LOGINบทที่ 3
คำดูถูกกลางงานเลี้ยง งานเลี้ยงเวลาหนึ่งทุ่ม แสงไฟระย้ากระทบคริสตัลพราวระยิบระยับเหนือศีรษะเสียงดนตรีคลอเบา ๆ เคล้ากลิ่นไวน์และน้ำหอมราคาแพงของแขกที่มาร่วมแสดงความยินดี ค่ำคืนนี้ควรเป็นคืนแห่งความยินดีปรีดากับความรักของคู่บ่าวสาว ทว่าสำหรับภริตานั้นพื้นที่ที่เธอกำลังยืนไม่ต่างอะไรกับเวทีที่กำลังพิพากษาเธอ ภริตาในชุดเจ้าสาวยืนเคียงข้างเจ้าบ่าวที่ทรงอำนาจและอิทธิพลในภาคเหนือและวงการไวน์ พ่อเลี้ยงปัทม์ ว่าที่เจ้าสาวของพ่อเลี้ยงไร่องุ่นที่ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์มีเพียงแม่เลี้ยงปารมีซึ่งเป็นมารดาของเขายืนต้อนรับแขกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ว่าที่เจ้าสาวที่สวยสะดุดตาแขกผู้มาร่วมงาน เผยริมฝีปากบางได้รูปพยายามฝืนยิ้มจาง ๆ ประดับบนใบหน้าอย่างไม่เต็มใจ ทว่าในอกกลับตึงแน่นราวกับหายใจไม่สุด ไม่นานเสียงส้นสูงกระทบพื้นดังแว่วเข้ามาเรื่อย ๆ กระทั่งหยุดตรงหน้า ภริตาเงยหน้าขึ้นดวงตาคู่สวยมองภาพตรงหน้าแฝงด้วยความระแวดระวัง “พี่สะใภ้ดูสวยจังเลยค่ะวันนี้” ปริมน้องสาวเพียงคนเดียวของพ่อเลี้ยงปัทม์เข้ามายืนข้างพี่ชาย ครั้นสายตาที่มอง ภริตาไม่ได้มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความยินดีแม้แต่น้อย “ขอบคุณค่ะ” ภริตาตอบเบา ๆ แม้อีกฝ่ายส่งเสียงในลำคออย่างเปิดเผย ก่อนหันไปทางกลุ่มแขกที่มาร่วมงานแสดงความยินดี ยืนล้อมวงเป็นกลุ่มๆ สนทนา “ทุกคนรู้ไหมคะ กว่าจะได้เจ้าสาวคนนี้มา พี่ชายฉันต้องจ่ายตั้งห้าสิบล้านแน่ะ” น้ำเสียงแหลมดังขึ้น บทสนทนารอบข้างเงียบลงทันที แก้วไวน์ในมือบางใบค้างกลางอากาศ “ห้าสิบล้าน!” เสียงทวนคำดังขึ้นจากหลายทิศทาง คล้ายกระแสลมที่พัดผ่านฝูงชน ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงฮือฮาเบา ๆ ที่กระเพื่อมอยู่ทั่วทั้งห้อง สายตานับสิบคู่หันมองกันไปมาอย่างมีนัย บ้างยกคิ้วสูง บ้างกระซิบกระซาบราวกับตัวเลขนั้นมีน้ำหนักมากพอจะสะเทือนบรรยากาศทั้งงานได้ในพริบตา “ยัยปริมหยุดเดี๋ยวนี้นะ” น้ำเสียงเอ็ดของแม่เลี้ยงปารวีดังขึ้นเพื่อหยุดกิริยาก้าวร้าวของบุตรสาว ทว่าไม่เป็นผลเมื่อปริมแสยะยิ้มอย่างสมเพชใส่เธอปรายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะพูดต่อ “ก็ต้องลงทุนหน่อยสิคะพี่ปัทม์ แม้ของบางอย่างมันจะตีราคาตัวเองสูงเกินตัว” คำว่า ของบางอย่าง ถูกเน้นชัด ภริตารู้สึกเหมือนเลือดสูบฉีดใบหน้าเล็กๆ ของหญิงสาวแดงก่ำค่อยๆ หลุบสายตามองพื้นด้วยความละอาย สายตาหลายคู่มองเธออย่างเปิดเผยไม่ใช่มองเจ้าสาวแต่มองสินค้าที่ถูกตั้งราคาสูงลิ่ว “พี่สะใภ้คงภูมิใจนะคะ” อีกฝ่ายเอียงหน้าเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะมีค่าตัวขนาดนี้” เสียงหัวเราะบางเบาดังขึ้นประปราย