로그인บทนำ
ฝุ่นสีขาวลอยฟุ้งอยู่กลางอากาศภายในไซต์งานรีโนเวตคาเฟ่หรูย่านทองหล่อ เสียงสว่าน เสียงตัดไม้และเสียงช่างตะโกนคุยกันดังแข่งกับเพลงร็อกเก่าๆ ที่เปิดคลอจากลำโพงตัวเล็กมุมห้อง
“พี่ชัย! บอกแล้วว่าเคาน์เตอร์มันต้องขยับอีกสิบเซน! พี่โยนตลับเมตรทิ้งไปแล้วเหรอคะ ถึงไม่เอามาวัด!”
เสียงผู้หญิงดังขึ้นชัดเจนเหนือความวุ่นวายทั้งหมด
หญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดปีผู้มีใบหน้าสวยคมยืนอยู่กลางไซต์งานที่เต็มไปด้วยเสียงสว่านและกลิ่นฝุ่น ดวงตาเรียวยาวของเธอดูเฉี่ยวขึ้นเล็กน้อยยามจดจ่อกับงานตรงหน้า ริมฝีปากสีแดงระเรื่อขยับสั่งงานอย่างฉะฉาน จนช่างทั้งไซต์แทบไม่มีใครกล้าทำงานพลาดต่อหน้าเธอ ผมยาวสีดำถูกมัดรวบขึ้นอย่างลวกๆ ด้วยดินสอหนึ่งแท่ง มีปอยผมบางส่วนหลุดลงมาข้างแก้ม ยิ่งขับให้ใบหน้าของเธอดูสวยสะดุดตาอย่างเป็นธรรมชาติ เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงข้อศอกกับกางเกงยีนส์สีเข้มทำให้รูปร่างสูงเพรียวของเธอดูทะมัดทะแมงและโดดเด่นท่ามกลางความวุ่นวายของไซต์งาน แม้รองเท้าผ้าใบคู่เก่าจะเต็มไปด้วยคราบฝุ่น แต่กลับไม่ได้ลดทอนเสน่ห์ความมั่นใจของหญิงสาวลงเลยแม้แต่น้อย
เมลดาเป็นอินทีเรียดีไซเนอร์ฟรีแลนซ์ที่กำลังมีชื่อเสียงในวงการ เธอไม่ได้มีดีเพียงความคิดสร้างสรรค์และรสนิยมในการออกแบบ แต่ยังขึ้นชื่อเรื่องความลุย งานหนักแค่ไหนก็ลงมือเองได้หมด ตั้งแต่คุมช่าง ตรวจตัวอย่างวัสดุ ยันเดินตรวจไซต์ตั้งแต่เช้าจนดึก ถึงหน้าจะสวยคมจนลูกค้าหลายคนเผลอมองซ้ำ แต่บรรยากาศรอบตัวเธอกลับทำให้ช่างทั้งไซต์ไม่กล้าพูดเล่นด้วยแม้แต่คนเดียว เพราะเมลดาไม่ได้มีแค่สายตาคม เธอยังมี “สกิลปาก” ที่คมไม่แพ้คัตเตอร์ในกล่องเครื่องมือ งานเบี้ยวหนึ่งเซน เธอมองออก สีเพี้ยนหนึ่งเฉด เธอจับได้ และถ้าใครกล้าทำงานพลาดแบบไม่มีเหตุผลรองรับ สิ่งที่รออยู่ไม่ใช่แค่การแก้งาน แต่เป็นคำบ่นชุดใหญ่ที่ฟังจบแล้วอยากกลับไปเกิดใหม่เลยทีเดียว
“โอ๊ย ก็พี่คิดว่ามันพอ...”
