถ้ามีเวลาเธอก็มักจะเข้าไปดูหน้างานเองอยู่ดี ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อใจใคร แต่เพราะเธอรู้ว่าการตัดสินใจบางอย่างต้องเห็นพื้นที่จริง เห็นระยะจริง ถึงจะสั่งแก้ได้แม่นที่สุด อีกอย่าง งานฟรีแลนซ์ไม่มีใครมาคอยรับหน้าแทนเธอ ถ้างานช้า ลูกค้าก็ตามเธอ ถ้างานพลาด คนที่ต้องแก้ก็ยังเป็นเธอ ดังนั้นเมลจึงติดนิสัยลงไซต์เองจนเป็นเรื่องปกติ ต่อให้บางวันไม่จำเป็นต้องอยู่ทั้งวัน เธอก็ยังต้องแวะเข้าไปตรวจสักรอบ ให้แน่ใจว่างานเดินต่อได้ ไม่สะดุดเพราะรายละเอียดเล็กๆ ที่คนอื่นอาจมองข้าม
วันนี้เป็นวันแรกในรอบนานมากที่เธอต้องยอมปล่อยหน้างานไว้กับทีมช่างเต็มวัน เมลถอนหายใจเบาๆ พลางกดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ วันนี้เธอก็จะได้มีสมาธิไปจัดการซากห้องตัวเองก่อน
“ดีนะ ไม่ได้รับงานลูกค้าชนกัน”
เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง แล้วเดินออกจากห้องไปด้วยสภาพที่ยังไม่เต็มร้อยนัก แต่สีหน้าเริ่มกลับมาเป็นเมลดาคนเดิมขึ้นทีละนิด คนที่ถึงชีวิตจะพังแค่ไหน ก็ยังไม่ยอมให้งานพังตามไปด้วยง่ายๆ
ทันทีที่เปิดประตูออกมา เธอเดินไปทางโต๊ะกินข้าวเพื่อหาน้ำดื่ม พลางก้มลงทักกะทิที่เดินพันขาอยู่ไม่ห่าง
“อย่าเดินตัดหน้า เดี๋ยวเหยียบหางนะ”
กะทิร้องตอบเบาๆ เหมือนรับรู้ แต่ก็ยังเดินนวยนาดอยู่แถวข้อเท้าเธออย่างไม่เกรงกลัวอะไรทั้งนั้น เมลส่ายหัวนิดๆ ก่อนเปิดตู้เย็นหยิบน้ำออกมาดื่ม
จังหวะเดียวกันนั้น เสียงประตูห้องก็ดังขึ้น
‘แกร๊ก’
เมลหันไปมองโดยอัตโนมัติ แล้วทั้งร่างก็แข็งค้างทันที คนที่เดินออกมาจากห้องเคนไม่ใช่เขา แต่เป็นภาคิน
ชายหนุ่มยืนอยู่หน้าประตูห้องน้ำในสภาพนุ่งผ้าเช็ดตัวสีเข้มเพียงผืนเดียว ผมสีดำเปียกชื้นลู่ลงมาปรกหน้าผาก หยดน้ำบางส่วนไหลจากปลายผมลงมาตามข้างแก้ม ก่อนลากผ่านลำคอและแนวไหล่กว้างอย่างช้าๆ ผิวขาวสะอาดของเขายังมีไอน้ำจางๆ เกาะอยู่ แผ่นอกแน่นกับหน้าท้องที่เห็นเป็นลอนชัดพอดีไม่ได้เกินจริง แต่ก็มากพอจะทำให้สมองของเมลหยุดทำงานไปหลายวินาที
มือที่ถือขวดน้ำของเธอค้างอยู่กลางอากาศ
ภาคินเองก็ชะงักไปนิดหนึ่งเหมือนไม่คิดว่าเธอจะออกมายืนอยู่ตรงนี้ แต่เพียงครู่เดียว มุมปากของเขาก็ค่อยๆ ยกขึ้นบางๆ
“อรุณสวัสดิ์ครับ พี่เมล”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของคนเพิ่งอาบน้ำเสร็จฟังดูเรียบเกินไป เรียบจนเมลอยากเอาขวดน้ำในมือปาใส่หน้าเขาเพื่อเรียกสติของตัวเองกลับมา
“นาย…” เมลพูดได้แค่นั้น ก่อนรีบหันหน้าหนีทันที
“ทำไมมาอยู่ตรงนี้!”
