เข้าสู่ระบบบทที่ 4
คืนเข้าหอที่ไม่มีความรัก หลังจากเสร็จพิธีงานเลี้ยงและส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาว ประตูห้องหอปิดลงพร้อมกับความเงียบหลังงานเลี้ยงหรูหรา ทำให้บรรยากาศภายในห้องยิ่งอึดอัดขึ้นกว่าเดิม ภริตายืนนิ่งอยู่ข้างเตียงครู่ใหญ่ ชุดเจ้าสาวยังแนบกาย เธอรู้ดีว่าอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้ ชีวิตของเธอจะเปลี่ยนไปอย่างไม่มีทางย้อนกลับ เขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาปลายเตียงขนาดคิงไซต์อย่างเหนื่อยล้า มือปลดกระดุมสูทราคาแพงช้า ๆ สายตาคมเข้มมองเธออย่างไม่ปิดบัง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายจ้องมองเธอไม่วางตา ในแววตานั้นไม่มีความอ่อนโยน ไม่มีแม้แต่ความรักแบบคู่บ่าวสาวทั่วไป มีแค่เพียงแรงอารมณ์ที่คุกรุ่นมาจากคำดูถูกในงานเลี้ยงและความเชื่อฝังแน่นว่าเธอคือผู้หญิงที่ยอมแลกร่างกายและศักดิ์ศรีทุกอย่างด้วยเงิน “ตอนนี้ไม่มีแขก ไม่มีคนดู เลิกแสดงได้แล้วผมสะอิดสะเอียน” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดบีบคั้นความรู้สึกของอีกฝ่าย พร้อมสาวเท้าเข้ามาใกล้จนเธอถอยหลังชนฝา ดวงตาสีดำรัติกาลฉ่ำวาวจ้องมองสำรวจคนตรงหน้า ลมหายใจอุ่นร้อนโน้มลงใกล้ใบหน้ากลิ่นไวน์จาง ๆ ปะปนกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชาย เป็นครั้งแรกที่ได้ใกล้ชิดขนาดเห็นและสัมผัสลมหายใจเขารดต้นคอทำให้หัวใจดวงน้อยสั่นไหวไม่เบา “ฉันไม่เคยแสดง” เมื่อตั้งสติได้มือบางยกขึ้นดันแผงอกล่ำให้ถอยห่างออกจากตัว ปลายนิ้วเขาเชยคางมนขึ้นอย่างไม่เบานัก บังคับให้เจ้าสาวป้ายแดงสบตา “ผู้หญิงที่เสนอแต่งงานเพื่อเงิน จะบริสุทธิ์ได้แค่ไหนกัน” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดบีบคั้นความรู้สึกของอีกฝ่ายคำพูดนั้นเจ็บยิ่งกว่าการสัมผัสใด ๆ ปากบางได้รูปเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงเมื่อรู้ว่าคนตรงหน้ากำลังมีอารมณ์โกรธ ภริตาปิดเปลือกตาแน่นเมื่อเขาดึงเธอเข้าไปแนบ ชิดกลิ่นวานิลลาหอมหวานมาจากคนที่กำลังหลับตาปี๋ ริมฝีปากหนาได้รูปกระตุกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะก้มลงปิดเรียวปากเล็กดูดดื่มน้ำหวานจากในนั้น เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ “อื้อออ! ปล่อยนะ” เธอรวบรวมแรงทั้งหมดผลักคนตัวโตออกเมื่อเขาจู่โจมจูบเธออย่างไม่ทันตั้งตัว “หึ! อย่าหลงตัวเองว่าฉันจะพิศวาสคนอย่างเธอ ทำหน้าที่ให้คุ้มกับการเสนอตัวเองมาขัดดอกเงินห้าสิบล้านดีไหม” มุมปากยกยิ้มเย็นชาราวกับก้อนน้ำแข็ง มันไม่ใช่จูบของความรักแต่เป็นจูบแห่งการครอบครองแสดงความเป็นเจ้าของว่าเธอคือเบี้ยล่างของเขาหรือ นางบำเรอ ของเขานั่นเอง.. เขาบอกกับตัวเองว่าไม่ได้แตะต้องเธอเพราะความต้องการของหัวใจ ทว่าเขาแตะต้องเธอเพียงเพราะความต้องการของร่างกายเพียงเท่านั้น “เธอคงรู้ตัวเองดีว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไร และอีกอย่างไม่ว่าฉันจะ...