Mag-log in“ขับรถไปน่านคนเดียวเนี่ยนะ!!”
เสียงตะโกนจากปลายสายทำเอาปริ๊นต้องเอาโทรศัพท์มือถือออกห่างจากหูในทันที ถึงแม้คนที่กำลังคุยสายด้วยเป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานานถึงยี่สิบปี แต่เธอก็ยังไม่ชินกับนิสัยโหวกเหวกโวยวายของเจ้าตัวเท่าไหร่นัก
“แกจะตะโกนทำไมเล่าใยไหม หูจะแตก”
ใยไหม เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของปริ๊น เพื่อนที่รู้จักกันตั้งแต่ตอนอนุบาลเพราะเรียนที่เดียวกัน จนมาถึงระดับชั้นประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย ทั้งคู่ก็ยังเรียนที่เดียวกันจนรู้จักกันดีชนิดที่ว่ามองตาก็รู้ใจ
ถึงแม้ตอนนี้เส้นทางอาชีพของปริ๊นจะเป็นงานในวงการบันเทิง ส่วนไหมยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ยังคงแน่นแฟ้น และคอยอัปเดตความเป็นไปของกันและกันอยู่เสมอ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องที่ปริ๊นเพิ่งเล่าให้ไหมฟังจบไป เป็นต้นเหตุของประโยคเสียงดังเมื่อครู่นี้
“เดี๋ยวนะขอตั้งสติหน่อย อะไรทำให้ดาราสาวอย่างคุณปริ๊นตัดสินใจขับรถไปน่านคนเดียวเนี่ย แกเพิ่งขับรถเป็นไม่ใช่เหรอปริ๊น แล้วแกจะขับทางไกลได้ยังไง อีกอย่างถนนที่นั่นขับง่ายซะที่ไหน คิดดี ๆ นะ”
ประโยคยืดยาวสอดแทรกมาพร้อมความเป็นห่วง ปริ๊นในชุดนอนสายเดี่ยวสีครีมพลิกตัวไปมาบนเตียงนอนคิงไซซ์ พลางม้วนผมเล่นไปด้วย ยิ่งนึกถึงใบหน้าของเจ้าของโฮมสเตย์ เธอก็ไม่สามารถหยุดยิ้มได้เลย
“ฉันคิดดีแล้วไหม ไม่เคยคิดเรื่องไหนถี่ถ้วนเท่าเรื่องนี้” แก้มสองข้างของปริ๊นกลมเปล่งยิ่งกว่าลูกมะนาว ใบหน้าเธอตอนนี้ฉายแววความสุขเต็มเปี่ยม “พี่ริณคือคนที่ฉันใฝ่ฝันเลยล่ะ นิ่ง สงบ มีเสน่ห์ มีความเป็นผู้ใหญ่ ไม่ติดโซเชียล ฉันมั่นใจว่าเค้าไม่มีเรื่องเจ้าชู้แน่นอน”
“เห็นแค่นั้นเอาอะไรมาตัดสิน อย่าเพิ่งออกตัวแรงสิ ยิ่งปีนสูงยิ่งตกลงมาเจ็บนะ”
“โถ่ ฉันเช็กมาขนาดนี้แล้ว มีอะไรให้ไม่มั่นใจอีก ถ้าเค้าเจ้าชู้เค้าก็คงฟอลโลว์ใครต่อใครเป็นพันเป็นหมื่นแล้ว คนอย่างพี่ริณน่ะโปรไฟล์ดีจะตาย แต่นี่ยอดทุกอย่างเป็นศูนย์ มันยิ่งน่าค้นหานะไหม”
“เหอะ” ปลายสายแค่นหัวเราะในลำคอ “ที่ยอดทุกอย่างเป็นศูนย์ก็เพราะเค้าไม่อยากคุยกับใครไงเล่า รวมถึงแกด้วยปริ๊น”
