LOGINรถเอสยูวีสีขาวเลี้ยวลัดเลาะเข้าไปตามถนนลูกรังเส้นเล็กที่โอบล้อมด้วยอุโมงค์ต้นไม้และแมกไม้รกครึ้ม จนกระทั่งมาหยุดสนิทหน้าเรือนไม้เก่าหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมลำธาร ลมพัดเย็นปะทะผิวหน้าทันทีที่ปริ๊นก้าวลงจากรถ เสียงน้ำจากลำธารไหลเอื่อยและกลิ่นหอมของดินทำให้ดาราสาวเผลอหลับตาพริ้มเพื่อซึมซับความสดชื่น
“ทางนี้ค่ะ” เสียงนิ่ง ๆ ของริณดึงสติปริ๊นให้รีบก้าวเท้าตามหลังแผ่นหลังสูงโปร่งนั้นไป
ร้านอาหารที่มีชื่อว่า บ้านพลอย ตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าและแสงไฟโทนแสงนวลตาที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ริณพาเธอเดินเลี่ยงสายตาผู้คนไปที่ระเบียงไม้ริมน้ำซึ่งถูกกั้นไว้เป็นสัดส่วนพิเศษ ไม่นานนักพนักงานต้อนรับในชุดพื้นเมืองก็เดินมายังโต๊ะของเธอพร้อมถาดอาหาร
“สวัสดีค่ะ แขกของคุณพลอยใช่มั้ยคะ”
หญิงสาววัยกลางคนเอ่ยทักทายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม และให้ความสนใจกับการมาถึงของปริ๊นเป็นอย่างมาก ริณเลยรีบเบี่ยงความสนใจ
“ใช่ค่ะ ฉันเป็นเพื่อนกับพลอย เจ้าของร้านไปไหนคะ ทำไมไม่ออกมาต้อนรับ”
“พอดีคุณพลอยออกไปทำธุระข้างนอกค่ะ แต่เธอกำชับไว้แล้วว่าให้ดูแลคุณริณกับแขกคนพิเศษเป็นอย่างดี”
“ขอบคุณค่ะ งั้นขอแค่ความเป็นส่วนตัวก็พอ”
ถาดอาหารถูกวางลงบนโต๊ะทันที เธอรีบเสิร์ฟอาหารแล้วโค้งตัวเล็กน้อยก่อนจะหันหลังเดินจากไป
“ไปดุเค้าทำไมคะพี่ริณ”
ปริ๊นเอ่ยขึ้นหลังจากหย่อนตัวลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม สายตายังไม่วายมองตามแผ่นหลังของหญิงสาวพนักงานต้อนรับที่เดินจากไปแล้ว
“ไม่ได้ดุค่ะ หรือคุณอยากให้เค้ามายืนมองคุณกินอาหารล่ะ ถ้าเอาแบบนั้นฉันจะเรียกมาให้”
“ไม่เอาค่ะ ไม่เอา ๆ” ปริ๊นรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน
“ไม่เอาก็รีบกินข้าวกันค่ะ เย็นแล้ว เดี๋ยวจะกลับถึงที่พักมืด ทางมันอันตราย”
ปริ๊นพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย และมื้ออาหารมื้อแรกของทั้งคู่ก็เริ่มต้นขึ้น
มื้ออาหารที่ร้านของพลอยผ่านไปอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบกว่าที่ปริ๊นคิด ปริ๊นค้นพบว่าอาหารที่อร่อยที่สุดไม่ใช่จานที่หรูหรา แต่คือไข่เจียวสมุนไพร ที่รสชาติจืดกำลังดีสำหรับคนกินเผ็ดไม่ได้อย่างเธอ
ณริณทิพย์ไม่ได้ชวนคุยอะไรมากนัก เธอเพียงแต่คอยสังเกตและเลื่อนจานอาหารที่ปริ๊นตักบ่อยๆ มาไว้ใกล้ตัวดาราสาวมากขึ้น มื้ออาหารแทบไม่มีบทสนทนา