อยาก...ตอนไหนเธอก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ” เขาเอ่ยเสียงต่ำแหบพร่า ลมหายใจร้อนจัดแผ่วอยู่ข้างใบหูของเธอ แต่ละถ้อยคำที่เปล่งออกมายิ่งกว่าคมมีดที่กรีดลึกลงบนศักดิ์ศรีของเธอโดยไม่ต้องใช้แรง ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นเส้นตรง กลั้นความโกรธและความเจ็บไว้หลังดวงตากลมโตที่ไม่อาจปกปิดความเสียใจไว้ได้ แม้หัวใจดวงน้อยจะสั่นไหวแค่ไหน ไม่อาจยอมให้หยดน้ำตาทรยศร่วงหล่นต่อหน้าเขาเด็ดขาด มือบางกำชุดเจ้าสาวแน่น กลั้นเสียงสะอื้นไว้ในอกทุกสัมผัสคือการตอกย้ำทุกจังหวะคือการย้ำเตือนว่าเธอถูกตีค่าไว้แล้ว “จำไว้นะ” เขากระซิบข้างหู “ผมไม่เคยเชื่อว่าคุณใสสะอาด อย่ามาทำตัวไร้เดียงสา” แม้ใบหน้าหล่อเหลาทว่าดวงตานั้นดุร้ายเหลือเกิน น้ำตาไหลอาบเงียบ ๆ ลงข้างแก้มอย่างสุดกลั้นไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหนที่นั่นรังเกียจเธอเสมอ เธอไม่ได้ร้องขอ ไม่ได้อ้อนวอนเพราะรู้ดีว่าในสายตาเขา น้ำตาอาจเป็นเพียงอีกหนึ่งการแสดงเท่านั้น “แล้วคุณจะมาอะไรกับคนไม่ใสสะอาดแบบฉันล่ะ” “ผมเอาคุณเพราะ...อยาก” หยุดไว้เพียงเสี้ยววินาที “เธอรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องเจออะไร” ใช่…เธอรู้แต่การรู้ล่วงหน้าไม่ได้ทำให้มันเจ็บน้อยลง เธอหลับตาแน่นเมื่อเขาดึงเธอเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากแตะลงอย่างครอบครอง ไม่อ่อนโยน แต่ก็ไม่ถึงกับโหดร้าย ทว่าไร้ความรู้สึกใดนอกจากการทำตามหน้าที่ ร่างบางถูกแรงผลักกดให้เอนล้มลงไปตามแรงโน้มถ่วงแม้ริมฝีปากเขายังดูดดื่มน้ำหวานจากเธอ มือเล็กขยุ้มเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาอย่างลืมตัว กลีบกุหลาบสีแดงที่โรยอยู่บนเตียงยับช้ำใต้แผ่นหลัง ราวกับสะท้อนชะตาของเจ้าสาวในคืนนี้ มือใหญ่ปลดชุดเจ้าสาวจนเสียงผ้าขาดดังแผ่วในความเงียบงัน ลมหายใจร้อนจัดเคลื่อนต่ำลงอย่างถือสิทธิ์เหนือร่างที่กำลังแข็งเกร็ง “ปล่อยฉะ…ฉัน” เสียงเธอสั่นพร่าแทบไร้เรี่ยวแรงเมื่อเจอสัมผัสร้อนจากคนที่เพิ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสามี แต่คำขอร้องนั้นกลับเลือนหายไปท่ามกลางบรรยากาศร้อนผ่าว เขาโน้มกายลงครอบครองพื้นที่หวงแหนของเธออย่างไม่เปิดโอกาสให้ถอยหนี “อ๊ะ!! เจ็บ ปล่อยนะ!” สองฝ่ามือเล็ก ๆ ผลักเขาออกอย่าแรงเมื่อรู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอมเข้ามาสำรวจพื้นที่หวงห้ามของเธอ “ผะ...