“อ้าว ทำไมแกไม่ให้กำลังใจเพื่อนเลยเนี่ย แกคิดว่าฉันจะจีบพี่ริณไม่ติดรึไง”
ปริ๊นดีดตัวขึ้นมานั่งบนเตียงในทันที เมื่อเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวดูเหมือนจะไม่เห็นดีเห็นงามในความคิดของเธอ
“โอ๊ย คนอย่างแกน่ะจีบใครไม่ติดด้วยรึไง ดีดนิ้วกลางอากาศก็มีแต่คนเข้าหา แต่ฉันแค่ไม่อยากให้แกพุ่งเต็มร้อยแบบนี้ รู้ตัวปะเนี่ย...แกดูอยากได้เค้ามาก”
“แน่นอน” ปริ๊นตอบรับในเสี้ยววินาทีแบบไม่ต้องคิดนาน “ถ้าปล่อยคนนี้ไปฉันต้องเสียใจไปตลอดชีวิตแน่เลยไหม”
“แม่คุณ เป็นเอามาก เพิ่งเจอเค้าครั้งเดียวเอง”
“เอาน่า ยังไงห้าวันนี้ฉันมั่นใจว่าพี่ริณต้องหลงเสน่ห์ฉันบ้างแหละ นี่ใครคะ? ปริ๊นเซส ปราณปรีญา ดาราดังเลยนะ เค้าจะไม่สนใจฉันบ้างก็ให้รู้ไปสิ”
ปลายสายได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ แต่ลึก ๆ ก็แอบแปลกใจไม่น้อยที่ครั้งนี้เพื่อนสนิทดูเป็นจริงเป็นจังกับการเข้าหาคนคนนึงก่อน เพราะโดยปกติแล้วคนอย่างปริ๊นเซสไม่จำเป็นต้องเข้าหาใครก็มีคนต่อแถวขายขนมจีบแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่แล้ว
“เอาเถอะ อยากทำอะไรก็ทำ ขอแค่เพื่อนฉันไม่ทุกข์ใจฉันก็พอใจแล้ว”
“ขอบใจมากนะไหม เอาไว้ฉันจะอัปเดตนะ ฉันต้องไปมาสก์หน้าเตรียมเข้านอนแล้วล่ะ”
ทั้งคู่ร่ำลากันตามปกติแล้ววางสายกันไป ปริ๊นเดินไปเปิดลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง ไล่นิ้วเรียวเลือกแผ่นมาสก์ที่วางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบตามสูตรต่าง ๆ
“คืนนี้มาสก์สูตรหน้าใสดีกว่า ก่อนไปเจอพี่ริณปริ๊นจะต้องสวยเปล่งประกายกว่านี้ พี่ริณต้องชอบแน่”
ดาราสาวยิ้มกว้างพร้อมกับภาพในหัวที่มีแต่ใบหน้าของณรินทิพย์ ระหว่างรอแผ่นมาสก์แห้ง เธอก็ยังเอาแต่เข้าไปดูโปรไฟล์อินสตาแกรมของอีกฝ่ายที่ยังคงไม่มีการอัปเดตใด ๆ
“คอยดูนะ รูปแรกในไอจีของพี่ริณ ต้องเป็นรูปคู่ของเราสองคนแน่นอน หรือไม่ก็ อาจจะเป็นรูปของปริ๊นในแบบที่พี่ริณแอบถ่าย หรือว่าจะเป็นรูปตอนปริ๊นตื่นนอนแบบหน้าสด แต่ก็ยังสวย กรี๊ดดดด เขินอ่า”
ปราณปรีญาคิดเพ้อฝันไปต่าง ๆ นานา โดยที่ยังไม่รู้เลยว่า เจ้าของโฮมสเตย์จะตอบรับความต้องการของเธอหรือไม่
เช้าวันต่อมา...