“แล้วจะให้ผมอยู่ตรงไหน”
“ฉันหมายถึงทำไมออกมาสภาพนี้!”
ภาคินก้มมองตัวเองเล็กน้อย ก่อนตอบหน้าตาย
“ก็ผมเพิ่งอาบน้ำเสร็จ”
“แล้วเสื้อผ้าล่ะ!”
“อยู่ในห้องครับ”
“แล้วทำไมไม่ใส่มาก่อน!”
“เห็นพี่นอนอยู่ผมเลยยังไม่เข้าไป”
เมลกัดฟันแน่น หูเริ่มร้อนขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ เธอยังหันหน้าไปทางตู้เย็นเหมือนกำลังสนใจฉลากขวดน้ำมาก ทั้งที่ในหัวเต็มไปด้วยภาพแผ่นอกกับหยดน้ำเมื่อกี้จนอยากกรีดร้องใส่เขา
ภาคินมองท่าทางนั้นแล้วแววตาขำขึ้นเล็กน้อย
“พี่หันกลับมาก็ได้นะครับ ผมไม่ได้โป๊”
“นายเงียบไปเลย นุ่งผ้าเช็ดตัวอยู่ผืนเดียวไม่โป๊อะไร”
ภาคินก้มมองตัวเองนิดหนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยสีหน้าจริงจังเกินเหตุ
“ก็ยังมีผ้าเช็ดตัวอยู่ไงครับ”
เมลกำขวดน้ำในมือแน่นขึ้นทันที
“ตรรกะอะไรของนาย”
“ตรรกะคนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ”
“งั้นคนเพิ่งอาบน้ำเสร็จก็ควรรีบไปใส่เสื้อผ้า ไม่ใช่มายืนเถียงผู้หญิงกลางห้องรับแขก”
“ผมไม่ได้ตั้งใจมายืนเถียงครับ พี่เป็นคนถามก่อน”
เมลหันขวับไปมองเขาอย่างลืมตัว แล้วก็ต้องรีบเบือนหน้าหนีแทบจะทันที เพราะภาพตรงหน้าชัดเกินไป ชัดจนสมองเธอเหมือนหยุดประมวลผลไปครู่หนึ่ง
ผมเปียกๆ ของเขายังมีหยดน้ำเกาะอยู่ ปลายผมตกลงมาปรกหน้าผากนิดๆ ทำให้ใบหน้าที่ปกติก็ดูดีจนน่าหมั่นไส้อยู่แล้ว ยิ่งดูเหมือนคนที่เพิ่งเดินออกมาจากฉากในโฆษณาอะไรสักอย่างแบบไม่ขออนุญาตสายตาใคร
เมลมัวแต่พยายามดึงสายตากลับ จนไม่รู้เลยว่าภาคินขยับเข้ามาใกล้ตั้งแต่ตอนไหน รู้ตัวอีกที กลิ่นสบู่สะอาดกับไอน้ำอุ่นจางๆ จากตัวเขาก็ลอยมาแตะปลายจมูกแล้ว ระยะห่างที่เมื่อกี้ยังพอปลอดภัย จู่ๆ ก็หายไปเกือบครึ่งจนเธอต้องกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
หญิงสาวชะงักค้างไปเสี้ยววินาที ก่อนถอยหลังทันทีหนึ่งก้าว
“นายจะขยับเข้ามาทำไม!”
ภาคินเลิกคิ้วนิดหนึ่ง สีหน้าเหมือนไม่รู้ตัวจริงๆ หรือไม่ก็แกล้งไม่รู้ตัวได้แนบเนียนมาก
“ผมจะหยิบผ้าเช็ดผมครับ”
เมลเหลือบตามองตามมือเขา แล้วเพิ่งเห็นว่าผ้าขนหนูผืนเล็กพาดอยู่บนพนักเก้าอี้ข้างหลังเธอจริงๆ
“ก็พูดสิ!”