“พี่ชัยคะ…ถ้าใช้ความคิดสร้างตึกได้ ป่านนี้วิศวกรตกงานหมดแล้วค่ะ”
เมลสวนกลับทันที ก่อนเดินตรงเข้าไปดูแบบด้วยตัวเอง มือเรียวชี้ตำแหน่งบนแปลนอย่างคล่องแคล่ว
“ตรงนี้ต้องถอยอีกสิบเซน วัดให้เป๊ะค่ะ”
พี่ชัยยกมือเกาหัวแกรกๆ อย่างจนมุม
“โอเคๆ เดี๋ยวพี่แก้”
“ค่ะ ขอแบบแก้จริงนะคะ ไม่ใช่แก้ในใจ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆ จากช่างด้านหลังทันที พี่ชัยได้แต่ส่ายหน้าอย่างยอมแพ้ ก่อนรีบเรียกคนมายกเคาน์เตอร์ออกตามที่เธอสั่ง คนพวกนี้ล้วนเป็นทีมช่างประจำที่ร่วมงานกับเมลดามาหลายโปรเจกต์แล้ว จึงรู้ดีว่านิสัยของหญิงสาวเป็นอย่างไร ปากเธออาจจัด คำพูดอาจตรงจนบางครั้งแทงใจดำไปบ้าง แต่ทุกคนก็รู้ว่าเมลดาไม่ได้เป็นคนใจร้าย เธอเพียงจริงจังกับงานมากกว่าคนทั่วไป และถ้าช่างคนไหนทำงานดี เธอก็ชมตรงๆ ที่สำคัญเธอจ่ายค่าจ้างตรงเวลา และให้ค่าตอบแทนไม่เคยกดราคา ไม่เคยเอาเปรียบใคร บางครั้งก็พาไปเลี้ยงอย่างใจปล้ำ เพราะอย่างนั้นต่อให้โดนเธอดุบ้าง แซวบ้าง หรือเหน็บจนหน้าชาเป็นบางครั้ง ทีมช่างก็ยังเต็มใจทำงานกับเธอเสมอ
เมลถอนหายใจเบาๆ แล้วก้มดูแบบต่อ มือเรียวขยับพลิกกระดาษอย่างรวดเร็ว ดวงตาเฉี่ยวคมกวาดมองรายละเอียดรอบไซต์แทบทุกจุดราวกับเรดาร์
“ไฟตรงมุมโน้นยังไม่เปลี่ยนอีกเหรอคะ”
ช่างไฟสะดุ้งทันที
“เอ่อ…กำลังรอไฟส่งมาครับ”
“โอเคค่ะ งั้นพอของมาถึงรบกวนรีบเปลี่ยนเลยนะคะ เมลตามสามรอบแล้ว รอบที่สี่เมลจะปีนไปเปลี่ยนเองแล้วนะ”
“ครับๆ คุณเมล...ของมาแล้วจะเปลี่ยนให้ทันทีเลยครับ”
เวลาทำงานผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางความวุ่นวายของไซต์งาน เสียงสว่านยังดังสลับกับเสียงช่างเดินคุยกันไม่หยุด เมลเดินตรวจงานอยู่แทบทุกมุมของร้าน ตั้งแต่เช็กงานไม้ เคาน์เตอร์ไปจนถึงโทนไฟตามมุมต่างๆ กว่าจะรู้ตัวอีกที ท้องฟ้าด้านนอกก็เปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงของช่วงเย็นไปแล้ว หญิงสาวก้มมองนาฬิกาข้อมือ ก่อนถอนหายใจเบาๆ หนึ่งทุ่มครึ่ง มากกว่าที่เธอแพลนไว้เกือบสองชั่วโมง
หลังเก็บแบบแปลนและเคลียร์งานทุกอย่างเสร็จ เมลก็ขับรถกลับคอนโดด้วยสภาพเหนื่อยล้าเต็มที ไหล่ตึงไปหมดจากการยืนคุมงานทั้งวัน แต่ทันทีที่ลิฟต์เปิดออกบนชั้นของตัวเอง เธอก็ต้องชะงัก พื้นทางเดินเปียกชื้นผิดปกติ เสียงน้ำหยดดังเป็นระยะ พร้อมกับพนักงานนิติสองสามคนที่ยืนคุยกันอยู่หน้าห้องของเธอ
หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบ ลางสังหรณ์ไม่ดีแล่นผ่านอกอย่างไร้เหตุผล
“…อย่าบอกนะ”
เธอรีบสาวเท้าไปข้างหน้าเร็วขึ้น ก่อนภาพตรงหน้าจะทำให้หลุดสบถออกมาทันที
“เชี่ย…”
น้ำไหลออกมาจากใต้ประตูห้องของเธอไม่หยุด พื้นหน้าห้องเปียกไปหมดจนสะท้อนแสงไฟบนเพดานเงาวับ พนักงานนิติสองสามคนกำลังยืนคุยกับช่างอย่างวุ่นวาย ข้างผนังมีถังพลาสติกถูกตั้งเรียงไว้รองน้ำที่หยดลงมาจากฝ้าเพดานตรงทางเดินเป็นระยะ
ทันทีที่เห็นเธอ ชายวัยกลางคนในชุดสูทรีบเดินเข้ามา
“คุณเป็นเจ้าของห้องใช่ไหมครับ”
“ค่ะ เกิดอะไรขึ้นคะ”
“ผมโทรหาคุณหลายสายแล้ว แต่ติดต่อไม่ได้เลยครับ พอดีห้องด้านบนน่าจะท่อแตก น้ำไหลลงมาตั้งแต่ช่วงเย็น ตอนนี้เริ่มกระทบหลายห้องแล้วครับ แต่ว่าห้องคุณดูจะหนักที่สุดครับ”
เมลยกโทรศัพท์ขึ้นดู ก่อนพบว่าแจ้งเตือนสายไม่ได้รับเด้งขึ้นมาเกือบสิบสาย…ตอนอยู่ไซต์งานเธอไม่ได้เปิดเสียงไว้
“แล้วตอนนี้เป็นยังไงบ้างคะ”
“เจ้าของห้องด้านบนยังติดต่อไม่ได้ครับ ทางนิติกำลังให้ช่างเปิดห้องเข้าไปก่อน เพราะถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ ความเสียหายอาจหนักกว่าเดิมครับ”
เมลเงยหน้ามองฝ้าเพดานบริเวณทางเดิน คราบน้ำสีเข้มลามเป็นวงกว้างจนแผ่นฝ้าบางส่วนเริ่มบวมและแอ่นลงมาอย่างน่ากลัว หยดน้ำร่วงลงมากระทบพื้นไม่ขาดสายดังแปะๆ ราวกับอีกไม่นานมันอาจทะลุลงมาทั้งแผ่น
หัวคิ้วของเมลขมวดแน่นทันที
“แล้วห้องฉันล่ะ”
พนักงานนิติเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่ออย่างเกรงใจ
“รบกวนคุณเมลเปิดห้องให้หน่อยได้ไหมครับ ตอนนี้น้ำซึมออกมาจากใต้ประตูค่อนข้างเยอะทางเรากลัวว่าข้างในอาจจะเสียหายหนัก”
เมลหลับตาลงช้าๆ อย่างพยายามตั้งสติ ทั้งวันเธอเพิ่งผ่านไซต์งานวุ่นวาย ลูกค้าเปลี่ยนแบบไม่หยุด ช่างวัดงานผิด แถมยังแทบไม่ได้กินข้าวตรงเวลา พอกลับถึงคอนโด สิ่งที่เจอกลับเป็นคอนโดตัวเองกำลังจะจมน้ำ
เธอเม้มปากแน่น ก่อนรีบหยิบคีย์การ์ดกับกุญแจออกจากกระเป๋า มือเรียวสอดกุญแจเข้าประตูอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ประตูเปิดออก กลิ่นอับชื้นก็พุ่งออกมาทันทีพร้อมเสียงน้ำหยดดังถี่รัว หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพภายในห้อง
พื้นไม้บริเวณห้องนั่งเล่นเปียกชื้นไปเกือบหมด น้ำหยดลงมาจากฝ้าเพดานไม่หยุด คราบน้ำสีเข้มลามเป็นวงกว้างจนแผ่นฝ้าบางส่วนเริ่มบวมและแอ่นลงมาอย่างน่ากลัว ราวกับอีกไม่นานมันอาจทะลุลงมาทั้งแผ่น