สายเรียกเข้าจากพี่ใบปอปลุกให้ปริ๊นเบิกตาโพลงในทันที เธอรีบกดรับสายด้วยหัวใจเต้นระรัวแม้จะยังอยู่ในอาการงัวเงีย ท่าทีไม่ต่างจากเด็กวัยเรียนที่กำลังรอฟังผลสอบ
“สวัสดีค่ะพี่ปอ เป็นไงบ้างคะ ราบรื่นดีมั้ย”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งทำเอาปริ๊นใจหล่นวูบ ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ
“ระดับพี่ใบปอแล้ว มีเรื่องไหนบ้างที่พี่จัดการให้ปริ๊นไม่ได้”
คำตอบนั้นทำเอาคนฟังตื่นเต็มตา
“พี่ใบปอน่ารักที่สุดเลยค่ะ งั้นวันนี้ปริ๊นจะโทรแจ้งคุณริณเลยนะคะ ถ้าทางนั้นไม่ติดอะไรปริ๊นจะไปน่านวันนี้เลยค่ะ”
“เห้ย ๆ เดี๋ยวก่อน ใจเย็น มันต้องรีบขนาดนั้นเลยเหรอ หืม”
“เวลาเป็นเงินเป็นทองนะพี่ปอ วันนี้ก็วันหยุดปริ๊นแล้ว ไม่ไปวันนี้ก็เท่ากับเสียเวลาไปวันนึงเลยนะคะ”
“โอเค ๆ งั้นก็ตามใจ แต่แน่ใจแล้วใช่มั้ยว่าไม่ให้พี่ไปด้วย”
“แน่ใจค่ะ ปริ๊นโตแล้วนะ”
“งั้นก็ดูแลตัวเองดี ๆ มีอะไรก็โทรมาละกัน อ้อ พี่เก๋ฝากมาบอกด้วยว่า ห้ามไปทำอะไรให้คุณริณเค้าไม่พอใจเด็ดขาดนะคะ ถ้าเกิดจู่ๆ เค้าเปลี่ยนใจไม่ให้เช่าสถานที่ขึ้นมา เราจะซวยกันหมด”
ปริ๊นยิ้มหวานก่อนจะรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ “รับทราบค่ะ ปริ๊นจะทำตัวเป็นเด็กดี ไม่ดื้อเลยสักนิดเดียวค่ะ”
คนเด็กกว่ารับคำเสียงใส ก่อนจะรีบวางสายเพื่อดำเนินแผนการขั้นต่อไปทันที
นิ้วเรียวสวยรีบแตะหน้าจอมือถือเพื่อเลื่อนหาเบอร์โทรศัพท์ที่เธอเมมชื่อไว้ว่า พี่ริณ มือไม้เริ่มสั่นเล็กน้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
‘จะโทรเลยดีไหมนะ หรือจะทักข้อความไปก่อน’
‘ไม่ได้ๆ คนแบบพี่ริณต้องเข้าหาแบบจริงจังถึงจะดูน่าเชื่อถือ’
ปริ๊นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกความมั่นใจแบบซุปตาร์กลับคืนมา ก่อนจะตัดสินใจกดปุ่มโทรออก เสียงสัญญาณรอสายดังขึ้นช้าๆ แต่ละวินาทีที่ผ่านไปช่างยาวนานเหลือเกินในความรู้สึก จนกระทั่ง...
“สวัสดีค่ะ” เสียงทุ้มนิ่งที่แสนจะมีเสน่ห์ดังขึ้นที่ปลายสาย
“เอ่อ...สะ สวัสดีค่ะคุณริณ”
แม้จะพยายามบอกตัวเองให้มีสติที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เพียงได้ยินน้ำเสียงรื่นหูชวนหลงใหล หัวใจของปริ๊นก็วูบไหวไปตามกัน ใจเธอเต้นแรงจนต้องเอาอีกมือกุมหน้าอกเอาไว้เพื่อควบคุมอาการประหม่า
“สวัสดีค่ะ ดิฉันกำลังพูดสายกับใครอยู่คะ”
ทุกถ้อยคำจากปากของณริณทิพย์ แม้จะเรียบง่าย สั้น ๆ ทว่าในทุกคำกลับเต็มไปด้วยความนิ่ง สุขุม ทุกอย่างที่เธอเป็นคือสิ่งที่ทำให้ปริ๊นแทบจะเผลอกรี๊ดออกมา
“เอ่อ...ปริ๊นค่ะ ปริ๊นเป็นนักแสดงที่ เอ่อ ที่เราเจอกันที่ร้านอาหารวันก่อน จำได้มั้ยคะ”
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่งจนปริ๊นลุ้นจนตัวเกร็ง
“อ๋อ...จำได้แล้วค่ะ”
ประโยคตอบกลับที่ไม่มีการถามต่อ ทำให้เกิดความเงียบงันอีกครั้ง จนปริ๊นต้องเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นเอง
“คือ ปริ๊น เอ่อ...มีเรื่องจะรบกวนน่ะค่ะ”
“ถ้าเป็นเรื่องสถานที่ถ่ายทำ ดิฉันตอบกลับไปทางผู้จัดการคุณแล้วค่ะ”
“มะ ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่เรื่องนั้น”
“มีอะไรอีกคะ...”
“คือ เอ่อ ปริ๊นอยากรบกวนเวลาคุณริณสักห้าวันน่ะค่ะ เพื่อไปเรียนรู้การเป็นเจ้าของโฮมสเตย์ เพราะต้องรับบทนี้ค่ะ อยากรู้ว่าวัน ๆ นึงเค้าทำอะไรบ้าง”
“...”