ผม” น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่อ่อนลงอย่างชัดเจน เขารับรู้ได้ถึงความคับแน่นและครั้งแรกของหญิงสาวใต้ร่าง ความจริงที่ว่าเธอไม่เคยผ่านเรื่องแบบนี้มาก่อน กระแทกเข้าใส่หัวใจเขาอย่างแรง แรงปรารถนาที่เคยรุนแรงเมื่อครู่กลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกผิด เขาสบตากับดวงตาคู่สวยที่เอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา แม้ว่าตอนนี้นัยต์ตานั้นกำลังมองเขาอย่างหวาดหวั่น “ออก...ไปนะ” เสียงเธอพร่าจนแทบขาดหายมือเล็กที่ดันแผงอกแน่นของเขาออกอย่างสุดแรงเมื่อเจอความเจ็บนั้น มือใหญ่ประคองใบหน้าสวยไว้หลวม ๆ ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังทำร้ายสิ่งที่หวงแหนที่สุดของเธอไป “อย่าเกร็ง...ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้คุณเจ็บ” น้ำเสียงต่ำลงกว่าเดิม ไม่ใช่คำสั่ง แต่คล้ายคำขอมากกว่า เขาลากปลายลิ้นละเลงไปทั่วทรวงอก ขบเม้มเบาๆ ที่เม็ดบัวชมพู ตอเคราครูดไปกับขาวๆ ของหญิงสาวจนเป็นรอยแรง หญิงสาวหลับตาแน่น หยาดน้ำตาเอ่อคลอเต็มหน่วย ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะความเจ็บหากเป็นความสับสนในหัวใจ เมื่อสัมผัสของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนจากการครอบครอง…เป็นการประคองค่ำคืนที่โหดร้ายสำหรับเธอจึงค่อย ๆ คลี่คลายเป็นความเงียบงันที่อบอวลไปด้วยลมหายใจสองจังหวะ…ที่กำลังพยายามหาทางเดินร่วมกัน แม้จะเริ่มต้นจากความไม่เต็มใจก็ตาม กุหลาบสีแดงสดถูกบดขยี้อยู่ใต้ร่างสองร่างที่ผูกพันกันด้วยความใคร่ในตอนนี้ค่ำคืนนี้ยาวนานกว่าที่เธอเคยรู้จัก เสียงลมหายใจสั่นไหวของเธอปะปนกับความเงียบของเขา และในความมืดนั้นเธอเพิ่งเข้าใจว่า “ภรรยา” บางครั้ง ก็เป็นเพียงตำแหน่ง…ไม่ใช่ความรักเลยแม้แต่น้อย เมื่อทุกอย่างสงบลง เขาลุกขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง “อย่าคาดหวังอะไรจากผม” เขาพูดเสียงราบเรียบทว่ากลับแฝงด้วยความเย็นยะเยือก “คุณได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว” ประตูห้องน้ำปิดลง ภริตานอนนิ่งอยู่ท่ามกลางความเงียบคืนแรกของชีวิตคู่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความหวานชื่นแต่มันเริ่มต้นด้วยความเข้าใจผิดและบาดแผลที่มองไม่เห็นบทที่ 5บ้านท้ายไร่แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าสอดส่องผ่านผ้าม่านบาง ๆ เข้ามาในห้องไอร้อนจากแสงแดดสัมผัสร่างบางในผ้าห่มคนตัวเล็กลืมตาตื่นขึ้นมาจากห้วงความฝันกับความปวดหนึบกลางร่างกายเสียงสั่งการของพ่อเลี้ยงเจ้าของไร่แฝงด้วยบารมีน่าเกรงขามเฉกเช่นผู้มีอำนาจเหนือกว่าดังแว่วอยู่กลางโถงบ้านขนาดใหญ่กลางพื้นที่ไร่องุ่นกว่าหนึ่งพันไร่ ดังเล็ดลอดเข้าไปยังห้องนอนที่เธอใช้เป็นเรือนหอเมื่อคืน“จัดการห้องนั้นให้เรียบร้อย เปลี่ยนผ้าปูทั้งหมด แล้วก็ล็อกไว้ ผมจะไม่ใช้มันแล้ว” บ้านจันทร์หัวหน้าแม่บ้านเก่าแก่ของไร่แห่งนี้รับคำสั่งอย่างรวดเร็ว บรรยากาศเงียบสงบไม่มีใครกล้าถามเหตุผลว่าทำไมเขาถึงไม่ใช้มันอีกแล้วภริตาที่แอบยืนอยู่ในห้องเปิดประตูเล็กน้อยตั้งใจฟังฟังอยู่ไม่ไกล