รวมถึงการที่ปริ๊นจะถ่ายรูปอาหารลงไอจี ริณก็เพียงแต่ส่งสายตาดุๆ จนปริ๊นต้องยอมวางมือถือลงแล้วนั่งกินเงียบๆ มื้อนี้จึงเป็นมื้อแรกในรอบปีที่ปริ๊นได้ตั้งใจลิ้มรสอาหารจริงๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีสายตาของใครจับจ้องเธออยู่รึเปล่า
“ฉันจ่ายเรียบร้อยแล้วค่ะ”
คนตรงหน้ารีบเอ่ยบอกเมื่อเห็นว่าปริ๊นกำลังจะหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมา
“อ้าวพี่ริณ แอบไปจ่ายตอนไหนคะ งั้นปริ๊นโอนให้นะคะ แชร์กันดีกว่า”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
ณริณทิพย์ลุกจากโต๊ะแล้วรีบเดินไปยังลานจอดรถ ปริ๊นเลยต้องรีบเดินตามไปทันที
“มื้อนี้ฉันเลี้ยง คุณไว้เลี้ยงกลับมื้อหน้าละกัน”
คนหลังพวงมาลัยเอ่ยนิ่ง ๆ ขณะกำลังรัดเข็มขัดนิรภัย
“ก็ได้ค่ะ งั้นก็ขอบคุณนะคะ สำหรับมื้อนี้” ปริ๊นยิ้มกว้างจนแทบจะเก็บความดีใจไว้ไม่มิด
‘กินข้าวด้วยกันมื้อแรก พี่ริณเลี้ยง พี่คนสวยใจดีที่สุดเลย’
หลังจากทั้งคู่รัดเข็มขัดเรียบร้อย ริณเข้าสู่โหมดจริงจังอีกครั้ง เส้นทางจากตัวเมืองน่านมุ่งหน้าสู่ดอยสกาดเริ่มคดเคี้ยวและมืดมิด มีเพียงแสงไฟหน้ารถที่ตัดผ่านม่านหมอกบางๆ ปริ๊นมองคนขับที่นั่งตัวตรงด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป...
พี่ริณที่เธอเห็นที่ร้านอาหารดูผ่อนคลาย แต่พี่ริณที่กำลังขับรถอยู่นี้คือ เจ้าของโฮมสเตย์ที่แบกความรับผิดชอบไว้มากมาย
เมื่อรถจอดสนิทและดับเครื่องยนต์หน้าแผ่นป้ายไม้ที่เขียนไว้ว่า 48 Hour Escape โฮมสเตย์ ความเงียบสงัดของยอดดอยก็เข้าปกคลุมทันที มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรและลมหนาวที่พัดอ้อยอิ่งผ่านยอดไม้
“บ้านไม้หลังใหญ่หลังนั้นคือที่พักของคุณ” เจ้าของสถานที่เอ่ยบอกหลังจากก้าวลงจากรถพร้อมกับชี้นิ้วไปยังบ้านไม้หลังใหญ่ที่ตั้งเด่นสง่า “ตามฉันมาค่ะ”
ปริ๊นพยักหน้าแล้วรีบเดินไปเปิดท้ายรถเพื่อยกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ลงมา
คนที่เดินนำไปก่อนเมื่อรับรู้ได้ว่าอีกคนยังไม่ตามมาจึงหันกลับไปมอง เมื่อเห็นว่าปริ๊นดูทุลักทุเลกับการลากกระเป๋าเธอก็ก้าวยาว ๆ เข้าไปหาทันที
“มานี่ค่ะ ฉันจัดการให้ มืดแล้ว ช่วยทำอะไรให้มันเร็ว ๆ หน่อย”
ริณคว้ากระเป๋าใบโตของปริ๊นมาไว้ในมือได้อย่างง่ายดายแล้วเดินนำไปยังบ้านพัก คนเด็กกว่าหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้แล้วรีบเดินตามไปทันที
“บ้านหลังนี้คือบ้านพักของฉัน มีห้องนอนสองห้อง ส่วนโฮมสเตย์สำหรับลูกค้ามีแค่สี่หลัง พรุ่งนี้จะพาไปดูค่ะ”
ริณวางกระเป๋าของปริ๊นลงบนพื้นไม้กลางบ้าน ตรงหน้าของเธอมีห้องนอนสองห้องที่อยู่ติดกัน