“ปริ๊นไม่ได้รบกวนฟรี ๆ นะคะ คุณริณจะเรียกค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ก็บอกมาได้เลยค่ะ”
“ฉันไม่ได้สนใจเรื่องนั้นค่ะ”
ความเงียบปกคลุมผ่านสัญญาณโทรศัพท์อีกครั้ง ปริ๊นแทบจะได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น
“แล้วคุณริณต้องการอะไรคะ แจ้งได้เลยค่ะ”
“ถ้าคุณจะมาเรียนรู้วิถีชีวิตที่นี่ คุณต้องทำตามกฎและกติกาของที่นี่ทุกอย่างค่ะ และฉันไม่อนุญาตให้มีบุคคลอื่นตามมา หากยังไม่ถึงเวลาถ่ายทำ”
“ไม่มีปัญหาค่ะ” ปริ๊นตอบในทันที ไม่เสียเวลาคิดนาน “ปริ๊นจะขับรถไปเองค่ะ ไปคนเดียว คุณริณให้ปริ๊นนอนตรงไหนก็ได้ค่ะ รับรองว่ากินง่ายอยู่ง่าย”
ปลายสายยืนยันหนักแน่น ทว่าณริณทิพย์กลับไม่ได้สนใจในประโยคเหล่านั้นแม้แต่น้อย
สิ่งที่เธอสนใจมีเพียงเรื่องเดียว
“จะขับรถมาเองคนเดียวงั้นเหรอคะ”
เจ้าของสถานที่ถามกลับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อยแต่ยังคงความเคร่งครัด
“ใช่ค่ะ ขับไปเอง”
“ขับรถมานานแค่ไหนแล้วคะ รู้ใช่ไหมว่าเส้นทางขึ้นดอยเป็นยังไง”
ปริ๊นลอบถอนหายใจและพูดความจริงออกไป
“ไม่ทราบเลยค่ะ จริง ๆ ก็...เพิ่งจะขับรถเป็นค่ะ”
ปลายสายเงียบไปนานหลายวินาที จนปริ๊นต้องเอามือถือมาแตะดูหน้าจอว่าเวลาของการสนทนายังเดินไปเรื่อย ๆ รึเปล่า
ริณยังไม่วางสาย แต่ไม่แน่ใจนักว่าความเงียบที่กำลังเกิดขึ้นมาจากการที่อีกฝ่ายกำลังคิดสิ่งใดอยู่ จนกระทั่งปลายสายเอ่ยขึ้น
“เพิ่งขับรถเป็น...แล้วจะขับขึ้นดอยน่านคนเดียวเหรอคะ” ริณทวนคำด้วยโทนเสียงต่ำที่ปิดความอ่อนใจไม่มิด “คุณดาราคะ ถนนที่นี่ไม่ได้มีไว้ให้มือใหม่มาซ้อมมือ ถ้าคุณเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ความซวยมันจะมาตกที่โฮมสเตย์ของฉัน ไหนจะนักข่าวที่จะแห่มาทำข่าวอีก”
ปริ๊นเม้มปากแน่น “แต่ปริ๊นระวังจริงๆ นะคะ ปริ๊น...”
“เอาแบบนี้...” ริณตัดบทอย่างเด็ดขาด “พรุ่งนี้คุณขับมาให้ถึงแค่ปั๊มน้ำมันใหญ่ทางเข้าเมืองน่านก็พอ ห้ามขับขึ้นดอยมาเองเด็ดขาด ฉันจะขับรถลงไปรับคุณที่นั่นตอนบ่ายสามโมงตรง”
“วันนี้ไม่ได้เหรอคะ ปริ๊นอยากไปวันนี้เลย”
“ไม่ได้ค่ะ คุณเพิ่งโทรมา จู่ ๆ จะมาปุบปับได้ยังไง ที่นี่ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าที่จะมาเมื่อไหร่ก็ได้ค่ะ”
“แต่ว่า...”
“ถ้าคุณดื้อจะมา ฉันจะยกเลิกเรื่องสถานที่ถ่ายละครค่ะ”
“ได้ค่ะ ๆ ไปพรุ่งนี้ค่ะ” ปริ๊นรีบตอบรับจนลิ้นพันกัน “พรุ่งนี้ปริ๊นจะออกจากบ้านแต่เช้าเลยค่ะ”
“ค่ะ ก็หวังว่าจะทำได้อย่างที่พูด”
“ว่าแต่...คุณริณจะมารับปริ๊นด้วยตัวเองเลยเหรอคะ?”