“โอ๊ยยย…”
เมลดายกมือกุมหน้าผากทันที ตรงมุมห้องยังมีแบบงานกับกล่องตัวอย่างวัสดุที่เธอกองไว้ตั้งแต่เมื่อคืน บางส่วนเริ่มถูกน้ำซึมเข้าไปแล้ว
‘ฉิบหายจริงๆ ด้วย’
บทที่ 67 พี่หน้าแดงขนาดนี้เพราะอะไรครับระยะห่างที่ร่นกระชั้นเข้ามาทำเอาเมลเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบหลุดออกมาเธอรีบยกมือขึ้นปัดมือหนาของเขาออกเบาๆ“ก็ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ได้ป่วย”แทนที่จะถอยออก ภาคินกลับยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาคมหลุบมองพวงแก้มใสที่บัดนี้ขึ้นสีระเรื่อลามไปจนถึงใบหู“งั้น...พี่หน้าแดงขนาดนี้เพราะอะไรครับ”ภาคินถามด้วยสีหน้าซื่อเสียจนถ้าไม่ติดว่าแววตานั่นเหมือนรู้คำตอบอยู่เต็มอก เมลคงเชื่อไปแล้วว่าเด็กมันถามเพราะสงสัยจริงๆ‘เขินไง แต่พูดได้เหรอ’หญิงสาวกัดฟันเบาๆ“เก็บของนายให้เสร็จ แล้วออกไปได้แล้ว”เธอชี้ไปทางตู้เสื้อผ้าเพื่อเปลี่ยนเรื่องอย่างหน้าตาเฉย ภาคินมองปลายนิ้วที่ชี้ไล่เขา ก่อนยอมพยักหน้ารับแต่โดยดี“ครับๆ”ภาคินรับคำง่ายๆ พลางหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะยอมขยับตัวออกห่าง เมลเม้มปากแน่น มองตามแผ่นหลังกว้างที่หันไปจัดการพับเสื้อผ้าเข้าตู้จนเรียบร้อย เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วยกมือขึ้นเสยผมลวกๆ เพื่อระบายความร้อนที่ยังคงพุ่งสูงอยู่บนใบหน้า‘ไปซะทีเถอะ เขินจะแย่แล้ว’ เธอบ่นอุบอิบในใจคิดว่าสถานการณ์คลี่คลายแล้ว จึงเอ่ยปากไล่อีกรอบ“เสร็จแล้วก
บทที่ 66 มึงยังมีสมองเหลือให้จิ้มอีกเหรอทั้งคู่เดินเข้าร้านข้าวหัวมุมหน้าคณะ ร้านเล็กๆ ที่มีโต๊ะไม่กี่ตัวตั้งเรียงอยู่ริมทาง กลิ่นอาหารลอยปะปนมากับลมช่วงหัวค่ำ หลังจากรีวิวงานลากยาวมาทั้งวัน ข้าวง่ายๆ สักจานกลับดูน่ากินกว่าที่เมลคิดไว้มากพอกินใกล้เสร็จ เมลถึงนึกขึ้นได้ว่าเคนยังอยู่ห้อง เธอเลยบอกให้ภาคินสั่งข้าวกลับไปเผื่อพี่ชายด้วย จะได้ไม่ต้องตื่นมาคุ้ยตู้เย็นหรือจบที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหมือนทุกครั้งเมลนั่งมองภาคินเดินไปสั่งและรอรับถุงข้าวจากแม่ค้า ท่าทางเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติของเขาทำให้เธอเผลอมองอยู่นานกว่าที่ควร มื้อเย็นครั้งนี้ไม่มีอะไรพิเศษ เป็นแค่การกินข้าวธรรมดา