“ด้านขวาห้องนอนของฉัน ด้านซ้ายห้องนอนของคุณ ห้องน้ำมีห้องเดียวใช้ด้วยกัน ฉันให้แม่บ้านมาทำความสะอาดห้องให้เรียบร้อยแล้ว คงจะพออยู่ได้นะ”
ปริ๊นกวาดสายตามองทุกอย่างรอบตัวด้วยแววตาเปล่งประกาย บ้านไม้หลังใหญ่ดูสะอาดตา เฟอร์นิเจอร์มีเพียงโซฟาชุดใหญ่สีขาวที่ตั้งวางอยู่หน้าทีวีสี่สิบนิ้ว และมุมชั้นวางหนังสือที่ด้านบนมีภาพดอกไม้ใส่กรอบเล็ก ๆ วางไว้แค่เท่านั้น
ภายในบ้านมีกลิ่นหอมจาง ๆ ของไม้สนและดอกไม้ป่าอบอวลอยู่ข้างใน บ้านหลังนี้ถูกออกแบบมาอย่างเรียบง่ายแต่ดูอบอุ่น มีชานพักส่วนกลางที่เชื่อมต่อห้องนอนสองห้องเข้าด้วยกัน
“พี่ริณอยู่คนเดียวเหรอคะ” ปริ๊นเอ่ยถามระหว่างเดินสำรวจมุมต่าง ๆ ในบ้าน
“คุณเห็นคนอื่นอยู่ที่นี่รึเปล่าล่ะ”
“ไม่เห็นค่ะ แต่ทำไมมีห้องนอนสองห้องคะ หรือว่า...พี่ริณมีแฟนแล้วเหรอ”
ประโยคหลังปริ๊นหันมาสบตาเจ้าของบ้าน เธอถึงได้รู้ว่าณริณทิพย์มองเธออยู่ก่อนแล้ว แต่เพียงครู่เดียวสายตาคู่นั้นก็แสร้งมองไปทางอื่น
“ไม่มีค่ะ” คำตอบนั้นเบาหวิว แต่ปริ๊นได้ยินชัด และจู่ ๆ สองเท้าของริณก็ชะงัก “อ้อ แต่ถ้ามี...”
เจ้าของบ้านเดินมาหยุดตรงหน้าปริ๊นในระยะที่ใกล้จนเห็นทุกอณูบนใบหน้าอีกฝ่าย
“เราก็ต้องนอนด้วยกัน จะทำห้องสองห้องทำไม”
คำตอบที่มาพร้อมกับน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทว่ากลับทำให้ปริ๊นนิ่งงันจนตัวแข็งทื่อ
“นะ..นั่นสินะคะ แฟนกันก็ต้องนอนด้วยกัน”
พูดจบปริ๊นก็รีบเดินออกมาจากตรงนั้น เพราะสายตาของณริณทิพย์ที่มองเธอเมื่อครู่ มันแทบจะทำให้คนที่ได้เห็นละลายลงตรงนั้น
‘พี่ริณจะรู้ตัวมั้ย สายตาของพี่มันมีเสน่ห์มาก อย่ามองใครแบบนั้นเลยนะ’
‘ได้โปรดเก็บสายตาแบบนั้นไว้มองปริ๊นคนเดียว’
“ห้องนอนอีกห้อง...ทำไว้ให้ครอบครัวน่ะค่ะ”
ริณเอ่ยขึ้นในจังหวะที่ปริ๊นกำลังจะเปิดประตูห้องนอนเข้าไป เธอจึงหันกลับมามองต้นเสียง
“อ้อ ค่ะ ขอบคุณที่บอกให้ทราบนะคะ”
จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตามที่เจ้าบ้านเลือกที่จะบอก อย่างน้อยมันก็ทำให้ปริ๊นไขข้อสงสัยได้ว่า ทำไมบ้านพักหลังนี้ถึงมีสองห้อง
“เป็นไงคะ อยู่ได้มั้ย”
ริณลากกระเป๋าเดินทางของปริ๊นเข้ามาให้ ยืนมองผู้มาเยือนสำรวจห้องพักด้วยความตื่นเต้น
“อยู่ได้สบายมากค่ะ จริง ๆ ปริ๊นแอบคิดว่าพี่ริณจะให้ปริ๊นไปนอนห้องพักพนักงานทำนองนั้นซะอีก”
“ห้องพักพนักงานเต็มค่ะ อีกอย่าง...” เจ้าของบ้านเดินไปหยุดตรงหน้าปริ๊นอีกครั้ง “คุณใบปอโทรมาฝากฝังคุณไว้กับฉัน ถ้าดูแลไม่ดี เกิดอะไรขึ้นกับคุณจนทำงานไม่ได้ ฉันคงชดใช้ค่าตัวของคุณไม่ไหวหรอกค่ะ”
ปริ๊นพยักหน้ารับ “ทำตามหน้าที่สินะคะ”
“ใช่ค่ะ จะมีเหตุผลอะไรมากกว่านั้นล่ะคะ?”