ได้ยินทุกคำพูดของเขานั้น ห้องที่เขาพูดถึงคือห้องหอของเธอและเขาเมื่อคืน ซึ่งก็คือห้องที่เธออยู่ในตอนนี้เมื่อคืนมันเป็นเพียงหน้าที่เป็นเพียงข้อตกลงทางธุรกิจ เขาบอกตัวเองชัดเจนว่าจะไม่แตะต้อง จะไม่ปล่อยให้ผู้หญิงที่ “เสนอชีวิตตัวเองแลกเงิน” เข้ามามีอิทธิพลเหนือความรู้สึกแต่ทุกอย่างกลับพังลงในคืนเดียว เธอไม่ใช่ผู้หญิงมากเล่ห์อย่างที่เขาคิด ไม่
บทที่ 4คืนเข้าหอที่ไม่มีความรักหลังจากเสร็จพิธีงานเลี้ยงและส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาว ประตูห้องหอปิดลงพร้อมกับความเงียบหลังงานเลี้ยงหรูหราทำให้บรรยากาศภายในห้องยิ่งอึดอัดขึ้นกว่าเดิมภริตายืนนิ่งอยู่ข้างเตียงครู่ใหญ่ ชุดเจ้าสาวยังแนบกาย เธอรู้ดีว่าอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้ ชีวิตของเธอจะเปลี่ยนไปอย่างไม่มีทางย้อนกลับเขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาปลายเตียงขนาดคิงไซต์อย่างเหนื่อยล้า มือปลดกระดุมสูทราคาแพงช้า ๆ สายตาคมเข้มมองเธออย่างไม่ปิดบังใบหน้าหล่อเหลาคมคายจ้องมองเธอไม่วางตา ในแววตานั้นไม่มีความอ่อนโยน ไม่มีแม้แต่ความรักแบบคู่บ่าวสาวทั่วไป มีแค่เพียงแรงอารมณ์ที่คุกรุ่นมาจากคำดูถูกในงานเลี้ยงและความเชื่อฝังแน่นว่าเธอคือผู้หญิงที่ยอมแลกร่างกายและศักดิ์ศรีทุกอย่างด้วยเงิน“ตอนนี้ไม่มีแขก ไม่มีคนดู เลิกแสดงได้แล้วผมสะอิดสะเอียน” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดบีบคั้นความรู้สึกของอีกฝ่าย พร้อมสาวเท้าเข้ามาใกล้จนเธอถอยหลังชนฝา ดวงตาสีดำรัติกาลฉ่ำวาวจ้องมองสำรวจคนตรงหน้า ลมหายใจอุ่นร้อนโน้มลงใกล้ใบหน้ากลิ่นไวน์จาง ๆ ปะปนกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเป็นครั้งแรกที่ได้ใกล้ชิดขนาดเห็นและสัมผัสลมหายใจเขารดต้นคอทำให้หัวใจดวงน้
บทที่ 3คำดูถูกกลางงานเลี้ยงงานเลี้ยงเวลาหนึ่งทุ่มแสงไฟระย้ากระทบคริสตัลพราวระยิบระยับเหนือศีรษะเสียงดนตรีคลอเบา ๆ เคล้ากลิ่นไวน์และน้ำหอมราคาแพงของแขกที่มาร่วมแสดงความยินดีค่ำคืนนี้ควรเป็นคืนแห่งความยินดีปรีดากับความรักของคู่บ่าวสาว ทว่าสำหรับภริตานั้นพื้นที่ที่เธอกำลังยืนไม่ต่างอะไรกับเวทีที่กำลังพิพากษาเธอภริตาในชุดเจ้าสาวยืนเคียงข้างเจ้าบ่าวที่ทรงอำนาจและอิทธิพลในภาคเหนือและวงการไวน์ พ่อเลี้ยงปัทม์ ว่าที่เจ้าสาวของพ่อเลี้ยงไร่องุ่นที่ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์มีเพียงแม่เลี้ยงปารมีซึ่งเป็นมารดาของเขายืนต้อนรับแขกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่าที่เจ้าสาวที่สวยสะดุดตาแขกผู้มาร่วมงาน เผยริมฝีปากบางได้รูปพยายามฝืนยิ้มจาง ๆ ประดับบนใบหน้าอย่างไม่เต็มใจ ทว่าในอกกลับตึงแน่นราวกับหายใจไม่สุดไม่นานเสียงส้นสูงกระทบพื้นดังแว่วเข้ามาเรื่อย ๆ กระทั่งหยุดตรงหน้า ภริตาเงยหน้าขึ้นดวงตาคู่สวยมองภาพตรงหน้าแฝงด้วยความระแวดระวัง“พี่สะใภ้ดูสวยจังเลยค่ะวันนี้” ปริมน้องสาวเพียงคนเดียวของพ่อเลี้ยงปัทม์เข้ามายืนข้างพี่ชาย ครั้นสายตาที่มองภริตาไม่ได้มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความยินดีแม้แต่น้อย“ขอบคุณค่ะ” ภริตาตอบเบา ๆแ
