เข้าสู่ระบบนับตั้งแต่วันที่ 'อู๋เซียนลี่' ลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างของใครก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าชื่อแซ่เดียวกับนางอย่างน่าอัศจรรย์ใจก็ผ่านมาแล้วสามราตรีที่นางเอาแต่นอนเป็นผักอยู่บนตั่งเตียงใหญ่เพื่อคิดทบทวนในเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมาทั้งหมด ทั้งเรื่องเล่าต่าง ๆ ที่อู๋เจียบอก เอาทุก ๆ อย่างมาเรียงต่อกันจนเริ่มจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว
เดิมทีเจ้าของร่างนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้ อาการเป็นตายเท่ากัน ถ้าฟื้นก็รอด ถ้าไม่ฟื้นก็ตาย ไม่ต้องเดาเลยว่าเจ้าของร่างตัวจริงไปไหนเพราะตายแล้วแน่นอน ในเมื่อคนที่ฟื้นขึ้นมามันคือเธอ นี่ก็นอนรอมาสามวันแล้ววิญญาณของเจ้าของร่างที่แท้จริงยังไม่ปรากฏตัวให้เห็นเลย
"เดี๋ยวข้าจะรออีกหนึ่งสัปดาห์ ถ้าเจ้ายังไม่โผล่มาทวงร่างคืน ข้าจะถือว่าร่างนี้ตกเป็นของข้าโดยสมบูรณ์แล้วนะ เกิดข้าพาร่างกายเจ้าไปปู้ยี่ปู้ยำ กระทำเรื่องเสื่อมเสียก็อย่ามากล่าวโทษกันนะ"
นางพูดขึ้นคนเดียวภายในห้องที่เงียบสงัดเผื่อว่าวิญญาณเจ้าของร่างตัวจริงจะอยู่แถวนี้จะได้รับรู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป ถ้ามาทวงคืนก็ยินดีจะให้คืนแต่โดยดีเพราะร่างนี้มันไม่ใช่ของนางตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่มาทวงคืนนางก็จะใช้สอยร่างนี้ให้คุ้มค่ากับการได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งเลยแหละ
"เอาแหละอู๋เซียนลี่ มาใช้ชีวิตใหม่กันเถอะ!"
หลังจากตัดสินใจจะใช้ชีวิตอยู่ในร่างนี้ให้คุ้มค่านางก็จัดการอาบน้ำผลัดผ้าเสียใหม่ สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินที่ทำจากผ้าไหมเนื้อดี ปักทอลวดลายด้วยดิ้นสีทองดูหรูหราสมฐานะ หญิงสาวเดินสำรวจไปทั่วห้องก่อนจะหยุดลงที่ชั้นวางของที่มีทั้งตำรา ศาสตราวุธ และกล่องน้อยใหญ่มากมายวางอยู่จึงเลือกจะหยิบเอากล่องไม้ใบเล็กใบหนึ่งขึ้นมาดู แต่เมื่อเปิดมันออกก็ต้องตกใจสุดขีดจนทำมันหลุดมือ ดวงตามนุษย์หลุดกลิ้งออกมาจากกล่องชวนให้หวาดผวายามมันจ้องมาทางนางจนต้องรีบถดถอยหนี
"ของสะสมบ้าบออะไรของหล่อนเนี่ย!" นางสถบออกมาอย่างหัวเสียเพราะของสะสมของเจ้าของร่างเก่าช่างพิสดารนัก คนบ้าอะไรสะสมดวงตาเช่นนี้หาใช่ตาปลอมด้วย แต่เป็นตาจริง ๆ เพราะยังมีเส้นเลือดห้อยสอยติดอยู่เลย
"แล้วกล่องอื่นไม่มีตับไตไส้พุงเลยหรือไงกัน"
"เข้ากล่องไปเลยนะ"
นางชี้นิ้วไปที่ดวงตาคู่นั้นพลันก็เกิดสิ่งอัศจรรย์ใจขึ้นเมื่อมีสายพลังไหลออกมาจากนิ้วของนางดันลูกตามนุษย์กลับเข้าไปในกล่องไม้เหมือนเดิมจนหญิงสาวต้องมองนิ้วของตนเองก่อนจะโบกสะบัดไปทางชั้นวางของพลันชั้นทั้งชั้นก็สั่นคลอนขึ้นจนหญิงสาวแย้มยิ้มด้วยความดีใจ