“พี่ยืนขวางอยู่ครับ”
“แล้วนายก็เลยเดินมาเงียบๆ เนี่ยนะ”
ภาคินหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาเช็ดปลายผมอย่างใจเย็น มุมปากยกขึ้นนิดๆ
“กลัวพี่ตกใจ”
เมลมองเขาด้วยสายตาแทบจะกินเลือดกินเนื้อ
“ตอนนี้ไม่ตกใจเลยมั้ง”
“ดูออกอยู่ครับ”
“ภาคิน!”
เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ส่วนเมลรีบหันหน้าหนีอีกครั้ง ใบหูแดงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ทั้งหงุดหงิด ทั้งอายและทั้งไม่อยากยอมรับเลยว่าระยะห่างเมื่อครู่ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงเกินเหตุ
ส่วนภาคินกลับยืนเช็ดผมต่อด้วยท่าทางไม่สะทกสะท้านอะไรทั้งนั้น มุมปากยังยกขึ้นนิดๆ เหมือนสนุกที่ได้เห็นคนปากเก่งเสียอาการตั้งแต่เช้า จังหวะนั้นเอง ประตูห้องของเคนก็เปิดออกพอดี
บทที่ 77 พี่พูดถูกทุกอย่างเลยราวๆ ยี่สิบนาทีต่อมา พยาบาลก็ประกาศเรียกชื่อของภาคิน เมลเดินเคียงข้างพาเขาเข้าไปในห้องตรวจ เธอนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงสำหรับญาติ ท่ามกลางกลิ่นสะอาดของน้ำยาฆ่าเชื้อและแอลกอฮอล์ ขณะที่แพทย์เจ้าของไข้เริ่มแกะผ้าพันแผลออกเพื่อตรวจดูความเสียหายรอยแผลฉีกขาดปรากฏชัดที่บริเวณฝ่ามือขวาใกล้โคนนิ้วหัวแม่มือ ปากแผลค่อนข้างกว้างจนเห็นเนื้อสีสด ทว่ายังโชคดีที่แผลไม่ได้กินลึกถึงเส้นเอ็นสำคัญ แต่จำเป็นต้องเย็บแผลพอได้ยินคำว่า ‘เย็บแผล’ เมลก็เผลอกำสายกระเป๋าแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว ภาคินที่คอยลอบสังเกตปฏิกิริยาของเธออยู่ตลอดเห็นเข้าพอดี“พี่ไม่ต้องกลัวแทนผมหรอกครับ”เมลหันขวับมามองทันที“ใครกลัวกัน”มุมปากของภาคินหยักลึกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่มองอย่างไรก็เปี่ยมเสน่ห์“ครับๆ ไม่กลัวก็ไม่กลัว”“นายนั่นแหละที่ควรจะกลัว เจ็บขนาดนี้ยังจะมาทำเป็นยิ้ม”“ผมโอเคจริงๆ ครับ”แววตาคมคายที่มองเธอทอประกายอ่อนโยน...คล้ายอยากจะบอกผ่านสายตาว่า แค่มีเธอคอยยืนอยู่เคียงข้างตรงนี้ แผลจะหนักหนาแค่ไหนเขาก็ทนได้ทั้งนั้นพยาบาลเริ่มต้นล้างแผลด้วยน้ำเกลือก่อนที่คุณหมอจะฉีดยาชาเฉพาะจุดรอบปากแผลเพื
บทที่ 76 ก็ถ้าฉันไม่มา จะมีใครลากนายมาได้ล่ะข้อความจาก 'ภาคิน' เด้งขึ้นบนหน้าจอ[Phakin: ผมถึงคณะแล้วครับ]เมลมองข้อความนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพิมพ์ตอบกลับไป[Mel: สติกเกอร์โอเค][Phakin: อย่าลืมรางวัลของผมนะครับ][Mel: ไว้สอบผ่านก่อนค่อยมาทวง][Phakin: ครับ ผมจะรีบสอบให้ผ่าน แล้วกลับมาทวงรางวัลจากพี่นะครับ]เมลอ่านแล้วเผลอยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่[Mel: ตั้งใจสอบนะ][Phakin: ครับ...