ทว่าความธรรมดาแบบนี้นี่แหละที่น่ากลัวที่สุด เพราะมันทำให้เธอเริ่มคุ้นชินกับการมีเขาอยู่ข้างๆ โดยแทบไม่ทันรู้ตัวทั้งคู่กลับมาถึงคอนโดตอนฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเข้มสนิท ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ลมแอร์เย็นฉ่ำก็ลอยมาปะทะใบหน้า ส่วนกลางห้องมีคณินนอนแผ่อยู่บนโซฟาราวกับร่างไร้วิญญาณ ผ้าห่มหลุดลงมากองที่เอว เสื้อยืดยับย่นจนรู้ว่าไม่ได้ขยับตัวมาตั้งแต่เช้า ส่วนเจ้ากะทิแมวส้มตัวอ้วนจ้ำม่ำก็นอนหมอบอยู่บนหน้าท้องของเขาอย่างสบายใจเม
บทที่ 65 หวงครับ“อ๋อ...” ธันวารับคำทว่าสายตาไม่ได้อยู่ที่รุ่นน้องนานนัก เขาจงใจเอียงตัวหลบไหล่ภาคินเพื่อส่งยิ้มอย่างเป็นกันเองและดูมีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ให้กับเมลดา“เมื่อกี้ในห้องรีวิวมัวแต่ยุ่งๆ ผมเลยยังไม่มีโอกาสได้แนะนำตัวกับคุณเมลดีๆ เลย ผมธันวานะครับ เป็นสถาปนิกรุ่นพี่ของคิน ได้ยินดีเทลที่คุณเมลช่วยคอมเมนต์ให้เด็กๆ เมื่อกี้แล้วนับถือเลยครับ”เมลดายิ้มตอบรับตามมารยาท ท่าทางของเธอยังคงสงบนิ่งเป็นธรรมชาติ“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณธันวา เมลค่ะ เป็นอินทีเรียดีไซเนอร์ พอดีวันนี้คินชวนมาช่วยดูงานพรีเซนต์ ก็เลยมาช่วยอีกแรง”คำแนะนำตัวที่ดูเป็นกันเอง ทำเอาธันวายิ้มกว้างขึ้นอย่างถูกใจ ในขณะที่ภาคินซึ่งยืนเป็นโล่มนุษย์อยู่ด้านหน้า แอบปรายสายตาคมกริบกลับมามองคนข้างหลังแวบหนึ่ง นัยน์ตาคู่นั้นดูนิ่งขรึมขึ้นกว่าเดิมคล้ายอยากจะประท้วงที่เธอหันไปส่งยิ้มให้ชายอื่นต่อหน้าต่อตาเขา‘ยิ้มสวยจังนะครับ แต่จำเป็นต้องยิ้มให้พี่ธันวาขนาดนั้นไหม’“อินทีเรียฝีมือดีและตาถึงแบบนี้หายากนะครับ” ธันวาเอ่ยพลางคลี่ยิ้มละมุน“พอดีตอนนี้ออฟฟิศผมกำลังมีโปรเจกต์คาเฟ่กึ่งแกลเลอรีของเพื่อนที่อยากหาคนสายอินทีเรียเก่งๆ มาร่วม
บทที่ 64 ก็ผมจีบพี่อยู่ทันทีที่ทั้งสองเดินพ้นออกไป รอยยิ้มบนใบหน้าของพริมก็จางหาย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างห้ามไม่อยู่ ความอ่อนหวานที่พยายามประคองไว้ตลอดทั้งวันหลุดลอยไปในพริบตาอีกด้านหนึ่ง... เมลดาเดินนำออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ปรายตามองคนข้างกาย ภาคินยังคงอุ้มกล่องโมเดลไว้ในมือ สีหน้าสงบนิ่งทำราวกับว่าเมื่อครู่ตนไม่ได้เพิ่งหักหน้าปฏิเสธคำชวนของสาวสวยต่อหน้าใคร‘ใจเย็นจริงนะพ่อคุณ’“เสน่ห์แรงจริงๆ เลยนะ เด็กสถาปัตย์”ภาคินหันหน้ามามองเธอ“ครับ?”