"นี่ข้ามีวรยุทธ์ด้วยหรือ ถึงว่ารู้สึกร่างกายฟื้นตัวเร็วกว่าคนทั่วไปทั้งที่บาดเจ็บหนักขนาดนั้น แต่เพียงแค่สามวันก็รู้สึกเหมือนหายเป็นปลิดทิ้งแล้ว"
ร่างอรชรลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินออกมาจากห้องด้วยรอยยิ้มมือก็หมุนวนแล้วปล่อยพลังปราณออกไปด้านหน้าจนต้นไม้ใบหญ้าโอนเอนไปตามกระแสพลังที่พัดผ่าน นางรวบรวมสมาธิของตนอีกครั้งกำหนดลมหายใจเข้าออกก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วเพ่งสมาธิมาที่ฝ่ามือกลั่นสายพลังปราณของตัวเองให้ไหลมารวมกันจุดเดียวแล้วซัดไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ข้างกำแพงมันสั่นไหวก่อนจะตามมาด้วยเสียงลั่นของเนื้อไม้ที่แตกหักออกจากกันแบ่งครึ่งต้นไม้ใหญ่ออกเป็นสองท่อนอย่างง่ายดาย
โครม!
"โอ๊ย!"
ทันทีที่สิ้นเสียงกัมปนาทของต้นไม้ที่หักเป็นสองท่อนก็มีเสียงหนึ่งดังตามมาจนอู๋เซียนลี่ตกใจ รีบวิ่งไปดูยังต้นเสียงในทันทีเพราะมันมาจากทางต้นไม้ที่เธอเพิ่งหักทิ้งไป เมื่อมองเข้าไปก็เห็นว่ามีคนนั่งอยู่ท่ามกลางซากต้นไม้ที่หัวมีเลือดไหลซึมออกมาคล้ายจะได้รับบาดเจ็บ เลือดยังคงสดใหม่ไม่ต้องเดาเลยว่าเกิดจากอะไรและใครเป็นคนทำ
เวร! ไม่ใช่ว่าเป็นฆาตกรฆ่าคนตายแล้วหรอกนะ!
"นี่เจ้าตรงนั้นน่ะ ตายหรือยัง?" นางตะโกนถามเข้าไป
"ท่านหญิงใหญ่! คารวะท่านหญิงใหญ่ขอรับ"
อีกฝ่ายรีบลนลานยกมือขึ้นคารวะอู๋เซียนลี่ในทันที แต่เมื่อมองดี ๆ นางกลับต้องตกใจเพราะผู้ชายตรงหน้าตาบอด มิหนำซ้ำเนื้อตัวยังมีแต่รอยฟกช้ำและรอยแผลอีกต่างหาก
"เกิดอะไรขึ้นท่านพี่ใหญ่" อู๋เจียรีบวิ่งเข้ามาเมื่อได้ยินเสียงโครมครามแต่เมื่อหันไปเห็นใครอีกคนด้วยก็รีบหันมาทำหน้าดุใส่พี่สาวทันที
"ท่านพี่ใหญ่ ท่านความจำเสื่อม จำผู้ใดมิได้แต่ก็ยังติดนิสัยชอบกลั่นแกล้งทุบตีน้องสามไม่เปลี่ยน"
"ห๊ะ? ขะ… ข้าเนี่ยนะทำร้ายทุบตีเขา" อู๋เซียนลี่ชี้นิ้วไปยังชายตาบอดชุดขาวตรงหน้า
"ท่านอาจจะหลงลืม แต่คนผู้นี้มีชื่อว่าเจียงซิงเยี่ยน ที่ศักดิ์เป็นน้องชายบุญธรรมของเราสองคน เป็นบุตรบุญธรรมของบิดา แต่ว่ากันตามจริง ท่านก็ไม่เคยรับเขาเป็นน้องชาย เขายกน้ำชาให้ท่าน ท่านก็ปัดทิ้งไม่พอยังปาถ้วยชาใส่เขาอีก"
"ห๊ะ?" อู๋เซียนลี่หันกลับไปมองชายตาบอดชุดขาวในทันที ชายคนนี้มีนามว่า 'เจียงซิงเยี่ยน' สินะ แต่นางน่ะหรือจะลงมือทุบตีเขาได้ลงคอ คนพิกลพิการตาบอดเช่นนี้เนี่ยนะ
"ข้าเนี่ยนะจะกลั่นแกล้งทุบตีคนตาบอดเช่นเขา?" นางหันมาถามน้องสาวพร้อมชี้นิ้วเข้าหาตนเอง
"ที่เขาตาบอดเพราะท่านนั่นแหละที่ควักลูกตาเขากับมือ"
"ห๊ะ! ข้าเนี่ยนะ!"
เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจจนร่างอรชรทรุดฮวบลงกับพื้น ดวงตาหงส์หันกลับไปมองชายตาบอดที่มีศักดิ์เป็นน้องบุญธรรมด้วยสายตาละห้อย อยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก ทั้งผ้าปิดตา ทั้งรอยฟกช้ำ และบาดแผลบนร่างกายมันตอกย้ำเหลือเกิน ตอกย้ำว่านางทำร้ายทุบตีเขาดั่งคำน้องสาวว่าจริง ๆ
อย่าบอกนะว่าดวงตาที่อยู่ในห้องของนางจะเป็นของเขา พระพุทธองค์ช่วยลูกด้วย! ควักลูกตาเขาไม่พอ ยังเก็บลูกตาเขาทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ทำตกพื้นอีกต่างหาก เชื้อโรคเกาะติดแล้วมั้ง เมื่อหันไปมองน้องชายตาบอดอีกรอบลมหายใจก็เริ่มติดขัด น้ำลายเหนียวหนึบจนกลืนลงคอลำบากก็เจ้าเด็กคนนี้มันตัวใหญ่กว่านางตั้งเยอะ ถ้าเกิดว่าอาฆาตแค้นคิดจะเอาคืนขึ้นมาภายหลัง หญิงสาวบอบบางเช่นนางจะไปสู้อันใดได้
เจียงซิงเยี่ยนพาอู๋เซียนลี่เข้ามาในเรือนนอนก่อนจะพามานั่งพักที่โต๊ะริมหน้าต่าง อุณหภูมิหนาวเหน็บบนเทือกเขาหิมะพัดโชยเข้ามาในห้องแต่พวกเขาทั้งสองคนก็เหมือนจะชินชากับอากาศเช่นนี้แล้วเพราะอยู่กับมันมานานมาก ถึงกระนั้นกะละมังไฟก็ยังถูกจุดในห้องเพื่อให้ห้องมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นเสียหน่อยอู๋เซียนลี่หยิบขวดยาออกมากินก่อนจะหันไปรับถ้วยน้ำชาจากเจียงซิงเยี่ยน มือใหญ่เลื่อนขึ้นมาลูบไปตามแก้มแดงที่ขึ้นรอยนิ้วมือชัดเจนอย่างแผ่วเบา"เจ็บหรือไม่ขอรับ?""เลือดกบปากขนาดนี้ก็ต้องเจ็บสิ" นางอ้าปากออกเพื่อให้เจียงซิงเยี่ยนดูร่องรอยเลือดที่ก่อนหน้านี้มันเต็มปากไปหมด แต่คายทิ้งไปส่วนหนึ่งแล้ว"ข้าเป่าให้นะขอรับ" ร่างสูงลุกขึ้นยืนก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ๆ สองมือจับประคองคางของนางเอาไว้ยามลมร้อนเป่ารดลงมาบนแก้มคิดว่านางเป็นเด็กหรือไง เป่าแล้วหายเจ็บเนี่ยแต่การกระทำของเขาก็ชวนหัวใจสั่นไหวยามใบหน้าอยู่ใกล้กันเช่นนี้ ลมหายใจร้อนผ่าวมันชวนให้ร่างกายอ่อนระทวยจนแทบจะเหลวเป็นน้ำ เร็วกว่าสมองก็คือฝ่ามือของนางที่จับหมับเข้าที่ดวงหน้าของเจียงซิงเยี่ยนแล้วดึงริมฝีปากของเขาลงมาสัมผัสกัน แม้เซียนหนุ่มตกใจแต่เขาก็กลับมา