ตื่นเต้นจัง][Mel: ไม่ต้องตื่นเต้น ทำดีที่สุดพอ][Phakin: ผมทำดีที่สุดแน่นอนครับ เพราะอยากให้พี่ภูมิใจ]เมลวางโทรศัพท์ลงข้างโน้ตบุ๊ก หัวใจเต้นแรงขึ้นมาจนเจ้าตัวต้องแอบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติกลับมาที่งานตรงหน้าการสอบวันนี้ไม่ใช่การสอบรวมทั้งสาขา แต่แบ่งนักศึกษาออกเป็นกลุ่มตามสตูดิโอและอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อใช้ห้องสอบวิจารณ์ผลงานหรือที่เด็กสถาปัตย์เรียกติดปากว่า "ห้องจูรี่" (Jury Room) ซึ่งเป็นสนามรบขนาดย่อมที่นักศึกษาต้องเอาผลงานมา "ดีเฟ้น" ต่อหน้าคณะกรรมการกลุ่มของภาคินมีสิบเอ็ดคน แต่ละคนได้เวลาพรีเซนต์คนละยี่สิบถึงสามสิบนาที บวกกับช่วงตอบคำถามหินๆ จากกรรมการ รวมเบ็ดเสร็จเฉลี่ยคนละสี่สิบห้านาที ขึ
บทที่ 75 เหมือนภรรยาจัดปกเสื้อให้สามีก่อนไปทำงาน“เดี๋ยวผมนอนห้องพี่เคนเองครับ” ภาคินตอบนิ่งๆ ทิ้งให้เมลยืนใบ้กิน โดยมีกะทิบนตักเขาส่งเสียงครางครืดเหมือนเห็นดีเห็นงามด้วย“แต่นั่นห้องนาย”“ครับ แต่พี่เหนื่อยแล้ว ผมย้ายง่ายกว่า”เหตุผลเรียบง่ายจนเธอเถียงไม่ออก สุดท้ายทำได้แค่กอดอกเบือนหน้าหนี“ก็ตามใจแล้วกัน”เธอย่อตัวลงอุ้มเจ้าแมวอ้วนขึ้นมา กะทิส่งเสียงงึมงัมบ่นที่ถูกขัดจังหวะนอน“ไปนอนในห้องกันลูก”ภาคินมองตามหลังร่างบางด้วยสายตากรุ่มกริ่ม ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาลอยๆ“อยากเป็นกะทิจัง”เมลหันขวับทันควัน“เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ”“เปล่าครับ แค่คิดว่ากะทิโชคดี...” ชายหนุ่มส่งยิ้ม สายตาคมกริบแพรวพราว มองเธออย่างเปิดเผยโดยไม่คิดจะกั๊ก“...ได้นอนกอดพี่ทั้งคืน”“ภาคิน...นายอยากโดนตีสักทีหรือไง”แทนที่จะสลด ภาคินกลับยิ้มกริ่ม เขาก้าวเข้ามาประชิดอย่างถือดี ก่อนจะก้มลงมาใกล้...ปลายจมูกแทบชนพวงแก้มที่เริ่มขึ้นสี แล้วกระซิบชิดใบหูด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม“ยอมให้ตีครับ...แต่ตีเสร็จแล้ว พี่ต้องยอมให้ผมนอนด้วยนะ”ลมหายใจอุ่นผ่าวรดข้างหูทำเอาหัวใจกระตุกวูบ เลือดฉีดขึ้นหน้าจนตัวเกร็งไปหมด“คิน!”เธอรีบถอยหนีหนึ่งก