ภริตาเผลอกำชายสูทของว่าที่สามีแน่นโดยไม่รู้ตัว เธอหวังเพียงว่าเขาจะพูดอะไรสักคำ หรืออาจจะติเตียนบอกว่าน้องสาวพูดเกินไป บอกว่าเรื่องนั้นไม่ใช่ความจริงแต่เขากลับยืนนิ่งจนความรู้สึกยากจะคาดเดา แม้แต่บิดาและคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นครอบครัวเธอเองยังไม่มีใครออกมาโต้แย้งแทนเธอเลยสักคน แววตาของเขาไม่ได้ขุ่นเคืองไม่ได้ตำหนิน้องสาวสักคำเดียวกลับกัน เขามองภริตาด้วยสายตาที่เหมือนกำลังยืนยันคำพูดนั้น “ก็จริงไม่ใช่เหรอ” เสียงเขาเอ่ยเรียบ ๆ ในที่สุดประโยคนั้นเหมือนมีดที่เสียบลงกลางอก น้องสาวหันไปยิ้มให้พี่ชายอย่างผู้ชนะ “เห็นไหมคะ พี่ชายฉันยังยอมรับเลย” ภริตารู้ดีสำหรับเขา น้องสาวคือคนที่เขาปกป้องเสมอคำพูดของเธอคือความจริง ความรู้สึกของเธอสำคัญกว่าใคร ส่วนภริตา…เป็นเพียงผู้หญิงที่เขาตัดสินเธอว่าเสนอร่างกายและชีวิตตัวเองแลกกับเงินห้าสิบล้านบาทไปแล้ว “หวังว่าการลงทุนครั้งนี้จะคุ้มค่านะคะพี่” น้องสาวกระซิบเบา ๆ แต่ดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน “หยุดเดี๋ยวนี้นะ ถ้ายังเห็นว่าแม่เป็นแม่ ถ้าลูกสองคนไม่หยุดแม่จะออกไปจากที่นี่ทันที” น้ำเสียงเด็ดขาดของแม่เลี้ยงสูงวัยจนทุกคนต้องเคารพและหยุดนิ่งทันที เขาเพียงยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ ไม่แม้แต่จะปฏิเสธ หรือแก้ต่างจากสิ่งที่น้องสาวพูด ความเงียบของเขาคือการเห็นด้วยอย่างชัดเจน ส่วนเธอที่ยืนนิ่งท่ามกลางคำพูดที่เจ็บปวดภายใต้แสงไฟสว่างไสว เสียงหัวเราะกลับมาดังอีกครั้งดนตรีกลับมาบรรเลงต่อ ทุกอย่างเหมือนปกติ ยกเว้นศักดิ์ศรีของเธอที่ถูกเหยียบย่ำต่อหน้าคนทั้งห้อง ในค่ำคืนที่เธอควรได้รับการปกป้องจากบิดามากที่สุดกลับไม่เป็นเช่นนั้น ส่วนคนที่กำลังยืนข้างเธอกลับเลือกยืนข้างคนที่ทำร้ายเธอแทน...บทที่ 5บ้านท้ายไร่แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าสอดส่องผ่านผ้าม่านบาง ๆ เข้ามาในห้องไอร้อนจากแสงแดดสัมผัสร่างบางในผ้าห่มคนตัวเล็กลืมตาตื่นขึ้นมาจากห้วงความฝันกับความปวดหนึบกลางร่างกายเสียงสั่งการของพ่อเลี้ยงเจ้าของไร่แฝงด้วยบารมีน่าเกรงขามเฉกเช่นผู้มีอำนาจเหนือกว่าดังแว่วอยู่กลางโถงบ้านขนาดใหญ่กลางพื้นที่ไร่องุ่นกว่าหนึ่งพันไร่ ดังเล็ดลอดเข้าไปยังห้องนอนที่เธอใช้เป็นเรือนหอเมื่อคืน“จัดการห้องนั้นให้เรียบร้อย เปลี่ยนผ้าปูทั้งหมด แล้วก็ล็อกไว้ ผมจะไม่ใช้มันแล้ว” บ้านจันทร์หัวหน้าแม่บ้านเก่าแก่ของไร่แห่งนี้รับคำสั่งอย่างรวดเร็ว บรรยากาศเงียบสงบไม่มีใครกล้าถามเหตุผลว่าทำไมเขาถึงไม่ใช้มันอีกแล้วภริตาที่แอบยืนอยู่ในห้องเปิดประตูเล็กน้อยตั้งใจฟังฟังอยู่ไม่ไกล ได้ยินทุกคำพูดของเขานั้น ห้องที่เขาพูดถึงคือห้องหอของเธอและเขาเมื่อคืน ซึ่งก็คือห้องที่เธออยู่ในตอนนี้เมื่อคืนมันเป็นเพียงหน้าที่เป็นเพียงข้อตกลงทางธุรกิจ เขาบอกตัวเองชัดเจนว่าจะไม่แตะต้อง จะไม่ปล่อยให้ผู้หญิงที่ “เสนอชีวิตตัวเองแลกเงิน” เข้ามามีอิทธิพลเหนือความรู้สึกแต่ทุกอย่างกลับพังลงในคืนเดียว เธอไม่ใช่ผู้หญิงมากเล่ห์อย่างที่เขาคิด ไม่