Chapter 20‘ให้ข้าปรนนิบัติเจ้า’อู๋เซียนลี่เดินเข้ามาภายในเรือนรับรองที่มีเจียงซิงเยี่ยนยืนอยู่ บนเก้าอี้มีอู๋เจียที่กลับมาแล้วนั่งอยู่กับชายชราหัวขาวคนหนึ่งที่แผ่รังสีอำมหิตออกมาจนน่ากลัว ใบหน้าของชายชราแลดูเหมือนนางมากเลยเดาได้ทันทีว่าต้องเป็นบิดาแน่นอนเพียะ!"โอ๊ย!""ท่านพ่อ!"ยังไม่ทันที่อู๋เซียนลี่จะได้ยกมือคารวะชายชราก็ลุกขึ้นยืนพุ่งตรงมาหานางแล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้ารูปงามอย่างแรงจนสะบัดหัน ร่างกายบางทรุดลงไปกองกับพื้น อู๋เจียรีบลุกมาห้ามผู้เป็นพ่อในทันทีเช่นเดียวกับเจียงซิงเยี่ยน"เจ้ากล้าดียังไงมาทำร้ายอาเยี่ยน ข้าบอกให้เจ้าดูแลเขาดี ๆ" อู๋เซินชี้หน้าบุตรสาวคนโตด้วยความโกรธ"ทะ… ท่านพ่อ ขะ… ข้า ข้าทำอันใด" อู๋เซียนลี่ตกใจจนพูดอะไรไม่ถูก สับสนไปหมดว่ามันเกิดอะไรขึ้นทำไมอยู่ดี ๆ นางโดนตบจนคว่ำขนาดนี้ ฟันโยกหรือเปล่าก็ไม่รู้แต่ปากแตกแน่นอน“เจ้าทุบตีเขาข้ายังพอมองผ่านได้ว่าเจ้าอาจจะสั่งสอนในฐานะพี่สาว แต่นี่ถึงขั้นต้องควักลูกตากันเลยหรือ!”“ท่านพ่อระงับโทสะก่อนเจ้าค่ะ” อู๋เจียพยายามช่วยห้าม“เจ้าก็อีกคนเหตุใดไม่บอกพ่อดันช่วยพี่สาวของเจ้าปกปิดเรื่องนี้” อู๋เซินหันมาต่อว่าบุตรสาวค
หลังจากกินข้าวเสร็จอู๋เซียนลี่ก็เก็บข้าวของเตรียมจะกลับไป๋เซี่ยซานเพราะออกมาหลายวันคงจะไม่ดีถ้าเกิดนางจิ้งจอกเข้าไปถล่มสังหารข้ารับใช้ของนางเพื่อเล่นละครฉากใหญ่คงจะแย่ ไม่อยากให้ชีวิตคนบริสุทธิ์ต้องมาเสี่ยงด้วย ประตูเลื่อนถูกเปิดออกพร้อมกับเจียงซิงเยี่ยนที่เดินเข้ามาดูเหมือนว่าเขาจะจัดของตัวเองเสร็จแล้ว"ข้าช่วยขอรับ" เขานั่งลงข้าง ๆ นางก่อนจะช่วยหยิบตำราหลายเล่มใส่ลงไปในกล่อง "ตำราเหล่านี้โหรวหลงจินตี้เซียนให้มาหรือขอรับ?""ใช่ มีตำราโบราณหลายเล่มเจ้าเบามือหน่อยนะเดี๋ยวจะเสียหาย""ถึงจะความจำเสื่อมแต่ท่านหญิงก็ยังชอบอ่านตำราเหมือนเดิมเลยนะขอรับ""แล้วจะให้ข้าทำอันใดเล่า วัน ๆ หนึ่งเหมือนมีงานการ มีปีศาจให้ข้าสังหารนัก" นางพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ"ท่านจะสังหารปีศาจทุกตนที่เจอเลยไหมขอรับ?"