“ใช่ค่ะ แต่อย่าเข้าใจผิด” ริณเอ่ยดักคอด้วยเสียงเรียบสนิท “ฉันแค่ต้องการความมั่นใจว่าคุณมาคนเดียว ตามที่ตกลงไว้ และไม่อยากรบกวนพนักงานคนอื่นไปรับคุณ ทุกคนมีงานต้องทำ ไม่มีใครมีเวลาไปอำนวยความสะดวกให้ดาราหรอกค่ะ”
“เข้าใจแล้วค่ะ” ปริ๊นเสียงอ่อนลงในทันที
“เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ”
สัญญาณตัดไปแล้ว ปริ๊นโยนมือถือลงบนเตียงข้างตัวพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วก็พึมพำกับตัวเอง
“ดุเหลือเกินนะพี่ริณ ดุเป็นหมาใหญ่ไปได้ แต่พี่คงไม่รู้ว่า...ยิ่งพี่ดุ ปริ๊นก็ยิ่งชอบค่ะ”
“อีกอย่าง...ถึงพี่จะดุ แต่พี่ก็ยอมขับรถลงดอยมารับปริ๊นด้วยตัวเอง โถ่เอ๊ย พวกปากแข็งแต่ใจดีชัด ๆ เลยค่ะพี่สาวคนสวยของปริ๊น”
ปริ๊นเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบกระเป๋าเดินทางใบสีแดงซึ่งเป็นใบโปรดของเธอออกมา แล้วเลือกเสื้อผ้าในชุดที่คิดว่าธรรมดาสุด ๆ ใส่กระเป๋าไปสี่ห้าชุด
ตามด้วยสกินแคร์ และเครื่องสำอางเคาน์เตอร์แบรนด์อีกหลายอย่าง เธอไม่เคยรู้สึกว่าการจัดกระเป๋าเดินทางไปไหน จะมีความสุขมากเท่าครั้งนี้เลย
“เจอกันนะคะพี่ริณ”
ริณก้าวลงไปในอ่างอาบน้ำอย่างช้าๆ แรงกระเพื่อมของน้ำทำเอาหัวใจของปริ๊นสั่นไหวไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวของคนพี่ ริณขยับเข้าหาจนแผ่นหลังของปริ๊นแนบชิดกับขอบอ่างที่เย็นเฉียบ สวนทางกับความร้อนรุ่มจากร่างกายของคนตรงหน้าที่กำลังคืบคลานเข้ามา“ใส่ไว้แบบนี้...มันจะอาบสะอาดได้ยังไงคะ”น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่ามัวอยู่ข้างใบหู พร้อมกับฝ่ามืออุ่นที่ลูบไล้ผ่านผิวกายใต้น้ำขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ริณไม่ได้รีบร้อน แต่ทุกสัมผัสนั้นกลับหนักแน่นและตั้งใจปลายนิ้วเรียวเกี่ยวรั้งสายบราลูกไม้ที่เปียกชุ่มให้เลื่อนหลุดออกจากลาดไหล่เนียนทีละข้าง สายตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของปริ๊น ราวกับจะบอกว่าต่อจากนี้ กระต่ายน้อยตัวนี้ไม่มีทางหนีเสือตัวนี้พ้นแล้วริณเอื้อมมือไปสัมผัสกับแผ่นหลังขาวเนียนของปริ๊นอย่างแผ่วเบา เธอบรรจงปลดตะขอชิ้นบนออกอย่างชำนาญ ก่อนจะทิ้งมันลงข้างอ่างอย่างไม่ไยดีทันทีที่ร่างกายเป็นอิสระ ความเย็นของอากาศและสัมผัสจากฝ่ามือของริณที่กอบกุมความอ่อนนุ่มทั้งสองข้างเอาไว้ทำให้ปริ๊นเผลอแอ่นอกเข้าหาตามสัญชาตญาณ“อื้อ... พี่ริณคะ”ปริ๊นครางชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่ว พยายามจะยกมือขึ้นปกปิดความกระดากอายที่จู่ๆ ก็พลุ่งพ