ณริณทิพย์ยกยิ้มมุมปากวูบหนึ่งเมื่อเห็นประกายของความผิดหวังในแววตาอีกฝ่าย
แต่เพียงครู่เดียวก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ...
“เชิญเก็บของตามสบายนะคะ เสร็จแล้วตามฉันมา จะพาเดินดูรอบ ๆ โฮมสเตย์ก่อนจะแยกย้ายไปพักผ่อน”
“ตอนนี้เลยเหรอคะ? แต่นี่มันมืดแล้วนะคะพี่ริณ”
“ใช่ค่ะ ตอนนี้แหละ...เพราะหน้าที่ของเจ้าของโฮมสเตย์ไม่ได้จบลงแค่ตอนส่งแขกเข้าห้องนอน ถ้าอยากเข้าถึงบทบาท ฉันก็จะสอนคุณแบบลึกซึ้งเลยล่ะ”
ณริณทิพย์เดินออกไปจากห้องนอนของปริ๊น ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจาง ๆ ของน้ำหอมประจำตัว ปริ๊นมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยประกายระยิบระยับ
“ปริ๊นจะตั้งใจเรียนบทบาทเจ้าของโฮมสเตย์อย่างเต็มที่เลยค่ะพี่ริณ”
ริณก้าวลงไปในอ่างอาบน้ำอย่างช้าๆ แรงกระเพื่อมของน้ำทำเอาหัวใจของปริ๊นสั่นไหวไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวของคนพี่ ริณขยับเข้าหาจนแผ่นหลังของปริ๊นแนบชิดกับขอบอ่างที่เย็นเฉียบ สวนทางกับความร้อนรุ่มจากร่างกายของคนตรงหน้าที่กำลังคืบคลานเข้ามา“ใส่ไว้แบบนี้...มันจะอาบสะอาดได้ยังไงคะ”น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่ามัวอยู่ข้างใบหู พร้อมกับฝ่ามืออุ่นที่ลูบไล้ผ่านผิวกายใต้น้ำขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ริณไม่ได้รีบร้อน แต่ทุกสัมผัสนั้นกลับหนักแน่นและตั้งใจปลายนิ้วเรียวเกี่ยวรั้งสายบราลูกไม้ที่เปียกชุ่มให้เลื่อนหลุดออกจากลาดไหล่เนียนทีละข้าง สายตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของปริ๊น ราวกับจะบอกว่าต่อจากนี้ กระต่ายน้อยตัวนี้ไม่มีทางหนีเสือตัวนี้พ้นแล้วริณเอื้อมมือไปสัมผัสกับแผ่นหลังขาวเนียนของปริ๊นอย่างแผ่วเบา เธอบรรจงปลดตะขอชิ้นบนออกอย่างชำนาญ ก่อนจะทิ้งมันลงข้างอ่างอย่างไม่ไยดีทันทีที่ร่างกายเป็นอิสระ ความเย็นของอากาศและสัมผัสจากฝ่ามือของริณที่กอบกุมความอ่อนนุ่มทั้งสองข้างเอาไว้ทำให้ปริ๊นเผลอแอ่นอกเข้าหาตามสัญชาตญาณ“อื้อ... พี่ริณคะ”ปริ๊นครางชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่ว พยายามจะยกมือขึ้นปกปิดความกระดากอายที่จู่ๆ ก็พลุ่งพ