อยู่ดี ๆ เจียงซิงเยี่ยนก็ถามขึ้นจนอู๋เซียนลี่ประหลาดใจ นางเงยขึ้นสบตากับเขาแต่ทำไมดวงตาของอีกฝ่ายถึงไหววูบเช่นนั้น "เซียนมีหน้าที่ปราบปีศาจและปีศาจก็มาพร้อมความชั่วร้าย มิใช่สิ่งที่ดีข้าย่อมต้องสังหาร""แล้วถ้าปีศาจตนนั้นดีกับท่านละขอรับ ท่านจะสังหารลงหรือไม่?""เจ้าถามทำไมเสี่ยวเยี่ยน?""เพราะ
Chapter 19‘เจ้ามีสิ่งใดปิดบัง'เจียงซิงเยี่ยนเดินหันซ้ายหันขวาไปมาอย่างไม่รู้จะไปทางไหนดีเพราะจะไปขอให้โรงครัวทำซุปเห็ดหอมตุ๋นยาจีนให้อู๋เซียนลี่แต่เขาก็ไม่รู้ทางเพราะไม่ค่อยมาที่นี่บ่อยนัก"หาอันใดอยู่หรือ?" เสียงนุ่มแต่เข้มดังขึ้นจนเขาต้องรีบหันไปมองก็พบว่าเป็นโหรวหลงจินกับฟานไป๋ที่เดินมาด้วยกันจึงรีบคำนับทันที"คารวะโหรวหลงจินตี้เซียน ฟานไป๋ตี้เซียนขอรับ""เจ้าเด็กกำพร้าน่าหงุดหงิด" ฟานไป๋จ้องมองเจียงซิงเยี่ยนด้วยแววตาขุ่นมัว"เจ้าหาอันใดอยู่อาเยี่ยน?" โหรวหลงจินถามด้วยรอยยิ้มต่างกับฟานไป๋สิ้นเชิง"ข้าน้อยหาโรงครัวขอรับ ข้าจะให้โรงครัวทำซุปเห็ดหอมตุ๋นยาจีนให้ท่านหญิงขอรับ""ดูสิโหรวต้าเกอ เสี่ยวลี่เจ็บไข้อีกแล้วแต่เจ้าเด็กกำพร้าผู้นี้ไม่ยอมให้ข้าเข้าไปดูนาง" ฟานไป๋หันไปฟ้องโหรวหลงจินทันที"ท่านหญิงต้องการพักผ่อนขอรับ ข้าเลยไม่อยากให้ผู้ใดเข้าไปรบกวน" เจียงซิงเยี่ยนพูดอธิบาย"ข้าเองก็ไม่ได้เข้าไปดูนางเช่นกัน มิใช่แค่เจ้าหรอก" โหรวหลงจินหันไปพูดกับฟานไป๋จนอีกฝ่ายยอมเงียบ"เจ้ามานี่ที" โหรวหลงจินตะโกนเรียกลูกศิษย์ที่เดินผ่านมา"ขอรับท่านอาจารย์""เจ้าไปบอกโรงครัวให้ทำซุปเห็ดหอมตุ๋นยา
อู๋เซียนลี่ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีในยามสายของวันเสียแล้ว นางได้ยินเสียงตะโกนโวยวายอยู่ด้านนอกจนต้องรีบลุกขึ้นฉับพลันเพราะจำได้เป็นอย่างดีว่าเสียงนั้นเป็นของฟานไป๋ ถ้าฟังไม่ผิดเหมือนเขาอยากจะเข้ามาพบนางแต่เข้ามาไม่ได้คงเพราะถูกเจียงซิงเยี่ยนห้ามเอาไว้ แต่พอนึกถึงเจ้าเด็กคนนั้นพลันร่างกายก็ร้อนผ่าวขึ้นมาในทันที ไล่ตามองสำรวจลงไปก็พบว่าตนเองสวมใส่ชุดซับในแล้วเรียบร้อยแต่มันก็บางเฉียบ ไม่ต้องเดาเลยว่าใครใส่ให้ก็คงเป็นเจ้าลูกหมาที่ปู้ยี่ปู้ยำนางเมื่อคืนนั่นแหละมันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในสภาพแบบนี้หลังจากค่ำคืนแห่งศึกหนักก็อย่างที่บอกว่าชาติก่อนนางเคยมีเซ็กซ์กับผู้ชายมาแล้ว เคยมีแฟนมาก่อนเลยไม่ค่อยรู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องแบบนี้แล้วจะบอกว่าอายมันก็อายบ้างแหละ แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำตัวเป็นสาวแรกแย้มบิดพลิ้วหรือร้องห่มร้องไห้เสียใจอะไร มันก็คือส่วนหนึ่งในชีวิตไม่ใช่หรือ มนุษย์ถูกสร้างให้สืบทอดเผ่าพันธุ์อยู่แล้วนี่ก็เลยไม่อยากมองเซ็กซ์เป็นเรื่องแปลกที่ต้องแตกแยกอะไร มันก็แค่เซ็กซ์คนเรามีสิทธิ์มีเซ็กซ์ได้ถ้าพึงพอใจเสียงประตูเปิดออกจนนางสะดุ้งเฮือกจะว่าทำใจได้ก็เถอะแต่พอเห็นหน้าเจียงซิงเยี่
Chapter 18‘พลาดท่าเสียที’เสียงสัมผัสเปียกชื้นดังระงมออกมาจากสองร่างกายที่กำลังเกี่ยวพันกัน ริมฝีปากหนาพรมจูบไปทั่วลำคอขาวลากไล้ไปตามเนื้ออ่อนขบเม้มและดูดดึงมันจนเกิดรอยสีกุหลาบจาง ๆ เพื่อตีตราเป็นเจ้าของ อาภรณ์ตัวในถูกดึงลงจนเกาะหมิ่นเหม่ที่หัวไหล่ส่วนตัวนอกถูกทอดทิ้งออกไปตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบได้"จะ… เจียงซิงเยี่ยน ยะ… อย่า" มือเล็กพยายามปัดป้องดันอกของเขาออกไปแต่คนลุกล้ำก็ไม่ขยับเลยก่อนทั้งร่างถูกรวบขึ้นอู๋เซียนลี่ถูกอุ้มเหมือนเด็กน้อยในอ้อมแขนของเจียงซิงเยี่ยน ถึงแม้นางจะมีรูปร่างผอมสูง สง่างามมากแค่ไหนแต่ยามอยู่กับเขาก็ตัวเล็กเสมอ แผ่นหลังสัมผัสลงบนพื้นเตียงเมื่อถูกปล่อยลงโดยมีเขาตามลงมาคร่อมทับคล้ายจะกันไม่ให้นางหนี ดวงตาคนทั้งสองสบมองกันอยู่เนิ่นนาน ดวงตาที่ทำให้นางหวั่นไหวจนหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะริมฝีปากทาบทับลงมาอีกครั้งอย่างดูดดื่ม สอดแทรกลิ้นเข้ามากระหวัดเกี่ยวพันในปากของนางจนแทบหายใจหายคอไม่ทัน ลมหายใจถูกช่วงชิงจากคนด้านบน ยิ่งร้อนผ่าวยามมือใหญ่เลื่อนขึ้นมาตามเรียวขาของนางลากวนแถวต้นขาซ้ำไปซ้ำมาก่อนจะผละริมฝีปากลงมาไซร้ไปตามซอกคอลากยาวลงมาถึงหน้าอกอวบอิ่มที่ยามนี้พ้นเสื