บทที่ 4คืนเข้าหอที่ไม่มีความรักหลังจากเสร็จพิธีงานเลี้ยงและส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาว ประตูห้องหอปิดลงพร้อมกับความเงียบหลังงานเลี้ยงหรูหราทำให้บรรยากาศภายในห้องยิ่งอึดอัดขึ้นกว่าเดิมภริตายืนนิ่งอยู่ข้างเตียงครู่ใหญ่ ชุดเจ้าสาวยังแนบกาย เธอรู้ดีว่าอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้ ชีวิตของเธอจะเปลี่ยนไปอย่างไม่มีทางย้อนกลับเขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาปลายเตียงขนาดคิงไซต์อย่างเหนื่อยล้า มือปลดกระดุมสูทราคาแพงช้า ๆ สายตาคมเข้มมองเธออย่างไม่ปิดบังใบหน้าหล่อเหลาคมคายจ้องมองเธอไม่วางตา ในแววตานั้นไม่มีความอ่อนโยน ไม่มีแม้แต่ความรักแบบคู่บ่าวสาวทั่วไป มีแค่เพียงแรงอารมณ์ที่คุกรุ่นมาจากคำดูถูกในงานเลี้ยงและความเชื่อฝังแน่นว่าเธอคือผู้หญิงที่ยอมแลกร่างกายและศักดิ์ศรีทุกอย่างด้วยเงิน“ตอนนี้ไม่มีแขก ไม่มีคนดู เลิกแสดงได้แล้วผมสะอิดสะเอียน” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดบีบคั้นความรู้สึกของอีกฝ่าย พร้อมสาวเท้าเข้ามาใกล้จนเธอถอยหลังชนฝา ดวงตาสีดำรัติกาลฉ่ำวาวจ้องมองสำรวจคนตรงหน้า ลมหายใจอุ่นร้อนโน้มลงใกล้ใบหน้ากลิ่นไวน์จาง ๆ ปะปนกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเป็นครั้งแรกที่ได้ใกล้ชิดขนาดเห็นและสัมผัสลมหายใจเขารดต้นคอทำให้หัวใจดวงน้
บทที่ 3คำดูถูกกลางงานเลี้ยงงานเลี้ยงเวลาหนึ่งทุ่มแสงไฟระย้ากระทบคริสตัลพราวระยิบระยับเหนือศีรษะเสียงดนตรีคลอเบา ๆ เคล้ากลิ่นไวน์และน้ำหอมราคาแพงของแขกที่มาร่วมแสดงความยินดีค่ำคืนนี้ควรเป็นคืนแห่งความยินดีปรีดากับความรักของคู่บ่าวสาว ทว่าสำหรับภริตานั้นพื้นที่ที่เธอกำลังยืนไม่ต่างอะไรกับเวทีที่กำลังพิพากษาเธอภริตาในชุดเจ้าสาวยืนเคียงข้างเจ้าบ่าวที่ทรงอำนาจและอิทธิพลในภาคเหนือและวงการไวน์ พ่อเลี้ยงปัทม์ ว่าที่เจ้าสาวของพ่อเลี้ยงไร่องุ่นที่ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์มีเพียงแม่เลี้ยงปารมีซึ่งเป็นมารดาของเขายืนต้อนรับแขกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่าที่เจ้าสาวที่สวยสะดุดตาแขกผู้มาร่วมงาน เผยริมฝีปากบางได้รูปพยายามฝืนยิ้มจาง ๆ ประดับบนใบหน้าอย่างไม่เต็มใจ ทว่าในอกกลับตึงแน่นราวกับหายใจไม่สุดไม่นานเสียงส้นสูงกระทบพื้นดังแว่วเข้ามาเรื่อย ๆ กระทั่งหยุดตรงหน้า ภริตาเงยหน้าขึ้นดวงตาคู่สวยมองภาพตรงหน้าแฝงด้วยความระแวดระวัง“พี่สะใภ้ดูสวยจังเลยค่ะวันนี้” ปริมน้องสาวเพียงคนเดียวของพ่อเลี้ยงปัทม์เข้ามายืนข้างพี่ชาย ครั้นสายตาที่มองภริตาไม่ได้มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความยินดีแม้แต่น้อย“ขอบคุณค่ะ” ภริตาตอบเบา ๆแ