“รีวิวจบปุ๊บก็มีสาวสวยมารอรับไปกินข้าวปั๊บ ฮอตไม่เบาเลยนะ” เมลจ้องหน้าเขาพลางเอ่ยเสียงเรียบที่ฟังอย่างไรก็เจือความหมั่นไส้กึ่งประชดเอาไว้ด้วยภาคินมองหน้าเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงกวนนิดๆ“แต่ผมปฏิเสธไปแล้วนะครับ” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย สายตาคมกริบคู่เดิม ทอดมองใบหน้าของเมลตรงๆ “...เพราะมีนัดสำคัญกว่าอยู่แล้ว”มือของเมลที่กอดกระบอกแบบอยู่กระชับแน่นขึ้นนิดหนึ่งโดยไม่รู้ตัว หัวใจกระตุกวูบอย่างน่ารำคาญ‘นัดสำคัญบ้านนายสิ ก็แค่กินข้าวค่ะ ไม่ต้องพูดเหมือนกำลังจะไปเซ็นสัญญาช
บทที่ 63 ไปกันครับพี่เมลส่วนงานของเตชินนั้นแน่นกว่าในเชิงเหตุผล โครงสร้างและการตอบคำถามทำได้ดี คุมภาพรวมงานของตัวเองได้ค่อนข้างมั่นคง ทว่ากลับถูกจี้เรื่องจังหวะการพรีเซนต์ที่ออกจะทื่อเกินไปหน่อย ฟังแล้วเข้าใจ...แต่ยังไม่สามารถดึงอารมณ์คนฟังให้คล้อยตามเท่าที่ควร“เนื้อหางานแน่นแล้วนะเตชิน” เมลดาเอ่ยทักน้ำเสียงเรียบๆ“แต่ลองเล่าคู่ไปกับโมเดลด้วยสิ ชี้ให้กรรมการเห็นสเปซข้างในตอนที่เล่าเรื่องฟังก์ชัน มันจะช่วยดึงความสนใจของคนฟังได้ดีกว่าการยืนท่องสไลด์เฉยๆ เยอะเลย”คำแนะนำเรียบเรื่อยทว่าตรงจุดของเธอ ช่วยทลายความแข็งทื่อในพาร์ทพรีเซนต์ของเตชินได้ทันตาเห็น โดยรวมแล้วเพื่อนทั้งสองคนของภาคินไม่ได้มีปัญหาใหญ่โตอะไร แค่มีจุดให้กลับไปเกลาเพิ่มเติมอีกคนละนิดละหน่อยจากคำแนะนำของรุ่นพี่สายตรงและเมลดา เพื่อให้งานสมบูรณ์ขึ้นและทุกครั้งที่เธอช่วยคอมเมนต์งานของเพื่อน ภาคินก็นิ่งฟังเสมอ...ไม่ใช่แค่เพราะเนื้อหาเกี่ยวข้องกับงานของกลุ่มตนเอง ทว่านัยน์ตาคมคู่นั้นกลับจับอยู่ที่เธอนานกว่าปกติ คล้ายกำลังซึมซับทั้งวิธีคิด มุมมอง และวิธีแก้ปัญหาของผู้หญิงตรงหน้าเข้าไปทีละนิดอย่างสนใจเมลดาที่กำลังก้มดูแปลนรู้สึ
บทที่ 62 หยุดพูดตอนที่กูยังใจดี“น้องพริมคะ...คำว่าขายงานเกินจริง เขาเอาไว้ใช้กับงานที่ข้างในกลวงโบ๋ ไม่มีดีเทลอะไรเลย แล้วพยายามพ่นน้ำลายแต่งเรื่องให้มันดูมีค่ะ ไม่ใช่ตอนที่เจ้าของงานมองเห็นจุดแข็งของตัวเอง แล้วอธิบายให้กรรมการเข้าใจ”เมลดายกมือขึ้นกอดอกหลวมๆ เอียงหน้ามองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ท่าทางสบายๆ ราวกับกำลังยืนดูเด็กน้อยหัดเดินที่พยายามจะวิ่ง