บทที่ 2ห้าสิบล้านบาทที่แลกด้วยศักดิ์ศรีตัวเลขห้าสิบล้านบาทบนแผ่นกระดาษสีขาวสะอาดตัวหนังสือคมชัดยิ่งกว่าคมของใบมีดภริตายืนนิ่งราวกับถูกสาบอยู่ท่ามกลางผู้ที่มาร่วมงาน เขาชายผู้ที่มีอำนาจปกครองผืนแผ่นดินไร่องุ่นนี้ ราวกับจำเลยที่กำลังรอฟังคำพิพากษา“หนี้ของพ่อคุณ” พ่อเลี้ยงปัทม์ผู้ทรงอำนาจพูดเสียงเรียบ “ห้าสิบล้านบาท แลกกับการที่คุณจะเป็นนางบำเรอขัดดอกของผม”คำว่า นางบำเรอขัดดอก ทำให้หัวใจของเธอกระตุกวูบ“ฉันไม่ได้เป็นนางบำเรอของใคร”“อย่าทำตัวเป็นไร้เดียงสา บริสุทธิ์หน่อยเลย” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาโฟกัสมาที่เธอคนเดียว ใบหน้าดุดันของเขาแผ่รังสีอำหิตปนดูแคลน“พ่อคุณมาคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนผม แล้วคุณก็อาสาเสนอ ‘ตัวเอง’ เป็นทางออกของเงินจำนวนนี้” ถ้อยคำดูแคลนของคนตรงหน้า ทำให้เธอเหมือนถูกเหยียบจนจมดินหัวใจดวงน้อยขมขื่นจนไม่อาจอธิบายได้ความจริงในคืนนั้นไม่มีคำว่าอาสา มีเพียงเสียงของภรรยาใหม่บิดาเธอร้องไห้สะอื้นแม้เธอจะรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงสิ่งลวงตา มีเพียงบิดาที่ไม่กล้าสบตาลูกสาวคนโตเพราะละอายแก่ใจ“ทำไมต้องเป็นไวน์คะคุณพ่อ” สายตาที่เอ่อด้วยหยาดน้ำตามองไปยังบุคคลในห้อง“ไพน์ไม่แต่งนะคะคุณพ่
บทที่ 1เจ้าสาวของคนที่เกลียดเธอแสงแดดยามบ่ายทอดตัวเหนือผืนไร่กว้างขวางสุดสายตาท่ามกลางความงดงามของหุบเขาที่รายล้อมเขียวขจี ใบองุ่นกำลังพลิ้วไหวตามสายลมในฤดูหนาว ซุ้มดอกไม้ถูกจัดวางอย่างวิจิตรท่ามกลางดอกไม้หลากหลายชนิดเรียงรายแขกผู้มีเกียรติที่มีหน้ามีตาต่างสวมรอยยิ้มแสดงความยินดี ไออุ่นของเสียงดนตรีคลอเบา ๆ กับกลิ่นไวน์ชั้นดีราวกับนี่คือวันแห่งความสุขที่สมบูรณ์แบบที่สุดแต่สำหรับภริตา มันคือเวทีที่เธอยืนอยู่เพียงลำพังในชุดเจ้าสาวสีงาช้างปักคริสตัลอย่างสง่างาม ผ้าลูกไม้ละเอียดที่แสนประณีต ทว่าไม่ได้ช่วยให้หัวใจน้อยของเธอเบาขึ้นแม้แต่น้อย มือที่คล้องแขนเจ้าบ่าวเย็นเฉียบ ทั้งที่อากาศอบอุ่นพ่อเลี้ยงปัทม์ เจ้าของไร่องุ่นและตอนนี้เป็นเจ้าบ่าวของภริตา ยืนเคียงข้างเธอด้วยความสูงกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรรูปร่างกำยำผิวเนียนละเอียด จมูกคมรับสันโด่งอย่างสมบูรณ์แบบในสายตาแขกที่มาร่วมงาน เขาสวมชุดสูทสีเข้มเข้ากับบุคลิกสุขุมเย็นชา ใบหน้าคมคายไร้ซึ่งรอยยิ้มและอารมณ์ใดๆ แววตาคมกริบที่กำลังมองเธอไม่มีกระทั่งแววตาแห่งความรักแม้แต่นิดเดียว....ทว่ามันคือสายตาของคนที่กำลังมองอย่างประเมินค่าสิ่งของ