เมื่อรถกระบะสี่ประตูเลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณที่จอดรถวีไอพีของโรงแรมเรียบร้อยแล้ว ปริ๊นก็รีบคว้ากระเป๋าถือคู่ใจอย่างรวดเร็วจนริณหันมอง ไม่ทันได้ถามอะไรคุณนางเอกก็รีบเปิดประตูรถลงไปราวกับมีเรื่องสำคัญบางอย่างแต่แล้วในวินาทีที่กำลังก้าวลงจากรถ รองเท้าส้นสูงของเธอก็เกิดไม่รักดี จากที่ปกติดูจะคุ้นเคยกันทุกวัน กลายเป็นว่าวินาทีนี้มันทำให้เธอข้อเท้าพลิกอย่างไม่ทันตั้งตัว จนร่างเล็กทิ้งตัวลงกับพื้นทันที“ปริ๊น!”ริณที่เห็นเหตุการณ์ตะโกนด้วยความตกใจ เธอรีบเปิดประตูรถลงมาแล้ววิ่งมาประคองร่างของแฟนสาวอย่างรวดเร็ว“ค่อย ๆ ลุกนะ เจ็บตรงไหนบ้าง เจ็บมากมั้ย”ใบหน้าของริณซีดเผือด หัวใจชาวูบไปทั้งดวง ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บปวดแบบไหน เล็กน้อยหรือมาก เธอก็ไม่อยากให้ผู้หญิงคนนี้ได้รับแม้แต่ปลายเล็บทว่าตอนนี้ความเจ็บปวดนั้นกลับเป็นตอนที่อีกฝ่ายอยู่กับเธอแท้ ๆ ปริ๊นก็ยังเจ็บตัวได้“โอ๊ย เจ็บข้อเท้าจังเลยค่ะพี่ริณ ปริ๊นคงก้าวผิดท่าแน่ ๆ เลยค่ะเมื่อกี้”ใบหน้าสวยเหยเกดูน่าสงสาร ปริ๊นซบหน้าลงกับไหล่ของริณ แต่ถึงอย่างนั้น...ริมฝีปากของเธอกลับยกยิ้มเบาๆแม้จะผิดความตั้งใจไปหน่อย เพราะคิดว่าจะแกล้งเจ็บเท้านิดหน่อย แต
รถกระบะสีดำเคลื่อนตัวออกสู่ถนนใหญ่ มุ่งหน้าไปยังย่านริมน้ำยามเย็น ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มทองอบอุ่น ริณพาคุณดารามายังร้านอาหารสไตล์โฮมเมดเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ติดริมน้ำ แม้จะเป็นร้านที่มีลูกค้าบ้างแต่ก็ไม่ได้พลุกพล่านจนน่าอึดอัด ริณเลือกโต๊ะที่ติดริมระเบียงมากที่สุด เพื่อให้ปริ๊นได้มองเห็นทัศนียภาพอย่างที่ตั้งใจลมแม่น้ำพัดมาเอื่อย ๆ พาเอากลิ่นอายความเย็นสดชื่นมาปะทะผิวหน้า ปริ๊นถอดแว่นกันแดดวางลงบนโต๊ะ เธอปล่อยให้ลมพัดผมปลิวสยายไปตามธรรมชาติ ริณมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ เธอสั่งเมนูง่าย ๆ ที่รู้ว่าปริ๊นชอบ และไม่ลืมที่จะสั่งน้ำเก๊กฮวยเย็น ๆ มาช่วยให้คนข้าง ๆ สดชื่นขึ้น“โห ดวงอาทิตย์สวยจังค่ะพี่ริณ”ปริ๊นพึมพำ สายตามองไปที่พระอาทิตย์ดวงกลมโตที่กำลังค่อย ๆ ลับขอบฟ้าไปหลังแนวตึกระฟ้า แสงสีส้มสะท้อนกับผิวน้ำเจ้าพระยาจนดูคล้ายเพชรเม็ดงาม“สวยค่ะ...สวยมากจริง ๆ”ริณตอบรับ แต่สายตาของเธอไม่ได้มองไปที่ขอบฟ้าเลยสักนิด เธอกลับมองเพียงใบหน้าของคนที่นั่งตรงข้ามที่ตอนนี้ถูกแสงสีทองอาบไล้จนดูนวลตาปริ๊นหันกลับมาสบตาแล้วหลุดขำ“พี่ริณคะ ปริ๊นบอกให้ดูวิว ไม่ได้ให้ดูหน้าปริ๊น”“ก็วิวนั่งอยู่ต
ขณะที่โลกโซเชียลกำลังเต็มไปด้วยแฮชแท็กคำว่า #การกลับมาของเจ้าหญิง ภายในรถกระบะสี่ประตูสีดำที่จอดอยู่ไม่ไกล คนหลังพวงมาลัยกำลังนั่งพิงพนักเบาะด้วยท่าทีสบายใจ พร้อมกับสายตาที่จดจ่ออยู่กับหน้าจอแท็บเล็ตที่กำลังสตรีมไลฟ์สดงานแถลงข่าวริณเผลอคลี่ยิ้มออกมาเมื่อเห็นปริ๊นพูดตอบโต้อย่างฉะฉาน แววตาของนางเอกสาวในหน้าจอนั้นดูเติบโตและเด็ดเดี่ยวขึ้นมาก ยิ่งในตอนที่ปริ๊นเอ่ยถึงแฟนคลับ คุณแม่ และคนรัก คนที่ได้ยินแบบนั้นถึงกับหน้าร้อนผ่าว แม้ไม่มีชื่อเธอเลยสักประโยค แต่ณริณทิพย์ก็รู้ว่าเจ้าตัวหมายถึงเธอการมีแฟนเป็นดารามันรู้สึกแบบนี้เองสินะ...“พูดอะไรแบบนั้นต่อหน้าสื่อได้ไงเนี่ย เกิดมีคนถามต่อว่าคนรักหมายถึงใคร จะตอบเค้ายังไงเด็กดื้อ...”ริณพึมพำกับตัวเองด้วยความเอ็นดูคนรัก เธอสัมผัสได้ถึงความเข้มแข็งที่ส่งผ่านมาทางหน้าจอ ปริ๊นไม่ใช่ดาราสาวที่คอยแต่จะหลบหลังใครอีกต่อไปแล้ว แต่เธอคือดวงอาทิตย์ที่กำลังส่องแสงอย่างเต็มภาคภูมิ ริณกดปิดไลฟ์สดเมื่อเห็นว่าการแถลงข่าวจบลงอย่างสวยงามเธอนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดแอปพลิเคชัน Instagram ขึ้นมาพื้นที่ส่วนตัวทางโซเชียลของณริณทิพย์ในตอนนี้มีผู้ติดตามเพียงหน
จะมีดาราสักกี่คนที่มาทำงานด้วยรถกระบะสี่ประตู...ปกติแล้ว แค่ปริ๊นกระดิกนิ้ว รถยุโรปแบรนด์ดังพร้อมคนขับก็มาจอดรออยู่ตรงหน้าได้ทันที แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะติดใจกลิ่นเบาะหนังในรถของพี่ริณไปแล้ว บวกกับกลิ่นน้ำหอมดอกไม้ที่คนพี่ชอบใช้เป็นประจำ มันก็ยิ่งทำให้บรรยากาศในรถคันนี้มีความพิเศษจนไม่อยากใช้รถคันไหนอีกเลยพาหนะคู่ใจของริณเคลื่อนมาจอดสนิทอยู่ที่หน้าตึกสำนักงานใหญ่ของต้นสังกัดปริ๊น ท่ามกลางสายตาของพนักงานและนักข่าวบางคนที่เริ่มมาซุ่มรอทำข่าวการแถลงเรื่องราวช็อกวงการในครั้งนี้ ปริ๊นสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เธอขยับแว่นกันแดดสีดำขึ้นสวมเพื่อปกปิดร่องรอยความเหนื่อยล้า และเตรียมจะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถแต่ยังไม่ทันที่มือเรียวจะสัมผัสที่เปิดประตู แรงบีบเบาๆ ที่ต้นแขนก็ทำให้เธอต้องชะงัก“เดี๋ยวค่ะ...อย่าเพิ่งไป”น้ำเสียงเรียบของริณทำให้ปริ๊นหันกลับมามองด้วยความสงสัย คนหลังพวงมาลัยไม่ได้มองถนนเบื้องหน้าอีกต่อไป แต่เธอกลับเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าหนังใบเล็กสีนู้ดที่วางอยู่ตรงเบาะหลังขึ้นมา“มีอะไรเหรอคะพี่ริณ?”ริณไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่เธอรูดซิปกระเป๋าใบนั้นออก ปริ๊นถึงกับตาค้างเมื่อเห็นว่าข้างใน