แววตาที่มองพริมแฝงความท้าทายอยู่ลึกๆ ก่อนเธอจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“สิ่งที่ภาคินเขาคิดมา มันมีดีอยู่เต็มไปหมด แสงเงาและลำดับมิติทางสายตา (Visual Sequence) ตรงนี้เป็นศิลปะชั้นสูงที่สถาปนิกเขาจงใจซ่อนไว้ การที่คนพรีเซนต์จะนำจังหวะหักมุมทางอารมณ์นี้มาอธิบายให้กรรมการเข้าใจ มันเรียกว่า การโชว์ศักยภาพและความเป็นมืออาชีพในการออกแบบ ค่ะ...ไม่ใช่การอวดอ้าง”พอพูดจบ เธอก็ละสายตาจากพริม พลางถอนใจออกมาเบาๆ ราวกับกำลังเอือมระอากับคนประเภทที่ทำตัวรู้ดีไปหมดทุกเรื่อง... แต่ความจริงกลับไม่รู้อะไรเลย ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคเชือดนิ่มๆ“งานธีสิส ไม่ใช่งานประกวดนางงามนะคะ ที่จะมานั่งฉีกยิ้มสวยๆ โชว์ทัศนียภาพ การจัดแสงเรนเดอร์หลอกตา แล้
บทที่ 7 ตอนนี้ไม่ตกใจเลยมั้งเช้าวันต่อมา เมลถูกปลุกด้วยน้ำหนักนุ่มๆ ที่ทับอยู่บนอก เธอลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย ก่อนจะเห็นก้อนขนสีส้มๆ นั่งจ้องหน้าอยู่ในระยะประชิด ดวงตากลมใสของเจ้ากะทิมองเธอนิ่งๆ ราวกับมันตื่นมานานแล้วและกำลังรอให้มนุษย์คนนี้รู้หน้าที่ของตัวเองเสียทีเมลกะพริบตาช้าๆ แล้วถอนหายใจออกมา
บทที่ 6 ลูกกูก็ใจง่ายซะด้วยหญิงสาวถอนหายใจยาว ก่อนเอนตัวพิงโซฟาอย่างหมดแรง คืนเดียวชีวิตเธอเหมือนถูกจับโยนเข้าเครื่องปั่น ทั้งห้องน้ำท่วม เจอน้องชายเพื่อนในสภาพที่ไม่ควรเจอ แล้วยังโดนไอ้เพื่อนตัวดีนั่งล้อไม่หยุดอีกต่างหากเมลยกหมอนขึ้นมากอดแน่นกว่าเดิม พยายามบอกตัวเองให้เลิกคิดถึงเสียงทุ้มต่ำข้างห
บทที่ 5 กูพลาดอะไรไปวะเนี่ยหญิงสาวรีบคว้าชุดนอนบนเตียงขึ้นมากอดไว้แน่น ก่อนถอยหลังกรูดกลับไปทางห้องน้ำทันที ท่าทางลนลานของเธอแทบไม่เหลือเค้าคนที่ปกติคุมไซต์งานทั้งไซต์ด้วยสายตาเดียวอยู่เลย“ห้ามมองนะ!”“ครับ”“แล้วก็หันหน้าไปทางอื่นด้วย!”ภาคินยกมือขึ้นปิดตาตัวเองแบบขำๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างคน
บทที่ 4 ผมไม่เด็กแล้วนะ‘แกร๊ก’เมลเดินก้าวเท้าออกมาจากห้องน้ำ ร่างกายของเธอยังคงแพรวพราวไปด้วยหยาดน้ำ เกาะพราวตามผิวเนียนละเอียด ทั่วทั้งร่างมีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนสีขาวสะอาด พันกายเอาไว้แบบหมิ่นเหม่ ปมผ้าถูกขมวดไว้เหนือทรวงอกอวบอิ่มที่เบียดชิดจนเห็นร่องอกลึกชัดเจน ความยาวของผ้าเช็ดตัวสั้นเพียงต้นขา