เมื่อรถกระบะสี่ประตูเลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณที่จอดรถวีไอพีของโรงแรมเรียบร้อยแล้ว ปริ๊นก็รีบคว้ากระเป๋าถือคู่ใจอย่างรวดเร็วจนริณหันมอง ไม่ทันได้ถามอะไรคุณนางเอกก็รีบเปิดประตูรถลงไปราวกับมีเรื่องสำคัญบางอย่างแต่แล้วในวินาทีที่กำลังก้าวลงจากรถ รองเท้าส้นสูงของเธอก็เกิดไม่รักดี จากที่ปกติดูจะคุ้นเคยกันทุกวัน กลายเป็นว่าวินาทีนี้มันทำให้เธอข้อเท้าพลิกอย่างไม่ทันตั้งตัว จนร่างเล็กทิ้งตัวลงกับพื้นทันที“ปริ๊น!”ริณที่เห็นเหตุการณ์ตะโกนด้วยความตกใจ เธอรีบเปิดประตูรถลงมาแล้ววิ่งมาประคองร่างของแฟนสาวอย่างรวดเร็ว“ค่อย ๆ ลุกนะ เจ็บตรงไหนบ้าง เจ็บมากมั้ย”ใบหน้าของริณซีดเผือด หัวใจชาวูบไปทั้งดวง ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บปวดแบบไหน เล็กน้อยหรือมาก เธอก็ไม่อยากให้ผู้หญิงคนนี้ได้รับแม้แต่ปลายเล็บทว่าตอนนี้ความเจ็บปวดนั้นกลับเป็นตอนที่อีกฝ่ายอยู่กับเธอแท้ ๆ ปริ๊นก็ยังเจ็บตัวได้“โอ๊ย เจ็บข้อเท้าจังเลยค่ะพี่ริณ ปริ๊นคงก้าวผิดท่าแน่ ๆ เลยค่ะเมื่อกี้”ใบหน้าสวยเหยเกดูน่าสงสาร ปริ๊นซบหน้าลงกับไหล่ของริณ แต่ถึงอย่างนั้น...ริมฝีปากของเธอกลับยกยิ้มเบาๆแม้จะผิดความตั้งใจไปหน่อย เพราะคิดว่าจะแกล้งเจ็บเท้านิดหน่อย แต
รถกระบะสีดำเคลื่อนตัวออกสู่ถนนใหญ่ มุ่งหน้าไปยังย่านริมน้ำยามเย็น ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มทองอบอุ่น ริณพาคุณดารามายังร้านอาหารสไตล์โฮมเมดเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ติดริมน้ำ แม้จะเป็นร้านที่มีลูกค้าบ้างแต่ก็ไม่ได้พลุกพล่านจนน่าอึดอัด ริณเลือกโต๊ะที่ติดริมระเบียงมากที่สุด เพื่อให้ปริ๊นได้มองเห็นทัศนียภาพอย่างที่ตั้งใจลมแม่น้ำพัดมาเอื่อย ๆ พาเอากลิ่นอายความเย็นสดชื่นมาปะทะผิวหน้า ปริ๊นถอดแว่นกันแดดวางลงบนโต๊ะ เธอปล่อยให้ลมพัดผมปลิวสยายไปตามธรรมชาติ ริณมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ เธอสั่งเมนูง่าย ๆ ที่รู้ว่าปริ๊นชอบ และไม่ลืมที่จะสั่งน้ำเก๊กฮวยเย็น ๆ มาช่วยให้คนข้าง ๆ สดชื่นขึ้น“โห ดวงอาทิตย์สวยจังค่ะพี่ริณ”ปริ๊นพึมพำ สายตามองไปที่พระอาทิตย์ดวงกลมโตที่กำลังค่อย ๆ ลับขอบฟ้าไปหลังแนวตึกระฟ้า แสงสีส้มสะท้อนกับผิวน้ำเจ้าพระยาจนดูคล้ายเพชรเม็ดงาม“สวยค่ะ...สวยมากจริง ๆ”ริณตอบรับ แต่สายตาของเธอไม่ได้มองไปที่ขอบฟ้าเลยสักนิด เธอกลับมองเพียงใบหน้าของคนที่นั่งตรงข้ามที่ตอนนี้ถูกแสงสีทองอาบไล้จนดูนวลตาปริ๊นหันกลับมาสบตาแล้วหลุดขำ“พี่ริณคะ ปริ๊นบอกให้ดูวิว ไม่ได้ให้ดูหน้าปริ๊น”“ก็วิวนั่งอยู่ต