ความเงียบงันของปริ๊นทำให้บรรยากาศในรถดูอึมครึมไม่น้อย ตั้งแต่รถของริณเคลื่อนตัวออกมาจากบ้านของพสุ คนที่นั่งมาด้วยกันตรงเบาะข้างก็เงียบมาตลอดทาง“พี่ต้องไปส่งคุณที่ไหนคะ”คนหลังพวงมาลัยเอ่ยถามเพื่อทำลายความเงียบ ทว่าสิ่งที่ได้กลับมาก็ยังเป็นความเงียบเช่นเดิม“มันเลยเวลานัดมาแล้วค่ะ ปริ๊นไม่กล้าไปเจอผู้ใหญ่ ไลน์หาพี่ใบปอก็ยังไม่ตอบมาเลย วันนี้ปริ๊นรู้สึกไม่โอเคเลยค่ะ”คนเด็กกว่ายังคงก้มหน้าอยู่อย่างนั้น ริณจึงตัดสินใจจอดรถหน้าร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งที่สายตาบังเอิญไปโฟกัสกับป้ายชื่อร้านพอดีเค้กจันทร์เจ้า...ชื่อร้านเขียนเอาไว้แบบนั้นคนขับดับเครื่องยนต์อย่างใจเย็น เธอมองร่างบางที่ดูเปราะบางราวกับแก้วที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบกลุ่มผมนุ่มเบาๆ“งั้นระหว่างรอพี่ปอ ไปกินขนมอร่อย ๆ กันค่ะ”ริณเดินนำปริ๊นเข้ามาภายในร้านคาเฟ่ขนาดกะทัดรัดที่ตกแต่งด้วยโทนสีอุ่นและกลิ่นหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟคั่วใหม่ สัมผัสนั้นช่วยให้ความตึงเครียดในใจของปริ๊นบรรเทาลงได้บ้าง ริณจัดแจงให้คนเด็กกว่านั่งที่โต๊ะมุมด้านในสุด ซึ่งค่อนข้างเป็นส่วนตัว ก่อนจะเดินหายไปที่เคาน์เตอร์เพียงลำพังไม่นานนักเธอก็เดินก
การได้เจอเจ้าถุงแป้ง ทำให้ริณได้เห็นบางอย่างในตัวของดาราสาวในแบบที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นอย่างเช่นตอนนี้ที่ปริ๊นกำลังนั่งป้อนน้ำเจ้ากระต่ายอยู่หน้าตะกร้าหวาย พร้อมกับพูดคุยกับสิ่งมีชีวิตตัวนั้นด้วยเสียงสองเสียงสาม“เป็นไงบ้างคะคนเก่ง หิวมุ้ยยยย โอ๋เอ๋ ๆ ไม่เป็นไรนะค้าบบ เดี๋ยวคนเก่งก็หายน้า”เสียงใส ๆ
การไปน่านของปริ๊นเต็มไปด้วยเสียงคัดค้าน โดยเฉพาะเจ้าของบ้านอย่าง พสุ เตชะกิจเดชา ผู้เป็นพ่อ เขาไม่เคยสนับสนุนงานที่ลูกสาวรักเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เขามีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีโรงแรมมากมาย ปูทางไว้ให้ลูกสาวคนเดียวมาสานต่อ แต่ปริ๊นก็ไม่เคยเหลียวแล เพราะเธอรู้ดีว่าภาพสวยเบื้องหน้าที่เห็น มันไม่ได
“ขับรถไปน่านคนเดียวเนี่ยนะ!!”เสียงตะโกนจากปลายสายทำเอาปริ๊นต้องเอาโทรศัพท์มือถือออกห่างจากหูในทันที ถึงแม้คนที่กำลังคุยสายด้วยเป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานานถึงยี่สิบปี แต่เธอก็ยังไม่ชินกับนิสัยโหวกเหวกโวยวายของเจ้าตัวเท่าไหร่นัก“แกจะตะโกนทำไมเล่าใยไหม หูจะแตก”ใยไหม เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของปริ๊
หลังจบงานอีเวนต์ใหญ่กลางห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ความวุ่นวายในใจของปริ๊นไม่ได้จบลงไปด้วย หนำซ้ำดูเหมือนมันจะยิ่งทวีคูณเพิ่มความว้าวุ่น เพราะตลอดเวลาที่ยืนอยู่บนเวที ภาพใบหน้านิ่ง ๆ ที่มีเสน่ห์บางอย่างให้ค้นหา กลับติดอยู่ในใจเธอตลอดเวลายิ่งได้รู้ว่า มีโอกาสที่เธอจะเข้าใกล้และรู้จักผู้หญิงคนนี้ได้มากขึ