บทที่ 2ห้าสิบล้านบาทที่แลกด้วยศักดิ์ศรีตัวเลขห้าสิบล้านบาทบนแผ่นกระดาษสีขาวสะอาดตัวหนังสือคมชัดยิ่งกว่าคมของใบมีดภริตายืนนิ่งราวกับถูกสาบอยู่ท่ามกลางผู้ที่มาร่วมงาน เขาชายผู้ที่มีอำนาจปกครองผืนแผ่นดินไร่องุ่นนี้ ราวกับจำเลยที่กำลังรอฟังคำพิพากษา“หนี้ของพ่อคุณ” พ่อเลี้ยงปัทม์ผู้ทรงอำนาจพูดเสียงเรียบ “ห้าสิบล้านบาท แลกกับการที่คุณจะเป็นนางบำเรอขัดดอกของผม”คำว่า นางบำเรอขัดดอก ทำให้หัวใจของเธอกระตุกวูบ“ฉันไม่ได้เป็นนางบำเรอของใคร”“อย่าทำตัวเป็นไร้เดียงสา บริสุทธิ์หน่อยเลย” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาโฟกัสมาที่เธอคนเดียว ใบหน้าดุดันของเขาแผ่รังสีอำหิตปนดูแคลน“พ่อคุณมาคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนผม แล้วคุณก็อาสาเสนอ ‘ตัวเอง’ เป็นทางออกของเงินจำนวนนี้” ถ้อยคำดูแคลนของคนตรงหน้า ทำให้เธอเหมือนถูกเหยียบจนจมดินหัวใจดวงน้อยขมขื่นจนไม่อาจอธิบายได้ความจริงในคืนนั้นไม่มีคำว่าอาสา มีเพียงเสียงของภรรยาใหม่บิดาเธอร้องไห้สะอื้นแม้เธอจะรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงสิ่งลวงตา มีเพียงบิดาที่ไม่กล้าสบตาลูกสาวคนโตเพราะละอายแก่ใจ“ทำไมต้องเป็นไวน์คะคุณพ่อ” สายตาที่เอ่อด้วยหยาดน้ำตามองไปยังบุคคลในห้อง“ไพน์ไม่แต่งนะคะคุณพ่
บทที่ 1เจ้าสาวของคนที่เกลียดเธอแสงแดดยามบ่ายทอดตัวเหนือผืนไร่กว้างขวางสุดสายตาท่ามกลางความงดงามของหุบเขาที่รายล้อมเขียวขจี ใบองุ่นกำลังพลิ้วไหวตามสายลมในฤดูหนาว ซุ้มดอกไม้ถูกจัดวางอย่างวิจิตรท่ามกลางดอกไม้หลากหลายชนิดเรียงรายแขกผู้มีเกียรติที่มีหน้ามีตาต่างสวมรอยยิ้มแสดงความยินดี ไออุ่นของเสียงดนตรีคลอเบา ๆ กับกลิ่นไวน์ชั้นดีราวกับนี่คือวันแห่งความสุขที่สมบูรณ์แบบที่สุดแต่สำหรับภริตา มันคือเวทีที่เธอยืนอยู่เพียงลำพังในชุดเจ้าสาวสีงาช้างปักคริสตัลอย่างสง่างาม ผ้าลูกไม้ละเอียดที่แสนประณีต ทว่าไม่ได้ช่วยให้หัวใจน้อยของเธอเบาขึ้นแม้แต่น้อย มือที่คล้องแขนเจ้าบ่าวเย็นเฉียบ ทั้งที่อากาศอบอุ่นพ่อเลี้ยงปัทม์ เจ้าของไร่องุ่นและตอนนี้เป็นเจ้าบ่าวของภริตา ยืนเคียงข้างเธอด้วยความสูงกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรรูปร่างกำยำผิวเนียนละเอียด จมูกคมรับสันโด่งอย่างสมบูรณ์แบบในสายตาแขกที่มาร่วมงาน เขาสวมชุดสูทสีเข้มเข้ากับบุคลิกสุขุมเย็นชา ใบหน้าคมคายไร้ซึ่งรอยยิ้มและอารมณ์ใดๆ แววตาคมกริบที่กำลังมองเธอไม่มีกระทั่งแววตาแห่งความรักแม้แต่นิดเดียว....ทว่ามันคือสายตาของคนที่กำลังมองอย่างประเมินค่าสิ่งของ