บทที่ 74 มึงเลิกเพ้อเจ้อได้แล้วตลอดทางกลับคอนโด เมลหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กกรุ๊ปงานเป็นระยะ ข้อความยังทยอยเด้งเข้ามาเรื่อยๆ แต่ไม่มีเรื่องเร่งด่วน ส่วนธามก็เงียบไปแล้ว ซึ่งสำหรับเธอ...นั่นคือข่าวดีที่สุดของวันนี้พอกลับถึงคอนโด เสียงกระดิ่งจากปลอกคอกะทิก็ดังขึ้นทันทีที่เปิดประตู แมวส้มตัวอ้วนเดินมาหา หางชี้โด่ หน้าตาบูดบึ้งราวกับถูกเจ้าของทิ้งไปหลายวัน ทั้งที่จริงเพิ่งหายไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง“ว่าไงลูก” เมลย่อตัวลงลูบหัว“พ่อแกหนีไปเชียงใหม่แล้วนะ เหลือแค่เราแล้วเนี่ย”“เมี้ยว~” กะทิร้องเสียงยาวเหมือนกำลังฟ้อง“พี่เคนไม่อยู่ วันแรกก็งอแงเลยเหรอ”เจ้าส้มสะบัดหางใส่เขาทีหนึ่ง ก่อนเดินไปคลอเคลียถูขาเมลอย่างออดอ้อน เมลหัวเราะเบาๆ แล้วย่อตัวลงเกาโคนคางให้ กะทิถึงกับหลับตาพริ้ม ส่งเสียงครืดๆ ในคออย่างพออกพอใจ“ขี้อ้อนจริงๆ เลย ไอ้อ้วน”ภาคินมองภาพนั้นแล้วหัวเราะเบาๆ เมลเล่นกับแมวได้แค่ครู่เดียว ความเงียบในห้องที่ไร้เงาเคนก็เริ่มทำงานวันนี้เป็นวันแรกที่เธอต้องอยู่กับภาคินกันสองคน...แล้วบรรยากาศแปลกๆ ที่ชวนประหม่าก็เริ่มปกคลุมจนเมลทำตัวไม่ถูกเธอลุกขึ้นยืนทันที“ฉันไปอาบน้ำก่อน”“ครับ”เธอหมุนตั
บทที่ 73 เป็นอะไรก็ได้ครับ...ขอแค่มีคำว่าของพี่ต่อท้ายก็พอเมลถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเล่า“มันเข้ามาจีบฉันตอนใกล้เรียนจบ...”เมื่อเห็นว่าเธอเริ่มยอมเปิดใจ ภาคินจึงนิ่งฟังโดยไม่พูดขัด“ตอนนั้นฉันกำลังทะเลาะกับแม่หนักมาก”นิ้วเรียวของเมลไล้ไปตามขอบแก้วน้ำช้าๆ เหมือนกำลังเรียบเรียงคำพูดในหัว ไม่ให้มันฟังดูน่าสมเพชจนเกินไป“แม่ฉันอยู่ต่างประเทศ เขามีสามีใหม่ มีลูกใหม่...หน้าที่แม่ของเขาคือการโอนเงินให้ฉันทุกเดือน เงินน่ะมีใช้ไม่เคยขาดหรอก แต่มันไม่เคยซื้อความรู้สึกว่าฉันยังมีใครสักคนได้เลย”เธอหัวเราะเบาๆ ทว่าน้ำเสียงกลับแห้งผากยิ่งกว่าเดิม“ตอนนั้นใกล้เรียนจบ...แม่เคยสัญญาว่าจะบินกลับมางานรับปริญญาฉัน ฉันไม่ได้หวังให้เขามาอยู่ปราบปลื้มอะไรมากมายหรอกนะ แค่อยากถ่ายรูปคู่กันสักรูป...ตั้งแต่จำความได้ ฉันไม่เคยมีรูปถ่ายคู่กับแม่เลยสักใบเดียว”เธอหยุดไปนิด นัยน์ตาสั่นคลอนเล็กน้อยก่อนจะบังคับให้มันกลับมาเรียบตึงตามเดิม“แค่รูปเดียว...วันนั้นฉันขอแค่นั้นจริงๆ”เมลหลุบตาลงมองแก้วน้ำตรงหน้า“แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้มา...แล้วหลังจากนั้น ก็เหมือนแม่จะค่อยๆ ตัดฉันออกจากชีวิตไป เพราะฝั่งสามีใหม่เขาไ