ขณะที่โลกโซเชียลกำลังเต็มไปด้วยแฮชแท็กคำว่า #การกลับมาของเจ้าหญิง ภายในรถกระบะสี่ประตูสีดำที่จอดอยู่ไม่ไกล คนหลังพวงมาลัยกำลังนั่งพิงพนักเบาะด้วยท่าทีสบายใจ พร้อมกับสายตาที่จดจ่ออยู่กับหน้าจอแท็บเล็ตที่กำลังสตรีมไลฟ์สดงานแถลงข่าวริณเผลอคลี่ยิ้มออกมาเมื่อเห็นปริ๊นพูดตอบโต้อย่างฉะฉาน แววตาของนางเอกสาวในหน้าจอนั้นดูเติบโตและเด็ดเดี่ยวขึ้นมาก ยิ่งในตอนที่ปริ๊นเอ่ยถึงแฟนคลับ คุณแม่ และคนรัก คนที่ได้ยินแบบนั้นถึงกับหน้าร้อนผ่าว แม้ไม่มีชื่อเธอเลยสักประโยค แต่ณริณทิพย์ก็รู้ว่าเจ้าตัวหมายถึงเธอการมีแฟนเป็นดารามันรู้สึกแบบนี้เองสินะ...“พูดอะไรแบบนั้นต่อหน้าสื่อได้ไงเนี่ย เกิดมีคนถามต่อว่าคนรักหมายถึงใคร จะตอบเค้ายังไงเด็กดื้อ...”ริณพึมพำกับตัวเองด้วยความเอ็นดูคนรัก เธอสัมผัสได้ถึงความเข้มแข็งที่ส่งผ่านมาทางหน้าจอ ปริ๊นไม่ใช่ดาราสาวที่คอยแต่จะหลบหลังใครอีกต่อไปแล้ว แต่เธอคือดวงอาทิตย์ที่กำลังส่องแสงอย่างเต็มภาคภูมิ ริณกดปิดไลฟ์สดเมื่อเห็นว่าการแถลงข่าวจบลงอย่างสวยงามเธอนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดแอปพลิเคชัน Instagram ขึ้นมาพื้นที่ส่วนตัวทางโซเชียลของณริณทิพย์ในตอนนี้มีผู้ติดตามเพียงหน
จะมีดาราสักกี่คนที่มาทำงานด้วยรถกระบะสี่ประตู...ปกติแล้ว แค่ปริ๊นกระดิกนิ้ว รถยุโรปแบรนด์ดังพร้อมคนขับก็มาจอดรออยู่ตรงหน้าได้ทันที แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะติดใจกลิ่นเบาะหนังในรถของพี่ริณไปแล้ว บวกกับกลิ่นน้ำหอมดอกไม้ที่คนพี่ชอบใช้เป็นประจำ มันก็ยิ่งทำให้บรรยากาศในรถคันนี้มีความพิเศษจนไม่อยากใช้รถคันไหนอีกเลยพาหนะคู่ใจของริณเคลื่อนมาจอดสนิทอยู่ที่หน้าตึกสำนักงานใหญ่ของต้นสังกัดปริ๊น ท่ามกลางสายตาของพนักงานและนักข่าวบางคนที่เริ่มมาซุ่มรอทำข่าวการแถลงเรื่องราวช็อกวงการในครั้งนี้ ปริ๊นสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เธอขยับแว่นกันแดดสีดำขึ้นสวมเพื่อปกปิดร่องรอยความเหนื่อยล้า และเตรียมจะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถแต่ยังไม่ทันที่มือเรียวจะสัมผัสที่เปิดประตู แรงบีบเบาๆ ที่ต้นแขนก็ทำให้เธอต้องชะงัก“เดี๋ยวค่ะ...อย่าเพิ่งไป”น้ำเสียงเรียบของริณทำให้ปริ๊นหันกลับมามองด้วยความสงสัย คนหลังพวงมาลัยไม่ได้มองถนนเบื้องหน้าอีกต่อไป แต่เธอกลับเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าหนังใบเล็กสีนู้ดที่วางอยู่ตรงเบาะหลังขึ้นมา“มีอะไรเหรอคะพี่ริณ?”ริณไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่เธอรูดซิปกระเป๋าใบนั้นออก ปริ๊นถึงกับตาค้างเมื่อเห็นว่าข้างใน
ความเงียบงันของปริ๊นทำให้บรรยากาศในรถดูอึมครึมไม่น้อย ตั้งแต่รถของริณเคลื่อนตัวออกมาจากบ้านของพสุ คนที่นั่งมาด้วยกันตรงเบาะข้างก็เงียบมาตลอดทาง“พี่ต้องไปส่งคุณที่ไหนคะ”คนหลังพวงมาลัยเอ่ยถามเพื่อทำลายความเงียบ ทว่าสิ่งที่ได้กลับมาก็ยังเป็นความเงียบเช่นเดิม“มันเลยเวลานัดมาแล้วค่ะ ปริ๊นไม่กล้าไปเจอผู้ใหญ่ ไลน์หาพี่ใบปอก็ยังไม่ตอบมาเลย วันนี้ปริ๊นรู้สึกไม่โอเคเลยค่ะ”คนเด็กกว่ายังคงก้มหน้าอยู่อย่างนั้น ริณจึงตัดสินใจจอดรถหน้าร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งที่สายตาบังเอิญไปโฟกัสกับป้ายชื่อร้านพอดีเค้กจันทร์เจ้า...ชื่อร้านเขียนเอาไว้แบบนั้นคนขับดับเครื่องยนต์อย่างใจเย็น เธอมองร่างบางที่ดูเปราะบางราวกับแก้วที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบกลุ่มผมนุ่มเบาๆ“งั้นระหว่างรอพี่ปอ ไปกินขนมอร่อย ๆ กันค่ะ”ริณเดินนำปริ๊นเข้ามาภายในร้านคาเฟ่ขนาดกะทัดรัดที่ตกแต่งด้วยโทนสีอุ่นและกลิ่นหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟคั่วใหม่ สัมผัสนั้นช่วยให้ความตึงเครียดในใจของปริ๊นบรรเทาลงได้บ้าง ริณจัดแจงให้คนเด็กกว่านั่งที่โต๊ะมุมด้านในสุด ซึ่งค่อนข้างเป็นส่วนตัว ก่อนจะเดินหายไปที่เคาน์เตอร์เพียงลำพังไม่นานนักเธอก็เดินก
หลังจบงานอีเวนต์ใหญ่กลางห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ความวุ่นวายในใจของปริ๊นไม่ได้จบลงไปด้วย หนำซ้ำดูเหมือนมันจะยิ่งทวีคูณเพิ่มความว้าวุ่น เพราะตลอดเวลาที่ยืนอยู่บนเวที ภาพใบหน้านิ่ง ๆ ที่มีเสน่ห์บางอย่างให้ค้นหา กลับติดอยู่ในใจเธอตลอดเวลายิ่งได้รู้ว่า มีโอกาสที่เธอจะเข้าใกล้และรู้จักผู้หญิงคนนี้ได้มากขึ
การได้เจอเจ้าถุงแป้ง ทำให้ริณได้เห็นบางอย่างในตัวของดาราสาวในแบบที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นอย่างเช่นตอนนี้ที่ปริ๊นกำลังนั่งป้อนน้ำเจ้ากระต่ายอยู่หน้าตะกร้าหวาย พร้อมกับพูดคุยกับสิ่งมีชีวิตตัวนั้นด้วยเสียงสองเสียงสาม“เป็นไงบ้างคะคนเก่ง หิวมุ้ยยยย โอ๋เอ๋ ๆ ไม่เป็นไรนะค้าบบ เดี๋ยวคนเก่งก็หายน้า”เสียงใส ๆ
รถเอสยูวีสีขาวเลี้ยวลัดเลาะเข้าไปตามถนนลูกรังเส้นเล็กที่โอบล้อมด้วยอุโมงค์ต้นไม้และแมกไม้รกครึ้ม จนกระทั่งมาหยุดสนิทหน้าเรือนไม้เก่าหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมลำธาร ลมพัดเย็นปะทะผิวหน้าทันทีที่ปริ๊นก้าวลงจากรถ เสียงน้ำจากลำธารไหลเอื่อยและกลิ่นหอมของดินทำให้ดาราสาวเผลอหลับตาพริ้มเพื่อซึมซับความสดชื่น“ท
การไปน่านของปริ๊นเต็มไปด้วยเสียงคัดค้าน โดยเฉพาะเจ้าของบ้านอย่าง พสุ เตชะกิจเดชา ผู้เป็นพ่อ เขาไม่เคยสนับสนุนงานที่ลูกสาวรักเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เขามีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีโรงแรมมากมาย ปูทางไว้ให้ลูกสาวคนเดียวมาสานต่อ แต่ปริ๊นก็ไม่เคยเหลียวแล เพราะเธอรู้ดีว่าภาพสวยเบื้องหน้าที่เห็น มันไม่ได