บทที่ 72 ผมอยากได้โอกาส“พี่เก่งมากครับ”คำชมตรงๆ ทำเอาเมลที่กำลังจะยกน้ำขึ้นดื่มหยุดมือชะงัก เธอเงยหน้ามองคนพูดทันที“ชมบ่อยไปแล้วนะวันนี้”“ก็มันจริงนี่ครับ”เมลกลอกตาเบาๆ กลบความอุ่นวาบที่เริ่มแล่นขึ้นมาในอก“ชมมากๆ ฉันไม่มีค่าแรงให้หรอกนะ”“ผมไม่ได้อยากได้ค่าแรง”ภาคินโน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามานิดหนึ่ง นัยน์ตาแพรวพราวสบตาเธอนิ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มต่ำ ทิ้งจังหวะการเว้นวรรคหนักเบาได้อย่างน่าตี“ผมอยากได้โอกาส...”เขาเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง สายตาเลื่อนต่ำลงมองริมฝีปากบางของเธอ ชวนให้คนฟังเผลอคิดไปไกลถึงไหนต่อไหน“...ได้กิน”เมลชะงักกึก แก้วน้ำยังค้างอยู่ที่ปาก“...พี่”ประโยคนั้นทำเอาเมลตาโตเท่าไข่ห่าน หัวใจกระตุกวูบ“...หมายถึงกินข้าวกับพี่อีกครับ”“แค่ก! แค่ก! ฮึก...”เมลสำลักน้ำทันทีจนไอออกมาอย่างหนัก หน้าแดงเผือดไปจนถึงใบหู ร้อนถึงภาคินที่ต้องรีบยื่นกระดาษทิชชูให้“กินน้ำดีๆ สิครับ...พี่ใจร้อนไปไหน” ภาคินพูดเสียงนุ่มพลางส่งสายตาหยอกล้อ“ภาคิน!” เมลคว้าทิชชูมาปิดปากพลางถลึงตาใส่เขาอย่างเอาเรื่อง ใบหน้าเห่อร้อนจนแทบไหม้“ภาษาไทยนายมันเป็นอะไร! พูดให้มันต่อกันไม่ได้หรือไง!”จังหว
บทที่ 3 บ้านกูเรียกสกปรก“ไอ้ส้มอ้วนขึ้นเยอะเลย...”“เมี้ยววว” แมวสีส้มในอ้อมแขนเคนหันมามองเธอตาแป๋ว ก่อนจะร้องใส่ทันที เหมือนกำลังเถียงว่าไม่ได้อ้วนสักหน่อยเคนหัวเราะ“มันไม่ได้อ้วน ขนมันหนา”“กูเชื่ออยู่หรอก”หญิงสาวยื่นมือไปเกาคางแมวเบาๆ เจ้าก้อนส้มก็หลับตาพริ้มอย่างพอใจทันที จนเธอหลุดยิ้มออกมาอ
บทที่ 6 ลูกกูก็ใจง่ายซะด้วยหญิงสาวถอนหายใจยาว ก่อนเอนตัวพิงโซฟาอย่างหมดแรง คืนเดียวชีวิตเธอเหมือนถูกจับโยนเข้าเครื่องปั่น ทั้งห้องน้ำท่วม เจอน้องชายเพื่อนในสภาพที่ไม่ควรเจอ แล้วยังโดนไอ้เพื่อนตัวดีนั่งล้อไม่หยุดอีกต่างหากเมลยกหมอนขึ้นมากอดแน่นกว่าเดิม พยายามบอกตัวเองให้เลิกคิดถึงเสียงทุ้มต่ำข้างห
บทที่ 5 กูพลาดอะไรไปวะเนี่ยหญิงสาวรีบคว้าชุดนอนบนเตียงขึ้นมากอดไว้แน่น ก่อนถอยหลังกรูดกลับไปทางห้องน้ำทันที ท่าทางลนลานของเธอแทบไม่เหลือเค้าคนที่ปกติคุมไซต์งานทั้งไซต์ด้วยสายตาเดียวอยู่เลย“ห้ามมองนะ!”“ครับ”“แล้วก็หันหน้าไปทางอื่นด้วย!”ภาคินยกมือขึ้นปิดตาตัวเองแบบขำๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างคน
บทที่ 4 ผมไม่เด็กแล้วนะ‘แกร๊ก’เมลเดินก้าวเท้าออกมาจากห้องน้ำ ร่างกายของเธอยังคงแพรวพราวไปด้วยหยาดน้ำ เกาะพราวตามผิวเนียนละเอียด ทั่วทั้งร่างมีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนสีขาวสะอาด พันกายเอาไว้แบบหมิ่นเหม่ ปมผ้าถูกขมวดไว้เหนือทรวงอกอวบอิ่มที่เบียดชิดจนเห็นร่องอกลึกชัดเจน ความยาวของผ้าเช็ดตัวสั้นเพียงต้นขา







